วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สำคัญที่ตนเอง

สำคัญที่ตนเอง
                มีคนจำนวนหนึ่งมักพูดในทำนองว่า การที่ตัวเขาทำชั่วลงไปบ้าง ชีวิตต้องตกอับบ้าง ต้องพลาดหวังจากลาภยศตำแหน่งบ้าง ถูกคนอื่นรังเกียจบ้าง ถูกจับกุมคุมขังบ้าง ก็เพราะมีคนอื่นหรือสิ่งอื่นเป็นสาเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น โดยที่ไม่ได้เหลียวมองถึงจุดบกพร่องของตนเอง
                ทั้งนี้ก็เพราะปกติคนเรานั้นมักจะเข้าข้างตัวเองเสมอ คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก พูดถูก คิดถูก และทำถูกต้องแล้ว ถึงแม้จะมีผิดบ้างก็มีเหตุผลที่น่าเห็นใจ ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่สบปรารถนาเกิดขึ้นกับตนจึงมักจะโทษผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เช่น กล่าวโทษว่าดวงไม่ดี โทษว่าเพราะมีคนบังคับให้ทำบ้าง มีสิ่งล่อใจให้ทำบ้าง ไม่ได้รับความยุติธรรม หรือถูกใส่ร้ายป้ายสีบ้าง แต่โดยข้อเท็จจริง สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากตนเองเป็นส่วนใหญ่ โดยข้อเท็จจริง แม้สังคมและสิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของมนุษย์อยู่บ้างก็ตาม แต่หลักการใหญ่ก็อยู่ที่การปฏิบัติของตนเองเป็นสำคัญ
                เราห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้ แต่ห้ามตัวเองไม่ให้เปียกฝนได้
                เราห้ามไม่ให้แดดออกไม่ได้ แต่ห้ามตัวเองไม่ให้โดนแดดได้
                ดังนั้น เมื่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนามากระทบชีวิต ผู้มีปัญญาก็จะพิจารณาถึงตนเองก่อนเป็นอันดับแรกว่าจะปฏิบัติตนเองอย่างไรจึงจะเป็นสิ่งถูกต้อง เพราะอยู่ในวิสัยที่ทำได้อย่างเต็มที่ ทำได้ทุกเวลา และหวังผลได้แน่นอน ต่างจากการจะปฏิบัติต่อคนอื่นหรือสิ่งอื่น แม้หลักพระพุทธศาสนาก็ยังระบุว่า “คนจะดี จะชั่ว จะบริสุทธิ์ หรือเศร้าหมอง อยู่ที่ตนเองว่าทำดีหรือชั่วเป็นสำคัญ ส่วนผู้อื่นจะมาทำให้เราดีหรือชั่ว ให้บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง มิได้” ฉะนั้นจึงควรเพ่งพิจารณาที่ตนเป็นสำคัญ ดังโคลงโลกนิติที่ว่า
                                อย่าโทษไทท้าวท่วย            เทวา
                                อย่าโทษสถานภูเผา             ย่านกว้าง
                                อย่าโทษหมู่วงศา                 มิตรญาติ
                                โทษแต่กรรมเองสร้าง        ส่งให้เป็นเอง

............................................

คนมีสี

คนมีสี
                คนมีสี ความหมายก็คือคนในเครื่องแบบ หรือข้าราชการ ผู้มียศศักดิ์ มีอำนาจหน้าที่ในทางราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ ตลอดจนข้าราชการพลเรือน ส่วนบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์แต่งเครื่องแบบของทางราชการก็ถือกันว่าเป็นคนไม่มีสี บุคคลประเภทนี้ถ้าจะพึงมีอำนาจ หรือเป็นผู้กว้างขวางขึ้นมา ก็มักนิยมเรียกกันไปอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าพ่อ
                ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนที่เกิดมาต่างก็มีชีวิตที่มีส่วนประกอบสำคัญอยู่สองส่วนเหมือนกันคือ กายส่วนหนึ่ง กับใจอีกส่วนหนึ่ง ทั้งกายและใจของทุกคนก็มีสีอยู่อย่างน้อยสองสี คือ สีดำกับสีขาว สีขาวดำที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายนั้น เป็นเรื่องของรูปธรรมตามธรรมชาติและสังเกตได้ง่าย แต่ในส่วนของจิตใจนั้นมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องอาศัยการคบค้าสมาคม ใช้เวลาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันจึงจะรู้ได้ เมื่อว่าโดยสภาวะ ใจคนจะขาวหรือดำนั้นย่อมขึ้นอยู่กับมโนธรรมของคนคนนั้น ถ้าเป็นคนมีจิตใจบริสุทธิ์ มีคุณธรรม ก็ถือว่าเป็นคนมีใจสีขาว ส่วนคนที่มีใจไม่บริสุทธิ์ คิดอกุศล ตกอยู่ในอำนาจความโลภ โกรธ หลง ก็ถือว่าเป็นคนมีน้ำใจสีดำ ดังนั้น คนมีสีจะพึงพอใจเฉพาะเครื่องแบบ อาชีพและยศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้นหาเพียงพอไม่ เพราะเป็นแต่เพียงสีภายนอก จำเป็นต้องตกแต่งขัดเกลาความคิดจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด หรืออย่างน้อยก็ต้องมีการพัฒนาคุณธรรมที่สำคัญ อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละอดทน ให้มีขึ้นในใจ จึงจะชื่อว่ามีสีสดใสงดงามอย่างครบถ้วน แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีเครื่องแบบเป็นสีประจำชีวิตหรือแม้แต่คนที่สีกายอัปลักษณ์ การพัฒนาตนเองไปสู่ความสะอาดบริสุทธิ์และมีคุณธรรม จะทำให้จิตใจมีสีสันที่งดงาม มีชีวิตที่ทรงคุณค่า เข้าทำนอง “ดำแต่นอกในแผ้ว ผ่องเนื้อนพคุณ”
                คนมีสีตามความหมายทั่วไปมักมีความภาคภูมิใจ มั่นใจ และอบอุ่นใจ เพราะหมายถึงมีสถาบัน มีองค์กรเป็นที่พึ่ง และหากชำระจิตใจของตนให้ขาวบริสุทธิ์ได้ด้วย ก็จะมีตนเองเป็นที่พึ่งอีกชั้นหนึ่ง ความภาคภูมิใจ มั่นใจและอบอุ่นใจ ย่อมจะเพิ่มเป็นทวีคูณแน่นอน

............................................

ทำใจให้เหมือนแผ่นดิน

ทำใจให้เหมือนแผ่นดิน
                การทำใจ โดยความหมายก็คือ การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อจิตใจ ดังนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีการปฏิบัติ แต่ในขั้นตอนการปฏิบัติ อาจมีผู้สงสัยบ้างว่าเราควรทำใจของเราให้เป็นอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงวิธีทำใจไว้อย่างหนึ่งที่ทุกคนควรนำไปฝึกฝนก็คือ การทำใจให้เหมือนแผ่นดิน โดยทรงยกคุณลักษณะของแผ่นดินไว้ ๕ ประการคือ
                ๑.แผ่นดินนั้นแม้ใครจะเอาของหอม หรือของเหม็นก็ตามเททิ้งลงไป แผ่นดินก็วางเฉยเป็นปกติ ข้อนี้ท่านสอนให้หัดทำใจวางเฉย ไม่ว่าใครจะติหรือชมอย่างไรก็ไม่ต้องหวั่นไหวสะทกสะท้าน
                ๒.แผ่นดินแม้จะไร้เครื่องประดับตกแต่ง แต่แผ่นดินก็ทรงคุณค่านานัปการในตัวของมันเอง ข้อนี้ท่านสอนให้รักษาศีล เพราะศีลเป็นคุณค่าพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี เพราะจะทำให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์ แม้ปราศจากค่าที่ใครๆ จะสถาปนาให้ก็ตาม
                ๓.แผ่นดินมีลักษณะแน่นหนา คงทน ข้อนี้ท่านสอนว่า เมื่อมีความดีแล้วต้องรักษาไว้ให้ดี มั่นคง ยืนหยัดในความดีนั้น ไม่หวั่นไหว
                ๔.แผ่นดินแม้ต้องรับน้ำหนักมากมายเพียงใด ก็ไม่เคยย่อท้อ ข้อนี้ท่านสอนให้มีความบากบั่น ไม่ท้อแท้ แม้ต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคต่างๆ เมื่อยังไม่บรรลุผลสำเร็จก็ไม่ละความเพียรพยายามนั้น
                ๕.แผ่นดินไม่ยินดียินร้ายในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน ไม่ว่าน้ำจะท่วม พายุจะพัด ภูเขาไฟจะระเบิดก็ตามที ในข้อนี้ท่านสอนไม่ให้ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้น จะสุขหรือทุกข์ จะรวยหรือจน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของการต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่ยึดติดจนหาความสุขไม่ได้
                การพัฒนาจิตใจให้รู้จักวางเฉย มีศีล ยึดมั่นในความดี ไม่ท้อแท้ และรู้จักปล่อยวาง แม้จะไม่ง่ายนักแต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะจะเป็นการช่วยปรับสภาพจิตใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ไม่ว่าชีวิตจะเผชิญกับสิ่งใด ก็จะไม่กวัดแกว่งรวนเร ไม่พินาศแตกสลายอย่างแน่นอน

............................................

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คิดบวก


                คนเราเกิดมาไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี ในส่วนประโยชน์ตน การทำชีวิตให้อยู่อย่างมีความสุขได้ จึงนับว่าคุ้มค่าที่สุด วิธีหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขก็คือ ให้หัดคิดทางบวกไว้เสมอการคิดทางบวกนี้ก็คือ การคิดในแง่ดีนั่นเอง เช่น คิดให้คนอื่นอยู่ดีมีสุข เผื่อแผ่ความรักความเมตตาไปสู่สรรพสัตว์เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ เมื่อมีสถานการณ์ที่คับขันหรือที่จะนำไปสู่ความเครียด ก็ไม่หงุดหงิด หรือโวยวายกับสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมนั้น แต่รู้จักคิดในอีกแง่หนึ่งที่ทำให้เกิดความสบายใจทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเกี่ยวข้องด้วย เช่น เมื่อขับรถมาถึงสี่แยกแล้วติดไปแดงเป็นคันแรกพอดี แทนที่จะนึกโมโหว่าเกือบจะไปได้อยู่แล้วแต่ต้องมาเสียเวลาอยู่อีก ก็ให้นึกว่า นี่ยังโชคดีนะที่ได้รอคิดเป็นคันแรกเลย เดี๋ยวพอไฟเขียวเราก็จะได้ออกรถไปก่อนเป็นคันแรก เป็นคนโชคดีที่สุดในบรรดาผู้ติดไฟแดงอยู่ในขณะนี้ แต่ถ้าต้องติดอยู่ปลายแถวก็ให้คิดว่า คนที่มาถึงก่อนเราก็ยังไปไม่ได้ อีกไม่นานก็จะเป็นสัญญาณไฟเขียวเราก็จะไปได้ แต่คันที่รออยู่ต้นแถวต้องรอนานกว่าเรา เปลืองน้ำมันมากกว่าเรา
                จากตัวอย่างการคิดข้างต้น แม้ฟังดูเผินๆ จะดูเหมือนพูดเล่นๆ ไม่มีสาระ แต่ความจริงแฝงนัยสำคัญไว้ นั่นคือ สรรพสิ่งย่อมมีหลายด้านหลายมุม และการเข้าไปสัมผัสยึดถือในแง่มุมที่ต่างกันนั้น ก็ย่อมเกิดผลลัพธ์ที่ต่างกันได้ด้วย เมื่อเป็นดังนั้น เหตุไรคนเราจึงไปสัมผัสยึดถือในมุมที่จะสร้างทุกข์ให้ตนเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องความคิดของตนเองล้วนๆ ไม่มีใครบังคับสั่งการได้ นี้เป็นการบ้านที่ผู้ต้องการความสุขในชีวิตควรนำไปคิด
                ในทางสังคม คนที่ได้ฝึกตนเองให้ “คิดทางบวก” จนเป็นนิสัยนั้น จะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขันไม่หงุดหงิดง่าย เป็นที่ชื่นชมของคนที่ได้คบค้าสมาคมด้วย ทำให้รู้สึกสบายใจเมื่อได้เข้าใกล้ แต่ถ้าเป็นคน “คิดทางลบ” อยู่ร่ำไป ก็จะกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย ไม่มีใครอยากจะคบหาสมาคมด้วย นานวันเข้าก็อาจจะถูกทอดทิ้งให้อยู่เดียวดาย ไร้เพื่อนฝูง ต้องหงอยเหงาอยู่แต่เพียงลำพัง
                มีคำพูดว่า “คิดอย่างที่ต้องการคิด เป็นเสรีภาพอย่างเดียวของมนุษย์” หากมนุษย์ใช้เสรีภาพทางความคิดนี้ไปในทางที่ดี ประกอบด้วยปัญญา จนเป็นคุณแก่ตัวเองได้ ความสุขในชีวิตก็เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก

............................................

จันทร์เพ็ญ

จันทร์เพ็ญ
                งานกำกับดูแล ปกครองคน เป็นงานที่ท้าทายความรู้ความสามารถของผู้นำเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผสมผสานกันอย่างเหมาะเจาะ จึงจะบังเกิดผลสำเร็จ เนื่องจากคนอยู่ด้วยกันทำงานร่วมกันจำนวนมาก ย่อมมีทัศนคติ อุปนิสัย และความประพฤติที่แตกต่างกัน บางคนอยู่ในระเบียบวินัย ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ เป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา บางคนก็ทำผิดบ้าง บางคนก็สร้างแต่ปัญหาให้หนักใจบ้าง แต่ถึงกระนั้น ผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาก็ต้องดูแลช่วยเหลือ ปกครองทุกคนที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่ของตนอยู่นั่นเอง จะเลือกติดต่อสมาคมเฉพาะผู้ที่ตนชอบ ตัดคนที่ตนเกลียดก็ไม่ได้ เพราะผู้นำต้องเป็นใหญ่ให้เต็มตามหน้าที่และใหญ่สำหรับทุกคน ถ้าจะเปรียบเทียบก็เป็นเหมือนพระจันทร์บนท้องฟ้า ธรรมดาว่าพระจันทร์ หากคิดจะส่องแสงให้ชื่นใจเฉพาะคนที่รัก สัตว์ที่ชอบ และเก็บแสงนวลให้พ้นจากสายตาของหมู่พวกที่ตนไม่ชอบเสียแล้ว พระจันทร์ดวงนั้นก็จะไม่มีโอกาสได้เป็นจันทร์เพ็ญที่สวยงามได้เลย แต่คงมีสภาพเป็นพระจันทร์ที่ถูกบดบังด้วยเมฆหมอกมลทินไร้สง่าราศี ผู้นำจึงไม่ควรตัดความสัมพันธ์กับคนในปกครองบางคนเพราะเหตุคือความไม่ชอบใจ เพียงแต่ต้องแยกแยะความสัมพันธ์และหน้าที่ให้เหมาะกับบุคคลและเหตุการณ์ อย่างน้อยที่สุดต่อบุคคล ๓ ประเภท คือ
                คนดี หมายถึง คนที่ตั้งอยู่ในสุจริต ไม่ทำผิดหรือก่อเรื่องให้หนักใจ คนประเภทนี้ต้องยกย่องส่งเสริมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป
                คนเจ็บ หมายถึง คนที่ทำผิดบ้างถูกบ้าง หรือผิดๆ ถูกๆ ดีชั่วปะปนกันไป ประเภทนี้ต้องคอยเอาใจใส่ประคับประครอง ชักนำให้ไปสู่ความถูกต้องดีงาม ไม่ปล่อยปละละเลย
                คนตาย หมายถึง คนที่ทำผิดจังๆ ไม่มีทางที่จะว่าเป็นอย่างอื่นได้ ก็ต้องจัดการไปตามระเบียบ ไม่ปล่อยไว้จนกระทบกระเทือนถึงคนดี หรือทำให้คนเจ็บทำตาม เพราะจะเป็นผลเสียแก่ส่วนรวมได้
                หากทำได้อย่างนี้ จะชื่อว่าไม่เพียงทำหน้าที่ต่อคนทุกคนอย่างทั่วหน้าเท่านั้น แต่ยังทำได้อย่างดีมีคุณภาพเหมือนจันทร์เพ็ญยามไร้เมฆหมอก ย่อมส่องได้ทั่วถึง ส่องได้กระจ่าง สร้างความเย็นตาเย็นใจต่อผู้พบเห็นยิ่งนัก

............................................

พินาศเพราะกิเลส

พินาศเพราะกิเลส
                มีเรื่องเล่าว่า ชายสองคนเป็นสหายกัน พากันไปบวงสรวงเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏว่าเทพเจ้าพอใจอนุญาตให้เขาทั้งสองขอสิ่งที่ปรารถนาได้โดยเสรี โดยบอกว่าใครขอก่อนขอเท่าใดก็จะได้เท่านั้น ส่วนคนที่ขอภายหลังจะได้สิ่งนั้นเหมือนกัน แต่ได้มากเป็นสองเท่า สหายทั้งสองต่างดูเชิงกันอยู่พักใหญ่ เพราะเกี่ยงกันว่า คนขอก่อนจะได้เพียงส่วนเดียว ส่วนคนขอทีหลังจะได้มากถึงสองส่วน ในที่สุดคนแรกก็ตัดสินใจขอพรจากเทพเจ้าก่อน แต่แทนที่จะขอทรัพย์สินเงินทอง กลับขอให้ดวงตาของตนบอดไปข้างหนึ่ง ด้วยหวังว่าเพื่อนที่ขอที่หลังจะได้ตาบอดทั้งสองข้าง ผลก็คือตาของตัวองบอดไปข้างหนึ่งจริงๆ ส่วนคนที่สองเข้าใจว่า คนแรกจะขอทรัพย์สินเงินทองเป็นแน่ และเทพเจ้าก็คงจะประทานความร่ำรวยให้ ในเมื่อตนขอภายหลังก็จะต้องร่ำรวยกว่าคนแรกถึงสองเท่าอย่างแน่นอน คิดดังนั้น เขาจึงได้ขอพรเช่นเดียวกับที่คนแรกขอไว้ ในที่สุดดวงตาของเขาก็บอดสนิททั้งสองข้าง
                เรื่องนี้ เมื่อมองในแง่หลักธรรมพบว่า คนแรกมีจิตริษยาคนอื่น ไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนรักกัน จิตประเภทนี้จะคอยคิดในทางตัดรอนหรือทำลายผลประโยชน์ของคนอื่น เห็นใครได้ดีกว่าแล้วทนไม่ได้ ส่วนคนที่สองมีลักษณะละโมบจัด เห็นแก่ได้เป็นหลัก ไม่มีความคิดเรื่องการเสียสละอยู่ในใจ เมื่อคนทั้งสองมาคบกันผลสุดท้ายก็พินาศทั้งสองฝ่าย
                พระพุทธศาสนาสอนว่า จิตที่มีลักษณะริษยาและโลภจัดนั้น เป็นเหมือนสนิมที่คอยกันกินจิตใจให้เสื่อมทราม ดุจสนิมที่กัดกินเหล็กให้ผุกร่อน คนมีปัญญาจึงหมั่นกำจัดสนิมดังกล่าวออกจากจิตใจตนเอง และวิธีที่ทำได้ง่ายๆ ก็คือ หัดชื่นชมยินดีในความสำเร็จของผู้อื่นและเสียสละประโยชน์ส่วนตนดูบ้าง หากทำได้ นอกจากจะป้องกันมิให้ความพินาศเกิดขึ้นได้แล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมให้จิตใจเยือกเย็นอิ่มเอิบ มีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย

............................................

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ปฏิเสธตัวเองเสียบ้าง

ปฏิเสธตัวเองเสียบ้าง
                มีคนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่รู้จักปฏิเสธหรือไม่กล้าปฏิเสธ อาจเป็นเพราะความเกรงใจหรือต้องการตอบแทนพระคุณ แม้ในเรื่องผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย ผิดขนบธรรมเนียมประเพณี ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ผลตามมาคือความเดือดร้อน คนเราจึงต้องมีความกล้าหาญพอที่จะต้องปฏิเสธ เมื่อพิจารณาไตร่ตรองแล้วเห็นว่า ควรปฏิเสธ ความเกรงใจหรือความใจอ่อนไม่กล้าปฏิเสธมักจะนำความยุ่งยากมาสู่ชีวิตเราเสมอ
                การปฏิเสธที่สำคัญที่สุดก็คือการปฏิเสธตัวเอง ซึ่งในที่นี้หมายถึงการหักห้ามใจตัวเอง ผู้ที่สามารถปฏิเสธตัวเองได้นับว่าเป็นยอดคน เพราะจะต้องใช้ ทมะคือความข่มใจอย่างแรงกล้า เนื่องจากใจคนจะมีธรรมชาติอยู่ ๒ อย่างอยู่ภายใน คือ ธรรมชาติฝ่ายสูงและธรรมชาติฝ่ายต่ำ ความคิดฝ่ายสูงจะให้ความคิดและความรู้แก่เราในทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ แต่ความคิดฝ่ายต่ำจะชักนำเราไปทางที่ผิด ไร้สาระ และเข้าข้างตนเอง คนส่วนมากมักจะพ่ายแพ้แก่ธรรมชาติฝ่ายต่ำก็เพราะไม่เข้มแข็งหรือไม่กล้าหาญพอที่จะปฏิเสธตัวเอง จึงตกอยู่ใต้อำนาจของ โลภะ โทสะ และโมหะ ตลอดเวลา
                พระพุทธศาสนาสอนว่า การเอาชนะคนอื่นได้ยังไม่ถือว่าเป็นชัยชนะที่แท้จริง เพราะชนะแล้วก็ยังมีโอกาสเกิดทุกข์ ก่อเวร หรือกลับแพ้อีกได้ แต่บุคคลที่จะเรียกได้ว่าเป็นผู้ชนะเลิศนั้น จะต้องสามารถเอาชนะตัวเองได้ และการรู้จักปฏิเสธตัวเองไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำ เป็นวิธีการสำคัญที่จะนำไปสู่การชนะตัวเองได้ในที่สุด

............................................

สิ่งที่รู้ไม่ได้

สิ่งที่รู้ไม่ได้
                ภารกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการศึกษาเล่าเรียนหาวิชาความรู้ และวิชาความรู้นั้นเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาไปจนตาย เรียนกันไม่มีวันจบ และแม้ปัจจุบัน มนุษย์จะมีการศึกษาดีขึ้นกว่าเดิมมาก มีการเปิดเผยความรู้ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเสมอ หรือจะกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดในพิภพนี้ที่มนุษย์จะรู้ไม่ได้” ก็คงไม่ผิด แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่รู้และไม่อาจจะรู้ได้ นั่นคือชีวิตตัวเอง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องความตาย พระพุทธศาสนากล่าวว่ามีสิ่งที่รู้ไม่ได้ ๕ ประการ คือ
                ๑.ชีวิต เรารู้ไม่ได้เลยว่าจะอยู่ได้นานเท่าใด
                ๒.ความป่วยไข้ รู้ไม่ได้ว่าจะตายด้วยโรคอะไร หรือด้วยสาเหตุอะไร
                ๓.เวลาตาย คนส่วนใหญ่รู้วันเวลาที่ตนเกิดแน่นอน แต่ไม่มีใครที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตายวันไหน เวลาใด
                ๔.สถานที่ตาย รู้ไม่ได้ว่าจะตายในบ้านหรือนอกบ้าน ในน้ำ หรือบนบก
                ๕.ตายแล้วไปไหน จะไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ หรือเป็นเทพ เป็นอะไร อยู่ที่ไหน รู้ไม่ได้
                ผู้ไม่ประมาท ถึงจะรู้หรือไม่รู้ก็มีค่าเท่ากัน เพราะจะพิจารณาเห็นว่าชีวิตนี้น้อยนัก พร้อมที่จะแตกดับเสมอ แค่หายใจเข้าแล้วไม่ออก หรือหายใจออกแล้วไม่เข้า ก็ตาย จึงต้องรีบขวนขวายสร้างความดีให้มากเข้าไว้  เพื่อเป็นที่พึ่งทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพ
                สิ่งที่รู้ไม่ได้มักทำให้คนทั่วไป หวาดหวั่นหรืออย่างน้อยก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนจะดีหรือร้าย ยิ่งเกี่ยวกับชะตาชีวิตด้วยแล้วบางคนถึงขั้นเป็นทุกข์ ความไม่ประมาท คือทำตัวเองให้เป็นคนดีมีค่าเสียแต่บัดนี้ เป็นหลักประกันที่ดีที่สุดสำหรับเผชิญหน้ากับสิ่งที่รู้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์

............................................