วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คิดบวก


                คนเราเกิดมาไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี ในส่วนประโยชน์ตน การทำชีวิตให้อยู่อย่างมีความสุขได้ จึงนับว่าคุ้มค่าที่สุด วิธีหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขก็คือ ให้หัดคิดทางบวกไว้เสมอการคิดทางบวกนี้ก็คือ การคิดในแง่ดีนั่นเอง เช่น คิดให้คนอื่นอยู่ดีมีสุข เผื่อแผ่ความรักความเมตตาไปสู่สรรพสัตว์เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ เมื่อมีสถานการณ์ที่คับขันหรือที่จะนำไปสู่ความเครียด ก็ไม่หงุดหงิด หรือโวยวายกับสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมนั้น แต่รู้จักคิดในอีกแง่หนึ่งที่ทำให้เกิดความสบายใจทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเกี่ยวข้องด้วย เช่น เมื่อขับรถมาถึงสี่แยกแล้วติดไปแดงเป็นคันแรกพอดี แทนที่จะนึกโมโหว่าเกือบจะไปได้อยู่แล้วแต่ต้องมาเสียเวลาอยู่อีก ก็ให้นึกว่า นี่ยังโชคดีนะที่ได้รอคิดเป็นคันแรกเลย เดี๋ยวพอไฟเขียวเราก็จะได้ออกรถไปก่อนเป็นคันแรก เป็นคนโชคดีที่สุดในบรรดาผู้ติดไฟแดงอยู่ในขณะนี้ แต่ถ้าต้องติดอยู่ปลายแถวก็ให้คิดว่า คนที่มาถึงก่อนเราก็ยังไปไม่ได้ อีกไม่นานก็จะเป็นสัญญาณไฟเขียวเราก็จะไปได้ แต่คันที่รออยู่ต้นแถวต้องรอนานกว่าเรา เปลืองน้ำมันมากกว่าเรา
                จากตัวอย่างการคิดข้างต้น แม้ฟังดูเผินๆ จะดูเหมือนพูดเล่นๆ ไม่มีสาระ แต่ความจริงแฝงนัยสำคัญไว้ นั่นคือ สรรพสิ่งย่อมมีหลายด้านหลายมุม และการเข้าไปสัมผัสยึดถือในแง่มุมที่ต่างกันนั้น ก็ย่อมเกิดผลลัพธ์ที่ต่างกันได้ด้วย เมื่อเป็นดังนั้น เหตุไรคนเราจึงไปสัมผัสยึดถือในมุมที่จะสร้างทุกข์ให้ตนเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องความคิดของตนเองล้วนๆ ไม่มีใครบังคับสั่งการได้ นี้เป็นการบ้านที่ผู้ต้องการความสุขในชีวิตควรนำไปคิด
                ในทางสังคม คนที่ได้ฝึกตนเองให้ “คิดทางบวก” จนเป็นนิสัยนั้น จะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขันไม่หงุดหงิดง่าย เป็นที่ชื่นชมของคนที่ได้คบค้าสมาคมด้วย ทำให้รู้สึกสบายใจเมื่อได้เข้าใกล้ แต่ถ้าเป็นคน “คิดทางลบ” อยู่ร่ำไป ก็จะกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย ไม่มีใครอยากจะคบหาสมาคมด้วย นานวันเข้าก็อาจจะถูกทอดทิ้งให้อยู่เดียวดาย ไร้เพื่อนฝูง ต้องหงอยเหงาอยู่แต่เพียงลำพัง
                มีคำพูดว่า “คิดอย่างที่ต้องการคิด เป็นเสรีภาพอย่างเดียวของมนุษย์” หากมนุษย์ใช้เสรีภาพทางความคิดนี้ไปในทางที่ดี ประกอบด้วยปัญญา จนเป็นคุณแก่ตัวเองได้ ความสุขในชีวิตก็เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก

............................................

จันทร์เพ็ญ

จันทร์เพ็ญ
                งานกำกับดูแล ปกครองคน เป็นงานที่ท้าทายความรู้ความสามารถของผู้นำเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผสมผสานกันอย่างเหมาะเจาะ จึงจะบังเกิดผลสำเร็จ เนื่องจากคนอยู่ด้วยกันทำงานร่วมกันจำนวนมาก ย่อมมีทัศนคติ อุปนิสัย และความประพฤติที่แตกต่างกัน บางคนอยู่ในระเบียบวินัย ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ เป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา บางคนก็ทำผิดบ้าง บางคนก็สร้างแต่ปัญหาให้หนักใจบ้าง แต่ถึงกระนั้น ผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาก็ต้องดูแลช่วยเหลือ ปกครองทุกคนที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่ของตนอยู่นั่นเอง จะเลือกติดต่อสมาคมเฉพาะผู้ที่ตนชอบ ตัดคนที่ตนเกลียดก็ไม่ได้ เพราะผู้นำต้องเป็นใหญ่ให้เต็มตามหน้าที่และใหญ่สำหรับทุกคน ถ้าจะเปรียบเทียบก็เป็นเหมือนพระจันทร์บนท้องฟ้า ธรรมดาว่าพระจันทร์ หากคิดจะส่องแสงให้ชื่นใจเฉพาะคนที่รัก สัตว์ที่ชอบ และเก็บแสงนวลให้พ้นจากสายตาของหมู่พวกที่ตนไม่ชอบเสียแล้ว พระจันทร์ดวงนั้นก็จะไม่มีโอกาสได้เป็นจันทร์เพ็ญที่สวยงามได้เลย แต่คงมีสภาพเป็นพระจันทร์ที่ถูกบดบังด้วยเมฆหมอกมลทินไร้สง่าราศี ผู้นำจึงไม่ควรตัดความสัมพันธ์กับคนในปกครองบางคนเพราะเหตุคือความไม่ชอบใจ เพียงแต่ต้องแยกแยะความสัมพันธ์และหน้าที่ให้เหมาะกับบุคคลและเหตุการณ์ อย่างน้อยที่สุดต่อบุคคล ๓ ประเภท คือ
                คนดี หมายถึง คนที่ตั้งอยู่ในสุจริต ไม่ทำผิดหรือก่อเรื่องให้หนักใจ คนประเภทนี้ต้องยกย่องส่งเสริมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป
                คนเจ็บ หมายถึง คนที่ทำผิดบ้างถูกบ้าง หรือผิดๆ ถูกๆ ดีชั่วปะปนกันไป ประเภทนี้ต้องคอยเอาใจใส่ประคับประครอง ชักนำให้ไปสู่ความถูกต้องดีงาม ไม่ปล่อยปละละเลย
                คนตาย หมายถึง คนที่ทำผิดจังๆ ไม่มีทางที่จะว่าเป็นอย่างอื่นได้ ก็ต้องจัดการไปตามระเบียบ ไม่ปล่อยไว้จนกระทบกระเทือนถึงคนดี หรือทำให้คนเจ็บทำตาม เพราะจะเป็นผลเสียแก่ส่วนรวมได้
                หากทำได้อย่างนี้ จะชื่อว่าไม่เพียงทำหน้าที่ต่อคนทุกคนอย่างทั่วหน้าเท่านั้น แต่ยังทำได้อย่างดีมีคุณภาพเหมือนจันทร์เพ็ญยามไร้เมฆหมอก ย่อมส่องได้ทั่วถึง ส่องได้กระจ่าง สร้างความเย็นตาเย็นใจต่อผู้พบเห็นยิ่งนัก

............................................

พินาศเพราะกิเลส

พินาศเพราะกิเลส
                มีเรื่องเล่าว่า ชายสองคนเป็นสหายกัน พากันไปบวงสรวงเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏว่าเทพเจ้าพอใจอนุญาตให้เขาทั้งสองขอสิ่งที่ปรารถนาได้โดยเสรี โดยบอกว่าใครขอก่อนขอเท่าใดก็จะได้เท่านั้น ส่วนคนที่ขอภายหลังจะได้สิ่งนั้นเหมือนกัน แต่ได้มากเป็นสองเท่า สหายทั้งสองต่างดูเชิงกันอยู่พักใหญ่ เพราะเกี่ยงกันว่า คนขอก่อนจะได้เพียงส่วนเดียว ส่วนคนขอทีหลังจะได้มากถึงสองส่วน ในที่สุดคนแรกก็ตัดสินใจขอพรจากเทพเจ้าก่อน แต่แทนที่จะขอทรัพย์สินเงินทอง กลับขอให้ดวงตาของตนบอดไปข้างหนึ่ง ด้วยหวังว่าเพื่อนที่ขอที่หลังจะได้ตาบอดทั้งสองข้าง ผลก็คือตาของตัวองบอดไปข้างหนึ่งจริงๆ ส่วนคนที่สองเข้าใจว่า คนแรกจะขอทรัพย์สินเงินทองเป็นแน่ และเทพเจ้าก็คงจะประทานความร่ำรวยให้ ในเมื่อตนขอภายหลังก็จะต้องร่ำรวยกว่าคนแรกถึงสองเท่าอย่างแน่นอน คิดดังนั้น เขาจึงได้ขอพรเช่นเดียวกับที่คนแรกขอไว้ ในที่สุดดวงตาของเขาก็บอดสนิททั้งสองข้าง
                เรื่องนี้ เมื่อมองในแง่หลักธรรมพบว่า คนแรกมีจิตริษยาคนอื่น ไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนรักกัน จิตประเภทนี้จะคอยคิดในทางตัดรอนหรือทำลายผลประโยชน์ของคนอื่น เห็นใครได้ดีกว่าแล้วทนไม่ได้ ส่วนคนที่สองมีลักษณะละโมบจัด เห็นแก่ได้เป็นหลัก ไม่มีความคิดเรื่องการเสียสละอยู่ในใจ เมื่อคนทั้งสองมาคบกันผลสุดท้ายก็พินาศทั้งสองฝ่าย
                พระพุทธศาสนาสอนว่า จิตที่มีลักษณะริษยาและโลภจัดนั้น เป็นเหมือนสนิมที่คอยกันกินจิตใจให้เสื่อมทราม ดุจสนิมที่กัดกินเหล็กให้ผุกร่อน คนมีปัญญาจึงหมั่นกำจัดสนิมดังกล่าวออกจากจิตใจตนเอง และวิธีที่ทำได้ง่ายๆ ก็คือ หัดชื่นชมยินดีในความสำเร็จของผู้อื่นและเสียสละประโยชน์ส่วนตนดูบ้าง หากทำได้ นอกจากจะป้องกันมิให้ความพินาศเกิดขึ้นได้แล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมให้จิตใจเยือกเย็นอิ่มเอิบ มีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย

............................................

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ปฏิเสธตัวเองเสียบ้าง

ปฏิเสธตัวเองเสียบ้าง
                มีคนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่รู้จักปฏิเสธหรือไม่กล้าปฏิเสธ อาจเป็นเพราะความเกรงใจหรือต้องการตอบแทนพระคุณ แม้ในเรื่องผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย ผิดขนบธรรมเนียมประเพณี ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ผลตามมาคือความเดือดร้อน คนเราจึงต้องมีความกล้าหาญพอที่จะต้องปฏิเสธ เมื่อพิจารณาไตร่ตรองแล้วเห็นว่า ควรปฏิเสธ ความเกรงใจหรือความใจอ่อนไม่กล้าปฏิเสธมักจะนำความยุ่งยากมาสู่ชีวิตเราเสมอ
                การปฏิเสธที่สำคัญที่สุดก็คือการปฏิเสธตัวเอง ซึ่งในที่นี้หมายถึงการหักห้ามใจตัวเอง ผู้ที่สามารถปฏิเสธตัวเองได้นับว่าเป็นยอดคน เพราะจะต้องใช้ ทมะคือความข่มใจอย่างแรงกล้า เนื่องจากใจคนจะมีธรรมชาติอยู่ ๒ อย่างอยู่ภายใน คือ ธรรมชาติฝ่ายสูงและธรรมชาติฝ่ายต่ำ ความคิดฝ่ายสูงจะให้ความคิดและความรู้แก่เราในทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ แต่ความคิดฝ่ายต่ำจะชักนำเราไปทางที่ผิด ไร้สาระ และเข้าข้างตนเอง คนส่วนมากมักจะพ่ายแพ้แก่ธรรมชาติฝ่ายต่ำก็เพราะไม่เข้มแข็งหรือไม่กล้าหาญพอที่จะปฏิเสธตัวเอง จึงตกอยู่ใต้อำนาจของ โลภะ โทสะ และโมหะ ตลอดเวลา
                พระพุทธศาสนาสอนว่า การเอาชนะคนอื่นได้ยังไม่ถือว่าเป็นชัยชนะที่แท้จริง เพราะชนะแล้วก็ยังมีโอกาสเกิดทุกข์ ก่อเวร หรือกลับแพ้อีกได้ แต่บุคคลที่จะเรียกได้ว่าเป็นผู้ชนะเลิศนั้น จะต้องสามารถเอาชนะตัวเองได้ และการรู้จักปฏิเสธตัวเองไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำ เป็นวิธีการสำคัญที่จะนำไปสู่การชนะตัวเองได้ในที่สุด

............................................

สิ่งที่รู้ไม่ได้

สิ่งที่รู้ไม่ได้
                ภารกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการศึกษาเล่าเรียนหาวิชาความรู้ และวิชาความรู้นั้นเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาไปจนตาย เรียนกันไม่มีวันจบ และแม้ปัจจุบัน มนุษย์จะมีการศึกษาดีขึ้นกว่าเดิมมาก มีการเปิดเผยความรู้ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเสมอ หรือจะกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดในพิภพนี้ที่มนุษย์จะรู้ไม่ได้” ก็คงไม่ผิด แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่รู้และไม่อาจจะรู้ได้ นั่นคือชีวิตตัวเอง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องความตาย พระพุทธศาสนากล่าวว่ามีสิ่งที่รู้ไม่ได้ ๕ ประการ คือ
                ๑.ชีวิต เรารู้ไม่ได้เลยว่าจะอยู่ได้นานเท่าใด
                ๒.ความป่วยไข้ รู้ไม่ได้ว่าจะตายด้วยโรคอะไร หรือด้วยสาเหตุอะไร
                ๓.เวลาตาย คนส่วนใหญ่รู้วันเวลาที่ตนเกิดแน่นอน แต่ไม่มีใครที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตายวันไหน เวลาใด
                ๔.สถานที่ตาย รู้ไม่ได้ว่าจะตายในบ้านหรือนอกบ้าน ในน้ำ หรือบนบก
                ๕.ตายแล้วไปไหน จะไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ หรือเป็นเทพ เป็นอะไร อยู่ที่ไหน รู้ไม่ได้
                ผู้ไม่ประมาท ถึงจะรู้หรือไม่รู้ก็มีค่าเท่ากัน เพราะจะพิจารณาเห็นว่าชีวิตนี้น้อยนัก พร้อมที่จะแตกดับเสมอ แค่หายใจเข้าแล้วไม่ออก หรือหายใจออกแล้วไม่เข้า ก็ตาย จึงต้องรีบขวนขวายสร้างความดีให้มากเข้าไว้  เพื่อเป็นที่พึ่งทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพ
                สิ่งที่รู้ไม่ได้มักทำให้คนทั่วไป หวาดหวั่นหรืออย่างน้อยก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนจะดีหรือร้าย ยิ่งเกี่ยวกับชะตาชีวิตด้วยแล้วบางคนถึงขั้นเป็นทุกข์ ความไม่ประมาท คือทำตัวเองให้เป็นคนดีมีค่าเสียแต่บัดนี้ เป็นหลักประกันที่ดีที่สุดสำหรับเผชิญหน้ากับสิ่งที่รู้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์

............................................

คุณธรรมผู้ใหญ่

คุณธรรมผู้ใหญ่
                ในเรื่อง “รามเกียรติ์” มีเนื้อหาที่น่าสนใจหลายตอนด้วยกัน มีตอนหนึ่งที่กล่าวถึงพระลักษมณ์ถูกหอกโมกขศักดิ์ของกุมภกรรณ วิธีที่จะแก้ไขก็คือ ต้องไปหาสรรพยาอันได้แก่ สังกรณี ตรีชวา และน้ำจากปัญจมหานที มาแก้ไขพิษหอกโมกขศักดิ์ และต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผู้ที่รับอาสาไปเอาสรรพยาก็คือ หนุมาน แต่หนุมานมีปฏิภาณว่องไว แทนที่จะรีบไปหาสรรพยามาให้ทันชั่วคืนเดียว กลับเหาะไปยึดรถพระอาทิตย์ เพื่อมิให้ส่องสว่างมายังพื้นโลก อันเป็นเงื่อนไขความเป็นความตายของพระลักษมณ์ หลังจากพระอาทิตย์หันมาทอดพระเนตรจนหนุมานร่างไหม้เป็นจุลแล้วชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ ถามถึงความประสงค์ เมื่อทราบความต้องการ แต่พระอาทิตย์ไม่สามารถตอบสนองได้เพราะผิดวิสัยราศีจักร แต่ก็สามารถยืดหยุ่นให้ได้โดยชักราชรถเข้าไปหลบในกลีบเมฆมิให้ส่องแสง มายังพื้นโลก ทำให้หนุมานสามารถไปเอาสรรพยามารักษาพระลักษมณ์ได้ทันท่วงที
                ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้คือ พระอาทิตย์แม้มีอานุภาพมาก แต่ก็ยังมีความเห็นอกเห็นใจ รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว แก้ปัญหาด้วยวิธีนุ่มนวล เป็นการประสานประโยชน์ผู้อื่นและตนเองก็ไม่เสียหลักการ พร้อมสร้างคุณธรรมตรึงใจ ๕ ประการ คือ
                ๑.พึ่งพาได้ เมื่อใดที่ผู้น้อยมีปัญหา ก็ขวนขวายช่วยเหลือ หรือแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาได้
                ๒.ใช้หลักการ คือมีเป้าหมายที่ชัดเจน และดำเนินไปตามหลักการนั้นๆ มิใช่ว่า วันนี้มีหลักการอย่างหนึ่ง รุ่งขึ้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง
                ๓.หาญรับหน้า เมื่อเกิดความผิดพลาดเสียหาย ก็พร้อมรับผิดชอบ มิใช่ว่า ผิดไม่รับ แต่ชอบนั้นต้องการ
                ๔.กล้าตัดสินใจ อันเป็นเครื่องแสดงออกถึงความกล้าหาญทางความคิดและการตัดสินใจ
                ๕.ไม่ไร้มนุษยสัมพันธ์ คือมีคุณธรรม ได้แก่ ความโอบอ้อมอารี มีวจีไพเราะ สงเคราะห์ทุกคน วางตนได้เหมาะสม อันเป็นฐานทำให้สามารถประสานสัมพันธ์กับคนได้ทุกระดับชั้น
                ดังนั้น ผู้ใหญ่หรือผู้กำลังเป็นใหญ่ ควรศึกษาวิธีการและคุณธรรมดังกล่าวแล้วนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นหลักชัยตรึงใจผู้น้อยต่อไป

............................................

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

๓ อย่างของดีชั่ว และ ความฉลาด

ดีชั่ว ๓ อย่าง
                ถ้ามนุษย์ทำดีต่อกัน ชีวิตจะมีสุข และโลกก็น่าอยู่ ถ้าทำชั่วต่อกัน ชีวิตก็เป็นทุกข์ โลกก็จะลุกเป็นไฟ ความจริงข้อนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้ จึงมีผู้รู้พยายามสนับสนุนให้คนเว้นชั่วและทำดีต่อกัน โดยแยกการปฏิบัติให้เห็นชัดเจนเป็น ๓ ระดับ คือ
                ๑.อย่าทำชั่วตอบสนองความชั่ว คือ อย่าเอาความชั่วเข้าต่อสู้กับความชั่ว เช่น ผูกใจเจ็บไว้ แล้วคิดแก้แค้นผู้ที่ทำชั่วต่อตน การกระทำเช่นนี้เป็นการผูกเวรอย่างไม่รู้จบสิ้น จะเกิดทุกข์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เข้าทำนอง “สาดน้ำรดกัน” ต่างคนก็ต่างเปียก หรือเหมือนกับการล้างของที่สกปรกด้วยน้ำสกปรก ก็จะไม่ทางที่จะสะอาด
                ๒.อย่าทำชั่วตอบสนองความดี คืออย่าคิดร้ายต่อผู้ที่ทำดีต่อเรา เช่น เนรคุณต่อผู้มีบุญคุณ เปรียบเหมือนเมื่อได้อาศัยร่มเงาของต้นไม้ใด ก็ไม่ควรไปหักกิ่งของต้นไม้นั้น หากเราอยู่ใต้ร่มของต้นไม้เพื่อพักอาศัย เมื่อเราหักกิ่งของต้นไม้ออกไป ร่มที่เราอาศัยก็จะหายไปด้วยจนไม่มีร่มเงาให้เราอาศัย
                ๓.อย่าทำชั่วแม้แต่ผู้ไม่ได้ทำอะไรต่อตนเลย คือ งดเว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นนั่นเอง
                ตรงกันข้าม มนุษย์เราทุกคนต้องทำดี ๓ ประการ ได้แก่
                ๑.ทำดีตอบสนองความชั่ว คือ ใช้ความดีชนะความชั่ว เช่น เอาเมตตาชนะความโกรธ เอาความมีน้ำใจชนะความเห็นแก่ตัว เป็นการลบล้างความชั่วให้หมดไป เปรียบเหมือนล้างของสกปรกด้วยน้ำสะอาด
                ๒.ทำดีตอบสนองความดี คือ ทำดีต่อผู้อื่นที่ทำดีกับตน คือ รู้จักบุญคุณของผู้มีอุปการะแล้วตอบแทน
                ๓.ทำดีแม้ต่อผู้มิได้ทำอะไรให้ตนเลย คือ ทำด้วยจิตใจที่รู้สึกนึกในความดี เช่น การเสียสละ การช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นที่อยู่ในภาวะที่ด้อยกว่า เป็นต้น
                ผู้ไม่ละชั่ว เหมือนคนที่ปล่อยให้ร่างกายสกปรก ผู้ที่แม้ละชั่วแล้วแต่ไม่ได้ทำดี ก็เหมือนคนที่ร่างกายสะอาดแต่ยังไม่ได้นุ่งห่มเสื้อผ้า จะเรียกว่าดีแท้ยังไม่ได้เสียทีเดียว ฉะนั้นต้องละชั่วแล้วหันมาทำดีไปพร้อมกันด้วยจึงจะเป็นคนดีจริง

............................................

ความฉลาด ๓ อย่าง
                ในโลกนี้มีคนที่ฉลาดหลักแหลมและเชี่ยวชาญในด้านวิชาการมากมายหลายสาขา แต่มีวิชาการในพุทธศาสนา ๓ สาขา ที่หาผู้ฉลาดและเชี่ยวชาญได้ยากคือ
                ๑.อายโกศล ได้แก่ คนที่ฉลาดในความเจริญ หมายถึง ผู้ที่รอบรู้แนวทางที่จะทำให้ตัวเองเจริญก้าวหน้าและรู้สาเหตุของความเจริญ ซึ่งจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิต และพัฒนาชีวิตให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
                ๒.อปายโกศล ได้แก่ คนที่ฉลาดในความเสื่อม หมายถึง ผู้ที่รอบรู้ แนวทางที่จะทำให้ตัวเองเสื่อมและรู้สาเหตุของความเสื่อม เพื่อจะได้หาทางป้องกันตัวเอง และคนรอบข้างไม่ให้เสื่อมจากคุณธรรม และความดีทั้งปวง
                ๓.อุปายโกศล ได้แก่ คนที่ฉลาดในอุบายต่างๆ หมายถึง ผู้ที่รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าได้อย่างดี และรู้วิธีที่จะจัดการเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง และคนรอบข้างให้สำเร็จลุล่วงไปได้โดยไม่มีอุปสรรคข้อขัดข้อง
                ความฉลาดใน ๓ สาขานี้ ทุกคนสามารถเรียนรู้ให้เชี่ยวชาญได้ และทำให้เกิดมีขึ้นได้โดยอาศัยหลัก
                                สุ มาจาก สุตะ คือ การฟัง ได้แก่การแสวงหาความรู้ในเหตุการณ์และวิชาการต่างๆ อยู่เสมอ
                                จิ มาจาก จินตะ คือเมื่อฟังแล้วก็ใครครวญพิจารณาเหตุผลด้วยปัญญา
                                ปุ มาจาก ปุจฉา คือ ถาม นั่นคือต้องสนใจค้นคว้าหาคำตอบให้ได้ ไม่ปล่อยทิ้งไปเฉยๆ
                                ลิ มาจาก ลิขิต คือ จดบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อใช้อ้างอิงหรือเตือนความจำ
                ความสำเร็จ ความล้มเหลว สมหวัง ผิดหวัง  เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่กว้างขวาง ดังนั้น คนที่เชี่ยวชาญด้านวิชาการอย่างเดียว แต่ไม่ฉลาดในความเจริญ ความเสื่อม และอุบายต่างๆ จึงมีโอกาสล้มเหลวในชีวิตค่อนข้างสูง
............................................

พลังแห่งสัจจะ กำลังใจ

พลังแห่งสัจจะที่บริสุทธิ์
                ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกคุ่ม อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ต่อมาไม่นานไฟป่าได้ไหม้ป่าแถบนั้น สัตว์ป่านานาชนิดต่างหนีเอาตัวรอด ขณะที่ไฟป่ากำลังลามเข้ามาใกล้รังนกคุ่มอยู่นั่นเอง พ่อแม่นกก็บินหนีเอาตัวรอด ปล่อยให้ลูกนกผจญชะตากรรมแต่เพียงลำพัง
                นกคุ่มน้อยตื่นตระหนกและมองไม่เห็นทางรอด ครั้นแล้วก็ระลึกถึงคุณของพ่อแม่ว่า “พ่อแม่รักเรามากได้สร้างรังให้เราอยู่โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และได้ป้อนอาหารเราโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เมื่อไฟป่าลุกลามมาถึง พ่อแม่ได้อยู่กับเราจนนาทีสุดท้าย ส่วนนกอื่นๆ ได้บินหนีไปก่อนหน้านั้นแล้ว ช่างเป็นความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูกจริงๆ ขอให้พ่อแม่จงปลอดภัยและมีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป”
                พร้อมกันนั้นก็ฉุกคิดได้ถึง “คุณแห่งศีลและคุณแห่งสัจจะตลอดจนคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมมีอยู่ในโลกนี้” ลำดับนั้นนกคุ่มน้อยจึงได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตและระลึกถึงสัจจะที่มีอยู่ในตนแล้วอธิษฐานจิตว่า “เรามีปีกแต่บินไม่ได้ เรามีเท้าแต่เดินไม่ได้ พ่อแม่ของเราก็ออกไปหาอาหารดูก่อนไฟป่า ท่านจงถอยกลับไปเสียเถอะ” พอสิ้นแรงอธิษฐาน ไฟป่าที่กำลังลามเข้ามาใกล้รังก็ดับไปราวกับปาฏิหาริย์
                ชาดกเรื่องนี้ทำให้ทราบว่า พลังแห่งสัจวาจาที่เกิดจากจิตใจและความประพฤติที่บริสุทธิ์ สามารถจะเปลี่ยนสิ่งที่เป็นภัยกลายเป็นมิตรหรือเป็นสิ่งที่ไม่เป็นภัยได้ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องท้าทายต่อความเชื่อในปัจจุบันแต่วิสัยผู้รู้ นอกจากจะไม่ด่วนเชื่อในสิ่งที่ตนยังพิสูจน์ไม่ได้แล้ว ก็ย่อมไม่ด่วนปฏิเสธในสิ่งที่ตนยังพิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน แต่จะอย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงที่อยู่เหนือการยอมรับหรือปฏิเสธอยู่อย่างหนึ่งก็คือ การพัฒนาจิตใจและความประพฤติของตนให้บริสุทธิ์ ย่อมจะให้คุณประโยชน์สูงสุดแก่ชีวิตโดยไม่ต้องสงสัย

............................................

กำลังใจ
                คำว่า “กำลังใจ” มีความหมายสำคัญยิ่ง ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เปรียบเทียบกับบุคคลใดในขณะนั้น สำหรับคนทั่วๆ ไป กำลังใจทำให้เชื่อมั่นกระตือรือร้น พร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ในทุกๆ อย่าง  สำหรับทหาร กำลังใจเป็นอำนาจการรบที่ยิ่งกว่าอาวุธ สำหรับคนเจ็บป่วย กำลังใจเป็นยาวิเศษ สำหรับคนท้อแท้สิ้นหวัง กำลังใจเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้สดชื่นเข้มแข็ง สำหรับนักกีฬา กำลังใจเป็นยากระตุ้นที่น่าอัศจรรย์  ฯลฯ
                กำลังใจสามารถสร้างขึ้นในใจได้ ๒ ทางคือ
                ๑.โดยอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น เมื่อสูญเสีย สิ้นหวัง ได้กำลังใจจากการเห็นใจ ปลอบโยน เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ได้กำลังใจจากการเยี่ยมเยียนห่วงใย เมื่อแข่งขัน ได้กำลังใจจากเสียงเชียร์ เมื่อทำคุณงานความดี ได้กำลังใจจากคำชมเชย ซึ่งนับเป็นกำลังใจที่ต้องอิงอาศัยบุคคลอื่น หรือสิ่งอื่นช่วยสร้างเสริมให้มีขึ้น
                ๒.โดยอาศัยปัจจัยภายใน คือ ตนเองต้องเป็นผู้สร้างกำลังใจให้เกิดขึ้นเอง ด้วยการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม ๒ แนวทางได้แก่
                แนวทางแรก ยึดหลักธรรมสำหรับประคองกำลังใจมิให้ตกต่ำ กล่าวคือ “หลักตถตา-ความเป็นเช่นนั้นเอง” และหลักโลกธรรม ๘ ได้แก่ ได้ลาภ-เสื่อมลาภ ได้ยศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์ ซึ่งจะทำให้เข้าใจโลกตามความเป็นจริงว่า มีได้ต้องมีเสียควบคู่กันเสมอ ไม่หลงใหลลืมตัวหรือท้อแท้สิ้นหวัง เพราะถูกโลกธรรมฝ่ายดีและฝ่ายเสียย่ำยี ทั้งนี้ก็เพราะรู้เท่าทันตามหลักตถตาว่า โลกธรรมย่อมเป็นเช่นนั้นเอง
                แนวทางที่สอง ยึดหลักธรรมสำหรับส่งเสริมกำลังใจให้เข้มแข็ง คือ พลธรรม ๕ ประการ ได้แก่ ศรัทธา ความเชื่อมั่น วิริยะ ความเพียรพยายามมุ่มมั่นไม่ท้อแท้ สติ มีความรู้ตัว รอบคอบ ไม่ประมาทในการเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ สมาธิ มีจิตใจมั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน และ ปัญญา ความรู้ความเข้าใจในเหตุผล ปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
                อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นได้เสมอทั้งในทางปฏิบัติงานและการดำรงชีวิต “กำลังใจ” จึงเป็นต้นเหตุพื้นฐานที่ทุกๆ คนต้องมีติดตัวไว้เสมอ
............................................