วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิจฉาทิฐิ


                 คำว่า ทิฐิ หมายถึง ความเห็น ความเชื่อถือ และทัศนะในการมองโลกและชีวิต มิอิทธิพลครอบงำและมีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิต และสังคมมนุษย์เป็นอย่างมาก สามารถนำชีวิต สังคม หรือมนุษยชาติทั้งหมด ไปสู่ความเจริญงอกงามรุ่งเรือง หลุดพ้น หรือนำไปสู่ความเสื่อม ความพินาศหายนะมากกมายเท่าไรก็ได้ เพราะเมื่อเชื่อ เมื่อเห็น หรือนิยมอย่างไร ก็คิด พูด สั่งสอน ชักชวนกัน และทำการต่างๆ ไปตามที่เชื่อ ที่เห็น ที่นิยมอย่างนั้น
                ในทางพระพุทธศาสนาจึงจัด ทิฐิ เป็นมโนกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่สำคัญ เพราะเป็นตัวบันดาล และอยู่เบื้องหลัง กายกรรม และวจีกรรมอีกชั้นหนึ่ง และแบ่งทิฐิออกเป็น ๒ ประเภท คือ มิจฉาทิฐิ หมายถึง ความเห็นที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน ในเบื้องต้นได้แก่ ความเห็นที่ผิดไปจากคลองธรรมว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ๑ การเซ่นสรวงไม่มีผล ๑ การบูชาไม่มีผล ๑ ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี ๑ โลกนี้ไม่มี ๑ โลกหน้าไม่มี ๑ มารดาไม่มีบุญคุณ ๑ บิดาไม่มีบุญคุณ ๑ สัตว์ทั้งหลายที่เป็นโอปาติกะไม่มี ๑ สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปโดยชอบ ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตามไม่มี ๑ ในเบื้องปลาย ได้แก่ ความเห็นที่ไม่ถูกต้องตรงตามสภาวะความเป็นจริง หรือตามเหตุปัจจัย ทิฐิอีกประเภทหนึ่งคือ สัมมาทิฐิ หมายถึงความเห็นที่ถูกต้อง ได้แก่ความเห็นที่ตรงกันข้ามจากที่กล่าวมานี้
                มิจฉาทิฐิ ถือว่าเป็นต้นตอที่สำคัญของความผิดความชั่วทั้งมวล ดังมีพระพุทธดำรัสรับรองไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้นอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วก็พอกพูนมากขึ้นเหมือนอย่างมิจฉาทิฐินี้เลย”
                ดังนั้น จึงควรปรับความเห็นของตนให้เป็นสัมมาทิฐิ อันเป็นเสมือนไฟส่องให้เห็นทางและมั่นใจในทางอันถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้เริ่มย่างก้าวขึ้นสู่ทางเดินอันประเสริฐที่เรียกว่า อริยมรรค แล้วสิ่งดีงามต่างๆ จะเกิดขึ้นในชีวิตของท่านอย่างแน่นอน

............................................

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คำกล่าวบูชา

 คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย
                 คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย มีหลากหลายรูปแบบ แต่ละสำนักจะใช้เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่มีจุดหมายเดียวกันคือ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลัก
                มีผู้สงสัยว่า คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัยที่อนุศาสนาจารย์นำกล่าวในกรณีที่ไม่มีพระพุทธรูปประดิษฐานและตั้งโต๊ะหมู่บูชา รู้สึกจะขัดต่อความเป็นจริง โดยเฉพาะตอนคำแปลว่า ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมบูชา.... ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ ทั้งๆ ที่เครื่องสักการะ คือ ดอกไม้ ธูป เทียน ก็ไม่มีสักอย่าง
                ได้รับคำตอบจากท่านอนุศาสนาจารย์บางท่านว่า เวลาที่เรากล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย โดยไม่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ เราก็ใช้ใจน้อมรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ในทำนองเดียวกัน เมื่อเครื่องสักการะคือ ดอกไม้ ธูป เทียน ไม่มี เราก็ใช้ กาย วาจา และใจ เป็นเครื่องสักการะแทน ดังนี้
                ๑.สักการบูชาทางกาย เราใช้นิ้วทั้ง ๑๐ ประนมมือแทนธูปเทียน และดอกไม้ ดังคำนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่โบราณท่านกล่าวว่า อุกาสะ ข้าขอยกกรวันทา ประนมนิ้วหัตถ์ขึ้นเหนือเศียร ต่างรัตนะประทีปธูปเทียนแก้ว ๗ ประการ
                ๒.สักการบูชาทางวาจา ก็คือ การเปล่งวาจา กล่าวคำบูชาด้วยเสียงอันนุ่มนวล ไพเราะเสนาะโสต ฟังแล้ว เกิดปีติโสมนัส
๓.สัการบูชาทางใจ ก็คือ ขณะที่กำลังกล่าวคำบูชา ใจของเราก็น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ด้วยความเรารพ ใช้ปัญญาพิจารณาไปตามคำบูชาว่า พระรัตนตรัยมีคุณอย่างไร เราจะน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติได้อย่างไร
                และได้สรุปไว้ว่า เครื่องสำหรับสักการบูชามี ๒ อย่าง คือ อามิสบุชา ได้แก่ การบูชาด้วยสิ่งของต่างๆ และ ปฏิบัติบูชา ได้แก่ สักการบูชาด้วยการปฏิบัติ คือเว้นการทำชั่ว ประพฤติดี และทำจิตใจให้ผ่องใส

............................................

ลิงแย่งผลไม้


                มีลิงตัวเล็กๆ สองตัวพบผลไม้ใหญ่หนึ่งผล ลิงทั้งสองจึงกระโดดเข้าตะครุบพร้อมๆ กัน แล้วก็ยื้อแย่งกันไปมา ต่างฝ่ายก็พูดว่า “ผลไม้นั้นของฉัน ฉันเห็นก่อน” ถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ก็ไม่สามรถตกลงกันได้ ถึงแม้ลิงตัวหนึ่งจะเกิดความคิดว่า “เราควรแบ่งผลไม้กันคนละครึ่งดีกว่า” แต่ก็เกิดปัญหาอีกว่าจะมอบให้ใครเป็นคนแบ่ง เพราะถ้าให้ลิงตัวหนึ่งแบ่ง อีกตัวจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ได้ส่วนแบ่งที่น้อยกว่า แล้วลิงทั้งสองก็เถียงกันอีกว่า “ฉันแบ่งเอง ฉันแบ่งเอง” ในที่สุดก็ตกลงไปหาลิงตัวใหญ่ให้แบ่งผลไม้ให้
                ฝ่ายลิงตัวใหญ่กล่าวว่า “เราจะแบ่งให้เจ้าได้เท่าๆ กันอย่างยุติธรรม” ว่าแล้วก็แบ่งผลไม้ออกเป็นสองชิ้น ชิ้นใหญ่ไว้มือขวา ชิ้นเล็กไว้มือซ้าย แล้วก็มองดูผลไม้ทั้งสองชิ้น เมื่อเห็นชิ้นในมือขวาใหญ่กว่าก็กัดกินชิ้นนั้น เพื่อให้เท่ากับชิ้นในมือซ้าย พอกินเสร็จก็มองดูผลไม้ทั้งสองชิ้นอีกครั้ง และเห็นว่าชิ้นในมือซ้ายกลับใหญ่กว่าก็กัดกินชิ้นนั้น ทำเช่นนี้จนผลไม้หมดเกลี้ยงทั้งสองชิ้น ปล่อยให้ลิงตัวเล็กทั้งสองตัวนั่งมองหน้ากัน แล้วก็ทำตาปริบๆ ด้วยความเสียดาย
                ถ้าลิงทั้งสองอาศัยความสามัคคีปรองดองกัน สามารถรอมชอมกันได้ ไม่ห่วงแต่ว่าจะได้มากหรือน้อย มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ให้เกียรติกัน ยอมให้แก่กันและกันเป็นผู้แบ่งปัน หรือถ้ามีความสันโดษ คือพอใจหรือยินดีในส่วนที่ตนได้ พอใจในส่วนที่ตนมี ไม่สนใจในส่วนที่ผู้อื่นได้ ผู้อื่นมี ลิงทั้งสองตัวก็ย่อมได้ลิ้มรสผลไม้นั้นอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะขาดซึ่งความสามัคคี มีแต่ระแวงกัน ใช้ความโลภและเห็นแก่ตนเป็นที่ตั้ง จึงทำให้สูญเสียผลไม้ไป    
                เรื่องนี้มีหลายแง่คิด ที่มองได้แง่คิดหนึ่งคือ เมื่อผลประโยชน์เกิดขึ้น ความเป็นมิตร ความไว้วางใจซึ่งกันและกันก็มักจะหมดไป ความโลภคือความอยากได้จะเข้ามาแทน และเพราะความโลภนี่เองที่มักจะทำให้เกิดการเสียประโยชน์ที่ควรจะได้ เข้าตำราที่ว่า “โลภมากลาภหาย” นั่นเอง               
............................................

ทำไมจึงฝัน

 ทำไมจึงฝัน
                “ฝัน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า การเห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ โดยปริยายหมายถึงการนึกเห็นในขณะที่ตื่นอยู่ ซึ่งไม่อาจจะเป็นจริงได้ อย่างเช่นคำว่า ฝันลมๆ แล้งๆ ฝันกลางวัน
                ในคัมภีร์สารัตถสังคหะ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า คนที่ฝันร้าย คือฝันเห็นสิ่งต่างๆ ที่น่ากลัว เป็นเพราะเหตุที่ไม่มีสติสัมปชัญญะในเวลานอนหลับ ส่วนผู้ที่มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งหลับแล้วก็จะฝันเห็นแต่สิ่งที่ดีเสมอ ไม่ฝันถึงสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งที่น่าหวาดกลัวเลย ความฝันดีย่อมเกิดจากจิตสงบ ถ้าอยากฝันดีก็ควรตั้งใจดี มีเมตตาแก่ทุกๆ คน โดยมูลเหตุแห่งฝันมีด้วยกัน ๔ ประการ คือ
                ๑.บุพนิมิต เกิดจากมีเหตุบอกให้รู้ล่วงหน้า ว่าจะมีเหตุดีหรือร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่ตนเองหรือคนใกล้ชิด
                ๒.จิตอาวรณ์ เกิดจากดวงจิตที่พะวงถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือพัวพันอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อนจะหลับ จึงเก็บเอาเรื่องนั้นไปฝัน
                ๓.เทพสังหรณ์ เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเทวดา เพราะเทวดาต้องการให้โทษหรือให้คุณ (หมายถึงความเชื่อในสิ่งที่ปกปักษ์รักษาตนเอง แล้วเก็บไปฝัน)
                ๔.ธาตุกำเริบ เกิดจากธาตุกำเริบ คือการที่ร่างกายไม่ปกติ ครั้นหลับลงจึงฝันเห็นเรื่องราวต่างๆ s
                ความฝันเป็นเรื่องที่มนุษย์รู้จักและให้ความสนใจมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ไม่ว่าจะฝันดีหรือฝันร้าย มนุษย์ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกของความฝันได้ มนุษย์จะต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริงในชีวิตจริงเสมอเมื่อตื่นขึ้นมาสิ่งหนึ่งที่ต้องยึดไว้มั่นก็คือการใช้ปัญญา ใช้เหตุผล และความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยทำให้ปัจจุบันและอนาคตพบแต่สิ่งดีงามโดยไม่ต้องมัวพะวงกับความฝันเลย               

............................................

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560

ทำไมจึงฝัน

 ทำไมจึงฝัน
                “ฝัน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า การเห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ โดยปริยายหมายถึงการนึกเห็นในขณะที่ตื่นอยู่ ซึ่งไม่อาจจะเป็นจริงได้ อย่างเช่นคำว่า ฝันลมๆ แล้งๆ ฝันกลางวัน
                ในคัมภีร์สารัตถสังคหะ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า คนที่ฝันร้าย คือฝันเห็นสิ่งต่างๆ ที่น่ากลัว เป็นเพราะเหตุที่ไม่มีสติสัมปชัญญะในเวลานอนหลับ ส่วนผู้ที่มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งหลับแล้วก็จะฝันเห็นแต่สิ่งที่ดีเสมอ ไม่ฝันถึงสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งที่น่าหวาดกลัวเลย ความฝันดีย่อมเกิดจากจิตสงบ ถ้าอยากฝันดีก็ควรตั้งใจดี มีเมตตาแก่ทุกๆ คน โดยมูลเหตุแห่งฝันมีด้วยกัน ๔ ประการ คือ
                ๑.บุพนิมิต เกิดจากมีเหตุบอกให้รู้ล่วงหน้า ว่าจะมีเหตุดีหรือร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่ตนเองหรือคนใกล้ชิด
                ๒.จิตอาวรณ์ เกิดจากดวงจิตที่พะวงถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือพัวพันอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อนจะหลับ จึงเก็บเอาเรื่องนั้นไปฝัน
                ๓.เทพสังหรณ์ เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเทวดา เพราะเทวดาต้องการให้โทษหรือให้คุณ (หมายถึงความเชื่อในสิ่งที่ปกปักษ์รักษาตนเอง แล้วเก็บไปฝัน)
                ๔.ธาตุกำเริบ เกิดจากธาตุกำเริบ คือการที่ร่างกายไม่ปกติ ครั้นหลับลงจึงฝันเห็นเรื่องราวต่างๆ s
                ความฝันเป็นเรื่องที่มนุษย์รู้จักและให้ความสนใจมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ไม่ว่าจะฝันดีหรือฝันร้าย มนุษย์ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกของความฝันได้ มนุษย์จะต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริงในชีวิตจริงเสมอเมื่อตื่นขึ้นมาสิ่งหนึ่งที่ต้องยึดไว้มั่นก็คือการใช้ปัญญา ใช้เหตุผล และความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยทำให้ปัจจุบันและอนาคตพบแต่สิ่งดีงามโดยไม่ต้องมัวพะวงกับความฝันเลย               

............................................

ทางชีวิต


                สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสถามเด็กหญิงคนหนึ่งว่า เด็กน้อยเธอมาจากไหน เด็กสาวตอบว่า ไม่ทราบ ตรัสถามต่อไปอีกว่า แล้วเธอจะไปที่ไหน เธอตอบว่า ไม่ทราบ ชาวบ้านทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้นก็แสดงความไม่พอใจพากันติเตียนต่างๆ นานาว่า พูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้กาลเทศะ ไม่มีการอบรมสั่งสอน แต่ทุกคนก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า หนูน้อยคนนี้ช่างปัญญาหลักแหลมนัก ตอบคำถามได้ดี
                ก่อนที่จะทราบความหมายของคำตอบนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์เกิดมาแล้วในโลกนี้ นอกจากจะต้องเดินทางไปๆ มาๆ ตามเส้นทางคมนาคมทางบก ทางเรือ ทางอากาศแล้ว ยังมีเส้นทางชีวิตที่จะต้องเดินอยู่อีกถึงสามสาย พระพุทธองค์ได้ตรัสบอกเส้นทางเหล่านั้นไว้ว่า
                ทางสายที่หนึ่งชื่อ กามสุขัลลิกานุโยค เดินง่าย สะดวก และเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย เน้นความสนุก เพลิดเพลิน หมกมุ่นอยู่กับการกิน การดื่ม เสพสุขทางกามารมณ์ แต่แล้วสุดสายปลายทางก็เป็นทุกข์ เดือดร้อนชีวิตไร้สาระแก่นสาร มีปัญหาตามมามากมาย
                ทางสายที่สองชื่อ อัตตกิลมถานุโยค เดินลำบาก เป็นทุกข์ ทรมาน เป็นการใช้ชีวิตอย่างฝืดเคืองอดอยาก ตั้งเงื่อนไขให้แก่ชีวิตมากมาย จนแทบจะหาความสุขไม่ได้ ชีวิตเป็นไปตรงกันข้ามกับทางสายที่หนึ่ง
                ทางสายที่สามชื่อ มัชฌิมาปฏิปทา คือเส้นทางที่มีความพอดี ดำเนินไปตามหลักสัมมาปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ชีวิตจะประสบความสุขที่แท้จริง เจริญรุ่งเรือง และพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
                คำว่าไม่ทราบของเด็กหญิงคนนี้หมายถึงว่า เธอไม่ทราบว่าชีวิตของเธอมาจากไหน จะไปเกิดที่ไหนอีก ก็เช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปที่ไม่อาจทราบถึงอดีตชาติและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สิ่งเดียวที่มนุษย์เราทำได้ดีที่สุดก็คือการดำเนินชีวิตในปัจจุบันให้อยู่บนเส้นทางที่สาม อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ถ้าทำได้แม้จะไม่ทราบถึงอดีตและอนาคตเลยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

............................................

นาทีทอง

นาทีทอง
                การตาย เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติธรรมดาอย่างหนึ่ง ทุกคนจะต้องประสบอย่างแน่นอนไม่มีทางหนีพ้น เมื่อตายแล้วในทางพระพุทธศาสนามีหลักคำสอนว่า ถ้ามีเหตุปัจจัยให้เกิดก็ต้องเกิดอีก ซึ่งจะเวียนเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ถึง ๓๑ ภูมิ มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว และในช่วงเวลาใกล้ตายจะมีนิมิตมาปรากฏให้เห็นทางมโนทวารคือทางใจของผู้ที่จะตาย เพื่อบอกว่าเขาจะไปเกิดที่ไหน เกิดเป็นอะไร ดีหรือไม่ดี
                ดังนั้น เมื่อญาติพี่น้องหรือผู้ที่ตนรักและนับถือจะสิ้นชีวิต ชาวพุทธของไทยจึงมีคตินิยมในการชี้ทางหรือนำทางโดยการให้สติหรือเตือนสติผู้ใกล้ตายให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย ระลึกถึงบุญกุศลคุณความดีต่างๆ ด้วยหวังที่จะให้เกิดนิมิตที่ดีและไปสู่ภพภูมิที่ดีนั่นเอง แต่ในหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนามุ่งสอนให้ชาวพุทธเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาทให้รีบงดเว้นความชั่วความทุจริตทั้งปวง พอกพูนกุศลคุณความดีให้พร้อม และทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์อยู่เสมอ เพราะไม่มีใครรู้ว่าความตายจะมาถึงตนเมื่อไร
                ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาท กระทำแต่ความชั่วความทุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ ประพฤติเหยียบย่ำศีลธรรม จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ เมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต แม้จะมีใครมาคอยเตือนสติชี้บอกทางสวรรค์ให้ ก็ไม่แน่ว่าจะคว้านาทีทองมาเป็นของตนได้ เพราะอาจจะนึกถึงคุณความดีอะไรได้ไม่ทัน เนื่องจากจิตใจไม่คุ้นและไม่เคยคิดถึงไม่เคยทำมาก่อน ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแน่นอน ส่วนผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมคุณความดี มีเมตตาเอื้ออาทร สุจริต และยุติธรรม มีจิตใจสะอาดผ่องใสอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาจะสิ้นชีวิต แม้จะไม่มีใครมาคอยชี้บอกทางสวรรค์ให้ เขาก็ย่อมไปสู่สุคติภูมิได้ด้วยตนเอง เพราะเขามีทุกนาทีในชีวิตเป็นนาทีทองของตนอยู่แล้ว ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน

............................................

ต้องอยู่ให้ดี


                การอยู่ให้ดีมีลักษณะดังนี้
                ๑.อยู่อย่างมีคุณค่า คือทำตนให้มีประโยชน์ ไม่นิ่งดูดาย ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ด้วยความเต็มใจ หรือพัฒนาสถานที่ที่ตนไปอาศัยอยู่ด้วยจิตใจเสียสละ ไม่ใจจืดใจดำ ไม่เห็นแก่ตัว คนมีน้ำใจย่อมเป็นคนที่มีเสน่ห์ ทำให้คนอื่นชื่นใจ
                ๒.อยู่โดยไม่สร้างปัญหา คือไม่ทำตนให้เป็นที่หนักใจของผู้อื่นและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน พยายามทำตนให้เป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น
                ๓.อยู่โดยรักษาระเบียบมีวินัย การมีระเบียบวินัย จะช่วยให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข คนที่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยได้นั้น แสดงถึงจิตใจที่เจริญงอกงาม ส่วนผู้ที่ไร้ระเบียบวินัย ย่อมก่อความทุกข์เดือดร้อนแก่ตนและสังคม
                ๔.อยู่ด้วยใจมีเมตตา คือ ผูกมิตรกับทุกคน แสดงความปรารถนาดี ไม่คิดทำร้ายใคร มีน้ำใจเสียสละ และพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ทุกเมื่อ
                ๕.อยู่เพื่อทำหน้าที่ คือเมื่อตนมีหน้าที่อย่างไร ก็พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะหน้าที่นั้นสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างมาก คนจะดีหรือเสียก็อยู่ที่หน้าที่ หากใครทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ย่อมถือว่าเป็นคนดี หน้าที่นั้นมีสองประเภท คือ ๑.หน้าที่ตามธรรมชาติ เช่น หน้าที่ของความเป็นพ่อหรือแม่ ฯลฯ ๒.หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คือหน้าที่จากการงาน หากลืมหน้าที่ของตน ละเลยหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และทรยศต่อหน้าที่เสียแล้วก็ถือว่าเสียคนเลยทีเดียว
                ดังนั้น จะอยู่ที่ไหน ให้อยู่อย่างมีคุณค่า อยู่โดยไม่สร้างปัญหา อยู่โดยรักษาระเบียบวินัย อยู่ด้วยใจเมตตา และอยู่เพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ก็นับว่าเป็นคนมีคุณค่า เมื่ออยู่ย่อมมีคนรัก จากก็ยังมีคนอาลัย แม้ตายก็มีคนคิดถึง

............................................