วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

สะเดาะเคราะห์


 สะเดาะเคราะห์
                ในบรรดาความเชื่อทั้งหลาย ความเชื่อเรื่องโชคเคราะห์เป็นเรื่องที่มีมาแต่โบราณกาล และคนทั่วไปเมื่อคิดว่ากำลังประสบเคราะห์ ก็มักจะแก้ไขด้วยวิธีการต่างๆ กันไปที่เรียกรวมๆ ว่าสะเดาะเคราะห์ ด้วยเหตุผลอย่างหนึ่งว่า จะได้สบายใจ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือพอทำเสร็จส่วนมากจะรู้สึกว่าสบายใจขึ้น จึงขอเสนอวิธีสะเดาะเคราะห์สำหรับผู้ที่คิดว่ากำลังมีเคราะห์ ดังนี้
                ๑. ไถ่ชีวิตสัตว์ เช่น ปล่อยปลา ไถ่ชีวิตโค กระบือ โดยเฉพาะที่จะถูกนำไปฆ่า
                ๒. ให้ทาน เช่น บริจาคโลหิต ตักบาตร ถวายทาน รวมถึงสงเคราะห์ผู้ยากไร้ต่างๆ
                ๓. สวดมนต์ภาวนา ไหว้พระสวดมนต์เพื่อนำตัวเองเข้าหาพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ หรือนับถือศาสนาใดก็เข้าปฏิบัติพิธีกรรมในศาสนานั้น เพื่อให้จิตใจสงบ มั่นคง เกิดปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาต่อไป
                ถ้าเชื่อว่าเคราะห์ร้ายหรือผลร้ายจากสิ่งที่มองไม่เห็นมีจริง ก็ต้องเชื่อว่าบุญกุศลหรือผลแห่งการทำดีมีอยู่จริงเช่นกัน การจะคุ้มครองตัวเองจากเภทภัยความชั่วร้ายเหล่านั้น จึงไม่มีอะไรดีกว่าให้อำนาจบุญกุศลเข้าต่อสู้ การสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีนี้ ทั้งสบายใจ ได้บุญ และมีความปลอดภัย ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของนักหลอกลวง ซึ่งจะเป็นการสร้างเคราะห์ร้ายซ้ำเติมเข้ามาอีก
............................................

ปฏาจารา



                ปฏาจารา เป็นธิดาของเศรษฐีผู้มีสมบัติ ๔๐ โกฏิ มีรูปงาม ตระกูลสูง แต่พบรักกับหนุ่มรับใช้ในบ้าน และหนีออกไปครองรักกันสองคน ใช้ชีวิตด้วยการทำไร่ไถนา เก็บผักหาฟืน แม้จะยากลำบากแต่ก็มีความสุข จนกระทั้งมีลูกคนหนึ่ง
                เมื่อตั้งครรภ์ครั้งที่สองและใกล้คลอด นางอ้อนวอนให้สามีพากลับไปหาพ่อแม่ แต่ถูกห้ามจึงพาลูกน้อยหนีไปตามลำพัง สามีตามมาทันเมื่อพลบค่ำ ระหว่างนั้น พายุฝนได้กระหน่ำลงมาอย่างหนัก นางเจ็บท้องใกล้คลอดอย่างกะทันหันสามีจึงฉวยมีดวิ่งออกไปหาตัดกิ่งไม้มาทำที่พักชั่วคราว ขณะตัดไม้ เขาถูกงูพิษกัดจนสิ้นชีวิตลง ฝ่ายนางปฏาจาราก็คลอดบุตรคนที่สองอย่างทุกข์ทรมาน ทารกทั้งสองถูกพายุฝนพัดกระหน่ำจนนางไม่อาจทนรอสามีต่อไปได้ จึงกอดลูกทั้งสองไว้มือหนึ่งแล้วคลำทางไปในป่า ตามหาสามีท่ามกลางราตรีมืดมิดและพายุฝนที่บ้าคลั่ง พอสว่างจึงพบร่างไร้วิญญาณของสามี
                แม้จะประสบทุกข์อย่างสาหัส นางก็ยังสู้นำลูกน้อยทั้งสองมุ่งหน้าต่อไป ถึงแม่น้ำอจิรวดีซึ่งลึกระดับอกไม่สามารถพาลูกข้ามไปพร้อมกันได้ จึงพักลูกคนโตไว้ฝั่งนี้ อุ้มคนเล็กข้ามไปฝั่งโน้น วางไว้ แล้วย้อนกลับมารับอีกคนหนึ่ง ขณะที่กลับมาถึงกลางแม่น้ำนั่นเอง เหยี่ยวตัวหนึ่งก็โฉบเอาลูกที่เพิ่งคลอดไป นางตกใจแทบสิ้นสติ ยกมือขึ้นโบกและตะโกนไล่สุดเสียงแต่ก็ไม่สำเร็จ ฝ่ายลูกคนโตเห็นกิริยาดังนั้นก็สำคัญไปว่าแม่ร้องเรียกด้วยความไม่เดียงสาจึงเดินลงน้ำไปหาแม่และถูกกระแสน้ำพัดหายไปอีกคนหนึ่ง
                ชีวิตของนางไม่เหลืออะไรอีก กัดฟันมุ่งสู่บ้านเกิดเพื่อเป็นที่พึ่งสุดท้าย พบชายคนหนึ่งเดินสวนทางมา เมื่อสอบถามจึงรู้ว่าพายุใหญ่เมื่อคืนนี้ได้พัดถล่มบ้านเกิดของนางจนพินาศ พ่อแม่และพี่ชายเสียชีวิตลงพร้อมกันทั้งหมด ทันทีที่ได้ฟังข่าวร้าย สติสัมปชัญญะอันเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็ขาดสะบั้นลง ณ บัดนั้น นางกลายเป็นคนเสียสติ เดินเปลือยกาย หัวเราะ ร้องไห้ เพ้อรำพัน ซมซานไปตามถนนเป็นที่รังเกียจสมเพชแก่ผู้พบเห็น จนถึงเชตะวันมหาวิหาร
                พระพุทธเจ้าประทับนั่งในทามกลางพุทธบริษัท ทอดพระเนตรเห็นนางผู้บำเพ็ญบารมีมาตลอดแสนกัป ผู้จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จึงตรัสเรียกให้นางได้สติ แสดงธรรมโปรดจนหายเศร้าโศกและขอบวชในพระพุทธศาสนาได้รับยกย่องว่าเป็นพระเถรีผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในด้านพระวินัยในเวลาต่อมา
                เรื่องนี้ ไม่มีบทสรุป แต่สำหรับผู้ที่คิดว่ากำลังประสบกับมรสุมชีวิตอยู่ อาจได้ข้อคิดอะไรบ้าง
............................................

ปฏิทินชีวิต



                ของใช้จำเป็นอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อเปลี่ยนศักราชใหม่ก็คือ ปฏิทิน เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติงาน การนัดหมายและการปฏิบัติภารกิจอื่นๆ คำว่า “ปฏิทิน” แปลตามตัวว่า เฉพาะวัน หรือสำหรับวัน แปลโดยความหมายว่า แบบสำหรับดูวันเดือนปี แต่ถ้าจะให้ปีใหม่มีความหมายเพิ่มขึ้นเป็นจุดเริ่มของชีวิตที่ดีขึ้น จะต้องมีแบบไว้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดความสุขความเจริญรุ่งเรือง ในด้านสังคม พระพุทธเจ้าทรงวางแบบสำหรับการดำเนินชีวิตที่ดีไว้ ๔ แบบ คือ
                ๑.แบบของการเสียสละ ที่เรียกว่า ทาน คือการให้ รู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ทั้งวัตถุข้าวของความสะดวกสบาย เพื่อสงเคราะห์ยึดเหนี่ยวน้ำใจกันบ้าง เพื่อขัดเกลาและยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น
                ๒.แบบของการพูด ท่านสอนให้พูดด้วยปิยวาจา คือพูดสุภาพไพเราะ มีความจริงใจไม่เสแสร้งพูดแล้วเกิดความสบายใจทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
                ๓.แบบของการบำเพ็ญประโยชน์ ได้แก่หลัก อัตถจริยา รู้จักอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมบางครั้งแม้จะต้องเสียเวลาสำหรับประโยชน์ตนไปบ้าง แต่ก็จำเป็นเพราะตนเองจะได้ประโยชน์หรือเป็นคนมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อรู้จักสละประโยชน์ของตนเอง
                ๔.แบบของการวางตัว ได้แก่หลัก สมานัตตตา วางตัวให้เหมาะสมกับฐานะของตน ไม่ก้าวก่ายขัดแย้งหรือผิดต่อกาลเทศะ
                แบบสำหรับดูวันเดือนปีหรือปฏิทินประจำปีที่มีอยู่ จะบอกได้เพียงวันเวลา แต่วันเวลาที่เรารู้แล้วนั้น จะดีหรือเลวและนำพาชีวิตให้เป็นอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับแบบสำหรับดำเนินชีวิตอีกทีหนึ่ง ทุกคนจึงควรมีปฏิทินประจำชีวิตคือแบบแผนที่ดีงาม ไว้เป็นเครื่องกำกับตรวจสอบตัวเองเสมอ อย่างน้อยก็ สี่แบบดังกล่าว
............................................

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใจแม่



                “มารบ่มี บารมีบ่แก่ ลูกบ่ได้ฟังคำบ่นของแม่ ยากนักจักเป็นคน” เป็นสุภาษิตที่บางท่านอาจเคยได้ยินกันมาแล้วเมื่อสมัยยังเรียนหนังสือ และอาจลืมถึงความหมายไปแล้ว มาย้อนถึงความหมายกัน
                มาร หมายถึง อุปสรรคที่มาขัดขวางไม่ให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ ซึ่งตามปกติคนมักมองในแง่ร้ายฝ่ายเดียว แต่แง่ดีของมารก็คือเป็นเครื่องทดสอบความรู้ความสามารถและทดสอบศักยภาพของคนได้ด้วย
                บารมี คือคุณธรรมของคน ซึ่งจะแก่กล้าก็ด้วยมีมารเข้ามาขัดขวาง และสามารถขจัดมารนั้นได้
                คำบ่น หมายถึง คำว่ากล่าวตักเตือน คนที่เป็นบุตรธิดาจะเป็นคนดี คนเก่ง คนกล้า เป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์ก็ด้วยคำบ่นของแม่ ถึงบางครั้งจะตักเตือนหรือดุด่าด้วยถ้วยคำที่รุนแรง แต่ก็เพราะมีความรักและปรารถนาดีเป็นพื้นฐาน ดังมีเรื่องเล่าในอรรกถามงคลสูตรว่า
                แม่คนหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ลูกเข้าไปเที่ยวในป่า แต่แม้จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ลูกก็ยังดึงดันจะไปให้ได้จึงเกิดโทสะตวาดไปว่า “ขอให้ควายป่าขวิดมันให้ตายเสีย” เมื่อลูกได้หนีเที่ยวเข้าไปในป่าได้เพียงพักเดียว ก็มีควายป่าดุร้ายไล่ขวิดจริงๆ จนเมื่อจวนตัว ได้ตั้งสัจจาอธิษฐานว่า “ปากของแม่พูดสิ่งใด ขออย่าให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น แต่ใจของแม่คิดสิ่งใดขอให้สิ่งนั้นเกิด” สิ้นคำอธิษฐาน ควายป่าก็หยุดนิ่งเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ราวกับว่ามันมีใจเมตตาเหมือนแม่ที่รักลูก
                โดยการกระทำ แม่ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนผู้หนึ่ง มีผิดมีถูก มีพลั้งมีเผลอเหมือนคนทั่วไป แต่โดยจิตใจแม่มีความรักที่ใครๆ ในโลกไม่สามารถมีให้ได้ ลูกที่ดีจึงไม่ควรเบื่อหน่ายเกลียดชังต่อคำบ่นคำสอนของแม่ แต่ควรน้อมรับด้วยความเคารพ เพราะนั่นเป็นมนต์วิเศษ วิเศษเพราะออกจากใจที่มีแต่ความรักอันบริสุทธิ์
............................................

เรื่องของคนแก่


เรื่องของคนแก่
                เป็นที่รู้กันว่า ทุกขณะที่เวลาผ่านไป เราก็แก่ขึ้นไปตามลำดับ ผ่านไปครบหนึ่งปีก็แก่ขึ้นไปอีกหนึ่งปี ความแก่ของร่างกายนี้ไม่มีใครปรารถนา ในทางพระพุทธศาสนาถึงกับระบุไว้ว่า ชราปิ ทุกขา แปลว่า ความแก่เป็นทุกข์ เพราะเป็นที่รวมของความถดถอย ตั้งแต่ร่างกาย อวัยวะ กำลังวังชา และความทรงจำคิดอ่านต่างๆ แต่ก็เป็นความเสื่อมที่ไม่มีใครเอาชนะได้
                ความแก่อีกประการหนึ่ง คือความแก่ทางพฤติกรรมหรือนิสัยใจคอ เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ เสริมสร้างได้ และควรสนใจให้มาก เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตและความสุขทุกข์โดยตรง ความแก่ชนิดนี้มีทั้งดีและไม่ดี ดังตัวอย่างที่ว่า
                                แก่ใช้เงินเกินตัวเรื่องพัวพัน             แก่พนันวันหน้าท่าต้องแย่
                แก่เมาเหล้าเมารักมักปรวนแปร                       แก่ยุแหย่นินทาแก่สาบาน
                แก่สอพลอยอให้คิดเพราะอิจฉา                       แก่ตัณหาพาจิตคิดฟุ้งซ่าน
                แก่ขี้เกียจหลังยาวไม่เข้าการ                              แก่หลบงานหายหน้าเป็นอาจิณ
                แก่เมตตาการุณมีบุญหนัก                                 แก่รู้จักละบาปกำราบสิ้น
                แก่เอื้อเฟื้อผู้คนได้ยลยิน                                    แก่หากินสินทรัพย์นับอนันต์
                แก่พากเพียรเรียนดียิ่งมีชื่อ                                แก่สัตย์ซื่อจะสร้างทางสุขสันต์
                แก่ร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกลมเกลียวกัน          แก่รู้ทันชาติชราพาปล่อยวาง
                เมื่อเวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี ไม่ควรคิดถึงเฉพาะความแก่ทางร่างกายเท่านั้น แต่ควรศึกษาพฤติกรรมหรือความเคยชินที่ผ่านมาว่าจะต้องลดหรือเพิ่มความแก่ชนิดใดบ้าง เพื่อให้แก่อย่างมีคุณค่าหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยิ่งแก่ยิ่งมีราคา
............................................

คนไม่มีบุญ



                มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีใจบุญท่านหนึ่ง ต้องการจะแจกทานเป็นเวลาสามวัน จึงให้ประกาศไปทั่ว ขอทานคนหนึ่งได้ยินคำประกาศนั้นจึงไปรับทานกับเขาบ้าง วันแรก ไปยืนต่ออยู่ท้ายแถวคนอื่นๆ เมื่อเศรษฐีแจกทานมาถึงท้ายแถวก็หมดพอดี
                วันรุ่งขึ้น ขอทานคนเดิมคิดว่าเพราะเราไปสายจึงไม่ได้รับทาน จึงไปแต่เช้าตรู่ ยืนรออยู่เป็นคนแรกแต่เศรษฐีเปลี่ยนวิธีแจกใหม่ เพราะต้องการให้ได้ทั่วถึงกัน จึงแจกจากท้ายแถวขึ้นมา พอใกล้จะถึงขอทานคนเดิมของก็หมดลงอีก
                วันที่สาม ขอทานคนเดิมไม่ยอมแพ้วาสนาตัวเอง คราวนี้ไปยืนแทรกอยู่ตรงกลาง คิดว่าถึงอย่างไรก็ไม่พลาดแน่ ฝ่ายเศรษฐีสั่งให้แจกทาน แต่วันนี้ให้บุตรสาวมาช่วยแจกจากต้นแถวลงไป ส่วนตัวเศรษฐีแจกจากท้ายแถวขึ้นมา แต่พอแจกมาถึงกลางแถวยังไม่ทันถึงของทานคนเดิมของก็หมดอีกจนได้ เป็นอันว่าขอทานคนนั้นไม่ได้รับของแจกทานเลยสักครั้งเดียว
                ในชีวิตปัจจุบัน เราอาจเคยพบเหตุการณ์ในลักษณะนี้บ้าง คือบางทีนึกว่าจะต้องได้แน่ๆ แต่ก็ไม่ได้ หรือบางเรื่อง พยายามอย่างถึงที่สุดแล้วก็ไม่สำเร็จ แต่อีกคนหนึ่งกับได้มาง่ายๆ อย่างคิดไม่ถึง ทั้งยากจะอธิบายว่าเป็นเพราะอะไร
                ในทางพระพุทธศาสนาสอนเรื่อง ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำไว้ในกาลก่อนว่า เป็นเครื่อง สนับสนุนชีวิต ในปัจจุบัน ได้อย่างสำคัญ บุญในลักษณะนี้เอง ที่ท่านว่าเอามาแข่งกันไม่ได้ ดังนั้นจึงควรมีใจรักในการทำบุญแม้จะไม่เห็นผลทันตา เพราะในโลกนี้ไม่เคยมีใครปลูกมะม่วงแล้วได้กินมะม่วงที่ปลูกในทันที มีแต่ปลูกมะม่วงแล้วรอ แล้วได้กินมะม่วงที่ปลูก แต่ถึงอย่างนั้น การรอก็ไม่เป็นทุกข์สำหรับผู้มีใจรัก เขาจะรดน้ำ พรวนดิน ดูแลรักษาอย่างดี มีความสุขไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของต้นมะม่วงนั้น บุญกุศลก็เช่นกัน หากปรับความเห็นให้ถูกต้อง ก็จะมีความสุขไปพร้อมกับการทำดีนั้นได้ และความดีที่สั่งสมนั้น เมื่อถึงโอกาส จะอำนวยผลให้อย่างน่าอัศจรรย์ได้ เพราะเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำไว้ในกาลก่อนนั่นเอง
............................................

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สวรรค์บนดิน

สวรรค์บนดิน
                สวรรค์เป็นถิ่นของเทวดา (เขาว่ากันมาอย่างนั้น) คนจำนวนมากปรารถนาไปเกิดในสวรรค์ เพราะเชื่อว่า สวรรค์นั้นเป็นภพภูมิที่สมบูรณ์ด้วยความสุข พรั่งพร้อมด้วยสิ่ง อันพึงปรารถนา
                แต่ในอีกด้านหนึ่ง พระพุทธศาสนาได้สอนให้คนพัฒนาจิตใจตนเองให้ประณีตขึ้น สูงขึ้น จนเป็นเทวดาได้ แม้ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์อยู่นี่เอง ด้วยการยึดมั่นอยู่ในเทวธรรม ๒ ประการ คือ หิริ- ความละอายแก่ใจที่จะกระทำชั่ว และโอตตัปปะ- ความเกรงกลัวต่อผลที่จะได้รับจากการกระทำชั่ว
ในส่วนของความละอายนั้นมีวิธีที่สามารถสร้างให้เกิดได้กับตนเอง ๔ ประการคือ
                ๑.ปรารภชาติตระกูล ว่าตนเองมีชาติตระกูลอันสูงส่ง หรือแม้เป็นตระกูลต่ำต้อยด้อยศักดิ์ บรรพบุรุษไม่เคยสร้างความชั่วเป็นที่เสื่อมเสียมัวหมอง หากวงศ์ตระกูลที่บริสุทธิ์ต้องมาด่างพร้อยเพราะตนเองเป็นเหตุ จึงเป็นเรื่องน่าละอาย
                ๒.ปรารภวัย คือพิจารณาถึงอายุหรือวัยของตนเอง แล้วเกิดความรังเกียจละอายว่า การกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรนี้ หาควรแก่คนวัยนี้ไม่
                ๓.ปรารภความเข้มแข็ง คือมองให้เห็นความจริงว่าการทำชั่วทำผิดนั้น ความจริงเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ ไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อเหตุการณ์ อารมณ์ หรือสิ่งยั่วยุต่างๆ ได้ คนมีความเข้มแข็งกล้าหาญอย่างเราจะต้องอดทนและบากบั่นแก้ปัญหาในทางที่ถูกที่ควรเท่านั้น
                ๔.ปรารภภูมิรู้หรือฐานะทางการศึกษา เช่น คิดว่าการทำเรื่องที่น่าละอายเช่นนี้เป็นเรื่องของคนที่ไม่มีการศึกษา ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน ไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ไม่คู่ควรกับคนมีการศึกษาอย่างเรา
                เหตุทั้ง ๔ นี้ ถ้าระลึกถึงให้เห็นถ่องแท้แก่ใจจนเป็นความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ของตนเอง จะสามารถทำคนให้เป็นเทวดาได้ เพราะเป็นผู้ประเสริฐ เว้นความชั่วและมีชีวิตที่เป็นสุขได้ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องรอให้ไปเกิดบนสวรรค์ที่ไหนเลย
ความเกรงกลัวต่อผลที่จะได้รับจากการทำชั่ว ด้วยการนึกถึงโทษที่จะได้รับ ๓ อย่าง คือ
                ๑.โทษคือการติเตียนตนเอง การตำหนิตนเองนั้น โดยความหมายก็คือความรู้สึกเป็นทุกข์หรือ เสียใจในการกระทำที่ผ่านมา ในทางพระพุทธศาสนาเรียกวิปฏิสาร แปลว่าเดือดร้อนใจ ในภาษาไทยมีคำพูดที่เรียกว่า ตราบาป คือเรื่องที่ให้ผลร้ายแก่จิตใจอันเกิดจากการทำชั่ว การกระทำใดๆ ที่เป็นช่องทางให้ติเตียนตนเองได้ ก็คือการสร้างตราบาปให้ติดตัวตลอดไปนั่นเอง
                ๒.โทษคือการถูกผู้อื่นติเตียน เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นี้ จะดีชั่วอย่างไรก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ความสามารถในการสู้หน้ากับคนอื่นได้อย่างเปิดเผยอาจหาญ ไม่สะดุ้งระแวง หรือมีปมด้อย จึงเป็นต้นทุนที่สำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต หากต้องคอยสะดุ้งผวาเกรงจะมีใครรู้ จะมีใครกล่าวโทษติเตียน ก็เท่ากับสูญเสียความสุขและอิสรภาพที่สำคัญไป
                ๓.โทษของความชั่วโดยตรง เพราะความชั่วนั้น ตนเองจะสำนึกได้หรือไม่ก็ตาม ผู้อื่นจะรู้เห็นตำหนิติเตียนหรือไม่ก็ตาม แต่โทษคือความเสียหายโดยตรงจากการกระทำนั้นก็มีอยู่จริงและต้องได้รับผลจริงอยู่อย่างนั้น เช่น การทุจริต โหดร้าย หรือหมกมุ่นอบายมุข เหล่านี้ล้วนมีผลร้ายอยู่ในตัวมันเองทั้งสิ้น การที่ผลร้ายเหล่านี้จะต้องมาเกิดแก่ชีวิตอันเป็นที่รักและหวงแหนของเราจึงเป็นเรื่องน่ากลัว
                คนหนึ่งคน กลัวผลของความชั่ว ชีวิตของเขาจะประเสริฐ มีความสุข ถ้าคนหมื่นคนแสนคนกลัวผลของความชั่ว สังคมจะประเสริฐ มีความสุข และหากคนทุกคนมีความกลัวผลจากความชั่ว แผ่นดินจะเริ่มเปลี่ยนเป็นแดนสวรรค์ที่มีแต่ความรื่นรมย์ เพราะมนุษย์ต่างมุ่งเข้าหาความดี มีแต่ความดีให้กันและกันตลอดเวลาตลอดไป

............................................

อวดดี


                ธรรมชาติของคนที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือ ต้องการความดีหรือสิ่งดีๆ ให้เกิดมีในชีวิตตน เพราะคำว่า ดี เป็นสภาวะที่จรรโลงใจ น่าปรารถนา น่าพอใจ แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อมีดีแล้ว ต้องรักษาดีที่มีอยู่ให้คงไว้ดุจเกลือรักษาความเค็ม หรือทำความดีให้มากๆ อย่ารู้สึกเบื่อหน่ายหรืออิ่มตัวในการสร้างความดี ต้องทำดีเพื่อความดี บูชาความดีด้วยใจจริง และมีดีแล้วต้องไม่อวดดี มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายเพราะการอวดดี ดังเรื่องเล่าปรัมปรามาว่า วันหนึ่งนิ้วมือทั้งห้าคุยกัน ในเชิงโอ้อวดว่าตนเก่ง ตนดี มีความสำคัญกว่านิ้วอื่นอย่างนั้นอย่างนี้
                นิ้วหัวแม่มือ พูดขึ้นก่อนว่า ข้านี้สำคัญที่สุด เพราะเพียงชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นหัวหน้า บางครั้งเจ้านายไม่เงิน พาเข้าโรงจำนำ ก็ใช้ข้านี่แหละพิมพ์หัวแม่มือแทน ยิ่งเมื่อจะเอ่ยถึงคนไหน สิ่งใดที่ดีเลิศหรือเป็นที่หนึ่ง ก็มักจะยกข้าขึ้นแสดง
                นิ้วชี้ คุยอวดบ้างว่า ตัวข้าสำคัญกว่า เพราะงานทั้งหลายที่เจ้านายสั่งให้ทำ จะสำเร็จได้ต้องอาศัยข้า เป็นคนชี้บอก
                นิ้วกลาง คุยอวดทับว่า ท่านทั้งสองสำคัญก็จริงแต่ข้าสำคัญที่สุด ไม่ต้องอะไรมาก เพียงแค่เรื่องความสูงเด่นเป็นสง่า ข้าก็กินขาดแล้ว
                นิ้วนาง ไม่ยอมน้อยหน้าคุยว่า ข้านี่แหละคือผู้มีความสำคัญตัวจริง เพราะเจ้านายรักและไว้ใจข้ามากขนาดแหวนเพชร แหวนทอง ราคาเป็นหมื่นเป็นแสน ท่านก็สวมใส่ให้ข้าคนเดียว
                นิ้วก้อยน้องน้อยสุด คุยอวดว่า ถึงฉันจะตัวเล็กอยู่ท้ายแถวก็จริง แต่เวลาที่เจ้านายไหว้พระหรือประณมมือไหว้ ฉันนี่แหละอยู่ข้างหน้า พวกพี่ๆ ต้องตามหลังฉันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ฉันจึงสำคัญที่สุด
                เมื่อเกิดการขัดแย้งไม่ลงรอยกัน นิ้วทั้งห้า ก็บิดพลิ้วเกี่ยงงอนไม่ยอมร่วมมือกัน ปากจะกินอาหาร นิ้วก็ไม่ช่วยกันหยิบจับอาหารใส่ปากให้ เมื่อร่างกายเกิดอาการคัน ก็เกี่ยงกันไม่มีนิ้วไหนยอมเกาให้หายคัน สุดท้ายแม้จะเขียนหนังสือทำงานอะไรอื่น ก็ไม่สามารถทำได้ทั้งสิ้น จนชีวิตต้องพบกับความเสื่อมโทรม เพราะเหตุที่นิ้วมือแตกความสามัคคี

............................................