วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รากแก้ว

รากแก้ว
                รากที่เป็นหลักสำคัญหยั่งลึกลงไปในดิน ทำหน้าที่ดูดซึมอาหารไปเลี้ยงลำต้นและยึดต้นไม้ไว้ไม่ให้โค่นล้มเรียกว่า “รากแก้ว” ต้นไม้ยืนต้นทุกชนิดจะมีดอก ผล กิ่ง ใบ เจริญเติบโตงอกงามสมบูรณ์ได้ ก็เพราะมีส่วนสำคัญที่สุดคือรากแก้ว
                ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าสิ่งที่เปรียบเสมือนรากแก้ว ก็คือ “วินัย”  วินัยจะปรากฏออกมาในลักษณะเป็นกฎ กติกา และมารยาทในสังคม วินัยทางทหารก็คือรากแก้วของทหารทุกนายที่ต้องมีติดตัวอยู่เสมอ การที่สังคมทหารต้องมีวินัย ก็เพื่อทำให้คนที่มีภูมิหลังและมาจากสถานที่ที่แตกต่างกันนั้น ได้ถูกหล่อหลอมในเบ้าเดียวกัน ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะทำให้คนเหล่านั้นอยู่ในแถวเป็นแนวเดียวกันได้ดีเท่ากับวินัย เพราะวินัยนั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในยามปกติและในยามไม่ปกติ วินัยทำให้คนและหมู่คณะมีระเบียบสวยงาม ทำให้กองทัพแข็งแกร่งตลอดทั้งทำให้การปฏิบัติงานทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างไม่ติดขัด
                ดังนั้น วินัย จึงเปรียบได้กับรากแก้ว และเป็นสิ่งที่กำลังพลทหารทุกนายตั้งหมั่นสั่งสมอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเองในทุกสถานที่ ทุกเวลา
                                อันวินัย เปรียบได้ คล้ายรากแก้ว                      มีรากแล้ว กิ่งต้นใบ ล้วนไพศาล
                                หากขาดราก กิ่งต้นใบ อยู่ไม่นาน                    ย่อมแหลกลาญ โค่นล้ม จมปฐพี
                                อันกองทัพ เปรียบได้ คล้ายต้นไม้                   วินัย ย่อมเกรียงไกร ก่อศักดิ์ศรี
                                หากย่อหย่อน วินัย ไม่โสภี                               กองทัพนี้ ย่อมจะทรุดหยุดก้าวไกล

............................................

อาหารใจ

อาหารใจ
                เรื่องใหญ่เรื่องวุ่นวายที่ไม่รู้จักจบสิ้นในชีวิตประจำวัน คือ เรื่องอาหาร เช่น ก่อนจะไปตลาดก็ต้องคิดว่าจะกินอะไรจะซื้ออะไร เรื่องการกินจะหมุนเวียนซ้ำซากอยู่เช่นนี้ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะเบื่อแสนเบื่อแต่ก็จะต้องทำต้องกินเพราะอาหารเป็นปัจจัยที่จำเป็นแก่ชีวิต ร่างกายจะเจริญเติบโตและสมบูรณ์แข็งแรงได้ก็เพราะอาหารบำรุงอยู่เสมอ อาหารที่กล่าวถึงนี้เป็นอาหารส่วนร่างกาย
                ยังมีอาหารอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่าอาหารใจ ส่วนมากคนมักจะมองข้ามไปเสีย วันหนึ่งๆ ก็วุ่นวายอยู่กับอาหารกาย คนให้ความสนใจกับอาหารใจน้อยมาก ความจริงแล้วอาหารใจมีความจำเป็นมากกว่าอาหารกายเสียด้วยซ้ำไป อาหารกายรับประทานวันละสามมื้อ แต่อาหารใจต้องรับประทานอยู่ตลอดเวลา คนที่ขาดอาหารใจ จะทำให้รู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร บางครั้งทำให้รู้สึกกำหนัดรักใคร่ต่ออารมณ์ที่เข้ามายั่วยวนกวนใจ บางคราวทำให้รู้สึกหงุดหงิดฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยหาหลักไม่ได้ อาการเหล่านี้เป็นอาการที่ใจขาดอาหาร ร่างกายที่ขาดอาหารจะทำให้ผ่ายผอมอ่อนระโหยโรยแรง ทำการงานอะไรก็ไม่ค่อยสำเร็จประโยชน์อย่างเต็มที่ ฉันใดใจที่ขาดอาหารก็ฉันนั้น
                อาหารใจ หมายถึง อารมณ์ที่เกิดกับใจ มีสองอย่างคือ อารมณ์ฝ่ายเสียกับอารมณ์ฝ่ายดี อารมณ์ฝ่ายเสีย เช่น ความละโมบโลภมาก ความเศร้าหมองขุนเคือง ความริษยาพยาบาท เหล่านี้เป็นอารมณ์ฝ่ายเสีย ทำให้เป็นพิษเป็นภัยแก่จิตใจ เป็นเชื้อโรคที่ทำลายแรงใจ ทำให้จิตใจทรุดโทรม ส่วนอารมณ์ฝ่ายดี เช่น ความมานะพยายาม ความต่อสู้อดทน ความซื่อสัตย์สุจริต ความร่าเริงแจ่มใส ความเมตตากรุณา เหล่านี้เป็นอารมณ์ฝ่ายดี ถ้าใจได้ดื่มด่ำอยู่กับอารมณ์เหล่านี้ โรคร้ายทั้งหลายก็จะไม่มากล้ำกราย จิตใจก็จะเข้มแข็งสมบูรณ์ สามารถประกอบกิจการงานด้วยความผาสุก
                อย่าลืมเตือนตัวเองว่า วันนี้ได้ให้อาหารใจกับตัวเองหรือยัง

............................................

ลายแทง

ลายแทง
                โดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า ขุมทรัพย์หรือแหล่งที่เกิดที่เก็บทรัพย์ มักถูกฝังซ่อนไว้ในที่ลับตาหรือที่ห่างไกลผู้คน ในการขุดค้นขุมทรัพย์จึงต้องอาศัยลายแทงบอกเส้นทางที่เก็บรักษาขุมทรัพย์นั้นๆ ลำพังอาศัยแต่เพียงความโลภหรือคำเล่าลือเป็นลายแทง แล้วสุ่มขุดค้นขุมทรัพย์ในที่ต่างๆ นอกจากจะไม่พบขุมทรัพย์แล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกหลอก ทำให้เสียรู้ เสียทรัพย์ เสียเวลา และเสียคนได้
                จากพุทธศาสนสุภาษิตที่เปรียบได้กับลายแทงขุมทรัพย์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ชีวิตคนเราแต่ละคนนั้นมีคุณค่าในฐานะเป็นทรัพยากรอันยิ่งใหญ่ หากฉลาดใช้ให้ดีและคุ้มค่าย่อมเป็นแหล่งเกิดทรัพย์และสิ่งอันพึงปรารถนาทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ และชื่อเสียงเกียรติคุณ แต่การที่ชีวิตบางคนต้องประสบกับความวิบัติและทุกข์โทษต่างๆ ไม่สามารถนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดีได้ ก็เพราะมีความประพฤติผิดบางอย่างฉุดรั้งชีวิตให้ตกต่ำ ทั้งยังเป็นอุปสรรคกีดขวางมิให้ใช้ชีวิตให้เกิดคุณค่าสมเป็นทรัพยากรอันยิ่งใหญ่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ว่ากล่าวชี้โทษและคอยห้ามปรามสิ่งผิด ชี้แนะสิ่งถูกให้ปฏิบัติ จึงเปรียบได้กับผู้ที่ช่วยรื้อขนอุปสรรคเครื่องกีดขวางออกจากชีวิต ทำให้มองเห็นขุมทรัพย์ภายในตัวได้สะดวกขึ้น
                ผู้แสวงหาขุมทรัพย์ภายนอกคงต้องยอมลำบากเดินทางไกลไปขุดค้นขุมทรัพย์ ตามลายแทงแหล่งขุมทรัพย์นั้นๆ ส่วนผู้แสวงหาขุมทรัพย์ภายใน ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ของชีวิต คงไม่ต้องยากลำบากอะไร เพียงแต่ยินดีให้ผู้ที่ชี้โทษและยินยอมน้อมรับไปปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง แต่สำหรับผู้ที่ยืนยันจะประพฤติผิดๆ โดยไม่คิดแก้ไข และไม่ใส่ใจคำชี้แนะตักเตือน ด้วยเข้าใจผิด หวังว่าจะไปแสวงหาขุมทรัพย์ของชีวิตข้างหน้าและถูกลงโทษลงทัณฑ์ วันนั้นอาจจะเป็นวันที่พบขุมทรัพย์เมื่อสายเสียแล้วก็เป็นได้

............................................

ลักษณะของความจริง


                สัจธรรมความดี คือสัจจะ นั้นได้แก่ ความจริง ความตรง ความแท้ เมื่อเป็นอัธยาศัยและความประพฤติของบุคคลก็มีคุณลักษณะเป็นห้าอย่าง
                ๑.ความจริงต่อการงาน ทำอะไรทำจริงไม่ย่อท้อ มีสมบัติแห่งความเพียรสามประการอันได้แก่ ความพยายาม ความอุตสาหะ และความบากบั่น
                ๒.ความจริงต่อหน้าที่ ได้แก่ การทำจริงและถูกต้องสมควรในการงานที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งเรียกว่าหน้าที่ ไม่ประมาท ไม่หลีกเลี่ยง ไม่บิดเบือน และไม่ทำแบบกลิ้งกลอกหลอกลวง ถ้าเป็นหน้าที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาผลประโยชน์ก็ทำการโดยสุจริตเที่ยงตรง ไม่คดโกงฉ้อราษฎร์บังหลวง ถ้าเป็นหน้าที่ตัดสินคน เช่น หน้าที่ตุลาการซึ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงของบุคคลก็ดี หน้าที่ผู้ปกครองซึ่งต้องดูแลรับผิดชอบทุกข์สุขของผู้อยู่ในปกครองก็ดี ก็ทำการโดยยุติธรรม ไม่ลำเอียงเพราะความรัก ความชัง ความเขลาขลาด และความหวาดกลัว
                ๓.ความจริงต่อวาจา ได้แก่ รักษาให้ได้จริงตามวาจาที่ตกลง เรียกสั้นๆ ว่ารักษาวาจา มีสามสถานคือ รักษาคำสาบาน รักษาปฏิญาณ และรักษาสัญญา
                ๔.ความจริงต่อบุคคล ได้แก่ ซึ่งตรงต่อมิตร สวามิภักดิ์ต่อเจ้าแห่งตน และกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ
                ๕.ความจริงต่อความดี ได้แก่ ประพฤติความดีอย่างใดก็ประพฤติจริงให้เป็นอัธยาศัยเนื้อแท้ของตนอย่างนั้นจริงๆ ไม่โลเล ไม่สับปลับ ไม่วาดหวั่นง่อนแง่น ไม่ทำเพื่อจะอวด ไม่ทำเพื่อเอาหน้าและไม่ทำอย่างลวงโลก
                ความจริงห้าประการนี้มีในท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นชื่อว่าตั้งมั่นในสัจธรรม เป็นพลังให้ทำการต่างๆ สำเร็จได้ดีตามประสงค์ ย่อมทำให้คนทั้งหลายเกิดความเชื่อถือ ความเคารพรัก สักการะนับถือไม่เสื่อมคลายไม่จืดจางและให้เกิดรสอย่างซาบซึ้งในความดีของผู้มีสัจธรรมอย่างอมตะ ดังพุทธภาษิตว่า
                “สัจจัง หะเว สาธุตะรัง ระสานัง ความสัตย์มีรสดียิ่งกว่ารสทั้งหลาย”

............................................

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

ความวางเฉย

ความวางเฉย
                อุเบกขา แปลว่า ความวางใจเป็นกลาง หมายถึง วางใจเที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะรักหรือชัง เป็นธรรมะที่สำคัญประการหนึ่งสำหรับกำกับความประพฤติเพื่อให้ชีวิตมีคุณค่าน่าเชื่อถือ อุเบกขามีความหมายคนละอย่างกับการวางเฉยที่หมายถึงการไม่รับรู้รับเห็น ไม่สนใจไยดีต่อเหตุการณ์ที่ประสบ
                อุเบกขานั้นเป็นการวางใจเป็นกลางหรือการวางเฉยด้วยเหตุผลทางปัญญา ใช้ได้ในหลายกรณี เช่น วางเฉยเพราะพิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลาย กระทำแล้วว่าควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุปัจจัยอันตนประกอบ รวมทั้งวางเฉยสงบใจดูในเมื่อไม่มีอะไรที่ต้องทำอีกแล้ว เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เป็นต้น อุเบกขาจึงมีความหมายตรงกันข้ามกับอคติ คือจิตใจที่ลำเอียง ไม่เที่ยงธรรม นั่นเอง
                ในชีวิตประจำวันของคนเรามีเหตุการณ์ที่จะต้องใช้อุเบกขาอยู่เสมอ เช่น ต้องวางใจให้เป็นกลาง ในการรับกรรมของสัตว์ทั้งหลาย เพราะทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ต้องวางใจเป็นกลางในกรณีพิจารณาความดีความชอบให้แก่บุคคลที่ทำงาน ไม่พิจารณาให้เพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง หรือเพราะกลัว เป็นการส่วนตัว แต่พิจารณาจากผลงานอย่างแท้จริง นอกจากนั้น อุเบกขาธรรมเมื่อตั้งมั่นในใจของบุคคลสดแล้ว จะทำให้บุคคลนั้นเหตุผล มีความเที่ยงธรรม เหมาะที่จะรับผิดชอบงานสำคัญๆ สูงยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย
                ฉะนั้น การวางใจให้เป็นกลาง มีดวงจิตที่เที่ยงตรงยุติธรรม จึงเป็นคุณธรรมสำคัญของผู้นำในการสร้างขวัญและกำลังใจที่ถูกทางให้แก่น้อย ขณะเดียวกันก็เป็นคุณธรรมสำหรับผู้น้อยที่จะประคองตนให้อยู่ในคลองธรรมที่ถูกต้องไม่เสียขวัญและไม่เสียกำลังใจง่ายๆ ตรงกันข้ามกับการวางเฉยแบบไม่รับรู้รับเห็น ซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องบั่นทอนขวัญและกำลังใจของกันและกันแล้ว ยังช่วยซ้ำให้สังคมทรุดโทรมไม่ก้าวหน้าอีกด้วย
                ควรเริ่มต้นตรวจสอบตัวเราได้แล้วว่า เข้าใจความหมายของอุเบกขากับความวางเฉยถูกต้องแล้วหรือยัง

............................................

หลักชีวิต


                ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้ความหมายคำว่า “หลัก” ไว้ว่า เสาที่ปักไว้ผูก ที่มั่น เครื่องอาศัย เครื่องยึดเหนี่ยวจับถือ ส่วนคำว่า “ชีวิต” แปลว่า ความเป็นอยู่ เมื่อรวมสองคำนี้เข้าด้วยกันเป็น “หลักชีวิต” จึงแปลได้ว่า หลักสำหรับดำเนินชีวิต
                พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า การใช้ชีวิตของคน ถ้าขาดหลักเสียแล้วก็เป็นเรื่องอันตราย การดำเนินชีวิตก็จะไร้ทิศทาง เหมือนกระบือที่หลุดจากหลักผูก ย่อมเที่ยวกินพืชสวนของผู้อื่นและทำให้เจ้าของถูกปรับสินไหมได้ฉันใดก็ฉันนั้น  และทรงได้ตรัสถึงหลักการดำเนินชีวิต ไว้สองหลักใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
                หลักที่หนึ่ง หลักโลก หมายความว่า ในการดำเนินชีวิตจำต้องเกี่ยวเนื่องอยู่กับโลก จำเป็นต้องจัดตัวเองให้เหมาะกับเรื่องของโลก เรื่องของความรู้สำหรับใช้เลี้ยงชีวิตให้เป็นอยู่ได้อย่างไม่ฝืดเคืองแร้นแค้นเกินไป แต่เรื่องของโลกเป็นเรื่องไม่คงที่ไม่แน่นอน แปรปรวนอยู่เสมอ ขึ้นๆ ลง เพราะขึ้นอยู่กับอารมณ์และสิ่งแวดล้อมไม่คงที่ จึงต้องระมัดระวังให้ดีและคอยปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ
                หลักที่สอง หลักธรรม หมายความว่า ธรรมเป็นสิ่งที่คงตัวอยู่เสมอ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา แก่คร่ำคร่าไม่เป็นมีความเย็นและทรงคุณค่าต่อชีวิตเสมอ เช่น ความกตัญญูกตเวที ความซื่อสัตย์ ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเสียสละ เป็นต้น ซึ่งถ้าใครประพฤติก็ย่อมได้รับรสแห่งความเย็นและทำให้ชีวิตมีคุณค่า หลักธรรมนี้ เมื่อหลายพันปีมาแล้วทรงคุณค่าอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม นับเป็นหลักความดีที่ทุกคนต้องเติมให้กับชีวิต
                ดังนั้นหากทุกๆ คนดำเนินชีวิตให้ได้ครบทั้งสองหลัก คือต้องปรับปรุงตัวให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ซึ่งจะทำให้เป็นคนหูยาว ดวงตาสว่างไสวอยู่เสมอ ส่วนหลักธรรมก็ต้องยืนที่ไว้ อันจะทำให้ไม่เป็นคนตื่นโลกจนลืมธรรม ผู้ที่สามารถดำเนินชีวิตตามหลักทั้งสองนี้ได้อย่าครบถ้วนจะเป็นผู้ที่ถูกเรียกว่า “ผู้มีชีวิตอยู่โดยโลกไม่ช้ำและธรรมไม่เสีย”  ลองสำรวจดูตัวเองว่า มีหลักดำเนินชีวิตทั้งสองนี้ครบถ้วนหรือยัง

............................................

ตุ๊กแกกินหัวตัวเอง


                เมื่อเรื่องเล่าว่า ตุ๊กแกตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม่ต้นหนึ่ง มันเป็นสัตว์ที่เกียจคร้านอย่างมาก แต่ละวันไม่ยอมออกไปหากินอาศัยแมลงต่างๆ ที่อยู่ตามต้นไม้นั้นเป็นอาหาร เมื่อแมลงหมดและหิวหนักเข้าก็กัดกินขาตัวเองเพราะความหิวจัด เมื่อขาหมดแล้วก็กัดกินตัวเองจนเหลือแต่หัว ต่อมาเมื่อหิวสุดขีดจึงได้กินหัวตัวเองจนหมด
                ฟังดูแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นเรื่องโกหกและตลกอย่างเหลือเชื่อ แต่ในการดำเนินชีวิตของคนเราในปัจจุบันก็มีคนที่ประพฤติตัวแบบเหลือเชื่อทำนองเดียวกันนี้ คือมีคนจำนวนไม่น้อยบอกว่ารักชีวิตและครอบครัวตัวเองแต่การกระทำกลับตรงกันข้าม แต่ละวันหมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับอบายมุข อันเป็นทางแห่งความหายนะมีด้วยกันหกประเภท ๑.เมาลูกเดียว ๒.เที่ยวราตรี ๓.มโหรีไม่เว้น ๔.เล่นการพนัน ๕.ติดพันมิตรชั่ว และ ๖.ประพฤติเกียจคร้าน
                อบายมุขไม่ว่าประเภทไหนๆ หากตกอยู่ในอำนาจของมันจะให้ประสบกับความพินาศ เช่น การพนัน เพียงไปนั่งดูเขาเล่นก็ทำให้เสีย อย่างน้อยคือเสียเวลา ขั้นต่อมาคือมีความผิดในฐานะผู้ร่วมเหตุการณ์ และผู้สนับสนุนอยู่ในที ยิ่งถ้าลงมือเล่นด้วยก็ยิ่งเสียใหญ่ดังมีคำประพันธ์ที่ว่า
                                ถูกโจรปล้น สิบครั้ง ยังทนได้
                                เพราะโจรไม่ ถอนเสา เอาเรือนหนี
                                ถูกไฟไหม้ วิบัติ เหลือปัถพี
                                แต่หมดตัว ทั้งชีวี เพราะผีพนัน
                หยุดคิดสักนิด ไม่มีคำว่าสายเสียแล้วสำหรับการกลับตัวและเปลี่ยนใจเสียใหม่ จงพยายามรวมพลังกายพลังใจ สลัดอบายมุขทุกชนิดให้ห่างไกล แล้วจะพบกับความสุขสดใสในชีวิตและครอบครัวอย่างลึกล้ำ ตุ๊กแกในเรื่องนี้เพียงมันติดอบายมุขคือเกียจคร้านอย่างเดียวเท่านั้น ถึงกับกินหัวตัวเองได้ คนเราก็เช่นเดียวกัน แม้ติดอบายมุขเพียงประเภทเดียว ก็เหมือนกับกินชีวิตของตัวเองเข้าไปแล้ว ถ้าติดอบายมุขหลายประเภทเท่ากับว่ามิเพียงกินหัวตัวเองเท่านั้น แต่กำลังทำลายครอบครัว ทำลายเกียรติยศชื่อเสียงและวงศ์ตระกูลไปด้วย แล้วชีวิตจะเป็นเรื่องตลกร้ายน่ากลัวยิ่งกว่าตุ๊กแกกินหัวตัวเองอีกเป็นร้อยเท่า
                รักชีวิต รักครอบครัว โปรดอย่าทำตัวเป็นตุ๊กแกกินหัวตัวเอง

............................................

บวชไม่ศึกษ์


                มีข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้ให้ข้อคิดเชิงเปรียบเทียบไว้เกี่ยวกับคำว่า “บวชไม่ศึกษ์” คือบวชแล้วไม่ศึกษาเล่าเรียนหลักคำสอนและไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เมื่อเป็นเช่นนี้เขาย่อมไม่ได้ความรู้ในเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ไม่เข้าใจหลักคำสอน ไม่รู้ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ตลอดทั้งไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานอันเป็นเป้าหมาย สูงสุดในทางพระพุทธศาสนา คนที่บวชแล้วไม่ศึกเล่าเรียนและไม่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน ท่านเรียกว่า โมฆบุรุษ แปลว่าคนว่างเปล่า คือไม่ได้รับอะไรเลย ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดๆ เช่นคนที่จะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่เตรียมข้าวของใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ไปที่สถานีขนส่งแต่ไม่ยอมขึ้นรถ ได้แต่เดินวนเวียนไปมาอยู่ในบริเวณสถานี เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่มีวันจะไปถึงเชียงใหม่ได้อย่างแน่นอน

                เรื่องเปรียบเทียบเชิงคำสอนนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า การตั้งเป้าหมายอะไรไว้จะไม่สำเร็จด้วยการคิดเพียงอย่างเดียวต้องลงมือกระทำทั้ง ๓ ทาง คือ ทางกายเรียกว่า กายกรรม ทางวาจาเรียกว่าวจีกรรม และทางใจเรียกว่า มโนกรรม ดังคำสอนที่เรียกว่าโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้สมบูรณ์ และทำจิตใจให้ผ่องใส จากคำสอนที่เป็นหลักการสำคัญนี้ทำให้เราทราบว่า การตั้งเป้าหมายหรือจุดประสงค์อะไรไว้ จะต้องลงมือทำให้ครบถ้วนกระบวนการ จึงจะสำเร็จ ในการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน โดยเนื้อแท้แล้วเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายอยู่ในใจแล้วว่าจะทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จตามนโยบาย ตลอดทั้งรักษาระเบียบวินัยข้อบังคับต่างๆ ให้ดีที่สุด แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ตั้งเป้าหมายไว้เหมือนกัน แต่ไม่ตั้งใจทำ ถ้าจะเรียกล้อตามคำที่พูดกันว่า “คิดใหม่ ทำใหม่” ก็ล้อเป็นคนประเภท “คิดใหม่ แต่ทำเก่า” ได้แก่ คิดได้แต่ไม่คิด คือไม่ใส่ใจงาน คิดได้แต่ไม่บอก คือไม่ประสานติดต่อ และคิดได้แต่ไม่ทำ คือไม่พอใจที่จะลงมือทำ คนประเภทนี้ก็เหมือนคนที่ไปถึงสถานีต้นทางแต่ไปไม่ถึงปลายทาง หรือจะเรียกว่าเป็นพวกบวชไม่ศึกษ์ก็คงไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย