วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อิทธิพลเบื้องล่าง


                การถือล่างถือบน ถือฤกษ์ถือยาม เช่น นิยมยึดถือกันว่า ศีรษะเป็นของสูง ส่วนเท้าเป็นของต่ำ ดังนั้น การก้มศีรษะให้แก่ใคร ก็เท่ากับเป็นการทำความเคารพ แม้การกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ก็ต้องให้ศีรษะจรดพื้นเป็นส่วนที่ห้า การลูบหัว เล่นหัวนั้น ถ้าไม่เป็นที่เคารพรักใคร่กันจริงๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ ส่วนเท้าที่ถือว่าเป็นของต่ำนั้นจำเป็นที่จะต้องสำรวมระวังอย่างยิ่งในการเหยียดย่างหรือยก หากไม่สำรวมระวังอาจส่อเป็นการแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเท้าไม่ทำหน้าที่หรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้แล้ว ศีรษะเป็นของสูงก็ไม่อาจทำหน้าที่ได้เช่นกัน
                รอบๆ ตัวเรานั้น มีบุคคลหลายระดับทั้งสูงและต่ำ อาจแบ่งได้เป็น ๖ จำพวก ตามทิศทั้ง ๖ คือ
                ๑. ปุรัตถิมทิศ       ทิศเบื้องหน้า        ได้แก่ บิดามารดา
                ๒. ทักขิณทิศ        ทิศเบื้องขวา          ได้แก่ ครูอาจารย์
                ๓. ปัจฉิมทิศ         ทิศเบื้องหลัง         ได้แก่ บุตร สามมี/ภรรยา
                ๔. อุตตรทิศ          ทิศเบื้องซ้าย          ได้แก่ มิตรสหาย
                ๕. เหฏฐิมทิศ       ทิศเบื้องล่าง          ได้แก่ คนรับใช้ และคนงาน
                ๖. อุปริมทิศ          ทิศเบื้องบน           ได้แก่ นักบวช
                จะเห็นได้ว่า คนรับใช้และคนงาน ถูกจัดอยู่ในทิศเบื้องล่าง หรือบุคคลระดับล่าง สังคมจะไม่ให้ความสำคัญเท่าใดนัก แต่ในความจริงแล้ว ถ้าไม่มีเบื้องล่าง เบื้องบนก็มีไม่ได้ เหมือนเจดีย์ มียอดได้ก็ต้องมีฐาน ถ้าเบื้องล่างมีปัญหาก็จะกระทบกระเทือนเบื้องบนด้วย เหตุนี้ ทางพระพุทธศาสนามีหลักปฏิบัติสำหรับบำรุงดูแลบุคคลระดับล่างไว้ ๕ ประการ คือ ๑. จัดงานให้เหมาะกับคน ๒.ให้ค่าจ้างรางวังที่เหมาะสม ๓. จัดสวัสดิการดี ๔.มีน้ำใจแบ่งปันสิ่งดีๆ ๕.ให้มีวันหยุดพักผ่อน สันทนการตามควร
                ด้วยหลักปฏิบัติทั้ง ๕ ประการ จะทำให้เบื้องล่างมั่นคง เบื้องบนดำรงมั่น สังคมเกิดภาวะสมดุลสอดคล้อง สงบสุข และยั่งยืนได้สืบต่อไป

....................................

พระคุณแม่

แม่
                “แม่” มีความหมายสำหรับลูกทุกๆ คน แต่น้อยคนนักที่จะซาบซึ้งในความหมายนี้อย่างแท้จริง เพราะได้ยินคำนี้มาจนชินชาและดูเป็นธรรมดาไปเสียแล้ว ความจริงแม่ได้ทำหน้าที่ของท่านไปตามลำดับ ตั้งแต่ลูกๆ ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ กล่าวคือ
                ๑.เมื่อแม่ต้องการมีลูกชายหญิง ก็ได้อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิที่นับถือ เพื่อให้ได้ลูกตามที่ปรารถนา
                ๒.เมื่อแม่ตั้งครรภ์ แล้วก็พยายามรักษาครรภ์อย่างดีที่สุด
                ๓.เมื่อคลอดลูกแล้วได้ปลอบโยนเลี้ยงดูลูกอย่างดีตามความสามารถ
                ๔.แม่พยายามรักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้เพื่อลูกๆ
                                ฯลฯ
                ในทางพระพุทธศาสนาได้เปรียบแม่เป็นหลายๆ อย่างต่อลูก
                ๑.เปรียบได้ดั่งพระพรหม เพราะมีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อลูก
                ๒.เปรียบได้ดั่งบุรพเทพ เพราะคอยระวังป้องกันภัยต่างๆ ให้ลูกก่อนเทพอื่น
                ๓.เปรียบได้ดังบุรพาจารย์ของลูก เพราะได้สอนลูกก่อนอาจารย์อื่นๆ
                ๔.เปรียบเป็นอาหุเนยยบุคคลของลูก เพราะเป็นผู้ที่เหมาะสมแก่การรับข้าว น้ำ เป็นต้น ของลูก
                                ฯลฯ
                แม่ได้ทำหน้าที่ของตนต่อลูกอย่างยิ่งยวด ด้วยการ ห้ามลูกไม่ให้กระทำความชั่ว แนะนำให้ลูกกระทำแต่ความดี ให้ศึกษาศิลปวิทยา หาคู่ครองที่เหมาะสม มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาที่ควรมอบให้ ฯลฯ
                เพื่อเป็นการรำลึกถึงแม่และพระคุณของท่าน ลูกต้องหาโอกาสตอบแทนพระคุณโดยปฏิบัติ เลี้ยงดูท่านทั้งทางกายและจิตใจ ช่วยเหลือแบ่งเบาภารกิจของท่าน ดำรงวงศ์ตระกูลของท่าน ปฏิบัติตัวเหมาะสมที่เป็นทายาทของท่าน เมื่อท่านล่วงลับไปทำบุญอุทิศให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ
                เมื่อลูกได้ทำการตอบสนองคุณของแม่แล้ว ลูกและแม่ก็จะมีความสุขใจสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นลูกจงปฏิบัติต่อแม่ตามที่กล่าวมาแล้วเถิด

....................................

ยาขมหม้อใหญ่


                “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” คำกล่าวนี้เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งที่เราไม่ชอบ เรามักจะรู้สึกว่าขมขื่นกลืนกินยาก แต่เมื่อกลืนเข้าไปแล้ว ที่ว่าขมนั้นจะเป็นยาแก้โรคได้ ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เราชอบเราจะรู้สึกว่าเอร็ดอร่อย เมื่อกลืนกินผ่านลำคอเข้าไปแล้วก็เท่านั้นเอง คือผ่านเลยไปทำให้รู้สึกว่าสบาย แต่หลังจากนั้นอาจจะมีโทษภัยติดตามมา เปรียบเสมือนการดำเนินชีวิตของบุคคลเรา ถ้าหากเราทำตัวตามสบายจนเกินไป ก็จะเกิดผลเสียไม่ได้อะไรเลย กาลเวลาก็ล่วงเลยไปเปล่าๆ จะแก่ก็แก่ไปดังมีคำกล่าวที่ว่า แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน นั่นเอง
                “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” สามารถนำมาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ในเบื้องต้นของชีวิต ถ้าบุคคลทำตัวสบาย มักง่าย เกียจคร้าน หนักไม่เอาเบาไม่สู้ ในเบื้องปลายของชีวิตย่อมจะประสบความล้มเหลว ตรงกับ “หวานเป็นลม” แต่ถ้าในเบื้องต้นของชีวิต บุคคลมีความขยันหมั่นเพียร หนักเอาเบาสู้ บังคับฝืนใจตนเองให้กระทำหน้าที่การงาน ดุจฝืนใจตนเองดื่มยาขมหม้อใหญ่ ในเบื้องปลายชีวิตก็ย่อมจะประสบความสำเร็จเสมอ ตรงกับ “ขมเป็นยา”
                ดังนั้น บุคคลผู้อยากได้ดีมีความสำเร็จสมหวังในชีวิตและหน้าที่การงาน จึงควรฝืนใจดื่ม ยาขมหม้อใหญ่ ด้วยการทำอะไรให้ทำจริงๆ
                                หวานเป็นลม ขมเป็นยา ท่านว่าไว้ เตือนจิตให้ หวนคิด ปริศนา
                                ความเกียจคร้าน ในการกิจนานา                      ย่อมจะพา ให้ทนทุกข์ หมดสุขใจ
                                ความขยัน บากบั่น ในการกิจ                            ย่อมสัมฤทธิ์ ทุกสิ่งสรรพ์ ดังขานไข
                                ทำอะไร ให้ฟันฝ่า อย่าทิ้งไป                            ดุจยาขม หม้อใหญ่ ให้ดื่มกิน

....................................

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความรู้คู่คุณธรรม

ความรู้คู่คุณธรรม
                บุคคลผู้มีความรู้คู่กับคุณธรรมนั้น นับเป็นผู้ยังหมู่คณะให้งดงาม เป็นที่น่าปรารถนาของทุกคนใครๆ ก็ต้องการมีไว้ เพราะเมื่อมีบุคคลเช่นนี้มาร่วมงานด้วยแล้ว มักจะนำชื่อเสียงและเกียรติคุณมาให้ทั้งเป็นมันสมอง เป็นสติปัญญาของหน่วยงาน ทำให้หน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับของสังคมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
                องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงชี้หลักในการพิจารณาบุคคลผู้ที่จะทำให้หมู่คณะเจริญงอกงามและรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปว่า จะต้องมีหลักธรรมที่สำคัญเหล่านี้คือ ฉลาด แก้วกล้า ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีคุณธรรมนำชีวิต และประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม (ฉลาด แกล้วกล้า ศึกษาแตกฉาน การทรงธรรมและนำปฏิบัติ)
                คุณลักษณะดังกล่าว ยืนยันได้ถึงสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน นั่นคือความรู้ต้องคู่กับคุณธรรมเสมอ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น มีความฉลาดแต่ขาดความเฉลียว มีความเก่งแต่ขาดความกล้า ศึกษาเล่าเรียนมาแต่ไม่ทรงธรรมนำปฏิบัติ เมื่อขาดสิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำให้หมู่คณะเจริญก้าวหน้าได้ คนที่มีความรู้แตกฉานแต่ขาดคุณธรรม อาจนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด ก่อโทษก่อความเสียหายได้ร้ายแรงยิ่งกว่าคนไม่รู้อะไรเสียอีก ส่วนประกอบทุกส่วนจึงควรมีสมดุลกัน
                ดังนั้น บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรมดังกล่าวมา คือมีความรู้ด้วย มีคุณธรรมด้วย ย่อมจะนำพาหมู่คณะให้เจริญงอกงาม สมดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้
                “ความฉลาด แกล้วกล้า เป็นสามารถ              ต้ององอาจเรียนรู้ อยู่เสมอ
                ทั้งทรงธรรม คุณค่า อย่าเผอเรอ                       คงไม่เก้อ สง่างาม นำสังคม”

....................................

กระจกหกด้าน


                กระจกเงา เป็นแก้วชนิดหนึ่ง ทำเป็นแผ่น มีปรอทเคลือบด้านหลัง ให้ส่องดูหน้าตากิริยาท่าทาง ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย ตามหน่วยงานมักมีกระจกเงามาติดไว้บริเวณบันได พร้อมกับเขียนข้อความติดไว้ในทำนองให้สำรวจตัวเองในแต่ละวันว่าดีหรือยัง เช่น “ท่านแต่งกายเรียบร้อยแล้วหรือยัง” เพื่อเป็นการเตือนสติให้กันและกันอย่างดี ผู้ส่องกระจกจะได้สำรวจดูสิ่งที่ตัวเองบกพร่องและแก้ไขต่อไป ข้อจำกัดของกระจกเงาอยู่ที่เราสามารถส่งดูตัวเองได้อย่างสะดวกเพียงด้านเดียวเท่านั้น
                ยังมีกระจกอีกชนิดหนึ่ง สามารถใช้ส่องดูตัวเราได้ทุกด้าน ทุกเวลา และส่องให้เห็นถึงพฤติกรรมของเราที่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจนและเหมือนจริงมากที่สุด ในทางพระพุทธศาสนาเรียกกระจกเงานี้ว่า ทิศ๖ คือ
                ๑.กระจกด้านที่ ๑ ส่องดูด้านบนในฐานะเป็นศาสนิกชน สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่าง นักบวชกับคฤหัสถ์
                กระจกด้านที่ ๒ ส่องดูด้านหน้า สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างบิดามารดาบุตร
                กระจกด้านที่ ๓ ส่องดูด้านขวาสะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างครูอาจารย์กับศิษย์
                กระจกด้านที่ ๔ ส่องดูดด้านหลัง สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างสามีกับภรรยา
                กระจกด้านที่ ๕ ส่องดูด้านซ้าย สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างมิตรสหาย
                กระจกด้านที่ ๖ ส่องดูด้านล่าง สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา
                ส่องกระจกดูรูปร่างหน้าตาภายนอกก็นับว่าดีอยู่แล้วที่ได้เห็นบุคลิกอันแท้จริงของเรา ยิ่งถ้าได้ส่องกระจกทั้งหกด้านบ่อยๆ ด้วยแล้ว ก็จะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น เพราะจะช่วยสะท้อนภาพของเราให้เห็นพฤติกรรมเด่นชัดว่า “เราทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วหรือยัง”

....................................

หลักการครองงาน

หลักการครองงาน
                คำว่า “หลักการครองงาน” หมายถึง วิธีการที่จะทำให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานได้สำเร็จเรียบร้อยดี มีประสิทธิภาพ ไม่ขาดตกบกพร่อง ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักการครองงานไว้ โดยเรียกรวมว่า อิทธิบาทสี่ คือ
                ๑.ฉันทะ คือ ความพอใจงานนั้น เช่น เป็นนักเรียน ก็พอใจรักในการศึกษาเล่าเรียน เป็นข้าราชการก็พอใจรักในหน้าที่การงานของทางราชการ บุคคลผู้มีฉันทะ พอใจ รักงาน ย่อมมีแรงบันดาลใจให้ต้องการทำงานนั้นอยู่เสมอ
                ๒.วิริยะ คือ เพียรประกอบการงานนั้น คือมีความขยันหมั่นเพียร บากบั่น อดทน หนักเอาเบาสู้ ไม่กลัวงานหนัก บุคคลผู้มีวิริยะ เพียรสู้งาน เมื่อเขาทำงานอะไร งานนั้นๆ ย่อมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
                ๓. จิตตะ คือ เอาใจฝักใฝ่ในงานนั้น มีจิตใจจดจ่อมุ่งมั่นในงาน ไม่ทอดธุระหรือละทิ้งงานไปเสียง่ายๆ
                ๔.วิมังสา คือ หมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผลในสิ่งนั้น คอยวิจัยสำรวจตรวจตราดูงานนั้นๆ ว่ามีข้อดี และข้อเสียอย่างไร เมื่อพบข้อดี ก็ให้รักษามาตรฐานของหน้าที่การงานนั้นๆ ไว้ให้คงที่ ส่วนข้อเสีย ก็ให้หาทางปรับปรุงแก้ไข หรือพัฒนาให้งานนั้นๆ เจริญก้าวหน้าดียิ่งๆ ขึ้น บุคคลผู้มีวิมังสา คอยสำรวจตรวจตราดูงานอยู่ เสมอ ผลงานของเขาย่อมออกมาดี มีประสิทธิภาพไม่ขาดตกบกพร่อง
                ผู้หวังความสำเร็จ เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานทุกชนิด จึงควรปฏิบัติตนตามหลักการครองงานทั้งสี่ประการ คือ
                                ฉันทะ พอใจรักใคร่ในหน้าที่           วิริยะ มีความขยันมุ่งมั่นหนา
                                จิตตะ เอาใจใส่ในงานทุกเวลา          วิมังสา ตรวจตราหาข้อด้วยและข้อดี

....................................

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การครองใจคน


                ทุกๆ คนล้วนต้องการเป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่เคารพรัก นับถือ นิยมชมชอบของบุคคลอื่นด้วยกันทั้งนั้น บางคนถึงกับไปทำเสน่ห์ด้วยวิธีการต่างๆ การทำเสน่ห์ดังกล่าวถือว่าเป็นเสน่ห์ภายนอก แต่ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักการครองใจคน ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์ภายใน เป็นเสน่ห์ที่ดีแท้ ใครมีแล้วย่อมเป็นคนมีเสน่ห์เป็นที่รักของทุกๆ คน หลักการครองใจคนดังกล่าว ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า สังคหวัตถุ แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว จิตใจมีสี่ประการคือ
                ๑.ทาน แปลว่า ให้ปัน หรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บุคคลผู้มีน้ำใจ ไม่ตระหนี่ รู้จักให้สิ่งของที่ควรให้ปันแก่ผู้อื่นเขาย่อมครองใจคนไว้ได้ สมดังคำพระที่ว่า “ทะทัง มิตตานิ คันถะติ  ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้”
                ๒.ปิยวาจา แปลว่า พูดถ้อยคำที่น่ารัก หรือพูดแต่คำไพเราะอ่อนหวานประสานประโยชน์และสร้างสรรค์ เขาย่อมเป็นคนมีเสน่ห์เป็นที่รักของทุกๆ คน สุนทรภู่ได้ประพันธ์ไว้ว่า
                                ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์                มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
                                แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร            จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา
                ๓.อัตถจริยา แปลว่า การบำเพ็ญประโยชน์ หรือสงเคราะห์ผู้คน บุคคลผู้ที่ทำประโยชน์ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น นับว่าเป็นคนมีน้ำใจ เขาย่อมเป็นคนมีคุณค่า เป็นที่รัก เป็นที่ต้องการของทุกๆ คน
                                ผู้มีใจใฝ่ช่วยอวยประโยชน์               เป็นที่โปรดปรารถนาน่ารักหนอ
                                คนรักใคร่ใจภักดีไม่รีรอ                     ทั้งชอบพอผู้ที่มีน้ำใจ
                ๔.สมานัตตตา แปลว่า ผู้มีตนเสมอต้นเสมอปลาย หรือวางตนพอดี ไม่เย่อหยิ่งถือตัว มีมนุษย์สัมพันธ์เข้ากับผู้อื่นได้ดี ผู้ปฏิบัติได้เช่นนี้ ย่อมเป็นที่รักของบุคคลรอบข้าง
                บุคคลที่ต้องการให้เป็นคนมีเสน่ห์มัดใจผู้อื่น นั่งอยู่ในหัวใจของคนรอบข้าง เป็นที่เคารพรักของผู้คนทั่วไป หรือสามารถครองใจผู้อื่นได้ จึงควรปฏิบัติตนตามหลักการครองใจคนทั้งสี่ ประการ ดังกล่าว อาจท่องจำให้ขึ้นใจว่า “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พูดแต่คำไพเราะ สงเคราะห์ผู้คน และวางตนให้พอดี”

....................................

การครองตน


                ทุกคนล้วนต้องการให้ตนเองประสบแต่ความสุข สำเร็จ สมหวัง ในชีวิตและหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น เรือจะสามารถแล่นไปสู่จุดหมายปลายทางได้ ก็เพราะมีสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือหางเสือ ชีวิตเราก็เช่นกัน จะสามารถก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางคือความสุข สำเร็จ สมหวังได้ ก็เพราะมีสิ่งที่สำคัญที่สุดดุจหางเสือคือ หลักการครองตน
                บุคคลจำนวนมากที่ประสบกับความหายนะในชีวิต ไม่อาจครองตนหรือปกครองตนเองได้ ต้องสูญเสียอนาคตหรือแม้กระทั่งชีวิต เพราะปัจจุบันนี้สังคมเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนต่างๆ ที่จะทำให้เราเสียผู้เสียคน เช่น ยาเสพติด อบายมุข และสถานเริงรมย์ต่างๆ ผู้ที่สามารถครองตนเองได้เท่านั้นจึงจะเอาตัวรอดได้ ส่วนผู้ที่ครองตนเองไม่ได้อนาคตและชีวิตจะมีแต่ความมืดมน
                พระพุทธเจ้าได้ตรัสมงคลชีวิตไว้ข้อหนึ่งว่า “อัตตะสัมมาปะณิธิ” แปลว่า การตั้งตนไว้ชอบ เป็นมงคลอันสูงสุด หมายถึง บุคคลผู้ที่จะประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงานนั้น ต้องมีหลักการครองตน โดยหลักพื้นฐานของการครองตนมีด้วยกันห้าอย่างคือ
                ๑.ไม่โหดร้าย คือให้มีความเมตตากรุณา รัก สงสารผู้อื่น ไม่ก่อความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
                ๒.ไม่มือไว คือไห้มีสัมมาอาชีวะ ในทางสุจริต ไม่ลักขโมย ไม่ฉ้อโกง ไม่หลอกลวงต้มตุ๋น
                ๓.ไม่ใจเร็ว คือ ให้พอใจในคู่ครองของตน ไม่สำส่อน
                ๔.ไม่ขี้ปด คือ ให้มีสัจจะ พูดแต่คำสัตย์จริง ไม่โกหก
                ๕.ไม่หมดสติ คือ ให้มีสติสัมปชัญญะ ระลึกได้ รู้สึกสำนึกอยู่เสมอ ไม่เสพสิ่งเสพติด
                ผู้มีหลักการครองตน ชีวิตย่อมมีแต่ความสงบ ร่มเย็น เป็นสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ปลอดโปร่งอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้หวังความสุข ความเจริญ ก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงาน จึงควรยึดหลักการครองตนในการดำเนินชีวิตโดย ไม่โหดร้าย ไม่มือไว ไม่ใจเร็ว ไม่ขี้ปด ไม่หมดสติ ตามที่กล่าว

....................................