วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใจแม่



                “มารบ่มี บารมีบ่แก่ ลูกบ่ได้ฟังคำบ่นของแม่ ยากนักจักเป็นคน” เป็นสุภาษิตที่บางท่านอาจเคยได้ยินกันมาแล้วเมื่อสมัยยังเรียนหนังสือ และอาจลืมถึงความหมายไปแล้ว มาย้อนถึงความหมายกัน
                มาร หมายถึง อุปสรรคที่มาขัดขวางไม่ให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ ซึ่งตามปกติคนมักมองในแง่ร้ายฝ่ายเดียว แต่แง่ดีของมารก็คือเป็นเครื่องทดสอบความรู้ความสามารถและทดสอบศักยภาพของคนได้ด้วย
                บารมี คือคุณธรรมของคน ซึ่งจะแก่กล้าก็ด้วยมีมารเข้ามาขัดขวาง และสามารถขจัดมารนั้นได้
                คำบ่น หมายถึง คำว่ากล่าวตักเตือน คนที่เป็นบุตรธิดาจะเป็นคนดี คนเก่ง คนกล้า เป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์ก็ด้วยคำบ่นของแม่ ถึงบางครั้งจะตักเตือนหรือดุด่าด้วยถ้วยคำที่รุนแรง แต่ก็เพราะมีความรักและปรารถนาดีเป็นพื้นฐาน ดังมีเรื่องเล่าในอรรกถามงคลสูตรว่า
                แม่คนหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ลูกเข้าไปเที่ยวในป่า แต่แม้จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ลูกก็ยังดึงดันจะไปให้ได้จึงเกิดโทสะตวาดไปว่า “ขอให้ควายป่าขวิดมันให้ตายเสีย” เมื่อลูกได้หนีเที่ยวเข้าไปในป่าได้เพียงพักเดียว ก็มีควายป่าดุร้ายไล่ขวิดจริงๆ จนเมื่อจวนตัว ได้ตั้งสัจจาอธิษฐานว่า “ปากของแม่พูดสิ่งใด ขออย่าให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น แต่ใจของแม่คิดสิ่งใดขอให้สิ่งนั้นเกิด” สิ้นคำอธิษฐาน ควายป่าก็หยุดนิ่งเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ราวกับว่ามันมีใจเมตตาเหมือนแม่ที่รักลูก
                โดยการกระทำ แม่ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนผู้หนึ่ง มีผิดมีถูก มีพลั้งมีเผลอเหมือนคนทั่วไป แต่โดยจิตใจแม่มีความรักที่ใครๆ ในโลกไม่สามารถมีให้ได้ ลูกที่ดีจึงไม่ควรเบื่อหน่ายเกลียดชังต่อคำบ่นคำสอนของแม่ แต่ควรน้อมรับด้วยความเคารพ เพราะนั่นเป็นมนต์วิเศษ วิเศษเพราะออกจากใจที่มีแต่ความรักอันบริสุทธิ์
............................................

เรื่องของคนแก่


เรื่องของคนแก่
                เป็นที่รู้กันว่า ทุกขณะที่เวลาผ่านไป เราก็แก่ขึ้นไปตามลำดับ ผ่านไปครบหนึ่งปีก็แก่ขึ้นไปอีกหนึ่งปี ความแก่ของร่างกายนี้ไม่มีใครปรารถนา ในทางพระพุทธศาสนาถึงกับระบุไว้ว่า ชราปิ ทุกขา แปลว่า ความแก่เป็นทุกข์ เพราะเป็นที่รวมของความถดถอย ตั้งแต่ร่างกาย อวัยวะ กำลังวังชา และความทรงจำคิดอ่านต่างๆ แต่ก็เป็นความเสื่อมที่ไม่มีใครเอาชนะได้
                ความแก่อีกประการหนึ่ง คือความแก่ทางพฤติกรรมหรือนิสัยใจคอ เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ เสริมสร้างได้ และควรสนใจให้มาก เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตและความสุขทุกข์โดยตรง ความแก่ชนิดนี้มีทั้งดีและไม่ดี ดังตัวอย่างที่ว่า
                                แก่ใช้เงินเกินตัวเรื่องพัวพัน             แก่พนันวันหน้าท่าต้องแย่
                แก่เมาเหล้าเมารักมักปรวนแปร                       แก่ยุแหย่นินทาแก่สาบาน
                แก่สอพลอยอให้คิดเพราะอิจฉา                       แก่ตัณหาพาจิตคิดฟุ้งซ่าน
                แก่ขี้เกียจหลังยาวไม่เข้าการ                              แก่หลบงานหายหน้าเป็นอาจิณ
                แก่เมตตาการุณมีบุญหนัก                                 แก่รู้จักละบาปกำราบสิ้น
                แก่เอื้อเฟื้อผู้คนได้ยลยิน                                    แก่หากินสินทรัพย์นับอนันต์
                แก่พากเพียรเรียนดียิ่งมีชื่อ                                แก่สัตย์ซื่อจะสร้างทางสุขสันต์
                แก่ร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกลมเกลียวกัน          แก่รู้ทันชาติชราพาปล่อยวาง
                เมื่อเวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี ไม่ควรคิดถึงเฉพาะความแก่ทางร่างกายเท่านั้น แต่ควรศึกษาพฤติกรรมหรือความเคยชินที่ผ่านมาว่าจะต้องลดหรือเพิ่มความแก่ชนิดใดบ้าง เพื่อให้แก่อย่างมีคุณค่าหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยิ่งแก่ยิ่งมีราคา
............................................

คนไม่มีบุญ



                มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีใจบุญท่านหนึ่ง ต้องการจะแจกทานเป็นเวลาสามวัน จึงให้ประกาศไปทั่ว ขอทานคนหนึ่งได้ยินคำประกาศนั้นจึงไปรับทานกับเขาบ้าง วันแรก ไปยืนต่ออยู่ท้ายแถวคนอื่นๆ เมื่อเศรษฐีแจกทานมาถึงท้ายแถวก็หมดพอดี
                วันรุ่งขึ้น ขอทานคนเดิมคิดว่าเพราะเราไปสายจึงไม่ได้รับทาน จึงไปแต่เช้าตรู่ ยืนรออยู่เป็นคนแรกแต่เศรษฐีเปลี่ยนวิธีแจกใหม่ เพราะต้องการให้ได้ทั่วถึงกัน จึงแจกจากท้ายแถวขึ้นมา พอใกล้จะถึงขอทานคนเดิมของก็หมดลงอีก
                วันที่สาม ขอทานคนเดิมไม่ยอมแพ้วาสนาตัวเอง คราวนี้ไปยืนแทรกอยู่ตรงกลาง คิดว่าถึงอย่างไรก็ไม่พลาดแน่ ฝ่ายเศรษฐีสั่งให้แจกทาน แต่วันนี้ให้บุตรสาวมาช่วยแจกจากต้นแถวลงไป ส่วนตัวเศรษฐีแจกจากท้ายแถวขึ้นมา แต่พอแจกมาถึงกลางแถวยังไม่ทันถึงของทานคนเดิมของก็หมดอีกจนได้ เป็นอันว่าขอทานคนนั้นไม่ได้รับของแจกทานเลยสักครั้งเดียว
                ในชีวิตปัจจุบัน เราอาจเคยพบเหตุการณ์ในลักษณะนี้บ้าง คือบางทีนึกว่าจะต้องได้แน่ๆ แต่ก็ไม่ได้ หรือบางเรื่อง พยายามอย่างถึงที่สุดแล้วก็ไม่สำเร็จ แต่อีกคนหนึ่งกับได้มาง่ายๆ อย่างคิดไม่ถึง ทั้งยากจะอธิบายว่าเป็นเพราะอะไร
                ในทางพระพุทธศาสนาสอนเรื่อง ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำไว้ในกาลก่อนว่า เป็นเครื่อง สนับสนุนชีวิต ในปัจจุบัน ได้อย่างสำคัญ บุญในลักษณะนี้เอง ที่ท่านว่าเอามาแข่งกันไม่ได้ ดังนั้นจึงควรมีใจรักในการทำบุญแม้จะไม่เห็นผลทันตา เพราะในโลกนี้ไม่เคยมีใครปลูกมะม่วงแล้วได้กินมะม่วงที่ปลูกในทันที มีแต่ปลูกมะม่วงแล้วรอ แล้วได้กินมะม่วงที่ปลูก แต่ถึงอย่างนั้น การรอก็ไม่เป็นทุกข์สำหรับผู้มีใจรัก เขาจะรดน้ำ พรวนดิน ดูแลรักษาอย่างดี มีความสุขไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของต้นมะม่วงนั้น บุญกุศลก็เช่นกัน หากปรับความเห็นให้ถูกต้อง ก็จะมีความสุขไปพร้อมกับการทำดีนั้นได้ และความดีที่สั่งสมนั้น เมื่อถึงโอกาส จะอำนวยผลให้อย่างน่าอัศจรรย์ได้ เพราะเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำไว้ในกาลก่อนนั่นเอง
............................................

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สวรรค์บนดิน

สวรรค์บนดิน
                สวรรค์เป็นถิ่นของเทวดา (เขาว่ากันมาอย่างนั้น) คนจำนวนมากปรารถนาไปเกิดในสวรรค์ เพราะเชื่อว่า สวรรค์นั้นเป็นภพภูมิที่สมบูรณ์ด้วยความสุข พรั่งพร้อมด้วยสิ่ง อันพึงปรารถนา
                แต่ในอีกด้านหนึ่ง พระพุทธศาสนาได้สอนให้คนพัฒนาจิตใจตนเองให้ประณีตขึ้น สูงขึ้น จนเป็นเทวดาได้ แม้ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์อยู่นี่เอง ด้วยการยึดมั่นอยู่ในเทวธรรม ๒ ประการ คือ หิริ- ความละอายแก่ใจที่จะกระทำชั่ว และโอตตัปปะ- ความเกรงกลัวต่อผลที่จะได้รับจากการกระทำชั่ว
ในส่วนของความละอายนั้นมีวิธีที่สามารถสร้างให้เกิดได้กับตนเอง ๔ ประการคือ
                ๑.ปรารภชาติตระกูล ว่าตนเองมีชาติตระกูลอันสูงส่ง หรือแม้เป็นตระกูลต่ำต้อยด้อยศักดิ์ บรรพบุรุษไม่เคยสร้างความชั่วเป็นที่เสื่อมเสียมัวหมอง หากวงศ์ตระกูลที่บริสุทธิ์ต้องมาด่างพร้อยเพราะตนเองเป็นเหตุ จึงเป็นเรื่องน่าละอาย
                ๒.ปรารภวัย คือพิจารณาถึงอายุหรือวัยของตนเอง แล้วเกิดความรังเกียจละอายว่า การกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรนี้ หาควรแก่คนวัยนี้ไม่
                ๓.ปรารภความเข้มแข็ง คือมองให้เห็นความจริงว่าการทำชั่วทำผิดนั้น ความจริงเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ ไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อเหตุการณ์ อารมณ์ หรือสิ่งยั่วยุต่างๆ ได้ คนมีความเข้มแข็งกล้าหาญอย่างเราจะต้องอดทนและบากบั่นแก้ปัญหาในทางที่ถูกที่ควรเท่านั้น
                ๔.ปรารภภูมิรู้หรือฐานะทางการศึกษา เช่น คิดว่าการทำเรื่องที่น่าละอายเช่นนี้เป็นเรื่องของคนที่ไม่มีการศึกษา ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน ไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ไม่คู่ควรกับคนมีการศึกษาอย่างเรา
                เหตุทั้ง ๔ นี้ ถ้าระลึกถึงให้เห็นถ่องแท้แก่ใจจนเป็นความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ของตนเอง จะสามารถทำคนให้เป็นเทวดาได้ เพราะเป็นผู้ประเสริฐ เว้นความชั่วและมีชีวิตที่เป็นสุขได้ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องรอให้ไปเกิดบนสวรรค์ที่ไหนเลย
ความเกรงกลัวต่อผลที่จะได้รับจากการทำชั่ว ด้วยการนึกถึงโทษที่จะได้รับ ๓ อย่าง คือ
                ๑.โทษคือการติเตียนตนเอง การตำหนิตนเองนั้น โดยความหมายก็คือความรู้สึกเป็นทุกข์หรือ เสียใจในการกระทำที่ผ่านมา ในทางพระพุทธศาสนาเรียกวิปฏิสาร แปลว่าเดือดร้อนใจ ในภาษาไทยมีคำพูดที่เรียกว่า ตราบาป คือเรื่องที่ให้ผลร้ายแก่จิตใจอันเกิดจากการทำชั่ว การกระทำใดๆ ที่เป็นช่องทางให้ติเตียนตนเองได้ ก็คือการสร้างตราบาปให้ติดตัวตลอดไปนั่นเอง
                ๒.โทษคือการถูกผู้อื่นติเตียน เพราะการเกิดเป็นมนุษย์นี้ จะดีชั่วอย่างไรก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ความสามารถในการสู้หน้ากับคนอื่นได้อย่างเปิดเผยอาจหาญ ไม่สะดุ้งระแวง หรือมีปมด้อย จึงเป็นต้นทุนที่สำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต หากต้องคอยสะดุ้งผวาเกรงจะมีใครรู้ จะมีใครกล่าวโทษติเตียน ก็เท่ากับสูญเสียความสุขและอิสรภาพที่สำคัญไป
                ๓.โทษของความชั่วโดยตรง เพราะความชั่วนั้น ตนเองจะสำนึกได้หรือไม่ก็ตาม ผู้อื่นจะรู้เห็นตำหนิติเตียนหรือไม่ก็ตาม แต่โทษคือความเสียหายโดยตรงจากการกระทำนั้นก็มีอยู่จริงและต้องได้รับผลจริงอยู่อย่างนั้น เช่น การทุจริต โหดร้าย หรือหมกมุ่นอบายมุข เหล่านี้ล้วนมีผลร้ายอยู่ในตัวมันเองทั้งสิ้น การที่ผลร้ายเหล่านี้จะต้องมาเกิดแก่ชีวิตอันเป็นที่รักและหวงแหนของเราจึงเป็นเรื่องน่ากลัว
                คนหนึ่งคน กลัวผลของความชั่ว ชีวิตของเขาจะประเสริฐ มีความสุข ถ้าคนหมื่นคนแสนคนกลัวผลของความชั่ว สังคมจะประเสริฐ มีความสุข และหากคนทุกคนมีความกลัวผลจากความชั่ว แผ่นดินจะเริ่มเปลี่ยนเป็นแดนสวรรค์ที่มีแต่ความรื่นรมย์ เพราะมนุษย์ต่างมุ่งเข้าหาความดี มีแต่ความดีให้กันและกันตลอดเวลาตลอดไป

............................................

อวดดี


                ธรรมชาติของคนที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือ ต้องการความดีหรือสิ่งดีๆ ให้เกิดมีในชีวิตตน เพราะคำว่า ดี เป็นสภาวะที่จรรโลงใจ น่าปรารถนา น่าพอใจ แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อมีดีแล้ว ต้องรักษาดีที่มีอยู่ให้คงไว้ดุจเกลือรักษาความเค็ม หรือทำความดีให้มากๆ อย่ารู้สึกเบื่อหน่ายหรืออิ่มตัวในการสร้างความดี ต้องทำดีเพื่อความดี บูชาความดีด้วยใจจริง และมีดีแล้วต้องไม่อวดดี มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายเพราะการอวดดี ดังเรื่องเล่าปรัมปรามาว่า วันหนึ่งนิ้วมือทั้งห้าคุยกัน ในเชิงโอ้อวดว่าตนเก่ง ตนดี มีความสำคัญกว่านิ้วอื่นอย่างนั้นอย่างนี้
                นิ้วหัวแม่มือ พูดขึ้นก่อนว่า ข้านี้สำคัญที่สุด เพราะเพียงชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นหัวหน้า บางครั้งเจ้านายไม่เงิน พาเข้าโรงจำนำ ก็ใช้ข้านี่แหละพิมพ์หัวแม่มือแทน ยิ่งเมื่อจะเอ่ยถึงคนไหน สิ่งใดที่ดีเลิศหรือเป็นที่หนึ่ง ก็มักจะยกข้าขึ้นแสดง
                นิ้วชี้ คุยอวดบ้างว่า ตัวข้าสำคัญกว่า เพราะงานทั้งหลายที่เจ้านายสั่งให้ทำ จะสำเร็จได้ต้องอาศัยข้า เป็นคนชี้บอก
                นิ้วกลาง คุยอวดทับว่า ท่านทั้งสองสำคัญก็จริงแต่ข้าสำคัญที่สุด ไม่ต้องอะไรมาก เพียงแค่เรื่องความสูงเด่นเป็นสง่า ข้าก็กินขาดแล้ว
                นิ้วนาง ไม่ยอมน้อยหน้าคุยว่า ข้านี่แหละคือผู้มีความสำคัญตัวจริง เพราะเจ้านายรักและไว้ใจข้ามากขนาดแหวนเพชร แหวนทอง ราคาเป็นหมื่นเป็นแสน ท่านก็สวมใส่ให้ข้าคนเดียว
                นิ้วก้อยน้องน้อยสุด คุยอวดว่า ถึงฉันจะตัวเล็กอยู่ท้ายแถวก็จริง แต่เวลาที่เจ้านายไหว้พระหรือประณมมือไหว้ ฉันนี่แหละอยู่ข้างหน้า พวกพี่ๆ ต้องตามหลังฉันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ฉันจึงสำคัญที่สุด
                เมื่อเกิดการขัดแย้งไม่ลงรอยกัน นิ้วทั้งห้า ก็บิดพลิ้วเกี่ยงงอนไม่ยอมร่วมมือกัน ปากจะกินอาหาร นิ้วก็ไม่ช่วยกันหยิบจับอาหารใส่ปากให้ เมื่อร่างกายเกิดอาการคัน ก็เกี่ยงกันไม่มีนิ้วไหนยอมเกาให้หายคัน สุดท้ายแม้จะเขียนหนังสือทำงานอะไรอื่น ก็ไม่สามารถทำได้ทั้งสิ้น จนชีวิตต้องพบกับความเสื่อมโทรม เพราะเหตุที่นิ้วมือแตกความสามัคคี

............................................

โอวาทสำหรับคู่สมรส

โอวาทสำหรับคู่สมรส
                พิธีมงคลสมรสนับว่าเป็นพิธีที่มีความหมายและสำคัญยิ่งของคู่สมรส นับแต่วันสมรสนี้ไปคู่สมรสส่วนมากก็ต้องแยกออกจากความปกครองและอ้อมกอดของบิดามารดาไปสร้างครอบครัวใหม่ มีอิสระในการดำเนินชีวิต เป็นก้าวแรกที่จะต้องต่อสู้กับปัญหาชีวิตทุกด้าน คู่สมรสก็ต้องเป็นเพื่อนคู่คิดในการแก้ปัญหานั้นๆ ให้กันและกัน ในพิธีจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสจึงนิยมเชิญผู้ใหญ่ที่เป็นประธานในพิธี กล่าวอวยพรและให้โอวาท เพื่อทั้งคู่จะได้ยึดถือเป็นแนวทางในการครองรักครองเรือน และเพื่อความเป็นสิริมงคล เข้าทำนองว่า “อยากรู้ทางข้างหน้า ต้องถามคนเคยเดิน”
                ธรรมะหมวดหนึ่งที่เป็นโอวาทสำหรับคู่สมรสคือ ฆราวาสธรรม มีด้วยกัน ๔ ข้อคือ
                ๑.สัจจะ ความจริงใจต่อกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างซื่อตรงทั้งคำพูดและการกระทำ
                ๒.ทมะ ฝึกฝน ปรับแก้พฤติกรรมและบุคลิกภาพของแต่ละฝ่ายให้เข้ากันได้ เพราะทุกคนย่อมมีข้อบกพร่อง หรือจุดเสียอยู่ในตัวเอง ถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขนานเข้าก็จะเป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกัน
                 ๓.ขันติ อดทน ความอดทนนี้เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะความเหน็ดเหนื่อย ความโกรธ ความทุกข์ใจที่เกิดในชีวิตนั้นไม่ยั่งยืนถาวร เดี๋ยวเกิดเดี๋ยวดับ เดี๋ยวมีเดี๋ยวหาย ถ้าเกิดขึ้นแล้วอดทนไว้ได้ช่วงหนึ่ง ไม่ช้าก็จะบรรเทาเบาบางไปได้ แต่ถ้าไม่มีความอดทนมาแทรกไว้เสียก่อน ทุกอย่างอาจพินาศลง
                ๔.จาคะ รู้จักการสละละวาง ทั้งในแง่สละวัตถุสิ่งของ เพื่อการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน และสละอารมณ์ ความคิด ที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์ เจ็บแค้น เศร้าหมอง ฯ
                คำว่า “ลิ้นกับฟัน” เป็นคำอุปมาที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคู่ เพราะทำให้เห็นภาพได้เองโดยไม่ต้องอธิบาย ฆราวาสธรรม จึงเป็นธรรมะที่เหมาะที่สุดสำหรับชีวิตคู่ ผู้มีโอกาสกล่าวอวยพรแก่คู่สมรส หรือแม้แต่ผู้ที่ครองชีวิตคู้อยู่แล้ว ควรสนใจธรรมะข้อนี้ให้มาก เพราะเป็นจุดตัดสินความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตคู่ ได้แน่นอน
                                คนใดครองคฤหาสน์ด้วย   ศรัทธา
                                สัตย์หนึ่งฝึกอาตมา           หนึ่งไซร้
                ฯลฯ

............................................

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

งานสร้างคน

งานสร้างคน
                คนเรานี้ ถ้ามองเพียงในแง่เกิดมาเป็นมนุษย์ จะมีเงินมีทองทรัพย์สมบัติสักร้อยล้านพันล้าน คนก็เป็นคนเหมือนกันทั้งหมด แต่คนที่เหมือนกันนั้นกลับไม่เหมือนกันเพราะค่าและความสำคัญแตกต่างกันไป สิ่งที่เป็นเครื่องกำหนดให้ค่าของคนแตกต่างกันก็คือ กรรม หรือการทำงานนั่นเอง ดังนั้น ผู้ต้องการสร้างค่าให้เกิดแก่ชีวิต ควรทำงานด้วยลักษณะ ๔ อย่างคือ
                ๑.มีความตื่นตัว เป็นผู้ไม่อยู่นิ่ง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทั้งงานใหม่ๆ และจุดที่จะพัฒนางานที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น ตลอดทั้งพยายามฝึกฝนพัฒนาตนเองให้มีความรู้ดีในหน้าที่อยู่เสมอ
                ๒.ไม่กลัวงานหนัก มีความวิริยะอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ไม่กลัวความเหนื่อยยาก “ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ - มนุษย์ที่ฝึกแล้วเท่านั้นจึงจะประเสริฐมีค่าสูง” และงานก็เป็นสนามฝึกคนที่ดีที่สุดไม่มีวิธีอื่นดียิ่งกว่า
                ๓.รักในหน้าที่ คือสร้างความรักให้เกิดในหน้าที่ให้ได้ เพราะเมื่อรักในสิ่งใด ย่อมจะไม่ละทิ้ง ไม่ยอมให้บกพร่องเสียหาย ที่สำคัญจะอยู่กับสิ่งที่รักนั้นอย่างมีความสุข ทำให้เกิดความพอใจที่จะปฏิบัติหน้าที่
                ๔.มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ตั้งใจจริง มุ่งมั่นหวังทำงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ใน ๓ ลักษณะ คือ สุจริตตัง ทำให้ถูกต้องไม่มีข้อเสียหาย ทัฬหัง ทำให้จริงจังเต็มที่ และ อนากุลัง ทำให้เสร็จสิ้นไม่คั่งค้าง
                มีคำพูดที่เป็นความจริงว่า “คนทำงาน งานทำคน” หมายถึงงานทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะคน เป็นผู้ทำขึ้นมา และผลของงานนั้นเองก็กลับมาทำคนที่เป็นเจ้าของงานนั้นให้ดีหรือเลว สูงหรือต่ำ มีค่าหรือด้อยค่า อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง จึงควรทำงานด้วยความเคารพ ตั้งใจ เพราะทันทีที่ลงมือทำ ตัวเราก็มีฐานะเป็นผู้ถูกกระทำเหมือนกันในทันที

............................................

สิ่งที่ดีที่สุด

สิ่งที่ดีที่สุด
                ความปรารถนาของมนุษย์มีมากมายหลายอย่าง และนอกจากชนิดของสิ่งที่ปรารถนาแล้ว ในแง่คุณภาพก็ล้วนต้องการคุณภาพที่ดีที่สุดทั้งนั้น เช่น เมื่อปรารถนาความสุข ก็อยากได้ความสุขที่สูงสุด ปรารถนาบุตรธิดาก็อยากได้บุตรธิดาที่ดีที่สุด ในทางพระพุทธศาสนาได้แสดงสิ่งที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือเยี่ยมที่สุดไว้สี่ประการ คือ
                ๑.อาโรคยะปรมา ลาภา  ลาภ ความไม่มีโรคเป็นเยี่ยม ถึงพรั่งพร้อมอย่างมหาเศรษฐีมีเงินมีทองมากมาย แต่นอนเป็นอัมพาตก็หมดความหมาย มีแต่โรคภัยรุมเร้าชีวิตก็แย่ แต่ถ้าสุขภาพแข็งแรง ถึงยากจนหรือเหน็ดเหนื่อยก็ยังมีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะได้ ในเมื่อร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ตราบใด ก็ยังแสวงหาลาภผลได้อยู่ตราบนั้น
                ๒.สันตุฏฐีปรมัง ธะนัง  ทรัพย์ มีความสันโดษเป็นเยี่ยม เพราะเมื่อยินดีพอใจในสิ่งที่ได้ที่มีอยู่ ก็จะพบความสุขได้ในปัจจุบัน แต่ถ้าเลื่อนความยินดีในสิ่งที่ได้แล้วเอาไปไว้กับสิ่งที่ยังไม่ได้ ก็เท่ากับเลื่อนความสุขที่มีอยู่ในตัวออกไปไว้ข้างนอก ต้องรอจนกว่าจะได้สิ่งที่ยังไม่ได้นั้นมา แต่ก็ยังไม่แน่อีก เพราะเดี๋ยวก็จะเกิดไม่ยินดีในสิ่งที่ตนมีขึ้นมาอีก เลยกลายเป็นต้องวิ่งไล่ความสุขไปตลอดชีวิต แต่ถ้ายินดีในทรัพย์ที่เป็นปัจจุบันความสุขในปัจจุบันก็เกิด ความสันโดษจึงเป็นยอดทรัพย์
                ๓.วิสสาสะปรมา ญาติ  ญาติ มีความคุ้นเคยเป็นเยี่ยม เพราะความสนิทสนมคุ้นเคยทำให้เห็นใจกัน ช่วยเหลือกันดุจญาติที่ทำต่อกัน แต่ถ้าไม่สนิทคุ้นเคยกันเสียแล้ว ถึงสายเลือดเดียวกันก็เหมือนเป็นคนอื่น
                ๔.นิพพานัง ปรมัง สุขับ  สุข มีนิพพานเป็นเยี่ยม เพราะการดับกิเลสเสียได้ย่อมดับทุกข์ได้สิ้นเชิง
อยากมีลาภ มีทรัพย์ มีญาติ มีความสุข ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพพึงพิจารณาตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา นี้เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด ที่หวังกันไว้นั่นเอง

............................................