วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564

ระดับของความดี


                 คำว่า “ความดี” มีความหมายในหลายๆ อย่าง เช่น ดีคือไม่เสีย ดีคือมีประโยชน์ ดีคือมีความสุข ฯลฯ ความดีนั้นมีหลายระดับ ทั้งยังกว้างขวางและลึกซึ้ง ในชาดก ได้กล่าวถึงความดีลักษณะหนึ่งของผู้ครองเรือนไว้อย่างน่าสนใจ โดยแบ่งเป็นสี่ระดับคือ

                ๑.ขยั่นหมั่นเพียร จัดเป็นความดีขั้นพื้นฐาน เพราะจะทำให้ชีวิตอยู่รอด ทำให้ร่างกาย สมองและความคิดมีพัฒนาการ เป็นคนที่มีคุณภาพในระดับแรกสุด เป็นต้นทุนทำให้มีการต่อสู้และสร้างสรรค์

                ๒.รู้จักแบ่งปัน เป็นความดีที่สูงขึ้นไปอีก เพราะรู้จักมองให้พ้นไปจากผลประโยชน์ของตัวเอง มีการคำนึงถึงความเป็นอยู่ของผู้อื่นยินดีแบ่งปันแม้ผลประโยชน์อันได้จากความหมั่นเพียรซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรม แม้การได้ครอบครองจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ แต่บางครั้งการเสียสละกลับเป็นความยิ่งใหญ่กว่า

                ๓.เมื่อได้ลาภยศก็ไม่หลงระเริง คือไม่ตกเป็นทาสวัตถุ ไม่หลงมัวเมาในลาภยศชื่อเสียงถือเอาสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่จะทำความดีได้อย่างสะดวกและกว้างขวางขึ้น ความพรั่งพร้อมที่มีอยู่ก็เป็นโอกาสดีที่จะพัฒนาตัวเองให้มีค่ายิ่งขึ้น

                ๔.เมื่อถึงคราววิบัติก็ไม่ท้อแท้ ด้วยมองเห็นว่าทุกคนล้วนเกิดมาตัวเปล่า เมื่อเริ่มจากศูนย์ หากวันหนึ่งต้องกลับไปเหลือศูนย์อีก ก็เป็นความเสมอตัวเท่านั้น ไม่ใช่ขาดทุน แล้วประคองชีวิตเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง เยือกเย็น และสง่างาม เป็นบุคคลชนิดยิ้มได้เมื่อภัยมา

                ความดีทั้งสี่ระดับนี้ เป็นการแบ่งจากต่ำไปหาสูง จากง่ายไปหายาก โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้มนุษย์ยกระดับการทำความดีให้สูงขึ้น ก้าวหน้าขึ้น และเป็นเครื่องทดสอบตัวเองว่า ขณะนี้เรามีความดีอยู่ในระดับใด

............................................

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

พลังสามัคคี

                 ในคนคนหนึ่งย่อมมีพลังเฉพาะตัวเพียงระดับหนึ่ง สามารถแบกหามได้เท่านั้น มองเห็นได้เท่านั้นคิดอ่านได้เท่านี้ คือเท่าที่ขอบเขตของตนเองจะสามารถทำได้ แต่ถ้าคนสองคนสามัคคีกันร่วมแรงร่วมใจกันพลังทั้งหมดนั้นก็จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว พลังสามัคคีนี้ ดี ง่าย ไม่ต้องซื้อหา และไม่มีใครที่ไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์แต่ความสามัคคีจะเกิดขึ้น ในทางพระพุทธศาสนาได้มีแนวปฏิบัติตามหลักธรรมสี่ประการ ดังนี้

                ๑.เมตตา ความรักความปรารถนาดีต่อกัน ทั้งทางการกระทำ ทางคำพูดและทางความคิดเพราะการอยู่ร่วมกับคนอื่น หรือกับคนหมู่มาก ย่อมมีข้อคิดเห็นและการกระทำที่ขัดแย้งกันได้ การมีเมตตาทำให้มีต้นทุนทางอารมณ์ที่ดี พร้อมที่จะแก้ปัญหาอย่างคนที่รักใคร่ เห็นอกเห็นใจกันและกัน

                ๒.สาธารณโภคี จัดสรรผลประโยชน์อย่างเสมอหน้าและเป็นธรรม ไม่มักมากเห็นแก่ตัว หรือพวกพ้องของตน เพราะผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งทุกยุคทุกสมัย

                ๓.สีลสามัญญตา มีความประพฤติเสมอกัน ถึงจะมีการกระทำต่างกันบ้าง แต่ต้องลงกันได้ภายในกรอบกติกา คือ ไม่ละเมิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนระเบียบแบบแผนของส่วนรวมไม่ว่าจะทำเองหรือสนับสนุนผู้อื่น

                ๔.ทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นเสมอกัน หากยังคิดให้ตรงกันไม่ได้ อย่างต่ำที่สุดก็ต้องเห็นให้เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งว่า ความคิดที่ไม่ตรงกันนั้นแหละ เป็นสิทธิเสรีภาพเป็นสิ่งที่ต้องรับฟังและให้เกียรติกัน ความเห็นที่เสมอกันอย่างนี้ จะเป็นเครื่องยับยั้งไม่ให้ความคิดที่ไม่ตรงกันกลายเป็นอาวุธทิ่มแทงจนเกิดการแตกหักได้

                ถ้าคนสองคนสามัคคีกัน พลังที่มีก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว พอจะพูดได้ว่าเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสองแต่ถ้าคนสองคนแตกสามัคคี เกลียดชังมุ่งร้ายกัน จะไม่ใช่สองหารสองแล้วกลับมาได้หนึ่งเหมือนเดิม เพราะจะเกิดการเบียดเบียนทำลายล้างกันเอง จนแม้แต่ศักยภาพและตัวตนที่มีอยู่เดิมก็จะย่อยยับลงไปด้วย ดังนั้นเมื่อเห็นประโยชน์ของความสามัคคีนั้นแล้ว ก็พึงดำรงตนไว้ในหลักธรรมทั้งสี่ข้างต้น

............................................

ผลบุญ


                 การทำบุญเป็นกิจกรรมที่มีอยู่ในทุกศาสนา โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนามีการทำบุญหลายวิธี เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น เป็นวิธีชักนำให้คนเข้าหาความดี การทำบุญนั้นไม่ว่าจะมีกรรมวิธีแตกต่างกันอย่างไร ก็ทำให้เกิดความดีที่เป็นผลรวมเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือปิดกั้นอกุศล ไม่ให้ความชั่วได้ช่อง

                โดยธรรมชาติ ดีกับชั่วย่อมเป็นปฏิปักษ์กันเองอยู่ในตัว ขณะที่กำลังพูดไพเราะ จะไม่สามารถพูดคำหยาบได้ ขณะที่เกิดความรักอย่างท่วมท้นจะไม่สามารถโกรธได้ เมื่อเปิดช่องให้ความดีมากเท่าใด โอกาสของความชั่วก็น้อยลงเท่านั้น การทำบุญจึงไม่ใช่เป็นเพียงประเพณีหรือข้อบัญญัติที่เลื่อนลอย แต่มีผลดีต่อชีวิตจริงๆ อย่าน้อย ๒ ระยะคือ

                ระยะแรก ทำให้เกิดความสุขใจ บางคนพรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง ความมีหน้าทีตาในสังคม แต่หาความสุขใจไม่ค่อยได้ ที่เป็นดังนั้นเพราะยังเข้าไม่ถึงความสุขอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อะนะวัชชะสุข คือ สุขเกิดจากการไม่กระทำสิ่งที่มีโทษ ได้แก่ ความปลอดโปร่งใจ วางใจได้สนิทว่าไม่มีความผิดที่ต้องเดือดร้อนสะดุ้งระแวง มีความสงบเย็น ไม่ถูกทำร้ายแม้จากความรู้สึกของตัวเอง

                ระยะที่สอง ทำให้เกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะความมั่นใจในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะคนที่ใกล้ตายจะต้องละทิ้งทรัพย์สมบัติครอบครัว และญาติมิตรที่เคยเป็นที่พึ่งไว้เบื้องหลัง ครั้นมองไปข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปไหน เผชิญกับอะไร ตกอยู่ในสภาพอ้างว้างหวาดหวั่น เพราะไม่เห็นว่าสิ่งใดจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวพึ่งพิงได้ จึงมีแต่บุญหรือความดีเท่านั้น ที่จิตใจจะนึกหน่วงเอามาเป็นอารมณ์ ทำให้เกิดความภูมิใจและมีกำลังใจได้บุญที่ทำไว้จึงเป็นที่พึ่งสุดท้ายจริงๆ

                การทำบุญไม่ว่าในศาสนาไหน ย่อมไม่ได้เป็นเพียงประเพณีเท่านั้น ทุกครั้งที่ทำ หมายถึงได้ปิดกั้นความชั่ว เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขใจและมั่นใจ ทำให้ชีวิตเป็นสุขขึ้นทันตาเห็น ไม่ใช่เรื่องควรรังเกียจหรือน่าเบื่อหน่ายแต่อย่างใด

............................................

เรือเร่

                 ในสมัยที่การค้าขายทางเรือเจริญรุ่งเรือง พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายทางเรือจะนำสินค้าของตนบรรทุกเรือขึ้นล่องไปตามแม่น้ำลำคลองเพื่อค้าขายยังสถานที่ต่างๆ เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน จึงกลับบ้านสักครั้งหนึ่ง บางครั้งก็ไปพร้อมกันหลายๆ ลำเป็นหมู่คณะ พอพลบค่ำก็จอดพักแรมตามสถานที่นั้นๆ จัดแจงหาก้อนหินหรือก้อนดินมาทำเป็นก้อเส้า จุดไฟหุงต้มอาหาร กินอยู่หลับนอนและขับถ่ายกันบริเวณนั้น ครั้งรุ่งเช้าก็ล่องเรือต่อไปทิ้งให้สถานที่ที่พักแรมสกปรกรุงรังไปด้วยก้อนเส้า เศษไม้ เศษฟืน เศษอาหาร รวมทั้งสิ่งปฏิกูลอื่นๆ เจ้าของสถานที่ หรือผู้ที่ผ่านมาพบเห็นก็รังเกียจระอา จนกลายเป็นที่เข้าใจทั่วกันว่าพวกเรือเร่ก็เป็นอย่างนี้ ทั้งที่พ่อค้าเรือเร่ที่ดีๆ ก็คงจะมีอยู่ แต่ก็โดนโทษเหมารวมกันไป

                โลกก็เป็นเหมือนที่พักแรมชั่วคราวซึ่งใช้เป็นสถานที่ประกอบการของชีวิต คนที่มาสู่โลกนี้บางคนก็ได้กำไร เพราะใช้โลกนี้เป็นเวทีสร้างความดีแก่ตน มีน้ำใจสงเคราะห์ผู้อื่น ทำโลกให้น่าอยู่และงดงามสำหรับคนรุ่นหลัง บางคนก็เสมอตัวแค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่บางคนก็สร้างความเดือดร้อนเสียหายทิ้งไว้ให้เป็นส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้มาทุกยุคทุกสมัย

                ไม่มีใครมาแล้วไม่จากไป เกณฑ์อย่างต่ำที่สุดจึงควรเป็นว่า เมื่อมาแล้วถ้าหากสร้างคุณประโยชน์อะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่ทิ้งความยุ่งยากและน่ารังเกียจไว้ให้คนอยู่หลัง จึงเสมอตัว คือถึงไม่สามารถจากไปอย่างสง่างามท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญได้ แต่ก็ไม่ควรจากไปอย่างมีมลทินติดตัวท่ามกลางเสียงประณามกล่นด่าเหมือนพวกเรือเร่

............................................

กอไผ่


                 ไผ่เป็นไม้พุ่มชนิดหนึ่ง นักพฤกษศาสตร์จัดไว้ในจำพวกพืชตระกูลหญ้า มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น หน่ออ่อนใช้ทำอาหาร ลำต้นใช้สร้างที่พักอาศัย ใช้ทำสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมกระดาษ เป็นต้น ไผ่มีหลายชนิด แต่เมื่อว่าโดยรวมมีลักษณะเด่นอยู่สี่ประการคือ

                ๑.อยู่รวมกลุ่มกัน ไผ่จะแตกลำต้นออกหลายๆ ต้น จนกลายเป็นกอใหญ่ที่หนาแน่นมั่นคง สามารถต้านแรงลมหรือพายุฝนได้ ไม่เคยมีไผ่ต้นใดแตกแยกไปอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง ลักษณะดังกล่าวให้ข้อคิดในเรื่องความสามัคคี ความกลมเกลียวเหนี่ยวแน่น ว่าเป็นพลังให้ต่อสู้กับอุปสรรคอันตรายได้

                ๒.สร้างเครื่องป้องกันตัวเอง ไผ่แต่ละกอจะมีเรียวไผ่ที่หนาแน่นและหนามอันแหลมคม ซึ่งเกิดมาจากไผ่แต่ละลำนั่นเอง เป็นปราการอันเข้มแข็ง ลักษณะดังกล่าวให้ข้อคิดว่า แต่ละคนจะต้องรู้จักเสียสละความรู้ ความสามารถและผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อความสุข ความมั่นคงของส่วนรวม

                ๓.อดออมอาหารไว้ยามขาดแคลน ในฤดูแล้ง ไผ่จะสลัดใบทิ้งหมด เพื่อจะไม่ต้องนำน้ำหรืออาหารไปเลี้ยงใบ และใบที่หล่นลงไปกลบโคนต้นไว้นั้น จะทำให้ต้นไผ่ชุ่มชื้น เป็นการอดออมและเตรียมพร้อมในยามขาดแคลน ลักษณะดังกล่าวให้ข้อคิดว่าการรู้จักกินรู้จักใช้จะทำให้ไม่ต้องเดือดร้อนในคราวจำเป็น

                ๔.ไผ่พินาศด้วยพวกเดียวกัน เพราะไผ่นั่นเองที่ถูกตัดไปทำเป็นด้ามพร้า เพื่อมาทำลายไผ่ด้วยกัน เป็นข้อคิดที่ว่า ประเทศชาติหรือสังคมจะเสียหายหรือพินาศล่มจมลงไปก็เพราะคนที่อยู่ในประเทศชาติหรือสังคมนั้นๆ นั่นเอง

                ความสามัคคีปรองดอง การรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม รู้จักประหยัดอดออม และไม่เป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีทั้งสี่ประการนี้ เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดในทุกยุคทุกสมัย ถึงจะไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือศาสตร์ใดๆ เลย เพียงแต่มองแค่กอไผ่ แล้วพิจารณาให้ดีก็จะเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจได้

............................................

มนต์รัก

             ธรรมชาติของทุกคนย่อมต้องการเป็นที่รักของผู้อื่น ไม่ต้องการเป็นที่รังเกียจของใครๆ วิธีทำให้คนอื่นรักมีด้วยกันหลากหลายตามความเชื่อที่ต่างกันออกไป ไม่เว้นแม้แต่การหันไปพึ่งคุณไสยหรือเวทมนต์คาถา เพื่อช่วยให้ดลใจให้คนอื่นรัก ทางพระพุทธศาสนาได้สอนหลักปฏิบัติสำหรับยึดเหนี่ยวใจคนให้เกิดความรักที่เรียกว่า สังคหวัตถุหรือมนต์รักไว้สี่ประการคือ

                ๑.ทาน เป็นผู้ให้ ยินดีเสียสละแบ่งปัน ทั้งเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น และเพื่อแสดงน้ำใจ

                ๒.ปิยวาจา จะพูดอะไรก็พูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะน่าฟัง แม้จะต้องตำหนิกล่าวโทษ ก็แสดงเหตุผลด้วยถ้อยคำสุภาพ ไม่หยาบกระด้างหรือใช้อารมณ์

                ๓.อัตถจริยา ทำตังให้เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยกำลังกาย กำลังความคิด แม้เขาไม่ออกปากก็มีน้ำใจ ไม่ดูดาย

                ๔.สมานัตตตา วางตัวเหมาะสม คือวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย และเหมาะสมกับฐานะที่เป็น เช่นในฐานะที่เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นสามีภรรยา เป็นเพื่อน ฯลฯ

                ความรักเป็นเรื่องของจิตใจ ต้องอาศัยความดีเป็นสะพานเชื่อมให้เกิดความซาบซึ้งประทับใจต่อกัน มนต์รักจึงไม่ใช่มนต์ดำที่ปกปิด แต่เป็นมนต์ขาวที่เปิดเผย ไม่ใช่มนต์เสกแต่เป็นมนต์สร้าง

                                อันวิชาอาคมผสมเสน่ห์     สำแดงเล่ห์หลอกคนว่ามนต์ขลัง

                เสียเวลาประวิงไม่จริงจัง                   เพราะมนต์ขลังมีอยู่ทั่วในตัวเรา

                คือกิริยาวาจาอัชฌาสัย                        แม้ทำไว้ให้ดีไม่มีเฉา

                ประชาชนยลพักตร์ย่อมรักเรา          ไม่ต้องเป่าเสกสั่งก็ขลังเอง.

............................................

ค่าของคน


                 เรามักได้ยินการพูดถึงค่าของคนอยู่เสมอ ทำให้ใครๆ ก็อยากเป็นคนดีมีค่ากันทั้งนั้น ค่าของคนนั้นโดยมากก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าจะนำสิ่งใดมากำหนดว่าสมควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้างว่าจึงจะเรียกว่าค่าของคน ทั้งนี้ก็ขึ้นกับมุมมองในแง่ต่างๆ ในเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ แต่มีพื้นฐานตามทางธรรมได้บอกไว้อย่างน้อยสี่ข้อสำหรับพื้นฐานของค่าของคน ที่สมควรต้องมีและรักษาไว้ให้ได้ก่อน ดังนี้

                ๑.มองไกล ได้แก่มองอย่างทั่วถึงตลอดสาย เช่น เมื่อเห็นคนที่เจริญรุ่งเรือง หรือเห็นคนที่ตกต่ำหายนะก็ไม่มองแค่ความรุ่งเรืองหรือความตกต่ำที่ปรากฏ แต่มองต่อไปถึงการทำงาน วิธีคิด การดำรงตนที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น คือมองเข้าไปจนถึงเหตุปัจจัยลักษณะเด่นของคนๆ นั้น โดยต้องมีวิธีคิด ที่เรียกว่าคิดเป็น

                ๒.ใฝ่ดี คือดีด้วยความสมัครใจ ดีเพราะศรัทธาในความดี ดำเนินชีวิตด้วยความสุจริต ขยันหมั่นเพียร แม้จะมีสิ่งเย้า ก็ไม่หวั่นไหวตั้งมั่นในความดีนั้นๆ อย่างแน่วแน่

                ๓.ทำหน้าที่ถูกต้อง ปฏิบัติหน้าที่ได้เหมาะสมกับฐานะที่เป็นอยู่ ทั้งหน้าที่การงานและหน้าที่ที่มีต่อบุคคลรอบข้าง  หน้าที่พ่อหรือแม่ หน้าที่สามีหรือภรรยา หน้าที่ของลูก หน้าที่ต่อญาติมิตรและเพื่อนพร้อง หน้าที่ต่อเพื่อนร่วมงานในทุกระดับ ต้องรู้ถึงหน้าที่ที่ถูกต้องนี้จนรู้สึกว่าไม่มีสิ่งไหนที่ควรต้องทำแต่ต้องทำให้เป็นหน้าที่ แม้บางเรื่องจะยังทำไม่สำเร็จก็ต้องไม่ละทิ้ง

                ๔.อยู่ในครรลองแห่งแบบแผน คือมีระเบียบวินัยเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่ให้ชีวิตผ่านไปวันๆ ตามอำเภอใจ หรือกำหนดกฎเกณฑ์จนอยากที่จะปฏิบัติตามให้ผ่านไปได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในระดับพอดี ไม่ละเลยและก็ไม่เข้มงวดจนเกินไป

                ในการแสวงหาค่าให้กับตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคิดว่าต้องทำให้คนอื่นยอมรับ ให้เขาเห็นความสำคัญเสียก่อนจึงจะเป็นคนมีค่า ก็ไม่ถูกต้องนัก อันที่จริงต้องทำตัวเองนั่นแหละให้มีค่าเสียก่อนจึงจะได้รับการยอมรับ  แต่หากทำไม่ได้จริง ถึงได้รับการยอมรับก็จะเป็นเพียงแค่ค่านิยมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคำว่า “ค่าของคน” เลย

............................................

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เรื่องธรรมดา


                เรื่องธรรมดา หมายถึง เรื่องที่ไม่แปลกประหลาด ไม่น่าอัศจรรย์ คนทั่วไปมักให้ความสำคัญน้อยกว่าเรื่องผิดธรรมดาที่เป็นปรากฏการณ์พิเศษ บางครั้งอาจถึงขั้นมองข้าม ไม่อยากสนใจให้เสียเวลา แต่ในชีวิตของคนเรานี้มีเรื่องธรรมดาอยู่ห้าเรื่องที่จะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด

                ๑.ชราธัมมตา ต้องแก่เป็นธรรมดา 

                ๒.พยาธิธัมมตา ต้องเจ็บไข้เป็นธรรมดา

                ๓.มรณธัมมตา ต้องตายเป็นธรรมดา

                ๔.ปิจวินาภาวตา ต้องพลัดพรากจากของรักเป็นธรรมดา

                ๕.กัมมัสสกตา ต้องรับผลกรรมเป็นธรรมดา

                ทั้งห้าหัวข้อนี้ ในทางธรรมสอนว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเอาใจใส่ ต้องพิจารณาเนืองๆ ให้เข้าใจและยอมรับอย่างถ่องแท้ เพราะจะทำให้เข้าใจชีวิตได้ถูกต้องและมีความพร้อมทั้งสองระดับ คือ พร้อมที่จะรับอันหมายถึงเมื่อความแก่ ความเจ็บ มาถึงก็จะมีสติ ไม่ตื่นตระหนก หรือเป็นทุกข์เกินกว่าเหตุ เป็นต้น และพร้อมที่จะเริ่ม อันหมายถึงเมื่อเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่หนีไม่พ้น จะได้เริ่มตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทแล้วเร่งสร้างคุณค่าและสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง

                ลองคิดล่วงหน้าดูก่อนก็ได้ว่า ถ้าต้องประสบกับปรากฏการณ์ห้าข้อนี้ จะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเดือดร้อนวุ่นวายจนไม่สงบทุเลา หรือท้อแท้ซบเซาจนสิ้นสุข ก็แสดงว่ายังไม่เข้าใจ ยังปฏิบัติผิด แม้ต่อเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องธรรมดาๆ

............................................


ความทุกข์กินเปล่า


                 มีผู้คนจำนวนมากที่มักวิตกกังวล หมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ จนเกิดความทุกข์ล่วงหน้าทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่เกิด เช่น นักเรียนบางคนกังวลว่าจะสอบไม่ได้ จะเรียนไม่จบ กลัวไปสารพัด จะกินจะนอน จะทำกิจวัตรใดๆ ก็ครุ่นคิดแต่เรื่องที่จะสอบไม่ได้ทั้งที่ยังไม่ได้สอบ ข้าราชการบางคนเมื่อได้รับมอบหมายงาน ก็เริ่มวิตกกังวล กลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวผู้บังคับบัญชาจะกวดขันเพ่งเล็ง หรือกลัวว่าจะเกิดอุปสรรคอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ตลอด จนขาดความมั่นใจและรู้สึกเครียด บางคนก็วิตกกังวลกับเรื่องของชีวิต ห่วงว่าถ้าต้องเจ็บป่วยไปเสียคนหนึ่ง ครอบครัวจะอยู่ได้อย่างไร แล้วก็หวดหวั่นกลัดกลุ่มไปกับความคิดที่คิดขึ้นมาเองนั้น

                ทั้งที่เป็นเรื่องที่คิดขึ้นมาเอง จะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระซะทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะถ้าสอบตกขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่ดีเป็นแน่ ถ้าทำงานแล้วเกิดความเสียหายผิดพลาดก็ต้องทุกข์ใจเป็นธรรมดา หรือถ้าเจ็บป่วยทุพพลภาพลงก็จะเป็นมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ จริงๆ ที่คิดทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องที่มีสาระนั่นแหละ เพียงแต่จับสาระไม่ถูก เพราะสาระของเรื่องที่เหล่านั้นก็คือต้องเอาความกังวลนั่นแหละเป็นเครื่องตัดความกังวล เมื่อกังวลว่าจะสอบไม่ผ่านก็ต้องศึกษาค้นคว้า อย่างเต็มที่ จดจ่อทุ่มเทให้กับการอ่านจนไม่มีเวลาไปกังวลกับเรื่องที่จะสอบไม่ผ่านอีก

                มนุษย์เรามีข้อเสียโดยส่วนใหญ่อย่างหนึ่งคือ ลำพังความคิดอย่างเดียวก็ทำให้เกิดความทุกข์ได้เป็นความทุกข์กินเปล่า ที่แทบจะหาที่มาที่ไปไม่ได้เลย แต่สามารถกัดกร่อนชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ แต่หากมองในแง่ดีคือ ลำพังความคิดนี้เหมือนกันถ้าคิดดีคิดถูก ก็จะทำให้นำมาซึ่งความสุขได้อย่างไม่ยาก ฉะนั้นจึงควรศึกษาที่จิตใจนี้เถิด จึงจะสามารถทำให้ไม่ต้องพบกับคำว่า “ความทุกข์กินเปล่า” อีกต่อไป

............................................


ภาวะโลกร้อน


                ปัจจุบัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาในแต่ฤดูกาลที่แปลกออกไปจากที่เคยจะเป็น เชื่อกันว่ามีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน ซึ่งเกิดจากการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศของโลกจำนวนมากจนโลกมีสภาพคล้ายถูกครอบไว้ด้วยเรือนกระจก ทำให้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังโลกไม่สามารถระบายออกไปจากชั้นบรรยากาศได้จึงเกิดภาวะโลกร้อน

                สำหรับในตัวมนุษย์เอง ในทางธรรมะได้กล่าวไว้ว่าสิ่งที่จะทำให้มนุษย์เกิดความเร่าร้อนมีสามอย่างคือ

                ๑.ราคัคคิ ไฟราคะ ได้แก่ ความติดใจ อยากได้ ทำให้กระวนกระวาย ยังไม่ได้ก็เร่าร้อนดิ้นรน ครั้นได้มาก็กังวลหวงแหน เกรงจะสูญเสียพลัดพราก คือไม่ว่าจะผิดหวังหรือสมหวังก็หนีทุกข์ไม่พ้น ยิ่งอยากแบบไม่มีสิ้นสุด ยิ่งไม่มีทางสงบเย็นได้

                ๒.โทสัคคิ ไฟโทสะ ได้แก่ความขัดเคือง ไม่พอใจ ทำให้ร้อนรุ่มอยู่ในอก แม้จะคิดแก้ไขก็มักใช้วิธีจัดการกับผู้อื่น ไม่จัดการตัวเองทั้งที่เป็นเจ้าของความไม่พอใจ กลายเป็นไฟไหม้บ้านหลังหนึ่งแต่พยายามไปดับที่บ้านอีกหลังหนึ่ง

                ๓.โมหัคคิ ไฟโมหะ ได้แก่ ไม่เข้าใจความจริง เห็นผิดว่าถูก เห็นถูกว่าผิด เป็นตัวการทำให้การตัดสินใจ การพูด การทำผิดไปหมด เมื่อมีการปฏิบัติผิดไปจากเหตุผลและความถูกต้องของเรื่องต่างๆ ย่อมประสบแต่ความทุกข์ร้อนอย่างไม่ต้องสงสัย

                จะว่าไฟทั้งสามนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็คงไม่ผิดนัก เพราะถ้ามนุษย์ไม่ทำลาย โลกก็ยังมีความสมดุล ไม่วิปริต และมนุษย์จะทำลายไปทำไม่ถ้าไม่ใช่เพราะโลภไม่มีสิ้นสุด โกรธไม่รู้จักยับยั้ง และหลงชนิดเห็นผิดเป็นถูก ดังนั้น ถ้ายังดับไม่ก็ต้องควบคุมไฟทั้งสามให้ดีที่สุด โลกจึงจะเย็นลงได้

............................................

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563

ส่วนเกิน

 


                 เดิมที มนุษย์สามารถที่จะมีความสุขได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องขึ้นต่อวัตถุภายนอกก็แค่ปัจจัยสี่เท่านั้น คือ กินเมื่อหิว มีที่อยู่อาศัยกันแดดฝน มีเครื่องนุ่งห่มปิดกาย และมียารักษาเมื่อเจ็บป่วย ต่อมาก็เริ่มมีการแสวงหาสิ่งที่เป็นส่วนเกินจากปัจจัยที่จำเป็นต่อการยังชีพเพิ่มเข้าเรื่อยๆ โดยพยายามแสงหาทรัพย์สินเงินทองให้ได้มากๆ ด้วยวิธีต่างๆ แม้วิธีการแสวงหาทรัพย์บางอย่างอาจจะไม่ถูกต้องก็ตาม ในที่สุดก็เป็นการสร้างสมบัติ การสั่งสม รู้สึกเป็นสุขเมื่อได้ครอง ทำให้ยึดติด จนกลายเป็นว่าความสุขของมนุษย์ ต้องขึ้นอยู่ที่ว่ามีสมบัติส่วนเกินนี้ไว้เสพเสวยเท่าไร ลำพังตัวมนุษย์เองไม่สามารถสร้างความสุขให้เกิดได้ เป็นการกดตัวเองให้จมดิ่งในบริโภคนิยม ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง มีเกณฑ์ง่ายๆ เพื่อสำรวจความคิดที่มีต่อปัจจัยส่วนเกินนี้ ว่าได้ตกไปสู่บริโภคนิยมเพียงใด แบ่งเป็นสามระดับคือ

                ระดับที่หนึ่ง ต้องมีให้ได้ ไม่มีไม่ได้ เป็นระดับที่เสียอิสรภาพ เพราะถูกบังคับให้ต้องดิ้นรนเอามาให้ได้ ถ้าไม่ได้ชีวิตก็ไร้ความสุข แต่มีแนวโน้มว่าถึงได้มาจริง ก็จะยังไม่พอง่ายๆ ต้องดิ้นต่อไปอีกเรื่อยๆ

                ระดับที่สอง มีก็ดี ไม่มีก็ได้ เป็นระดับที่เห็นอิสรภาพ เพราะปัจจัยส่วนเกินนั้นไม่ใช่ทางเดียวของความสุขของเขา ถ้ามีก็เกิดความสุข แต่ถ้าไม่มีก็ยังหาความสุขให้กับชีวิตได้อยู่

                ระดับที่สาม มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ เป็นระดับที่มีอิสรภาพ เป็นการนำชีวิตเข้าถึงคุณค่าแท้ จนรู้สึกว่ามีก็ได้คือไม่ปฏิเสธเสียทีเดียว แต่ถ้าไม่มีจะดีกว่า เพราะไม่เป็นภาระต่อการปลดเปลื้องจิตใจที่บริสุทธิ์ สงบเย็น

                ถ้าคิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้ หรือคิดว่า มีก็ได้ ไม่มีก็ดีปัจจัยส่วนเกินก็มีหน้าที่รับใช้ชีวิต แต่ถ้าคิดว่า ต้องมีให้ได้ ไม่มีไม่ได้ ชีวิตก็เป็นเครื่องรับใช้ปัจจัยส่วนเกิน กลายเป็นมนุษย์ที่ยอมจำนนต่อวัตถุ นับเป็นความสูญเสียอย่างถึงที่สุดทีเดียว

............................................

วิถีแห่งธรรม

 


                 ดูเหมือนว่าชาวพุทธในประเทศไทยเราไม่น้อยที่พากันหลงใหลในวัฒนธรรมของชาวตะวันตกกันจนลืมความสำคัญของคำว่า มาฆบูชา หรือวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันตสาวกจำนวน  ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวันมีสาระสำคัญตอนหนึ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่ประกอบด้วยธรรมคือ

                ๑.อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายกัน

                ๒.อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียนกัน

                ๓.ปาติโมกเข จะ สังวโร เคร่งครัดในระเบียบวินัย เคารพในแบบแผนที่มีอยู่

                ๔.มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง บริโภคใช้สอยปัจจัยสี่แต่พอประมาณ ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น

                ๕.ปัตตัญจะ สยะนาสะนัง อยู่ในสถานที่สงบ ไม่วุ่นวาย

                ๖.อธิจิตเต จะ อาโยโค ฝึกจิตให้มั่นคง มีคุณธรรม ประกอบด้วยปัญญา

                อันที่จริงชีวิตคือความเรียบง่าย แต่ความเจริญของโลกอย่างที่เจริญอยู่นี้ ทำให้ชีวิตต้องยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เช่นต้องแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด ต้องปรับตัวอย่างเร็วให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงต้องคอยแก้ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์ด้วยกันเอง และความยุ่งยากซับซ้อนนี้ก็กลายเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ ที่มักก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน การใช้อำนาจและอภิสิทธิ์ การเป็นอยู่ที่ฟุ้งเฟ้อลืมตัว ตลอดจนไม่ให้ความสำคัญในเรื่องจิตใจและคุณธรรม

                ความจริงมีอยู่ว่า ยิ่งเราปฏิเสธวิถีแห่งโลกไม่ได้เพียงใด ก็ยิ่งมีความต้องการวิถีแห่งธรรมมากขึ้นเพียงนั้น ชีวิตจึงจะสงบสุข วันมาฆบูชา จึงไม่เพียงเป็นวันที่ชาวพุทธไม่ควรลืม แต่ควรเป็นวันแห่งการสำรวจชีวิตของตนเองด้วยว่า ได้เดินออกนอกทางที่เป็นวิถีแห่งความดีงามมากน้อยเพียงใด หรือเรียกว่ายังอยู่ในวิถีแห่งธรรมมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

............................................

ความเปลี่ยนแปลง

 


                ปัจจุบัน เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่มีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างมาก กับทั้งวิธีชีวิตคนส่วนใหญ่ก็ต่างมุ่งแข่งขันกันหลายๆ ด้าน ความเปลี่ยนแปลงของวิทยาการและวิถีชีวิตทั้งสองประการนี้ทำให้จำเป็นต้องใช้ธรรมะที่เป็นหลักสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างน้อยสี่ประการ คือ

                ๑.สัจจะ ความจริงใจ หรือซื่อสัตย์ทั้งจริงต่อตัวเอง ต่อหน้าที่การงาน ต่อวาจา ต่อบุคคลและต่อความดี

                ๒.สุจริต คือประพฤติชอบ อยู่ในกรอบของกฎหมายและทำนองคลองธรรม ทำมาหาเลี้ยงชีพในทางที่ถูกที่ควร ไม่เบียดเบียนผู้อื่นหรือแม้แต่ตัวเอง

                ๓. เสียสละ ได้แก่เสียสละกำลังกาย ขวนขวายทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เสียสละกำลังความคิด เพื่อพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ รวมทั้งเสียสละกำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

                ๔.สามัคคี ร่วมมือร่วมใจกระทำภารกิจต่างๆ อย่างพร้อมเพียงด้วยความเต็มใจ ไม่สร้างหรือสนับสนุนให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง

                โลกและวิธีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง เฉพาะในส่วนที่ทำให้เกิดผลร้าย ก็คงไม่พ้นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับหัวข้อข้างต้น คือทำให้คนขาดความจริงใจ ไม่ประพฤติสุจริต คิดเอาแต่ได้ และแบ่งฝ่ายขัดแย้งกันเอง แต่ถึงชีวิตมนุษย์จะต้องเปลี่ยนไปตามโลกและยุคสมัยเพียงใดก็ตาม หากยึดมั่นในคุณธรรมสี่ประการนี้ ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงย่างมีหลัก คือถึงจะเปลี่ยนอย่างไร สาระและความดีของชีวิตก็ยังคงอยู่ได้และชีวิตที่มีสาระนี้เท่านั้น ที่จะแข็งแกร่งมั่นคงพอที่จะต้านกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดไป

............................................

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562

รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้


รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้
                  เป็นที่ยอมรับกันว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น โทรศัพท์มือถือ นอกจากจะใช้สำหรับโทรออก และรับสายเข้าแล้ว ยังมีการพัฒนาให้สามรถถ่ายรูปได้ ฯลฯ ส่งผลให้มีราคาสูงขึ้น และทำให้ผู้บริโภคต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะนอกจากจะต้องคอยซื้อบัตรเติมเงินแล้ว ยังอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการล้าง – อัดรูปด้วย เทคโนโลยีเหล่านี้หากเราไม่รู้จักระมัดระวังก็อาจตกเป็นเหยื่อหรือตกเป็นทาสได้โดยไม่รู้ตัว จนทำให้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ หนี้สินเพิ่มพูนโดยไม่จำเป็น
                พระท่านสอนไว้ว่า คนฉลาดต้องรู้จักระมัดระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมาร ซึ่งเป็นอำนาจฝ่ายต่ำ ที่สังคมจัดขึ้นมาเพื่อหลอกล่อให้เราหลงใหลอยู่ตลอดเวลา บางครั้งต้องดิ้นรนแสวงหาโดยวิธีการที่ผิด ด้วยการทุจริตคดโกง จี้ ปล้น เพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งของเหล่านั้นไว้สนองความต้องการของตนเอง
                วิธีการที่จะไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนั้น ให้ยึดหลักสามประการ คือ
                ๑.ระวังกาย (กายสุจริต) คือ รู้จักระมัดระวังการกระทำของตนเอง ไม่ก่อความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เช่น ไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น
                ๒.ระวังวาจา (วจีสุจริต) คือ รู้จักพูดสิ่งที่มีสาระ ไม่พูดส่อเสียดใส่ร้ายผู้อื่น และรู้จักบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์
                ๓.ระวังใจ (มโนสุจริต) คือ รู้จักนึกคิดในทางที่สร้างสรรค์หรือก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ไม่โลภอยากได้ของของเขา ไม่อาฆาตหรือพยาบาทปองร้ายคนอื่น
                ผู้ที่รู้จักระมัดระวังกาย วาจา ใจ อยู่เสมอ จะเป็นคนสุขุมรอบคอบ ไม่มีความผิดพลาดในเรื่องที่คิด ในกิจที่ทำ และในถ้อยคำที่พูด ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต และที่สำคัญไม่ตกเป็นเหยื่อของอำนาจฝ่ายต่ำ จนต้องประกอบการทุจริตดังกล่าวข้างต้น หากทำได้เช่นนี้ ก็จะได้ชื่อว่า “รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้” อย่างแท้จริง
............................................

วิธีแสวงหาและจัดสรรรายได้


วิธีแสวงหาและจัดสรรรายได้
                   สังคมปัจจุบัน เป็นสังคมบริโภคนิยมและวัตถุนิยม เป็นสังคมที่มีสิ่งยั่วยวนชวนเชื่อให้ต้องกินต้องใช้ ต้องมี โดยไม่จำกัด และต้องดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนาอยู่ตลอดเวลา รายได้แม้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกๆ คน แต่หากสังเกตดูจะพบว่า คนส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นที่ปริมาณว่าจะมีรายได้มากเท่าไร บางครั้งเพราะความโลภ ความอยากเกินขอบเขต ความไม่รู้จักเพียงพอ หรือไม่รู้จักวางแผนในการใช้จ่าย ทำให้ต้องแสวงหาหากการแสวงหานั้นกระทำโดยสุจริตก็เป็นผลดี แต่หากแสวงหาโดยวิธีที่ผิดศีลธรรม หรือผิดกฎหมายบ้านเมือง จนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ  ทั้งปัญหาการทุจริต คดโกง ฉ้อโกง ปัญหาหนี้สิน ฯลฯ ตามมา ทั้งในระดับส่วนตัว และในสังคมรอบตัว รวมถึงอาจเป็นปัญหาระดับชาติหากผู้กระทำเป็นนักปกครอง
                ในทางพระพุทธศาสนา สอนให้คนรู้จักแสวงหารายได้โดยวิธีที่ถูกต้อง โดยการขยันหมั่นเพียรประกอบอาชีพโดยสุจริตตามกำลังความสามารถ รักษารายได้ที่หามาได้แล้ว คบหากับมิตรที่ดี และรู้จักดำรงชีวิตอยู่อย่างเหมาะสม แก่อัตภาพ ไม่ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองจนเกินไป และสอนให้รู้จักจัดสรรรายได้ เป็น ๔ ส่วน คือ ๑ ส่วน ใช้เลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว ดูแลคนที่เกี่ยวข้องและทำประโยชน์  ๒ ส่วนใช้ลงทุนประกอบการงาน และอีก ๑ ส่วน เก็บไว้ใช้คราวจำเป็น
                ในยุคสังคมบริโภคนิยม หรือวัตถุนิยม หากผู้ใดปฏิบัติตนได้ตามแนวทางดังกล่าว ก็เชื่อได้ว่าจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับรายได้ไม่พอกับรายจ่าย รวมทั้งปัญหาหนี้สินและความยากจนก็จะหมดไป สามารถสร้างตัวให้มีฐานะดีขึ้น โดยลำดับ ชีวิตก็จะประสบกับความสุขได้โดยไม่ต้องดิ้นรนมากมายอะไร
............................................

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เศรษฐีทางธรรม


เศรษฐีทางธรรม
                  สมัยหนึ่ง พระนางยโสธราได้ให้พระราหุลกุมารไปทูลขอทรัพย์จากพระพุทธเจ้าตามสิทธิ์ที่จะพึงได้ในฐานะเป็นพระโอรส พระพุทธองค์ไม่ทรงประทาน เพราะทรงเห็นว่าทรัพย์ที่ขอเป็นสมบัติภายนอก ไม่ทำให้พ้นความทุกข์ได้ แต่เพื่อมิให้พระราหุลกุมารเสียพระทัย จึงทรงประทานทรัพย์ภายในที่เรียกว่า อริยทรัพย์ แทน อริยทรัพย์นั้นมีด้วยกัน ๗ ประการ คือ
                ๑.ศรัทธา - เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
                ๒.ศีล - รักษากายวาจาให้เรียบร้อย เช่น สำรวมระวังไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนผู้อื่น ฯลฯ
                ๓.หิริ - ละอายแก่ใจ คือละอายใจตัวเองต่อการกระทำความชั่ว
                ๔.โอตตัปปะ - เกรงกลัว คือสะดุ้งกลัวต่อผลของความชั่ว เช่น การถูกจับกุมลงโทษจากการกระทำผิด
                ๕.พาหุสัจจะ - เป็นคนคงแก่เรียน คือ สนใจในการสดับตรับฟัง ศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เป็นนิจ
                ๖.จาคะ - เสียสละแบ่งปัน เช่น เสียสละวัตถุสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
                ๗.ปัญญา - รอบรู้ คือรู้บาปบุญคุณโทษ รู้ดีรู้ชั่ว รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้สิ่งที่ควรไม่ควร
                ทรัพย์สินภายนอ เช่น เงิน ทอง เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และใครๆ ก็ปรารถนา แต่เป็นเพียงของนอกกาย มีวันหมดสิ้นหรือบางกรณีอาจก่อให้เกิดโทษได้ หากไม่ระมัดระวังในการใช้สอย แต่อริยทรัพย์เป็นทรัพย์ภายใน ใช้จ่ายเท่าใดก็ไม่มีวันหมดสิ้น มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และไม่ก่อให้เกิดโทษแต่อย่างใด
............................................

กำลังชีวิต



                 มีผู้กล่าวไว้ว่าหาก “ชีวิตคือการเดินทาง” เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง ชีวิตจำเป็นต้องมีเรี่ยวแรงเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน หรือหาก “ชีวิตคือการต่อสู้” เพื่อให้ชนะอุปสรรคต่างๆ ชีวิตก็จำเป็นต้องมีอาวุธเป็นเครื่องช่วยในการต่อสู้นักปราชญ์เรียกตัวช่วยชีวิตเหล่านี้ว่า “กำลังชีวิต”
                คติความเชื่อดังกล่าว สอดคล้องกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “มนุษย์มีศักยภาพในตัวเองเพียงพอที่จะขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกช่วยดลบันดาลให้ แต่ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน อบรมตนเองเป็นสำคัญ”  ศักยภาพที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมนั้น มนุษย์สามารถสร้างได้ด้วยการปฏิบัติตามหลักพลธรรมหรือธรรมอันเป็นกำลังชีวิต ๔ ประการ ได้แก่
                ๑.ปัญญาพละ-กำลังปัญญา คือได้ศึกษา มีความรู้ความเข้าใจถูกต้องชัดเจนในเรื่องราวและกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง เปรียบเสมือนมีแสงสว่างส่องทางให้ชีวิต และเป็นเสมือนมีอาวุธสำหรับต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ดังคำกล่าวที่ว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี” และ “ปัญญาประดุจดังอาวุธ”
                ๒.วิริยพละ-กำลังความเพียร คือประกอบกิจทำหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยความบากบั่นพยายามกล้าหาญเข้มแข็ง ไม่หวั่นกลัวต่ออุปสรรคต่างๆ โดยยึดหลักว่า บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
                ๓.อนวัชชพละ-กำลังความสุจริต หรือกำลังความบริสุทธิ์ คือมีความประพฤติและหน้าที่การงานสุจริต ไร้โทษ สะอาดบริสุทธิ์ อันจะก่อให้เกิดพลังการป้องกันภยันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า “สุจริตคือเกราะบังสาตร์พ้อง”
                ๔.สังคหพละ-กำลังสงเคราะห์ คือบำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวม ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่กัน อันจะก่อให้เกิดพลังความรัก ความผูกพัน ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “ความพร้อมเพียงของหมู่คณะยังประโยชน์ให้สำเร็จ”
                พลธรรม หรือกำลังชีวิตทั้ง ๔ ประการ นั้น เป็นหลักประกันชีวิตที่สำคัญยิ่ง หากบุคคลฝึกฝนอบรมให้เกิดมีในตัวแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิด พลานุภาพที่ยิ่งใหญ่ เข้มแข็ง สามารถขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความสำเร็จสมความปรารถนาที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์
............................................

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เงาเมฆ


เงาเมฆ
                  เมื่อดวงอาทิตย์ถูกเมฆลอยมาบดบัง ย่อมทำให้เกิดร่มเงาขึ้นที่ภาคพื้นดิน แต่ร่วมเงาเมฆนั้นก็เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เมื่อเมฆลอยพ้นไป เงาก็ย่อมจะหายไปด้วย ไม่อาจเป็นเงาที่ถาวรได้ คนที่พึ่งร่มเงาเมฆจึงพึ่งได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่อาจพึ่งได้ตลอดไป
                ในทางพระพุทธศาสนา มีสิ่งที่เปรียบได้กับร่มเงาเมฆนั้นคือ การพนัน ในปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยหวังสร้างฐานะให้มั่นคงเป็นปึกแผ่นหรือหวังรวยทางลัด ด้วยการเล่นการพนัน บางครั้งแม้จะโชคดีได้ทรัพย์สินเงินทองมา ก็ได้มาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ด้วยเวลาที่ไม่นานนัก ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มานั้นก็จะค่อยๆ มลายสูญสิ้นไป จึงกล่าวได้ว่าไม่มีใครสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างฐานะให้แก่ตัวเอง หรือแม้แต่สร้างมรดกไว้ให้ลูกหลานได้ด้วยการเล่นการพนันเลย เพราะในที่สุดแล้ว ย่อมจะพบกับความหายนะ ความวิบัติเดือดร้อนต่างๆ จนถึงสิ้นเนื้อประดาตัว ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ดังนั้นพระท่านจึงพูดว่าการพนันเป็นอบายมุข คือทางแห่งความเสื่อมประการหนึ่ง
                ในทางตรงกันข้าม คนที่มีความขยันหมั่นเพียร ประกอบอาชีพที่สุจริต รู้จักประหยัดอดออม ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว ก็ย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบากฝืดเคือง ถึงแม้จะมีรายได้ไม่มากนัก แต่เป็นรายได้ที่มั่นคงได้ เหมือนร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ย่อมเป็นร่วมเงาที่ถาวรกว่าร่มเงาเมฆ
                ผู้หวังสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างฐานะให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น จึงควรประกอบอาชีพที่สุจริต และไม่ควรฝากอนาคตไว้กับการพนัน เพราะหวังร่ำรวยทางลัด เป็นความเพ้อฝัน เปรียบเหมือนการหวังพึ่งร่มเงาเมฆโดยแท้
............................................

กบ


กบ
                 มีนิทานเล่าว่า กบตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในสระน้ำในวัดแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมันสังเกตดูกิจวัตรของพระสงฆ์ เห็นพระสงฆ์ออกไปบิณฑบาตและนำอาหารกลับมาฉันที่วัด มันคิดว่าเป็นพระสงฆ์นี้สบายได้อาหารมาอย่างง่ายดาย ต่างกับตนที่ต้องดิ้นรนหาอาหาร ซ้ำยังมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงภัยตลอดเวลา จึงนึกอยากเป็นพระสงฆ์  ต่อมามันเห็นพระสงฆ์นำอาหารที่เหลือไปโปรยให้ไก่กิน ก็อิจฉาไก่ที่ไม่ต้องลำบากออกหาอาหารกินเอง จึงนึกอยากเป็นไก่ แต่ขณะนั้นเองมีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งไล่ไก่ที่กำลังคุ้ยเขี่ยจิกกินอาหารอย่างเพลิดเพลิน มันจึงอยากเป็นสุนัข ต่อมาสุนัขก็ถูกชายคนหนึ่งใช้ไม้ไล่ตีมัน มันจึงเปลี่ยนใจอยากเป็นคน แต่สักครู่หนึ่งมันก็เห็นแมลงวันบินมาตอมชายคนนั้นจนเขารำคาญแล้วเดินหนีไป จึงอยากเป็นแมลงวัน ในขณะที่กบกำลังนึกเคลิบเคลิ้มอยากเป็นนั่นเป็นนี่อยู่นั่นเอง แมลงวันตัวหนึ่งก็บินมาจับตรงปลายจมูกของมันพอดี ด้วยความเคยชิน มันจึงแลบลิ้นตวัดแมลงวันเข้าปาก พอรู้รสแมลงวันเท่านั้น มันก็คิดได้ว่าเป็นอะไรก็ไม่ดีเท่ากับเป็นกบนั่นเอง
                เรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงนิทาน แต่ก็ให้ข้อคิดว่า ตัณหาหรือความอยากนั้น เป็นไฟอย่างหนึ่งที่สามารถเผาไหม้จิตใจทั้งของมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉาน คอยบังคับบัญชาจิตใจให้อยากเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ร่ำไป จนเกิดอาการกระสับกระส่าย ฟุ้งซ่าน ทุรนทุราย ระทมทุกข์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด วิธีที่จะระงับหรือดับความอยากได้นั้น ก็คือต้องพยายามฝึกจิตให้ชื่นชมยินดีในภาวะของตน จนดูตัวเองออก บอกตัวเองได้ ใช้ตัวเองเป็น และพอใจในสิ่งที่ตนมี ยินดีในสิ่งที่ตนได้ ทำเช่นนี้ได้ก็จะไม่ถูกไฟคือความอยากเผาไหม้อีกต่อไป
............................................

เกราะกันภัย


เกราะกันภัย
                  เกราะเป็นเครื่องสวมใส่หรือเครื่องหุ้มชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับป้องกันอาวุธหรือภัยอันตรายต่างๆ เช่น เสื้อเกราะ รถหุ้มเกราะ เป็นต้น เกราะดังกล่าวเป็นเกราะทางโลก ใช้สำหรับป้องกันภัยภายนอกซึ่งเกิดจากการกระทำของผู้อื่น แต่บางครั้งก็ไม่สามารถป้องกันได้หากมีอาวุธที่สามารถทำลายเกราะได้ หรือฝ่ายตรงข้ามมีขีดความสามารถที่ดีกว่า
                ยังมีเกราะอีกชนิดหนึ่งในทางธรรมะ เป็นเกราะทางธรรมใช้สำหรับป้องกันภัยภายใน คือภัยที่เกิดจากการกระทำของตนเอง เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำลายทั้งผู้อื่นและตนเองให้เกิดความเสียหาย ได้แก่ ความโหดร้ายทารุณ เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นนิจ ล่วงละเมิดสิทธิ์ด้วยการถือเอาทรัพย์สินผู้อื่นมาเป็นของตนประพฤติผิดทางกามในสามีภรรยาผู้อื่นด้วยอำนาจกิเลสราคะ โกหกหลอกลวงผู้อื่นด้วยหวังให้เกิดความเสียหายและลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งเสพติดให้โทษ วิธีจะป้องกันภัยภายในดังกล่าวได้ ต้องป้องกันด้วยเกราะภายในคือ การรักษาศีล ๕ ข้อ ได้แก่ ไม่เบียดเบียนฆ่าทำลายกัน โดยให้มีความเมตตากรุณาต่อกัน ไม่ลักขโมยสิ่งของกันและกัน โดยให้มีความขยันประกอบสัมมาชีพ ไม่ล่วงเกินสามีภรรยาของกันและกัน โดยให้มีความยินดีพอใจในคู่ครองของตน ไม่พูดโกหกหลอกลวงกัน โดยให้พูดคำสัตย์จริงเหมาะสมเป็นที่น่าเชื่อถือ และไม่เสพสิ่งเสพติดให้โทษ โดยให้มีสติครองตนอยู่เป็นนิจ
                ผู้ที่รักษาศีล ๕ อยู่เสมอ ย่อมเป็นเหมือนมีเกราะกันภัยให้แก่ตนเอง เพราะช่วยควบคุมวาจาของตนไม่ให้ประพฤติผิดศีลธรรมอันดีงาม ไม่ต้องหวาดระแวงกลัวจะถูกนินทาว่าร้ายหรือถูกจับกุมลงโทษ นอกจากนั้นยังช่วยให้สังคมมีความปลอดภัย อยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข จึงกล่าวได้ว่า ศีล ๕ เป็นเกราะกันภัยได้อย่างสำคัญ ดังคำพระที่กล่าว “สีลัง กะวะจะมัพภุตัง” ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์ หากทุกคนในสังคมมีเกราะภายใน คือศีล ๕ แล้ว เกราะภายนอก เช่น เสื่อเกราะ ก็ไม่จำต้องใช้อีกต่อไป
............................................