วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เสียศีลไม่เสียธรรม


                                ลองสังเกตดูว่าหลักปฏิบัติ กฎระเบียบ และข้อห้ามในทางโลกตามหน่วยงานทั้งทางราชการและเอกชน จะมีหลายข้อที่ตรงกันกับหลักปฏิบัติในทางธรรม โดยเฉพาะข้อที่เกี่ยวกับการดื่มของมึนเมา ซึ่งโทษจากการดื่มน้ำเมา จะทำให้เกิดความประมาทขาดสติและโทษอื่นๆ อีกหลายประการ เช่น ทำให้เสียทรัพย์ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ทำให้เกิดโรค ทำให้ถูกตำหนินินทา ทำให้กล้าทำในสิ่งน่าละอาย ทำลายสติปัญญา รวมทั้งทำให้เสียงาน ฯลฯ
                ในทางธรรมะ ได้แบ่งผู้ที่ดื่มน้ำเมาเป็น ๒ ลักษณะ คือ
                ๑. ดื่มน้ำเมาแล้ว เกิดความมึนเมาจนขาดสติสัมปชัญญะ เสียความระลึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำงานบกพร่อง พูดจาผิดพลาด ความคิดเลอะเลือนเหลวไหล กิริยาอาการผิดปกติ ดื่มลักษณะอย่างนี้ได้ชื่อว่า เสียศีลเสียธรรม
                ๒. ดื่มน้ำเมาแล้วยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่ ไม่เสียความระลึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำงานได้ ไม่บกพร่องพูดจาไม่ผิดพลาด คิดอ่านได้รอบคอบ ไม่เลอะเลือนเหลวไหล ควบคุมกิริยาอาการได้เป็นปกติ ดื่มลักษณะอย่างนี้ชื่อว่า เสียศีลแต่ไม่เสียธรรม
                เมื่อมีเจตนาดื่มน้ำเมาจนล่วงลำคอลงไป จะดื่มมากหรือน้อยก็ตาม ถือว่าเสียศีลแล้ว หากมึนเมาจนขาดสติสัมปชัญญะ ก็ถือว่าเสียธรรมเข้าไปอีก เป็นการเสียทั้งศีลเสียทั้งธรรม  ดังนั้น หากจะดื่มน้ำเมาต้องประคองรักษาสติสัมปชัญญะไว้ให้ได้ แม้จะเสียศีลแต่ก็ยังไม่เสียธรรม ข้อสำคัญที่สุดหากงดเว้นการดื่มน้ำเมาได้โดยเด็ดขาด ชื่อว่า เป็นคนมีทั้งศีล มีทั้งธรรม ย่อมได้รับการยกย่องว่าเป็นคนประเสริฐโดยแท้

.............................................

ข้อคิดจากการไปงานศพ


                                เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เมื่อบุคคลที่รู้จักคุ้นเคยกันเสียชีวิตลง ก็จะมีผู้ไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพ ท่านเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ได้อะไรบ้างจากการไม่ร่วมงาน ถ้ามองกันอย่างผิวเผิน คือมองด้วยตาเนื้อ ที่เรียกว่า มังสะจักษุแล้ว สิ่งที่เราได้จากผู้ล่วงลับดับชีพก็คือ กฎหมายไม่แตะต้อง ญาติพี่น้องไม่รบกวน คดีทั้งมวลเป็นอันระงับ หนี้สินพร้อมสรรพยกให้เด็ดขาด ศัตรูคู่อาฆาตก็เลิกแล้วต่อกัน สิ่งเหล่านี้เมื่อตายแล้วก็เป็นอันสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ตายได้รับ แต่สิ่งที่คนมีชีวิตจะได้นั้น ถ้ามองให้ลึกซึ้งให้ชัดเจนลงไปด้วยดวงตาพิเศษที่เรียกว่า ปัญญาจักษุแล้ว จะได้พบสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ
                ๑. ได้เห็นความดี คือเห็นว่า มนุษย์เรานั้น ในขณะที่ยังมีชีวิตแม้จะสร้างคุณงามความดีอย่างไรก็ตาม แต่เรามองเห็นความดีนั้นแบบผ่านไป ไม่ได้เกิดคุณค่าประโยชน์อย่างแท้จริง แต่ถ้าวันใดวันหนึ่ง คนนั้นเสียชีวิตลง เราก็รู้สึกโศกเศร้าเสียดายอาลัยอาวรณ์ พรรณนาความดีของเขาต่างๆ นานาว่า ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้
                ๒. ไม่หลีกหนีสัจธรรม คือความจริงแท้ของชีวิตมนุษย์นั้น เมื่อเราเกิดมาแล้วในเบื้องต้น ก็มีความแปรปรวนในท่ามกลาง แล้วเสื่อมสลายไปในที่สุด เข้าลักษณะของกฎไตรลักษณ์ที่ว่า อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และอนัตตา ความไม่มีตัวตน นี่คือสัจธรรมที่แท้จริง
                ๓. ได้รีบทำที่พึ่ง คือที่พึ่งของคนเรามีอยู่หลายอย่าง เช่น สิ่งอำนวยประโยชน์ต่างๆ รวมถึงปัจจัยสี่ สิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งเฉพาะในยามที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่สามารถนำติดตัวไปในยามที่เราจากโลกนี้ได้ จึงจำเป็นที่เราต้องรีบทำที่พึ่งซึ่งสามารถนำติดตัวไปได้ นั่นก็คือ คุณงามความดี หรือบุญซึ่งมีอยู่ ๒ ทาง คือความดีทางโลก ได้แก่ การประกอบอาชีพในทางสุจริต และความดีทางธรรม คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา เมื่อเราได้สร้างความดีไว้ทั้งสองทาง ครั้นเมื่อเสียชีวิตลงไป ความดีส่วนนี้นอกจากจะจารึกเป็นเป็นอนุสาวรีย์แห่งชีวิตแล้ว ยังติดตามเราไปในโลกหน้าอีกด้วย ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “...บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในยามที่ถึงแก่ความตายหรือล่วงลับดับชีพไปแล้ว...” เมื่อเราท่านได้มีโอกาสไปร่วมงานศพแล้ว ลองมองถึงประโยชน์ทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวให้เข้าใจ

.............................................

ปัจฉิมพุทธพจน์


                ในสมัยก่อนเมืองไทยถือได้ว่าเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ดังคำกล่าวที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แต่ปัจจุบันจะต้องเปลี่ยนคำพูดนั้นใหม่ว่า “ในน้ำไม่มีปลา ในนามีแต่หนี้” เพราะนำไปจำนองกับนายทุนหมด สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นคล้ายๆ กันไปทั่วทั้งโลก
                หากจะถามว่า ความอุดมสมบูรณ์ที่โลกเคยมี ใครเป็นผู้ทำให้สูญเสียไป ก็คงต้องตอบว่ามนุษย์เรานั่นเอง และถ้าจะถามต่อไปอีกว่า ปัญหาต่างๆ ใครทำให้เกิด ก็มนุษย์เรานั่นแหละเป็นผู้ทำ
                เมื่อทราบว่าใครเป็นผู้ทำหรือสร้างปัญหาต่างๆ ขึ้นมาเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้นึกถึงคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบทหนึ่งที่ว่า “อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ” แปลว่า ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด หมายความว่า คนเราเมื่อมีดี ต้องรักษาไว้ให้ได้ เมื่อมีชั่ว ต้องกำจัดชั่วออกไป คือต้องดำรงชีพอยู่โดยไม่ประมาท และไม่ขาดหลักธรรม เพราะคนประมาทขาดหลักธรรมในการดำเนินชีวิตจะสูญเสียโอกาสในการักษาดีที่ตัวเองมีอยู่ และโอกาสที่จะสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ทั้งหลายให้แก่ตนเองและสังคม ตลอดจนประเทศชาติ คนไม่ประมาทจะมีลักษณะดังนี้คือ
                ๑.ไม่ละเลย คือ พอใจ ตั้งใจ ใส่ใจ และสนใจ ที่จะทำหน้าที่ของตัวให้ดีให้ถูกต้อง
                ๒.ไม่เหลาะแหละ คือ คิดจริง พูดจริง ทำได้จริง
                ๓.แยกแยะออก คือ รู้ดีทำดี รู้ชั่วเว้นชั่ว
                ๔.บอกตัวได้ คือ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาลไหนควรไม่ควร รู้คนชั่วคนดี ควรคบไม่ควรคบ และรู้ชุมชนว่าหมู่ไหนพวกไหน ควรสัมพันธ์ด้วยแค่ไหนเพียงไรอย่างไร
                ๕.ใช้ตัวเป็น คือ ขยันหา รักษาให้ได้ มีมิตรที่ไว้ใจ ใช้จ่ายให้เหมาะสม
                ๖.เห็นช้างขี้ ไม่ขี้ตามช้าง คือ ยินดีสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่วิ่งตามสังคมอย่างไร้สติ
                ดังนั้น หากเราน้อมรำลึกถึงและยึดถือพระปัจฉิมพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่ว่า “ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถือพร้อมเถิด” ความอุดมสมบูรณ์ที่โลกเคยมีก็จะกลับคืนมาและคงอยู่ยั่งยืนไปนานเท่านาน

.............................................

ข้อคิดจากต้นไม้ในกระถาง


                 ธรรมดาต้นไม้ในกระถาง เช่น บอนสี ว่าน หรือไม้ประดับอื่นๆ ในระยะแรก เจ้าของมักจะเอาใจใส่ดูแลอย่างดี ต่อมา ต้นไม้ใดให้กิ่งใบที่สวยงามเจริญเติบโตจนคับกระถาง เจ้าของก็จะโยกย้ายต้นไม้นั้นไปใส่กระถางใบใหม่ที่ใหญ่กว่าและบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ส่วนต้นไม้ที่ไม่เจริญเติบโตหรือเติบโตช้า ทั้งกิ่งดอกใบก็ไม่เป็นไปตามต้องการ เจ้าของก็จะบำรุงรักษาอย่างธรรมดา ไม่มีความคิดที่จะย้ายไปกระถางใบใหม่ที่ใหญ่กว่า บางทีก็อาจจะปล่อยให้เหี่ยวแห้งร่วงโรยตายไปเสียก็มี
                เมื่อเปรียบกับชีวิตคน ส่วนมากเมื่อเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน เช่น ควรจะได้รับหรือได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ แต่กลับไม่ได้ ควรจะได้เลื่อนชั้นเลื่อนขั้นแต่ไม่ได้ ก็มักจะโทษคนหรือสิ่งอื่น บางคนโทษ เจ้านายลำเอียง รักลูกน้องไม่เท่ากัน บางคนโทษระบบงานว่าใช้ไม่ได้ บางคนก็โทษดวงดาว เข้าทำนองว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เป็นต้น ส่วนผู้ที่โทษตัวเองว่าตนเป็นเหตุดูจะมีน้อย
                ลองใช้วิจารณญาณค้นหาสาเหตุต่างๆ ของปัญหาที่เกิด โดยเริ่มจากตัวเองก่อน หากพบข้อผิดพลาดแล้วลองโทษตัวเองดูบ้าง ว่าเป็นเช่นนั้น เพราะตัวเรานี่แหละเป็นสาเหตุ เป็นผู้บกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง หากยอมรับความจริงข้อนี้แล้วปรับปรุงตังเองเสียใหม่ให้ดีขึ้น เราก็จะประสบความสำเร็จในการทำงานเป็นแน่แท้ เพราะมีหลักอยู่ว่า “นักทำงานที่ดีนั้น ต้องปรับตัวและความคิดของตัวให้เข้ากับงานและสิ่งแวดล้อมด้วย ไม่ใช่เอาแต่ปรับสิ่งแวดล้อมและงานให้เข้ากับตัวและความคิดของตัว”
                เมื่อเราคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในหน้าที่การงานหรือในการดำเนินชีวิต ก็ลองหันมาปรับปรุงตัวเองตามแบบ “ต้นไม้ในกระถาง” ดูบ้างเป็นไร บางทีอาจได้พบสิ่งที่ดีก้าวหน้าใหม่ๆ ได้เร็วกว่าการมัวแต่นั่งโทษคนอื่นสิ่งอื่นอยู่ข้างเดียว

.............................................

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

ภูเขาลูกเดิม

ใกล้เกลือกินด่าง

หญิงคนหนึ่ง ได้ระบายปัญหาของตน กับอาจารย์เซ็นว่า
หลายปีก่อน สมัยเธอเป็นสาวแรกรุ่น เธอได้แต่งงาน กับสามีที่อายุห่างกัน ประมาณ10ปี ในตอนนั้น สามีของเธอดูยิ่งใหญ่มาก ในสายตาของเธอ
เธอชื่นชม และยกย่อง สามีของเธอมาก แต่หลังจาก อยู่กินกันมาหลายปี เขาก็เปลี่ยนไป ไม่เหลือความอลังการ น่าเกรงขาม ไม่เหลือซึ่ง ความน่าสนใจ เหมือนครั้งอดีตอีกแล้ว
เธอถามอาจารย์เซ็นว่า เป็นเพราะเหตุใด? หรือการแต่งงาน คือสุสานของความรัก ใช่หรือเปล่า?
เมื่อเธอเล่าจบ อาจารย์เซ็น จึงบอกกับเธอว่า “เธอจงตามอาตมามา”
อาจารย์เซ็น พาเธอมายืนอยู่ หน้าภูเขาลูกหนึ่ง แล้วถามว่า “ภูเขาลูกนี้ เป็นอย่างไรบ้าง?”
“สูงใหญ่ ตระหง่าน ตระการตา และสวยงาม เป็นที่สุด” เธอบอก
“ตามอาตมาขึ้นเขาเถอะ!” อาจารย์เซ็นกล่าว
ตลอดทาง ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ มีแต่เดินกับเดิน เธอเริ่มเหนื่อย และอ่อนล้า อีกทั้งทางเดินที่ขรุขระ เธอจึงบ่นอะไร เยอะแยะออกมา
เมื่อถึงยอดเขา อาจารย์เซ็นบอกเธอว่า
“นี่คือภูเขาที่เธอเห็นเมื่อสักครู่นี้”
“ภูเขาลูกนี้ไม่สวยเลย ทางเดินก็มีแต่หิน ต้นไม้ ก็ไม่สวย ดูๆแล้ว ภูเขาลูกโน้น สวยกว่าซะอีก!” เธอระบายความรู้สึกออกมา
อาจารย์เซ็นหัวเราะขึ้นมา และก็กล่าวว่า
“ตอนที่เป็นแฟนกัน ก็เหมือนกับ มองภูเขา จากที่ไกล ในสายตา มีแต่ความชื่นชม เลื่อมใส เมื่อแต่งงานแล้ว ก็เหมือนกับ การขึ้นเขา สิ่งที่เธอได้เห็น คือความปกติธรรมดา ของกันและกัน เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา สายตาของเธอ ก็เห็นแต่ ภูเขาลูกอื่น ไม่เห็นภูเขาลูกเดิม ที่จริงแล้ว ภูเขาไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นเธอต่างหาก ที่เปลี่ยน เพราะใจเธอเปลี่ยน แววตาของเธอ จึงเปลี่ยนไป เมื่อหมดซึ่ง ความชื่นชม ภูเขาก็ไม่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป เธอปรักปรำพร่ำบ่น มากเท่าใด ความเสียหาย ก็มีมากเท่านั้น เพราะอะไร เธอจึงสามารถ ยืนอยู่บนยอดเขาลูกนี้ และเห็นภูเขาลูกอื่น? ก็เพราะเธอ เหยียบอยู่บนภูเขาลูกนี้ เธอควรสำนึกคุณ ไม่ใช่ปรักปรำ"

ได้ข้อคิดอะไรบ้าง ?

มิใช่เพียง ความรู้สึก ของหญิงผู้นี้ต่อสามี ความรู้สึกของชาย ต่อหญิงก็ทำนองเดียวกัน หรืออาจจะ คิดเปรียบได้อีก มากมาย เด็กที่มองว่าบิดา มารดา ของผู้อื่นแสนดี แต่กลับมิได้สำนึก ถึงพระคุณของ บุพการีของตนเอง ก็เช่นกัน
อย่ามองข้าม คุณค่า คุณความดี ของผู้ใกล้ชิด
...........

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปีใหม่


                วันที่ ๑ มกราคม ของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวโลกที่ถือเป็นโอกาสเฉลิมฉลองด้วยการจัดกิจกรรมรื่นเริงต่างๆ หรือไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญสุนทาน ด้วยหวังให้ได้พบความสุข ความสวัสดีในชีวิตในปีใหม่ ในทางพุทธศาสนาถือว่าเรื่องของเทศกาลนั้นเป็นเรื่องที่สมมติกันขึ้นมา สาระที่แท้จริงอยู่ที่ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตควรจะดำเนินไปอย่างไรจึงจะประสบกับความสุขสวัสดี ได้จริง ในกรณีนี้ พุทธศาสนาได้แสดงทางสู่ความสวัสดีไว้สี่ประการ
                ๑.โพชฌังคะ คือดำเนินชีวิตด้วยปัญญา จะทำการสิ่งใดก็พิจารณาให้รอบคอบถี่ถ้วน ฝึกฝนความคิดให้รู้แจ้งด้วยใจว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น ทำให้ชีวิตดำเนินไปตามครรลองความถูกต้อง มีสวัสดิภาพและความปลอดภัย
                ๒.ตบะ คือมีความเพียรกล้าแข็ง สามารถแผดเผาความชั่วร้ายที่มีอยู่ภายในตน ไม่ว่าจะเป็นอบายมุข สิ่งเสพติด แม้ความคิดฝ่ายชั่วที่เกิดขึ้นก็กำราบหักห้ามเสียได้ด้วยกำลังใจอันเด็ดเดี่ยว
                ๓.อินทรีย์สังวร คือสำรวมอินทรีย์ คอยระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เอาไว้ เพราะเป็นช่องทางเข้ามาของเรื่องราวต่างๆ ทั้ง ดี ชั่ว ชอบ ชัง จึงต้องคอยระวังและรู้ทันไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเรื่องราวเหล่านี้ จะดูอะไรหรือฟังอะไรก็ต้องมีสติและใช้เหตุผลประกอบเสมอ
                ๔.สัพพะนิสสัคคะ คือสละหรือปล่อยวางสิ่งที่บีบคั้นให้เกิดความทุกข์ ไม่ใช่ปล่อยวางหน้าที่หรือหลีกหนีปัญหา แต่เป็นการแยกความทุกข์ใจซึ่งเป็นเพียงอารมณ์อย่างหนึ่งออกมา แล้วบริหารจัดการกับปัญหาตามที่ควรจะทำ
                การจะส่งท้ายปีเก่าหรือต้อนรับปีใหม่อย่างมีสาระและเกิดคุณค่าได้จริง ต้องเริ่มจากการปฏิบัติที่ตัวเองนี่แหละ เพราะเรื่องจริงอยู่ที่นี่ ถ้าเรื่องจริงดี เรื่องสมมติที่เป็นส่วนประกอบก็ดีไปด้วย ถ้าเรื่องจริงไม่ดี จะสมมติหรือยึดถือกันว่าดีแค่ไหน ก็ดีไปตลอดไม่ได้ นี่คือข้อคิดที่ควรพิจารณาเมื่อปีใหม่มาถึงอีกครั้งหนึ่ง

....................................

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความเกรงใจ


                การที่เราไม่กล้าปลุกคนที่กำลังนอนหลับอยู่ก็ดี ไม่อยากรบกวนขณะที่เขากำลังมีภารกิจยุ่งอยู่ก็ดี หรือไม่กล้าเอ่ยปากขอร้องเขาเพื่อขอความช่วยเหลือก็ดี ลักษณะเช่นนี้เป็นมารยาทที่ดีอย่างหนึ่ง เรียกว่า ความเกรงใจ คือ ความคิดที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นต้องลำบากเดือดร้อน หรือรำคาญใจเพราะตน
                ธรรมดาของคนที่อยู่ร่วมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ย่อมจะมีใครบางคนที่ชอบพูดหรือทำอะไรแบบไม่เกรงใจกัน ไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะรู้สึกอย่างไร ขอให้ได้พูดหรือทำตามอารมณ์ของตนก็พอ เช่นนี้ไม่ดีแน่ มีแต่จะสร้างปัญหา หรือความเกลียดชังให้เกิดแก่ตนเปล่าๆ สิ่งที่จะช่วยประสานให้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติอย่างหนึ่งคือ ความเกรงใจต่อกัน หรือให้เกียรติกัน หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง พออดทนไหวก็อดทนอดกลั้นไว้บ้าง
                การกระทำก็ต้องระมัดระวังเช่นเดียวกัน เช่น ไม่ก่อความรำคาญแก่คนอื่นที่อยู่ร่วมกันหลายคน จะเอาสะดวกสบายเหมือนอยู่คนเดียวไม่ได้ การอยู่คนเดียวอาจจะทำอะไรได้ตามใจชอบ แต่ถ้าอยู่หลายคนจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องรู้จักเกรงใจคนอื่น มิเช่นนั้นจะเกิดการขัดใจกัน เช่น คนหนึ่งจะนอนอีกคนหนึ่งจะร้องเพลง คนหนึ่งต้องการความสงบ ต้องการอ่านหนังสือ อีกคนต้องการเปิดวิทยุเสียงดัง เมื่อความต้องการเกิดขัดกันเช่นนี้ ความขัดแย้งความนึกรังเกียจชินชังย่อมบังเกิดขึ้น อันเป็นเหตุนำมาซึ่งการขาดความปรองดองสามัคคีกันในที่สุด
                ความเกรงใจมีจุดที่น่าสนใจ ตรงที่เห็นความสำคัญในความรู้สึกของผู้อื่นเป็นใหญ่กว่า ความรู้สึกของตน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าถึงความจริงของธรรมชาติว่าเรารู้สึกเช่นไร ผู้อื่นก็เป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่บางขณะอยากทำอยากพูดอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ข่มระงับความต้องการนั้นไว้ เพราะเกรงจะไปกระทบความรู้สึกของคนอื่น กลัวว่าเขาจะไม่สบายใจและเกิดความรังเกียจตน คนที่มีความเกรงใจผู้อื่นเช่นนี้ จะเป็นคนมีเสน่ห์ น่ารัก เป็นที่เมตตาของคนทั่วไป ต่างจากคนที่ขาดความเกรงใจคนอื่นไม่คำนึงว่าใครเขาจะคิดอย่างไร จะเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลายไม่มีใครอยากคบด้วย เพราะฉะนั้นจึงควรพิจารณาดูตัวเองอยู่เนืองๆ ว่าเราเป็นคนประเภทไหน วันนี้เกรงใจใครบ้างหรือยัง

.........................................

ชีวิตใหม่


                ในทางพุทธศาสนาถือว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อได้ชีวิตมาแล้ว การดำเนินชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองจนประสบผลสำเร็จก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ในเทศกาลปีใหม่ หลายๆ คน ก็เตรียมตัวเตรียมใจที่จะฉลองกันอย่างเต็มที่ และมีอีกจำนวนไม่น้อย ถือเอาโอกาสกันเป็นมงคลสมัยนี้ว่าเป็นการเริ่มชีวิตใหม่ แต่ในทางพระพุทธศาสนาได้ให้คำสอนไว้ว่า จุดเริ่มต้นของชีวิตคือ ปฏิสนธิวิญญาณ หมายความว่า ชีวิตใหม่เริ่มเมื่อมีปฏิสนธิวิญญาณกำเนิดในครรภ์ของมารดา แล้วเจริญโดยลำดับ ดังนี้คือ ๑.เป็นโลหิตใส (กะละลัง) ๒.เป็นโลหิตข้น(อัพพุททัง) ๓.เป็นชิ้นเนื้อ (เปสิ) ๔.เป็นก้อนเนื้อ (ฆะโน) ๕.แยกออกเป็นปัญจะสาขา (ปะสาขา) คือ ศีรษะ ๑ แขน ๒ และ ขา ๒
                เมื่อได้ชีวิตมาและดำเนินไปครบรอบปี ท่านสอนให้ทบทวนความหลัง ระวังความผิด เตือนจิตของตน เพื่อปรับปรุงแก้ไขชีวิตในปีใหม่ให้สมบูรณ์ เช่น การดำเนินชีวิตในปีที่ผ่านมาเสมอตัว คือไม่มีอะไรดีขึ้นหรือเลวลง ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือการดำเนินชีวิตในปีที่ผ่านมาขาดทุน คือตกต่ำ พบแต่ความผิดหวัง ปรารถนาอะไรแล้วไม่ได้ตามปรารถนา ก็ต้องหันมาทบทวนความหลังว่า ผิดพลาดเพราะเหตุอะไร แล้วระมัดระวังเพิ่มขึ้น จะได้ไม่ทำผิดซ้ำซากและเตือนจิตของตนอยู่ตลอดเวลา
                ผู้หวังความเจริญและความสุข จึงควรละทิ้งการดำเนินชีวิตแบบเก่าที่ขาดทุนหรือไม่มีกำไรแล้วมาสร้างชีวิตใหม่ ดังนี้
                ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ มีสติไม่พลั้งเผลอทุกขณะจิต ทำมาหาเลี้ยงชีวิตโดยถูกถ้วน ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ สำรวมอารมณ์ให้มีเหตุผล ดำรงตนอยู่ในทางถูก ปลูกความไม่ประมาทในทุกสถาน
                เมื่อดำเนินตามหลักพุทธพจน์นี้ ชีวิตใหม่ในรอบปีใหม่ ย่อมเป็นชีวิตใหม่ที่ไม่ขาดทุนและสมบูรณ์อย่างแน่นอน

.............................................