วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

คนกับโลก


                คนกับโลกอยู่คู่กันมานานแสนนาน และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าโลกจะแตกสลาย แต่โลกที่จะกล่าวถึงในที่นี้หมายถึง โลกธรรม คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ที่ไหน สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ประจำโลก และคู่โลกตลอดไป การที่คนอาศัยอยู่ในโลกจะมีความสุขมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับการเข้าใจและวางตัวอย่างไรต่อโลก ในทางโลกธรรมได้แบ่งบุคคลออกเป็น ๓ ประเภท ตามลักษณะความเข้าใจโลกตามความจริง มากบ้าง น้อยบ้าง ดังนี้
                ๑.คนพิงโลก คือพวกแล้วแต่โลกจะพาไป เห็นดีเห็นชอบไปตามโลก ถือเอาตามโลกนิยม โดยไม่พินิจพิจารณาว่าเรื่องนั้นๆ ดีหรือไม่อย่างไร อาจจะสุขบ้าง ทุกข์บ้าง หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะอาศัยกระแสมากกว่าความจริง
                ๒.คนแบกโลก คือคนที่ไม่ยอมรับความจริงของโลก เช่น เมื่อได้ลาภ ก็มัวเมาในลาภ เมื่อเสื่อมลาภก็ไม่ยอมรับ เศร้าโศกเสียใจ เมื่อได้ยศก็มัวเมาในยศ เมื่อเสื่อมยศก็ทำใจลำบาก ว้าวุ่นใจ เมื่อได้รับคำสรรเสริญก็เคลิบเคลิ้มกับคำสรรเสริญ เมื่อถูกนินทาก็เสียอาการ ใจหวั่นไหวไปกับคำนินทา เมื่อมีสุขก็เมาสุข เมื่อมีทุกข์ก็จมกับทุกข์ไม่ยอมแก้ไข หาสาเหตุ  บุคคลเหล่านี้จะมีแต่ความหนักอึ้งอยู่ตลอดเวลา
                ๓.คนเหนือโลก คือคนที่เข้าใจความเป็นจริงของโลก จะเกิดอะไรก็ยอมรับตามความเป็นจริง เช่น เมื่อมีลาภก็ไม่ดีใจจนเกินเหตุ เมื่อเสื่อมลาภก็ไม่เสียใจเสียอาการ เมื่อได้ยศก็ไม่ใช้ยศไปในทางที่ผิด เมื่อเสื่อมยศก็ทำใจได้ เมื่อถูกนินทาก็ยอมรับและปรับปรุงแก้ไข เมื่อได้รับคำสรรเสริญก็ไม่หลงระเริง เมื่อสุขก็ไม่เมา เมื่อทุกข์ก็ไม่เศร้าและหาวิธีให้ทุกข์นั้นทุเลาเบาบางลงได้ บุคคลเหล่านี้ชีวิตจิตใจจะเบาสบายอยู่ตลอดเวลา
                จงพิจารณาดูตัวเราว่า เป็นคนประเภทไหน เป็นคนพิงโลก คนแบกโลก หรือคนเหนือโลก หากเป็นสองประเภทแรกก็ควรเร่งปรับปรุงแก้ไข หาไม่แล้วชีวิตจะมีทุกข์มากกว่าสุขหรือไม่มีสุขเลย ส่วนคนประเภทที่ ๓ นั้นนับว่าประเสริฐ ชีวิตมีสุขมากกว่าทุกข์ หรือถ้าประคองใจได้มั่นคงจริงๆ แล้วก็จะไม่มีทุกข์เลย

...................................