วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สำรวจด้วยปฏิทิน


 สำรวจด้วยปฏิทิน
                การสำรวจพฤติกรรมเพื่อปรับปรุงแก้ไขตนเอง เป็นเรื่องที่ยอมรับกันว่ามีความจำเป็น และการสำรวจตนเองนั้น นอกจากต้องมีความซื่อสัตย์จริงใจเป็นสำคัญแล้ว ยังต้องอาศัยข้อมูลเชิงสถิติเพื่อให้ทราบผลที่ชัดเจนอีกด้วย เครื่องมือที่จะใช้อ้างอิงและเตือนความจำที่หาได้ง่ายและราคาถูกที่สุดก็คือปฏิทินที่ทุกคนมีอยู่แล้วนั่นเอง
                วิธีปฏิบัติก็คือ วันไหนที่ทำความดี ได้สร้างประโยชน์หรือจิตใจเป็นกุศล ก็ใช้ปากกาสีแดงทำเครื่องหมายไว้ หากวันไหนทำผิดทำพลาด ประพฤติเสียหายหรือจิตใจขุ่นมัว ก็ใช้ปากกาสีดำทำเครื่องหมายไว้ เมื่อครบหนึ่งเดือน หรือหนึ่งปี ก็เอาข้อมูลมาประมวลให้เป็นผลลัพธ์ที่ได้ โดยอาจจัดเป็นระดับ หรือวัดความก้าวหน้าของชีวิตได้ดังนี้
                                หากชั่วไม่มี ดีปรากฏ ถือว่าชีวิตยกระดับ จัดว่าก้าวหน้า
                                หากชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ ถือว่าชีวิตคงระดับ จัดว่าหยุดนิ่ง
                                หากชั่วมากมี ดีไม่ปรากฏ ถือว่าชีวิตตกระดับ จัดว่าถอยหลัง
                ผลที่ได้รับจากการประเมินดังกล่าว เป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา ทำให้เกิดความสนใจและมีผลต่อความรู้สึกมากกว่าใช้จินตนาการ และกระตุ้นให้เกิดความคิดทุกครั้งที่เหลือบไปเห็น เข้าหลักของการเตือนตนเองที่นักปราชญ์ทั้งหลายล้วนกล่าวสรรเสริญทั้งสิ้น

............................................

งานสาร้างสุข



                การทำงานเป็นเรื่องที่คู่กับชีวิตมนุษย์ และแม้งานจะมีมากมายหลายประเภท แต่ก็มีลักษณะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ถ้าเป็นงานสุจริต จะมีความสุขแฝงอยู่ในงานนั้นเสมอ ความสุขดังกล่าวให้ผลเป็นสองขณะคือ
                ๑.ขณะทำสำเร็จ คือเพียงลงมือทำ หรือทำเสร็จ ความสุขก็เกิดได้ทันที เช่น อาจมีบางครั้งที่เรามีความสุขใจ ภูมิใจ เมื่อได้ลุกขึ้นยืน สละที่นั่งบนรถโดยสารให้กับผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงงานที่มีความสำคัญมากกว่านี้ ใช้ความพยายามมากกว่านี้ และเกิดประโยชน์มากกว่านี้
                ๒.ขณะได้ผลตอบแทน งานส่วนใหญ่จะมีสิ่งตอบแทนเป็นรางวัล ในรูปของค่าจ้าง เงินเดือน หรือผลประโยชน์อื่นๆ อย่างน้อยก็ได้รับการชมเชยหรือความนิยมนับถือ เมื่อผลตอบแทนเช่นนี้เกิดขึ้น ก็ทำให้เจ้าของงานเป็นสุข
                สรุปว่า การทำงานก็คือการลงมือสร้างความสุขให้กับตนเองนั่นเอง แต่ถ้าหวังความสุขเฉพาะขณะที่สอง คือ มุ่งผลตอบแทนอย่างเดียว ก็จะต้องรอจนกว่าจะได้รับผลนั้น เช่นรอจนถึงวันเงินเดือนออกซึ่งมีอยู่เพียงวันเดียว หรือรอจนกว่าจะมีผู้พบเห็นแล้วยกย่องชมเชย ก็ยิ่งเลื่อนลอยหนักเข้าไปอีก ข้อสำคัญถ้าผลตอบแทนไม่เป็นตามที่มุ่งหวัง งานก็จะเป็นแหล่งรวมของความทุกข์ แต่ถ้าทำงานเพื่อมุ่งหวังความสุขขณะที่หนึ่ง คือเมื่อได้ทำงานสำเร็จ ได้สร้างคุณประโยชน์ให้เกิด ก็ภูมิใจในความเป็นคนมีค่าของตนเอง ปลื้มใจเมื่องานนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็จะมีความสุขใจไปพร้อมกับการทำงานนั้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า งานนั้นทำให้เกิดความสุข
                คนหนึ่ง มีอาชีพกวาดถนน ขนขยะ ซึ่งเป็นงานไร้ชื่อเสียง ค่าตอบแทนต่ำ แต่ก็ยังมีอุตสาหะทำงานเลี้ยงชีพอย่างเป็นสุข อีกคนหนึ่งมีการงานที่มั่นคง มีเกียรติ และค่าตอบแทนสูงกว่า แต่ไม่อาจหาความสุขจากการทำงานได้ สาเหตุสำคัญ ก็เพราะมุ่งเสวยผลของความสุขที่แตกต่างกันนั่นเอง
............................................

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561

ความหนักแน่น


 ความหนักแน่น
                ถ้าจะถามว่า อะไรที่ทำให้มนุษย์ในโลกนี้เกิดความหวั่นไหว คำตอบคงไม่พ้นเรื่องใหญ่ๆ ๘ เรื่อง คือได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้รับการสรรเสริญ ถูกนินทา มีความสุข และประสบกับความทุกข์ที่รวมเรียกว่าโลกธรรม แปลว่าเรื่องประจำโลก ที่ผู้มีชีวิตอยู่ในโลกต้องประสบ เหมือนเมื่อไปทะเลก็ต้องพบเห็นคลื่น เข้าป่าก็ต้องเจอต้นไม้
                โลกธรรมทั้ง ๘ ประการนี้ เมื่อประสบกับฝ่ายที่น่าปรารถนา มีได้ลาภ ได้ยศ เป็นต้น จะเกิดความหวั่นไหวในลักษณะหลงระเริง มัวเมาและยึดติด กระทั่งกลายเป็นความประมาท เมื่อประสบกับฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนา ก็มักทำให้น้อยเนื้อต่ำใจ หมดกำลังที่จะต่อสู้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องประคองจิตใจไว้ในระดับที่ได้มาก็พอใจ เสียไปก็เข้มแข็ง โดยอุบายวิธีดังนี้
                ๑.มองอย่างทั่วถึง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีหลายด้าน หลายมุม มองได้ครบทุกด้านเมื่อไหร่ ความหวั่นไหวก็น้อยลงเมื่อนั้น เพราะจะรู้ทันว่า ทันทีที่ได้สิ่งใด ก็หมายถึงได้รับการสูญเสียสิ่งนั้นมาพร้อมกันด้วย ถ้าไม่ได้อะไร โอกาสที่จะเสียอะไรก็ไม่มี ที่มีการเสียเพราะมีการได้เกิดขึ้นนั่นเอง
                ๒.ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง จึงต้องยอมรับปรับการกระทำและวิธีคิดให้สอดคล้องกับหลักความเป็นจริงแทน ยิ่งนำชีวิตใกล้ความจริงเข้าไปเท่าไหร่ ความทุกข์ก็น้อยลงเท่านั้น
                หากปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะไม่เสียความหนักแน่น แม้ต้องประสบกับโลกธรรมอย่างรุนแรง ความทุกข์ก็ไม่รุนแรงตาม ดังคำสอนของท่านพุทธทาส ภิกขุ ที่ว่า
ยามจะได้ได้ให้เป็นไม่เป็นทุกข์   ยามจะเป็นเป็นให้ถูกตามวิถี
ยามจะตายตายให้เป็นเห็นสุดดี   ถ้าอย่างนี้ไม่มีทุกข์ทุกวันเอย
............................................

ปฏิสันถาร


 ปฏิสันถาร
                คำว่า “ปฏิสันถาร” หมายถึง การต้อนรับตามมารยาทและธรรมเนียมที่มีอยู่ แต่ในทางพระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญกับคำว่า “ปฏิสันถาร” มากกว่านั้น ถึงกับยกขึ้นเป็นหลักธรรมข้อหนึ่งที่เรียกว่า “ปฏิสันถารคารวตา” หมายถึง ปฏิสันถารนี้เป็นเรื่องที่ต้องเคารพ ทำอย่างระมัดระวังไม่ให้บกพร่องเสียหาย และเป็นเรื่องที่ต้องออกจากใจ ไม่ใช่เป็นเพียงปฏิบัติตามธรรมเนียม พร้อมกันนั้น ก็แนะวิธีการไว้ ๒ วิธีด้วยกัน คือ
     ๑.อามิสปฏิสันถาร ต้อนรับด้วยอามิสสิ่งของ เช่น เครื่องดื่ม ข้าวปลาอาหาร ที่พัก ที่อาศัย ฯลฯ
     ๒.ธัมมปฏิสันถาร ต้อนรับด้วยธรรม ได้แก่ ความดีงามที่จะพึงปฏิบัติต่อผู้มาเยือน เริ่มตั้งแต่เต็มใจต้อนรับ ปราศรัยโดยสุภาพไพเราะ เอาใจใส่ช่วยเหลือธุระของเขา ฯลฯ
                ในหน่วยงานราชการเป็นหน่วยงานที่ต้องติดต่อสัมพันธ์ ทั้งกับบุคคลทั่วไปหรือประชาชนในลักษณะให้บริการ ทั้งกับหน่วยราชการด้วยกันเอง ในลักษณะการติดต่อประสานงาน ปฏิสันถาร จึงเป็นหัวข้อที่ข้าราชการควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะธัมมปฏิสันถารคือ ความดีงามที่พึงปฏิบัติต่อผู้มาเยือน เพราะแสดงถึงระดับของการพัฒนาองค์กร ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และคุณธรรมที่มีในหัวใจของบุคลากรในหน่วยงาน นอกจากนั้นยังเป็นบ่อเกิดแห่งมิตรภาพ ความประทับใจ นำมาซึ่งความรักใคร่กลมเกลียว พร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันในอนาคต เป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ประโยชน์มากมาย และคุ้มค่า
                เมื่อมีผู้อื่นเข้ามาพบ ไม่ว่าจะต้อนรับดีหรือไม่ดีก็ใช้เวลาเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่ประทับอยู่ในใจของผู้มาเยือนทั้งด้านบวกและลบจะคงอยู่ยาวนาน หลายเดือนหลายปี บางครั้งคงอยู่ชั่วชีวิตการปฏิสันถารจึงเป็นเหมือนการพิพากษาตัวเองต่อหน้าผู้อื่นนั่นเอง
............................................

มนุษย์กับวัตถุ


 มนุษย์กับวัตถุ
                มนุษย์กับวัตถุย่อมคู่กันเสมอ แต่ปัจจุบัน การพัฒนาในด้านวัตถุที่จะสนองความต้องการของมนุษย์ได้ก้าวหน้าไปทั้งในด้านคุณภาพและรูปแบบอย่างไม่มีขีดจำกัด หากมนุษย์ไม่พัฒนาตัวเองไปด้วย ก็จะตกสู่กระแสบริโภคนิยมเห็นว่าชีวิตนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การได้มาและเสพเสวยวัตถุตามที่ปรารถนา คือเอาวัตถุเป็นอุดมการณ์สูงสุด ดังเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ว่า มนุษย์สามารถปล้นผู้อื่น ฆ่าผู้อื่น เพียงเหตุผลว่าต้องการนำเงินไปใช้เพื่อการเที่ยวเตร่ ซื้อสิ่งของ อันเป็นความสุขทางวัตถุเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ คุณค่าของมนุษย์ก็จะต่ำลงเรื่อยๆ จากการเป็นผู้กำหนดวัตถุ กลายเป็นผู้ถูกวัตถุกำหนด มนุษย์จึงจำเป็นจะต้องรักษาคุณภาพและความเข้มแข็งของตนไว้ให้ได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักพุทธศาสนาในห้าจุด คือ
                ๑.ศรัทธา เชื่อมั่นในความดีและความถูกต้องว่าเป็นคุณค่าแท้ของมนุษย์ ไม่อายเมื่อขาดแคลนวัตถุ ไม่ท้อเมื่อต้องทำความดี และไม่หวั่นไหวเมื่อมีสิ่งล่อใจ
                ๒.ศีล ควบคุมความประพฤติของตัวเองได้ ถึงบางครั้งจิตใจจะดิ้นรนไขว้เขว ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของความคิด ไม่ยอมละเมิดกรอบที่ตั้งไว้ ด้วยการกระทำผิด
                ๓.สุตะ ใฝ่ใจต่อการศึกษา เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม จนกำหนดจุดยืนของตัวเองได้ถูกต้อง
                ๔.จาคะ ฝึกเรื่องการเผื่อแผ่เสียสละ จนทำให้พบความจริงที่ว่า ความสุขและความภาคภูมิใจของมนุษย์บางครั้งก็เกิดจากการให้ ไม่ใช่ต้องได้มาอย่างเดียว
                ๕.ปัญญา เห็นความจริง รู้ว่าสรรพสิ่งเป็นไปตามสภาวธรรม มีเหตุและปัจจัยประกอบกันครบก็เกิดเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เมื่อมนุษย์เอาความรู้สึกและค่านิยมเข้าไปปรุงแต่ง จึงยึดติด ถือมั่น และนี่เป็นต้นเหตุแห่งการดิ้นรนกระวนกระวายทั้งปวง
                ทั้งห้าข้อนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกให้มนุษย์แข็งแกร่ง แม้ต้องเกี่ยวข้องกับวัตถุแต่ก็จะไม่ทำให้สูญเสียคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไปได้อย่างแน่นอน
............................................

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ภาพลวงตา


ภาพลวงตา
                คนที่ไม่อยากเข้าวัด รับศีล หรือฟังเทศน์ ย่อมมีเหตุผลต่างๆ กัน เหตุผลประการหนึ่งก็คือคิดว่าเป็นเรื่องโบราณ ไม่ทันสมัย ไม่เหมาะแก่ตัวเอง แต่ก็น่าเชื่อได้ว่า ความคิดชนิดนี้ก็น่าจะมีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาคิดกันในปัจจุบันนี้ คนโบราณเมื่อร้อยปี พันปีก่อนก็คงต้องมีส่วนหนึ่งที่คิดเช่นนี้เช่นกัน ที่น่าสงสัย คือเหตุใดความคิดนี้จึงไม่เป็นความคิดที่ตกยุค ล้าสมัยไปด้วยนะ
                ในความเป็นจริงหลักของศีลธรรมมีแต่ทำให้คนทันสมัย เช่น “ความสำรวม” ซึ่งเป็นหัวข้อที่ฟังชื่อแล้วน่าจะคร่ำครึสุดๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเป็นว่า ในสังคมที่มีความเจริญ เขาจะต้องสำรวมระวังคำพูด การกระทำ และกิริยามารยาทต่างๆ อย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ ยิ่งการสำรวมใจด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะต้องรู้จักสำรวม ควบคุมใจ ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ หรือสัญชาตญาณของตนเอง เพราะนั่นเป็นลักษณะดั้งเดิมของมนุษย์ที่ยังไม่มีการศึกษา พัฒนา จึงมีแต่ความซื่อสัตย์ต่ออารมณ์และความต้องการของตนเองแต่ฝ่ายเดียว การขาดสำรวมระวังตน จึงถือว่าเป็นคนทันสมัยไม่ได้แน่ ไม่ว่าจะพิจารณาจากแง่มุมไหนก็ตาม
                สำหรับบางคนพอลืมตาขึ้น มองออกไปข้างหน้า ก็เห็นสิ่งหนึ่งทั้งที่สิ่งนั้นไม่มีจริง หรือมีจริงแต่เห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง เราเรียกสิ่งที่เห็นนั้นว่าภาพลวงตา ซึ่งอาจทำให้วาดมโนภาพไปได้ร้อยแปด วิธีแก้ก็คือ เข้าไปดูใกล้ๆ ดูให้เห็นจริง เหมือนผู้ที่คิดว่าศีลธรรมเป็นเรื่องล้าสมัย ถ้าจะให้ยกตัวอย่างว่าข้อใดที่ล้าสมัยและข้อนั้นสอนว่าอย่างไร ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบได้ แต่ทั้งที่ตอบไม่ได้นั่นแหละความรู้สึกลึกๆ ก็ยืนยันกับตัวเองด้วยความมั่นใจอยู่อย่างนั้น วิธีแก้มีอย่างเดียว คือศึกษาคำสอนนั้นๆ ให้รู้จริงเสีย แล้วอาจจะพบความจริงว่า ความคิดที่ว่าศีลธรรมนั้นล้าสมัย แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
............................................

วันแห่งความมืด

 วันแห่งความมืด
                 วันและคืนที่มาถึงและผ่านไป แม้โดยข้อเท็จจริงจะเป็นเพียงกาลเวลาที่เป็นไปตามธรรมชาติแต่มนุษย์ก็อดที่จะเอาความเข้าใจของตนเองเข้าไปปรุงแต่งไม่ได้ ดังนั้น จึงเกิดมีวันดี วันร้าย วันมงคล และวันไม่เป็นมงคล ต่างๆ ขึ้นมากมาย ความเชื่อเช่นนี้ไม่ใช่มีอยู่เฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มีอยู่กันทั่วโลก
                พระพุทธองค์ เมื่อจะทรงพยายามชักนำความเชื่อดังกล่าวให้เข้ามาสู่ทางแห่งเหตุผลมากที่สุด เกิดประโยชน์แก่มนุษย์มากที่สุด จึงทรงเปรียบเทียบวันและคืนว่าจะดีหรือไม่ดีย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะความประพฤติของคน ดังปรากฏในฉักกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า “ใครก็ตามที่มีลักษณะ ๖ ประการนี้ วันและคืนของผู้นั้นย่อมมีแต่ความมืด เสื่อมจากความดีทั้งหลาย หาความจริงมิได้” ลักษณะ ๖ ประการนั้น คือ
                ๑.เป็นคนมีความต้องการมากจนเป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะไม่รู้จักพอในเรื่องปัจจัยสี่
                ๒.เป็นคนไม่ศรัทธาในศาสนา คือขาดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ไม่รู้จักทางที่จะพัฒนาตัวเองให้ประณีตขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น
                ๓.เป็นคนทุศีล ประพฤติตรงข้ามกับหลักศีลธรรมอยู่เป็นอาจิณ
                ๔.เป็นคนเกียจคร้าน ไม่ขยัน มักเพ้อฝัน แต่ขาดการลงมือทำ
                ๕.เป็นคนมีสติฟั่นเฟือน ไม่ฝึกฝนอบรมจิตให้หนักแน่นมั่นคง
                ๖.เป็นคนเขลา ไม่พยายามพัฒนาปัญญาให้มองเห็นเหตุผลและความจริง
                หลักคำสอนนี้นอกจากจะชักนำความเชื่อเรื่องความดีร้ายของวันคืนให้เข้ามาสู่ทางแห่งเหตุผลมากที่สุด เกิดประโยชน์มากที่สุดแล้ว ยังเป็นความจริงมากที่สุดอีกด้วย และความจริงที่ประกอบด้วยเหตุผลเช่นนี้นี่แหละ ที่จะเป็นเครื่องมือให้มนุษย์ใช้แก้ปัญหาด้วยปัญญาได้อย่างยั่งยืนถาวรดีที่สุด
............................................

ประโยชน์ของสมาธิ


                เคยมีข่าวหญิงสาวคนหนึ่งปีนเสาไฟฟ้าเพื่อที่จะฆ่าตัวตาย กว่าตำรวจและญาติๆ จะช่วยพูดคุยเกลี้ยกล่อมและช่วยลงมาได้ต้องใช้เวลาอยู่เป็นชั่วโมง ท้ายข่าวยังบอกด้วยว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน หญิงผู้นี้ได้เข้าวัดไปนั่งสมาธิเพื่อทำใจให้สงบ แต่กลับยิ่งเครียดหนักจนก่อเหตุดังกล่าว ทำให้มีผู้ตั้งข้อสงสัยในทำนองว่า การทำสมาธิทำให้เกิดผลดีจริงหรือ ในเรื่องนี้มีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของสมาธิ ไว้ดังนี้
                ๑.ประโยชน์ขั้นแรก ชาวพุทธส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเมื่อเกิดปัญหาถ้าจะใช้พุทธในการแก้ไข คือต้องปฏิบัติธรรมด้วยการ บำเพ็ญสมาธิ แต่ความจริงก็คือ สมาธิที่จะช่วยป้องกันปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องเป็นสมาธิที่ผ่านการบำเพ็ญอบรมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งเป็นอย่างดีก่อนจนเกิดผลเป็นความมั่งคงของจิต เป็นสมาธิพร้อมใช้ จิตที่เป็นสมาธิอยู่เสมอนี้ย่อมมีพลังที่จะควบคุมตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์และเหตุการณ์ที่ประสบ จึงเป็นเหมือนเครื่องช่วยป้องกันปัญหาได้เป็นด่านแรก นี้เป็นประโยชน์ในเบื้องต้นของสมาธิ
                ๒.ประโยชน์สูงสุด ได้แก่การใช้สมาธิเป็นทางไปสู่ปัญญา ขั้นนี้เป็นวัตถุประสงค์แท้จริงของสมาธิในพระพุทธศาสนา เพราะโดยปกติแม้จะคิดอ่านการงานอะไรก็จำเป็นต้องมีสมาธิเป็นตัวสร้างโอกาสให้จิตใจได้ทำงานอยู่แล้วยิ่งเรื่องของชีวิตซึ่งเป็นเรื่องที่มีกิเลสเข้ามาเกี่ยวข้องครอบงำอยู่ทุกขณะ การจะแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคงเพิ่มขึ้นเพื่อประครองจิตให้คิดอ่านอยู่ในแนวของเหตุและผลให้มากที่สุด ไม่คิดไปตามอารมณ์ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจกิเลส สมาธิยิ่งกล้าแกร่งสมบูรณ์เท่าใดโอกาสที่จะเห็นหนทางที่ถูกต้องที่สุด ดีงามที่สุดก็มีมากขึ้นเท่านั้น ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้เห็นตามที่เป็นจริงได้”
                สรรพสิ่งในโลกย่อมมีความจริงกำกับอยู่ทั้งสิ้น ดังคำกล่าวที่ว่า “ทุกสิ่งย่อมเกิดจากเหตุ ถ้าเข้าไปค้นพบเหตุหรือความจริงของเรื่องนั้นได้ ก็แก้ปัญหาทุกอย่างได้ เครื่องมือสำคัญก็คือสมาธินี้เอง” เพียงแต่ต้องฝึกฝนและใช้ให้ถูกต้องเท่านั้น
............................................