วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ฝึกฝนเป็นคนขยัน


                โบราณ กล่าววา “จงเอาเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา” หมายความว่า กามีความขยัน ตื่นแต่เช้าเพื่อบินไปหาอาหารเป็นคุณลักษณะที่มนุษย์ควรถือเป็นแบบอย่าง แต่ในทางที่ไม่ดีของกาที่ไม่ควรเอาแบบอย่างคือ นิสัยขี้ลักขโมย ในทางพุทธศาสนา ท่านสรรเสริญความขยันว่าเป็นคุณธรรมสำคัญที่จะนำพาให้ประสบความสำเร็จ หากอยากมีทรัพย์สมบัติ ท่านสอนว่าต้องขยันจึงจะหาทรัพย์ได้ หากอยากมียศตำแหน่งหน้าที่ ท่านสอนว่าต้องอาศัยนความขยันหมั่นเพียร หรือในที่สุด แม้แต่การหลุดพ้นสิ้นกิเลสตัณหา ท่านก็สอนว่าบุคคลย่อมล่วงพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร
                ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นคนขยัน ในทางพุทธศาสนาแนะนำวิธีฝึกง่ายๆ ดังนี้
                ๑.หัดเป็นคนตื่นเช้า และอาบน้ำหลังตื่นเช้าจะช่วยขับไล่ความง่วงเหงาให้หายไป แต่ถ้าสุขภาพไม่อำนวยก็ให้ถูตัวให้ทั่วอย่างแรงๆ เพื่อปลุกเส้นประสาทให้ตื่นตัว
                ๒.อย่าคิดแสวงหาความสุขสบายในการนอนอย่างเดียว ให้พยายามหาธุระทำอยู่เสมอ แม้ในเวลาที่ต้องการพักผ่อนร่างกาย หรือพักสมอง ก็ควรทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
                ๓.อย่าทำแต่สิ่งง่ายๆ เพราะตามปกติกิจการที่ทำได้ง่าย มักจะมีผลน้อยตรงกันข้ามสิ่งที่ทำได้ยากมักจะมีผลมาก การทำในสิ่งที่ยากก็ต้องเพิ่มความขยัน ความเพียรและความตั้งใจมากขึ้นตามไปด้วย
                ๔.ต้องหัดเป็นคนตรงเวลา เพราะการเป็นคนตรงเวลานั่นหมายถึงการมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง เมื่อมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองแล้วก็ย่อมต้องมีความสัตย์กับผู้อื่นได้เช่นกัน
                ๕.จงคิดถึงความก้าวหน้าไว้เสมอ ก่อนนอนควรกำหนดไว้ให้แน่นอนว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรบ้าง อาจกำหนดเป็นขั้นเป็นตอน หรือถ้าเขียนได้ยิ่งเป็นการกระตุ้นการทำงานให้อยู่ในใจเสมอ
                ๖.ต้องหัดคิดพึ่งตนเองอยู่เสมอไม่ว่าจะทำอะไรหรือจะหวังผลอะไรต้องพึ่งตัวเองให้สุดความสามารถเสียก่อน และต้องไม่คอยหวังผลอะไรจากผู้อื่น ตลอดจนแน่ใจถึงขนาดที่ว่าต้องสามารถอยู่ได้คนเดียวในโลกนี้
                ความขยันเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเราทุกคน ไม่ต้องเสียเวลาเสาะหาจากที่ใดๆ เป็นคุณธรรมขั้นสูงที่ทุกคนสามรารถฝึกหัดให้เกิดมีขึ้นได้ในทุกคน  หากความขยันเป็นคุณสมบัติประจำตัวแล้ว ชีวิตทั้งชีวิตก็จะก้าวหน้าไปกว่าครึ่งแล้ว ลองฝึกดูตามวิธีข้างต้น ต้องประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าในชีวิต อย่างแน่นอน

............................................

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะของผู้ยากไร้

ธรรมะของผู้ยากไร้ 
    คหบดีหนึ่ง บ้านช่องสวยงามตระการตา แต่ติดรั้วบ้านเก่าสังกะสีผุๆ ตื่นมาทุกเช้ามองออกไปเห็นบ้านเฮงซวยหลังนี้ ทิวทัศน์ ทัศนวิสัย อุบาดมาก 

     เลยวันหนึ่งกูทนไม่ไหวแล้ว เห็นตาแก่เจ้าของบ้านสังกะสีตื่นมาพอดี เดินไปหาและถามว่า 

     "บ้านมึงขายไหม กูเห็นทุกวันอุบาดตามาก ขายเท่าไรก็ซื้อ" 

     เจ้าของบ้านสังกะสีอันซอมซ่อ เงยหน้าพร้อมพูดจานุ่มนวลอ่อนโยนว่า 

     "ท่านผู้มีอันจะกิน ไม่ขายขอรับ ทุกเช้าผมตื่นมา เห็นปราสาทที่งดงามของท่าน ผมมีความสุขเห็นแต่สิ่งงดงามตระการตาทุกเช้าสายบ่ายเย็น ถ้ากระผมขายบ้านให้ท่านไป กระผมก็จะไม่ได้เห็นสี่ที่งดงามตระการตาอีกต่อไป" 

     คหบดีถามต่อ "แล้วมึงไม่ดูบ้านตัวเองว่าอุจาดตาแค่ไหน อยู่ได้ยังไงนี่" 

     "ขอรับกระผม กระผมแค่อาศัยอยู่ด้วยจิตที่เสาะแสวงหาแต่ความดีและสวยสดงดงามในเมื่อมันไม่งาม กระผมก็ไม่สนใจดู 

     กระผมดูแต่ความงามความดีเท่านั้นอะไรไม่ดีไม่งามกระผมไม่ใส่ใจขอรับ 

     กระผมไม่เข้าใจท่านเหมือนกัน บ้านท่านออกใหญ่โตงดงาม แต่ท่านกลับไม่สนใจ ตื่นเช้ามาก็สนใจแต่บ้านเฮงซวยของกระผม 

     ถ้ากระผมเป็นท่าน จะชื่นชมความงามพร้อมของบ้านตัวเอง แต่ไม่สนใจบ้านที่เฮงซวยของบ้านคนอื่น" 

     หยุดสักพัก ท่านเศรษฐีก็คิดได้ว่าเราคงบ้าไปแล้วที่เอาจิตตัวเองไปจับแต่เรื่องสกปรก จิตตัวเองที่งามมากกับไม่สนใจ แถมยังไปวุ่นวายของนอกกายที่สกปรก รอบข้าง 

     ตั้งแต่นั้นมา คหบดีก็เข้าใจในธรรมของผู้ยากไร้และกลายเป็นกัลยาณมิตร จวบจนสิ้นอายุขัย

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

วิธีอยู่กับโลก


                มีสิ่งแวดล้อมอยู่ชนิดหนึ่งที่วนเวียนอยู่กับโลกนี้ และส่งผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง ยากที่ใครจะหลีกเลี่ยงได้ สิ่งแวดล้อมชนิดนี้เรียกว่า “โลกธรรม” แปลว่า สิ่งที่มีอยู่ประจำโลกซึ่งมีอยู่ด้วยกัน แปดอย่าง ได้แก่ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ สำหรับมนุษย์เรานั้น เมื่อกระทบกับโลกธรรมแล้วก็มักจะตั้งรับด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่างนี้
                ๑. ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือเมื่อได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ และได้สุข ก็ปล่อยใจให้เพลิดเพลิน กับสิ่งที่ได้รับ และเมื่อประสบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา และได้รับทุกข์ ก็ปล่อยให้จิตใจห่อเหี่ยวเศร้าสร้อย ไม่ได้คิดที่จะทำจิตให้เข้มแข็งแต่อย่างใด การตั้งรับแบบนี้ จะต้องตกอยู่ในวงเวียนแห่งความดีใจและเสียใจตลอดเวลา และถ้าผู้ประสบกับโลกธรรมนั้นเป็นหัวหน้าคนด้วยแล้ว ก็ย่อมจะพลอยทำให้คนอื่นวุ่นวายไปด้วย
                ๒. ปล่อยไปตามธรรมชาติแต่ตีกรอบเฉพาะที่จิตใจตนเอง การตั้งรับโลกธรรมวิธีนี้ย่อมให้โลกธรรมครอบงำใจได้คือยังดีใจเสียใจอยู่ เพียงแต่ไม่แสดงความรู้สึกออกมา คงรักษาอากัปกิริยาไว้ด้วยท่าทีหนักแน่นสงบนิ่ง ผู้ตั้งรับโลกธรรมด้วยวิธีนี้อาจจะวุ่นวายไปกับโลกบ้าง แต่ไม่มากนัก ซึ่งก็น่าชมเชยกว่าบุคคลในข้อแรก
                ๓. ปรับจิตใจให้ยอมรับความจริง การตั้งรับโลกธรรมโดยวิธีนี้สอดคล้องกับหลักธรรมที่ว่า โลกธรรมนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเอง ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ใช่ของที่ควรยึดมั่นถือมั่น เมื่อปรับจิตใจได้เช่นนี้โลกธรรมก็ไม่สามารถครอบงำได้อีกต่อไป เขาจึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขในทุกสถานการณ์ และพลอยทำให้คนอื่นได้ปกติสุขนั้นไปด้วย บุคคลในประเภทนี้ย่อมมีคุณค่าน่าชมเชยมากกว่าบุคคลในสองประเภทข้างต้น
                คนที่ปรับจิตใจให้ยอมรับความจริงได้เช่นนี้ จะพบแต่ความปลอดโปร่ง ความเป็นอิสระทางจิตใจ อันเป็นมงคลของชีวิตประการหนึ่ง ดังมีคำพระท่านว่า
                “จิตของผู้ใด กระทบโลกธรรมแล้ว ไม่เศร้าโศก ไม่เศร้าหมอง มีความปลอดโปร่ง นั่นแหละคือ อุดมมงคล”

....................................

การชนะที่เลิศ

การชนะที่เลิศ
                ในเกมกีฬาทุกชนิด ที่สุดของเกมคือการแพ้หรือชนะ ผลออกมาเสมอนั้นมีบ้างแต่น้อย เมื่อพูดถึงการแพ้หรือชนะนั้น เป็นสิ่งไม่แน่นอน ผู้เคยแพ้อาจชนะ ผู้ชนะอาจแพ้ได้ในภายหลัง เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมีพลังหรือฝึกซ้อมมาดีกว่ากับทั้งโอกาสอำนวยให้ จึงมีหลักเตือนใจว่า ผู้เป็นนักกีฬาต้องมีน้ำใจเป็นนักกีฬา คือ “รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย” ไม่เสียใจเมื่อแพ้ ไม่ลิงโลดดีใจจนลืมตัวเมื่อชนะ ไม่ให้ถือว่าการแพ้ชนะเป็นเรื่องยั่งยืน
                การแพ้ที่ควรกลัวและไม่ควรยอมแพ้ ไม่ใช่เรื่องของกีฬา แต่เป็นเรื่องของการทำความดีหรือสร้างความดีเป็นเรื่องที่ยอมแพ้ไม่ได้ ต้องพยายามเอาชนะให้ถึงที่สุด ใครยอมแพ้ต่อการทำความดี ชื่อว่าแพ้อย่างราบคาบหมดหนทางสู้ ไม่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
                อีกอย่างหนึ่ง การแพ้ศัตรูผู้คิดทำลายเรา ก็เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้อีกเช่นกัน ต้องพยายามหาทางเอาชนะให้ได้แต่การเอาชนะศัตรูนั้น ทางพระท่านห้ามมิให้เอาชนะด้วยกำลังหรืออำนาจ เพราะกำลังหรืออำนาจมีเวลาเสื่อมสิ้นไปได้ ไม่คงทนถาวร ศัตรูอาจกลับมาชนะได้ภายหลังเหมือนเกมกีฬา การเอาชนะศัตรูต้องชนะให้เด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้กลับแพ้ได้ คือต้องชนะศัตรูด้วยความดี ด้วยการพูดดี ทำดี และคิดดีต่อเขา แม้จะฝืนความรู้สึกบ้าง ก็ต้องเอาชนะความรู้สึกนั้นให้ได้ พยายามสร้างความดี ให้ศัตรูเกิดความรู้สึกว่า เราเป็นมิตรกับเขา ไม่ใช่ศัตรูเขาแล้วเขาจะกลับมาเป็นมิตรกับเราออย่างดีที่สุด เป็นการชนะที่ไม่มีวันกลับมาแพ้อีก คือชนะเลิศจริงๆ
                ท่านเคยชนะศัตรูอย่างนี้บ้างหรือยัง ถ้ามีศัตรูอยู่ลองเริ่มต้นดำเนินการตามวิธีเอาความดีชนะความชั่ว ทำศัตรูให้กลับมาเป็นมิตร หากเอาชนะได้ ท่านจะมีความสุขสบายที่สุดในชีวิต เพราะศัตรูที่กลับมาเป็นมิตรนั้น คือผู้ที่ยอมมอบชีวิตให้กับท่านอย่างแท้จริง

............................................

ไฟอาฆาต


                ในอดีตกาล ชายคนหนึ่งมีภรรยาแต่เป็นหมัน จึงหาภรรยามาอีกคนหนึ่งตามคำยินยอมของภรรยาคนแรก เมื่อภรรยาคนที่สองกำลังตั้งครรภ์ ภรรยาคนแรกเกิดความคิดริษยาจึงพยายามหาโอกาสปรุงยาขับเลือดใส่ในอาหารให้ภรรยาคนที่สองกินจนแท้งลูกไปหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายภรรยาคนที่สองพร้อมด้วยลูกในท้องได้ถึงแก่ความตาย ก่อนตายเธอได้ผูกอาฆาตว่า “ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้เราสามารถกินนางเมียหลวงพร้อมลูกของมัน ปรากฏว่าคู่เวรคู่กรรมนี้เกิดมากี่ชาติก็ตามล้างผลาญกันอยู่ทุกชาติ เช่น ฝ่ายหนึ่งเกิดเป็นไก่ อีกฝ่ายหนึ่งก็เกิดเป็นแมวไปกินไก่ ฝ่ายหนึ่งเกิดเป็นเนื้อ อีกฝ่ายหนึ่งก็เกิดเป็นเสือไปฆ่าเนื้อ เป็นต้น แม้เกิดมาเป็นคนก็ยังจองเวรกันไม่เลิก จนเมื่อพระพุทธเจ้าเทศน์โปรดจึงดับไฟอาฆาตกลับเป็นไมตรีต่อกันได้
                จากเรื่องดังกล่าวมีแง่คิดที่ว่า สิ่งที่ชาวโลกเรียกว่า ไฟ นั้น แบ่งออกเป็นสองชนิด คือ
                ๑.ไฟภายนอก ได้แก่ ไฟที่สามารถมองเห็น ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้หรือไฟที่เกิดจากกระแสงไฟฟ้า ไฟเหล่านี้มีคุณอนันต์สำหรับคนที่รู้จักนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ใช้หุงหาอาหาร ใช้ส่องสว่าง เป็นต้น แต่ก็มีโทษอย่างมหันต์เช่นกันหากไม่คุมให้ดี
                ๒.ไฟภายใน ได้แก่ ไฟที่ไม่สามารถมองเห็นตัวตน แต่มีอานุภาพทำให้ผู้ที่ถูกไฟประเภทนี้เผา จะมีอาการเหี่ยวแห้ง กลัดกลุ้ม รุ่มร้อน ปรากฏขึ้นในใจ ไฟภายในเหล่านี้ได้แก่ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ซึ่งจะผสมผสานกลั่นตัวออกมาเป็นไฟอีกหลายดวง เช่น ไฟริษยา และไฟอาฆาต เป็นต้น
                ธรรมชาติของไฟ ไม่ว่าจะเป็นไฟชนิดไหนก็ตาม จะมีลักษณะร้อน เผาไหม้ ทำลายล้าง ถ้าเป็นไฟภายนอกก็จะเผาไหม้จนกว่าเชื้อไฟจะหมดไป หรือถูกบังคับให้ดับไป ถ้าจะกล่าวถึงการทำลายล้างแม้จะรุนแรงขนาดไหนก็ยังสามารถจำกัดเขตได้ และไม่ได้ไหม้กันพร่ำเพรื่อไป แต่ถ้าเป็นไฟภายในจะมีอานุภาพที่น่ากลัวกว่าหลายเท่า เพราะเกิดง่ายดับยาก ไหม้โดยไม่มีเขตจำกัด ไหม้ได้ทุกเวลา เกิดแล้วตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังสามารถตามไปเผาไหม้ได้ทุกชาติ ดังนั้น ผู้หวังความสวัสดีแก่ตน จึงควรรีบดับไฟภายใน ด้วยน้ำคือขันติและเมตตา โดยถือคติว่า “เมตตาต่อทุกคน อดทนให้ถึงที่สุด แต่ถ้ายังไม่หยุดก็ให้ลดน้อยลง”

............................................

ความเครียด


                ความเครียดล้วนมีสาเหตุมาจากปัญหาต่างๆ ที่กำลังรุมเร้าอยู่รอบด้าน บางคนเครียดมากจนนอนไม่หลับ ถึงกับต้องพึ่งยานอนหลับ หรือยากล่อมประสาทก็มี บางคนเครียดมากต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาก็มี ฯลฯ
                ความเครียดเป็นอาการผิดปกติ เกิดขึ้นเป็นบางครั้งขณะเมื่อเกิดอาการผิดปกติเกิดขึ้น ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาให้ถูกวิธี ก็อาจทำให้เกิดอาการโรคประสาทหรือโรคจิตได้ มีการแบ่งความเครียดเป็นประเภทไว้สามอย่าง คือ
                ๑.เครียดทางร่างกาย เช่น ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความเครียดหรือประสบเหตุ เช่น ภัยพิบัติต่างๆ หรือการใช้พลังงานในร่างกายมากเกินไป วิธีแก้ไขก็คือ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นดูแลสุขภาพและอยู่ในที่ที่เหมาะสม
                ๒.เครียดทางสมอง สมองมีหน้าที่จำกับคิด ถ้าคิดมากเกินไปหรือชอบคิดฟุ้งซ่านจนบังคับไม่ได้เป็นเหตุให้สมองเครียดได้เช่นกัน วิธีแก้ไขก็คือทำจิตใจเป็นสมาธิ อย่าปล่อยให้ฟุ้งซ่านไปในเรื่องไม่เป็นเรื่อง
                ๓.เครียดทางใจ ตามธรรมชาติแล้ว จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ต่อเมื่อถูกกิเลสและความทุกข์ต่างๆ เข้าครอบงำก็ทำให้ขุ่นมัวเศร้าหมอง วิธีการแก้ไขความเครียดทางจิตใจก็คือ ต้องมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆ ที่มากลุ้มรุมจิต และหมั่นพิจารณาให้เห็นความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตกอยู่ในความไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีเกิดมีดับไม่คงที่ และไม่มีอะไรเลยที่ควรจะยึดมั่นให้เป็นอย่างที่ต้องการได้ ฝึกพินิจพิจารณาความจริงเช่นนี้อยู่เสมอๆ ความเครียดทางใจก็จะค่อยๆ หายไป
                คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักความเครียดทั้ง สามอย่างได้อย่างดี แต่มีส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้จักการพิฆาตความเครียดด้วยวิธีการที่ถูกต้อง จึงขอเสนอวิธีพิฆาตความเครียดดังกล่าวมาๆ               ให้ลองพิจารณาดู และโปรดอย่าลืมว่าถ้าเราไม่ฉลาดในการพิฆาตความเครียดแล้ว จะถูกความเครียดพิฆาตเอาอย่างแน่นอน

............................................

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

ขยันเข้าไว้

ขยันเข้าไว้ยังไงก็ไม่ขาดทุน
                มีเรื่องเล่าว่า ที่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงแหล่งหนึ่ง เมื่อเปิดสอนใหม่ๆ อาจารย์ที่สอนคือ อาจารย์ผู้อาวุโสสุดเท่านั้น อาจารย์อื่นๆ จะไม่ได้สอน อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์ผู้อาวุโสต้องการผู้ช่วยเขียนคำศัพท์บนกระดาน เพื่อเป็นการทุ่นเวลา ขณะสอนจะไม่ต้องเขียนกระดาน หน้าที่นี้ไม่มีอาจารย์คนใดอยากกระทำ เพราะรู้สึกว่าเป็นการลดเกียรติความเป็นอาจารย์ลง แต่มีอาจารย์บรรจุใหม่คนหนึ่ง รับอาสาทำให้ด้วยความเต็มใจ ทุกครั้งก่อนที่อาจารย์ผู้อาวุโสจะเข้าสอน อาจารย์ใหม่ผู้นี้ก็จะเข้าไปรับข้อความแล้วนำมาเขียนไว้บนกระดานให้แล้วเสร็จ การทำหน้าที่ช่วยเขียนคำศัพท์บนกระดานเป็นผลดีต่ออาจารย์ใหม่ คือทำให้อาจารย์ผู้อาวุโสรักและเห็นใจ จึงได้แบ่งงานสอนบางบทให้ช่วยสอนนับได้ว่าเป็นอาจารย์คนแรกที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้ทำหน้าที่สอน ทำให้เป็นที่รู้จักของนักศึกษามากกว่าอาจารย์คนอื่นๆ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมนักศึกษา และได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานขึ้นอย่างเป็นลำดับ จนถึงได้เป็นคณบดีและอธิการบดีในที่สุด
                จากเรื่องนี้ทำให้ได้ข้อคิดที่ว่า ผู้ที่ประสบผลสำเร็จและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานทุกวงการ ย่อมต้องผ่านพบชีวิตในแนวราบหรือระดับล่างมาก่อน ไม่มีใครที่อยู่ๆ แล้วจะประสบผลสำเร็จขึ้นมาชนิดที่เข้าทำงานวันแรกก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตเลย แม้บางคนดูเผินๆ แล้วเหมือนจะเป็นเช่นนั้น เช่น สืบทอดตำแหน่งบรรพบุรุษ แต่พอศึกษาชีวิตของบุคคลประเภทนั้นจริงๆ แล้วจะเห็นได้ว่า กว่าที่ผู้ใหญ่หรือบิดามารดาจะให้รับตำแหน่งแทนได้นั้น ก็ต้องผ่านการฝึกฝนหรือมีประสบการณ์ในระดับล่างมาก่อนทั้งสิ้น
                ดังนั้น ผู้ที่อยากประสบผลสำเร็จและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จะต้องเป็นคนที่มีมานะบากบั่นทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจให้กับงาน ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทใดก็ตาม เมื่อได้รับมอบหมายแล้วจะต้องลงมือทำ ไม่จับจด หรือเกี่ยงงอนว่างานนั้นเหมาะสมกับที่เราเรียนมาหรือไม่ ถ้าเป็นงานสุจริตด้วยแล้วมีโอกาสเมือไร ต้องลงมือทำในทันที เพราะงานสุจริตทุกชนิดที่ทำลงไปนั้น ถึงแม้อาจจะไม่ได้ผลเร็วทันตาหรือไม่ได้กำไรทุกครั้ง แต่รับรองได้ว่า จะไม่มีวันขาดทุนอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุด คนอื่นก็ต้องเห็นว่าเราเป็นคนที่สู้งาน ไม่ได้เป็นคนที่เกี่ยงงาน เมื่อคนอื่นเห็นเราเป็นคนสู้งานแล้ว โอกาสดีๆ อันเป็นปัจจัยแห่งความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็จะเข้ามาสู่ชีวิตของเรานั่นเอง

............................................

ผ้าขี้ริ้ว

ผ้าขี้ริ้ว
                ผ้าขี้ริ้ว หมายถึงผ้าเก่าที่ใช้สำหรับถูก ทำความสะอาด สามารถเห็นได้โดยทั่วไปทุกครัวเรือน บริษัทห้างร้าน หรือแม้แต่ในสถานที่ราชการ เป็นผ้าที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งในแง่การาใช้งานแล้ว จะเห็นว่าผ้าขี้ริ้วนี้ เป็นผ้าที่มีค่ายิ่งนัก ภารกิจของผ้าขี้ริ้วก้นครัวที่ดูสกปรกและขาดรุ่งริ่งนั้น ได้มีผู้รู้ได้เทียบเคียงกับคนเราไว้น่าสนใจ และให้ข้อคิดไว้หลายประการ
                -ยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นๆ สะอาด เหมือนคนบางคนยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
                -ดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เหมือนคนบางคนรู้ตัวว่าสกปรกทั้งกาย วาจา ใจ ก็สามารถชำระล้างจนสะอาดได้ มิใช่อมความสกปรกไว้แล้วบอกว่าตนเองนั้นสะอาด
                -แม้ดูว่าเป็นผ้าที่ไม่มีราคา แต่ก็มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่าด้วยการทำงาน ทำตนให้เป็นประโยชน์ ไม่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนาชะตาชีวิต
                -ไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสางาน ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ไม่เกี่ยงงาน
                -ทนต่อการขัดถูและซักล้างไม่เปราะบาง เหมือนคนที่มีความอดทนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะหนักเหนื่อยเพียงไรก็มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางแตกหักง่าย
                -พอใจที่จะอยู่เบื้องหลังความสะอาด เหมือนคนที่พอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนอื่น พอใจที่จะทำงานแบบปิดทองหลังพระ
                -แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียงผ้าขี้ริ้ว แต่ก็ไม่ทำตัวให้ขี้เหล่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่าคนกำลังสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรคให้ได้ สามารถมองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนอื่นมองว่าไร้ค่า
                ผ้าขี้ริ้วมีค่าเพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรกและสามารถกำจัดสิ่งสกปรกได้ หากคนเราจะได้น้อมน้ำเอาข้อคิดจากผ้าขี้ริ้วนี้มาปรับปรุงพฤติกรรมของตน ย่อมทำให้ตนมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

....................................