วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความรู้คู่คุณธรรม

ความรู้คู่คุณธรรม
                บุคคลผู้มีความรู้คู่กับคุณธรรมนั้น นับเป็นผู้ยังหมู่คณะให้งดงาม เป็นที่น่าปรารถนาของทุกคนใครๆ ก็ต้องการมีไว้ เพราะเมื่อมีบุคคลเช่นนี้มาร่วมงานด้วยแล้ว มักจะนำชื่อเสียงและเกียรติคุณมาให้ทั้งเป็นมันสมอง เป็นสติปัญญาของหน่วยงาน ทำให้หน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับของสังคมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
                องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงชี้หลักในการพิจารณาบุคคลผู้ที่จะทำให้หมู่คณะเจริญงอกงามและรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปว่า จะต้องมีหลักธรรมที่สำคัญเหล่านี้คือ ฉลาด แก้วกล้า ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีคุณธรรมนำชีวิต และประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม (ฉลาด แกล้วกล้า ศึกษาแตกฉาน การทรงธรรมและนำปฏิบัติ)
                คุณลักษณะดังกล่าว ยืนยันได้ถึงสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน นั่นคือความรู้ต้องคู่กับคุณธรรมเสมอ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น มีความฉลาดแต่ขาดความเฉลียว มีความเก่งแต่ขาดความกล้า ศึกษาเล่าเรียนมาแต่ไม่ทรงธรรมนำปฏิบัติ เมื่อขาดสิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำให้หมู่คณะเจริญก้าวหน้าได้ คนที่มีความรู้แตกฉานแต่ขาดคุณธรรม อาจนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด ก่อโทษก่อความเสียหายได้ร้ายแรงยิ่งกว่าคนไม่รู้อะไรเสียอีก ส่วนประกอบทุกส่วนจึงควรมีสมดุลกัน
                ดังนั้น บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรมดังกล่าวมา คือมีความรู้ด้วย มีคุณธรรมด้วย ย่อมจะนำพาหมู่คณะให้เจริญงอกงาม สมดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้
                “ความฉลาด แกล้วกล้า เป็นสามารถ              ต้ององอาจเรียนรู้ อยู่เสมอ
                ทั้งทรงธรรม คุณค่า อย่าเผอเรอ                       คงไม่เก้อ สง่างาม นำสังคม”

....................................

กระจกหกด้าน


                กระจกเงา เป็นแก้วชนิดหนึ่ง ทำเป็นแผ่น มีปรอทเคลือบด้านหลัง ให้ส่องดูหน้าตากิริยาท่าทาง ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเครื่องแต่งกาย ตามหน่วยงานมักมีกระจกเงามาติดไว้บริเวณบันได พร้อมกับเขียนข้อความติดไว้ในทำนองให้สำรวจตัวเองในแต่ละวันว่าดีหรือยัง เช่น “ท่านแต่งกายเรียบร้อยแล้วหรือยัง” เพื่อเป็นการเตือนสติให้กันและกันอย่างดี ผู้ส่องกระจกจะได้สำรวจดูสิ่งที่ตัวเองบกพร่องและแก้ไขต่อไป ข้อจำกัดของกระจกเงาอยู่ที่เราสามารถส่งดูตัวเองได้อย่างสะดวกเพียงด้านเดียวเท่านั้น
                ยังมีกระจกอีกชนิดหนึ่ง สามารถใช้ส่องดูตัวเราได้ทุกด้าน ทุกเวลา และส่องให้เห็นถึงพฤติกรรมของเราที่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจนและเหมือนจริงมากที่สุด ในทางพระพุทธศาสนาเรียกกระจกเงานี้ว่า ทิศ๖ คือ
                ๑.กระจกด้านที่ ๑ ส่องดูด้านบนในฐานะเป็นศาสนิกชน สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่าง นักบวชกับคฤหัสถ์
                กระจกด้านที่ ๒ ส่องดูด้านหน้า สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างบิดามารดาบุตร
                กระจกด้านที่ ๓ ส่องดูด้านขวาสะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างครูอาจารย์กับศิษย์
                กระจกด้านที่ ๔ ส่องดูดด้านหลัง สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างสามีกับภรรยา
                กระจกด้านที่ ๕ ส่องดูด้านซ้าย สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างมิตรสหาย
                กระจกด้านที่ ๖ ส่องดูด้านล่าง สะท้อนภาพให้เห็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา
                ส่องกระจกดูรูปร่างหน้าตาภายนอกก็นับว่าดีอยู่แล้วที่ได้เห็นบุคลิกอันแท้จริงของเรา ยิ่งถ้าได้ส่องกระจกทั้งหกด้านบ่อยๆ ด้วยแล้ว ก็จะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น เพราะจะช่วยสะท้อนภาพของเราให้เห็นพฤติกรรมเด่นชัดว่า “เราทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วหรือยัง”

....................................

หลักการครองงาน

หลักการครองงาน
                คำว่า “หลักการครองงาน” หมายถึง วิธีการที่จะทำให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานได้สำเร็จเรียบร้อยดี มีประสิทธิภาพ ไม่ขาดตกบกพร่อง ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักการครองงานไว้ โดยเรียกรวมว่า อิทธิบาทสี่ คือ
                ๑.ฉันทะ คือ ความพอใจงานนั้น เช่น เป็นนักเรียน ก็พอใจรักในการศึกษาเล่าเรียน เป็นข้าราชการก็พอใจรักในหน้าที่การงานของทางราชการ บุคคลผู้มีฉันทะ พอใจ รักงาน ย่อมมีแรงบันดาลใจให้ต้องการทำงานนั้นอยู่เสมอ
                ๒.วิริยะ คือ เพียรประกอบการงานนั้น คือมีความขยันหมั่นเพียร บากบั่น อดทน หนักเอาเบาสู้ ไม่กลัวงานหนัก บุคคลผู้มีวิริยะ เพียรสู้งาน เมื่อเขาทำงานอะไร งานนั้นๆ ย่อมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
                ๓. จิตตะ คือ เอาใจฝักใฝ่ในงานนั้น มีจิตใจจดจ่อมุ่งมั่นในงาน ไม่ทอดธุระหรือละทิ้งงานไปเสียง่ายๆ
                ๔.วิมังสา คือ หมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผลในสิ่งนั้น คอยวิจัยสำรวจตรวจตราดูงานนั้นๆ ว่ามีข้อดี และข้อเสียอย่างไร เมื่อพบข้อดี ก็ให้รักษามาตรฐานของหน้าที่การงานนั้นๆ ไว้ให้คงที่ ส่วนข้อเสีย ก็ให้หาทางปรับปรุงแก้ไข หรือพัฒนาให้งานนั้นๆ เจริญก้าวหน้าดียิ่งๆ ขึ้น บุคคลผู้มีวิมังสา คอยสำรวจตรวจตราดูงานอยู่ เสมอ ผลงานของเขาย่อมออกมาดี มีประสิทธิภาพไม่ขาดตกบกพร่อง
                ผู้หวังความสำเร็จ เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานทุกชนิด จึงควรปฏิบัติตนตามหลักการครองงานทั้งสี่ประการ คือ
                                ฉันทะ พอใจรักใคร่ในหน้าที่           วิริยะ มีความขยันมุ่งมั่นหนา
                                จิตตะ เอาใจใส่ในงานทุกเวลา          วิมังสา ตรวจตราหาข้อด้วยและข้อดี

....................................

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การครองใจคน


                ทุกๆ คนล้วนต้องการเป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่เคารพรัก นับถือ นิยมชมชอบของบุคคลอื่นด้วยกันทั้งนั้น บางคนถึงกับไปทำเสน่ห์ด้วยวิธีการต่างๆ การทำเสน่ห์ดังกล่าวถือว่าเป็นเสน่ห์ภายนอก แต่ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักการครองใจคน ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์ภายใน เป็นเสน่ห์ที่ดีแท้ ใครมีแล้วย่อมเป็นคนมีเสน่ห์เป็นที่รักของทุกๆ คน หลักการครองใจคนดังกล่าว ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า สังคหวัตถุ แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว จิตใจมีสี่ประการคือ
                ๑.ทาน แปลว่า ให้ปัน หรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บุคคลผู้มีน้ำใจ ไม่ตระหนี่ รู้จักให้สิ่งของที่ควรให้ปันแก่ผู้อื่นเขาย่อมครองใจคนไว้ได้ สมดังคำพระที่ว่า “ทะทัง มิตตานิ คันถะติ  ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้”
                ๒.ปิยวาจา แปลว่า พูดถ้อยคำที่น่ารัก หรือพูดแต่คำไพเราะอ่อนหวานประสานประโยชน์และสร้างสรรค์ เขาย่อมเป็นคนมีเสน่ห์เป็นที่รักของทุกๆ คน สุนทรภู่ได้ประพันธ์ไว้ว่า
                                ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์                มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
                                แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร            จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา
                ๓.อัตถจริยา แปลว่า การบำเพ็ญประโยชน์ หรือสงเคราะห์ผู้คน บุคคลผู้ที่ทำประโยชน์ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น นับว่าเป็นคนมีน้ำใจ เขาย่อมเป็นคนมีคุณค่า เป็นที่รัก เป็นที่ต้องการของทุกๆ คน
                                ผู้มีใจใฝ่ช่วยอวยประโยชน์               เป็นที่โปรดปรารถนาน่ารักหนอ
                                คนรักใคร่ใจภักดีไม่รีรอ                     ทั้งชอบพอผู้ที่มีน้ำใจ
                ๔.สมานัตตตา แปลว่า ผู้มีตนเสมอต้นเสมอปลาย หรือวางตนพอดี ไม่เย่อหยิ่งถือตัว มีมนุษย์สัมพันธ์เข้ากับผู้อื่นได้ดี ผู้ปฏิบัติได้เช่นนี้ ย่อมเป็นที่รักของบุคคลรอบข้าง
                บุคคลที่ต้องการให้เป็นคนมีเสน่ห์มัดใจผู้อื่น นั่งอยู่ในหัวใจของคนรอบข้าง เป็นที่เคารพรักของผู้คนทั่วไป หรือสามารถครองใจผู้อื่นได้ จึงควรปฏิบัติตนตามหลักการครองใจคนทั้งสี่ ประการ ดังกล่าว อาจท่องจำให้ขึ้นใจว่า “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พูดแต่คำไพเราะ สงเคราะห์ผู้คน และวางตนให้พอดี”

....................................

การครองตน


                ทุกคนล้วนต้องการให้ตนเองประสบแต่ความสุข สำเร็จ สมหวัง ในชีวิตและหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น เรือจะสามารถแล่นไปสู่จุดหมายปลายทางได้ ก็เพราะมีสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือหางเสือ ชีวิตเราก็เช่นกัน จะสามารถก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางคือความสุข สำเร็จ สมหวังได้ ก็เพราะมีสิ่งที่สำคัญที่สุดดุจหางเสือคือ หลักการครองตน
                บุคคลจำนวนมากที่ประสบกับความหายนะในชีวิต ไม่อาจครองตนหรือปกครองตนเองได้ ต้องสูญเสียอนาคตหรือแม้กระทั่งชีวิต เพราะปัจจุบันนี้สังคมเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนต่างๆ ที่จะทำให้เราเสียผู้เสียคน เช่น ยาเสพติด อบายมุข และสถานเริงรมย์ต่างๆ ผู้ที่สามารถครองตนเองได้เท่านั้นจึงจะเอาตัวรอดได้ ส่วนผู้ที่ครองตนเองไม่ได้อนาคตและชีวิตจะมีแต่ความมืดมน
                พระพุทธเจ้าได้ตรัสมงคลชีวิตไว้ข้อหนึ่งว่า “อัตตะสัมมาปะณิธิ” แปลว่า การตั้งตนไว้ชอบ เป็นมงคลอันสูงสุด หมายถึง บุคคลผู้ที่จะประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงานนั้น ต้องมีหลักการครองตน โดยหลักพื้นฐานของการครองตนมีด้วยกันห้าอย่างคือ
                ๑.ไม่โหดร้าย คือให้มีความเมตตากรุณา รัก สงสารผู้อื่น ไม่ก่อความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
                ๒.ไม่มือไว คือไห้มีสัมมาอาชีวะ ในทางสุจริต ไม่ลักขโมย ไม่ฉ้อโกง ไม่หลอกลวงต้มตุ๋น
                ๓.ไม่ใจเร็ว คือ ให้พอใจในคู่ครองของตน ไม่สำส่อน
                ๔.ไม่ขี้ปด คือ ให้มีสัจจะ พูดแต่คำสัตย์จริง ไม่โกหก
                ๕.ไม่หมดสติ คือ ให้มีสติสัมปชัญญะ ระลึกได้ รู้สึกสำนึกอยู่เสมอ ไม่เสพสิ่งเสพติด
                ผู้มีหลักการครองตน ชีวิตย่อมมีแต่ความสงบ ร่มเย็น เป็นสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ปลอดโปร่งอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้หวังความสุข ความเจริญ ก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงาน จึงควรยึดหลักการครองตนในการดำเนินชีวิตโดย ไม่โหดร้าย ไม่มือไว ไม่ใจเร็ว ไม่ขี้ปด ไม่หมดสติ ตามที่กล่าว

....................................

ฝึกฝนเป็นคนขยัน


                โบราณ กล่าววา “จงเอาเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา” หมายความว่า กามีความขยัน ตื่นแต่เช้าเพื่อบินไปหาอาหารเป็นคุณลักษณะที่มนุษย์ควรถือเป็นแบบอย่าง แต่ในทางที่ไม่ดีของกาที่ไม่ควรเอาแบบอย่างคือ นิสัยขี้ลักขโมย ในทางพุทธศาสนา ท่านสรรเสริญความขยันว่าเป็นคุณธรรมสำคัญที่จะนำพาให้ประสบความสำเร็จ หากอยากมีทรัพย์สมบัติ ท่านสอนว่าต้องขยันจึงจะหาทรัพย์ได้ หากอยากมียศตำแหน่งหน้าที่ ท่านสอนว่าต้องอาศัยนความขยันหมั่นเพียร หรือในที่สุด แม้แต่การหลุดพ้นสิ้นกิเลสตัณหา ท่านก็สอนว่าบุคคลย่อมล่วงพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร
                ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นคนขยัน ในทางพุทธศาสนาแนะนำวิธีฝึกง่ายๆ ดังนี้
                ๑.หัดเป็นคนตื่นเช้า และอาบน้ำหลังตื่นเช้าจะช่วยขับไล่ความง่วงเหงาให้หายไป แต่ถ้าสุขภาพไม่อำนวยก็ให้ถูตัวให้ทั่วอย่างแรงๆ เพื่อปลุกเส้นประสาทให้ตื่นตัว
                ๒.อย่าคิดแสวงหาความสุขสบายในการนอนอย่างเดียว ให้พยายามหาธุระทำอยู่เสมอ แม้ในเวลาที่ต้องการพักผ่อนร่างกาย หรือพักสมอง ก็ควรทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
                ๓.อย่าทำแต่สิ่งง่ายๆ เพราะตามปกติกิจการที่ทำได้ง่าย มักจะมีผลน้อยตรงกันข้ามสิ่งที่ทำได้ยากมักจะมีผลมาก การทำในสิ่งที่ยากก็ต้องเพิ่มความขยัน ความเพียรและความตั้งใจมากขึ้นตามไปด้วย
                ๔.ต้องหัดเป็นคนตรงเวลา เพราะการเป็นคนตรงเวลานั่นหมายถึงการมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง เมื่อมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองแล้วก็ย่อมต้องมีความสัตย์กับผู้อื่นได้เช่นกัน
                ๕.จงคิดถึงความก้าวหน้าไว้เสมอ ก่อนนอนควรกำหนดไว้ให้แน่นอนว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรบ้าง อาจกำหนดเป็นขั้นเป็นตอน หรือถ้าเขียนได้ยิ่งเป็นการกระตุ้นการทำงานให้อยู่ในใจเสมอ
                ๖.ต้องหัดคิดพึ่งตนเองอยู่เสมอไม่ว่าจะทำอะไรหรือจะหวังผลอะไรต้องพึ่งตัวเองให้สุดความสามารถเสียก่อน และต้องไม่คอยหวังผลอะไรจากผู้อื่น ตลอดจนแน่ใจถึงขนาดที่ว่าต้องสามารถอยู่ได้คนเดียวในโลกนี้
                ความขยันเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเราทุกคน ไม่ต้องเสียเวลาเสาะหาจากที่ใดๆ เป็นคุณธรรมขั้นสูงที่ทุกคนสามรารถฝึกหัดให้เกิดมีขึ้นได้ในทุกคน  หากความขยันเป็นคุณสมบัติประจำตัวแล้ว ชีวิตทั้งชีวิตก็จะก้าวหน้าไปกว่าครึ่งแล้ว ลองฝึกดูตามวิธีข้างต้น ต้องประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าในชีวิต อย่างแน่นอน

............................................

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะของผู้ยากไร้

ธรรมะของผู้ยากไร้ 
    คหบดีหนึ่ง บ้านช่องสวยงามตระการตา แต่ติดรั้วบ้านเก่าสังกะสีผุๆ ตื่นมาทุกเช้ามองออกไปเห็นบ้านเฮงซวยหลังนี้ ทิวทัศน์ ทัศนวิสัย อุบาดมาก 

     เลยวันหนึ่งกูทนไม่ไหวแล้ว เห็นตาแก่เจ้าของบ้านสังกะสีตื่นมาพอดี เดินไปหาและถามว่า 

     "บ้านมึงขายไหม กูเห็นทุกวันอุบาดตามาก ขายเท่าไรก็ซื้อ" 

     เจ้าของบ้านสังกะสีอันซอมซ่อ เงยหน้าพร้อมพูดจานุ่มนวลอ่อนโยนว่า 

     "ท่านผู้มีอันจะกิน ไม่ขายขอรับ ทุกเช้าผมตื่นมา เห็นปราสาทที่งดงามของท่าน ผมมีความสุขเห็นแต่สิ่งงดงามตระการตาทุกเช้าสายบ่ายเย็น ถ้ากระผมขายบ้านให้ท่านไป กระผมก็จะไม่ได้เห็นสี่ที่งดงามตระการตาอีกต่อไป" 

     คหบดีถามต่อ "แล้วมึงไม่ดูบ้านตัวเองว่าอุจาดตาแค่ไหน อยู่ได้ยังไงนี่" 

     "ขอรับกระผม กระผมแค่อาศัยอยู่ด้วยจิตที่เสาะแสวงหาแต่ความดีและสวยสดงดงามในเมื่อมันไม่งาม กระผมก็ไม่สนใจดู 

     กระผมดูแต่ความงามความดีเท่านั้นอะไรไม่ดีไม่งามกระผมไม่ใส่ใจขอรับ 

     กระผมไม่เข้าใจท่านเหมือนกัน บ้านท่านออกใหญ่โตงดงาม แต่ท่านกลับไม่สนใจ ตื่นเช้ามาก็สนใจแต่บ้านเฮงซวยของกระผม 

     ถ้ากระผมเป็นท่าน จะชื่นชมความงามพร้อมของบ้านตัวเอง แต่ไม่สนใจบ้านที่เฮงซวยของบ้านคนอื่น" 

     หยุดสักพัก ท่านเศรษฐีก็คิดได้ว่าเราคงบ้าไปแล้วที่เอาจิตตัวเองไปจับแต่เรื่องสกปรก จิตตัวเองที่งามมากกับไม่สนใจ แถมยังไปวุ่นวายของนอกกายที่สกปรก รอบข้าง 

     ตั้งแต่นั้นมา คหบดีก็เข้าใจในธรรมของผู้ยากไร้และกลายเป็นกัลยาณมิตร จวบจนสิ้นอายุขัย

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

วิธีอยู่กับโลก


                มีสิ่งแวดล้อมอยู่ชนิดหนึ่งที่วนเวียนอยู่กับโลกนี้ และส่งผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง ยากที่ใครจะหลีกเลี่ยงได้ สิ่งแวดล้อมชนิดนี้เรียกว่า “โลกธรรม” แปลว่า สิ่งที่มีอยู่ประจำโลกซึ่งมีอยู่ด้วยกัน แปดอย่าง ได้แก่ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ สำหรับมนุษย์เรานั้น เมื่อกระทบกับโลกธรรมแล้วก็มักจะตั้งรับด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่างนี้
                ๑. ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือเมื่อได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ และได้สุข ก็ปล่อยใจให้เพลิดเพลิน กับสิ่งที่ได้รับ และเมื่อประสบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา และได้รับทุกข์ ก็ปล่อยให้จิตใจห่อเหี่ยวเศร้าสร้อย ไม่ได้คิดที่จะทำจิตให้เข้มแข็งแต่อย่างใด การตั้งรับแบบนี้ จะต้องตกอยู่ในวงเวียนแห่งความดีใจและเสียใจตลอดเวลา และถ้าผู้ประสบกับโลกธรรมนั้นเป็นหัวหน้าคนด้วยแล้ว ก็ย่อมจะพลอยทำให้คนอื่นวุ่นวายไปด้วย
                ๒. ปล่อยไปตามธรรมชาติแต่ตีกรอบเฉพาะที่จิตใจตนเอง การตั้งรับโลกธรรมวิธีนี้ย่อมให้โลกธรรมครอบงำใจได้คือยังดีใจเสียใจอยู่ เพียงแต่ไม่แสดงความรู้สึกออกมา คงรักษาอากัปกิริยาไว้ด้วยท่าทีหนักแน่นสงบนิ่ง ผู้ตั้งรับโลกธรรมด้วยวิธีนี้อาจจะวุ่นวายไปกับโลกบ้าง แต่ไม่มากนัก ซึ่งก็น่าชมเชยกว่าบุคคลในข้อแรก
                ๓. ปรับจิตใจให้ยอมรับความจริง การตั้งรับโลกธรรมโดยวิธีนี้สอดคล้องกับหลักธรรมที่ว่า โลกธรรมนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเอง ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ใช่ของที่ควรยึดมั่นถือมั่น เมื่อปรับจิตใจได้เช่นนี้โลกธรรมก็ไม่สามารถครอบงำได้อีกต่อไป เขาจึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขในทุกสถานการณ์ และพลอยทำให้คนอื่นได้ปกติสุขนั้นไปด้วย บุคคลในประเภทนี้ย่อมมีคุณค่าน่าชมเชยมากกว่าบุคคลในสองประเภทข้างต้น
                คนที่ปรับจิตใจให้ยอมรับความจริงได้เช่นนี้ จะพบแต่ความปลอดโปร่ง ความเป็นอิสระทางจิตใจ อันเป็นมงคลของชีวิตประการหนึ่ง ดังมีคำพระท่านว่า
                “จิตของผู้ใด กระทบโลกธรรมแล้ว ไม่เศร้าโศก ไม่เศร้าหมอง มีความปลอดโปร่ง นั่นแหละคือ อุดมมงคล”

....................................