วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

งานสร้างคน

งานสร้างคน
                คนเรานี้ ถ้ามองเพียงในแง่เกิดมาเป็นมนุษย์ จะมีเงินมีทองทรัพย์สมบัติสักร้อยล้านพันล้าน คนก็เป็นคนเหมือนกันทั้งหมด แต่คนที่เหมือนกันนั้นกลับไม่เหมือนกันเพราะค่าและความสำคัญแตกต่างกันไป สิ่งที่เป็นเครื่องกำหนดให้ค่าของคนแตกต่างกันก็คือ กรรม หรือการทำงานนั่นเอง ดังนั้น ผู้ต้องการสร้างค่าให้เกิดแก่ชีวิต ควรทำงานด้วยลักษณะ ๔ อย่างคือ
                ๑.มีความตื่นตัว เป็นผู้ไม่อยู่นิ่ง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทั้งงานใหม่ๆ และจุดที่จะพัฒนางานที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น ตลอดทั้งพยายามฝึกฝนพัฒนาตนเองให้มีความรู้ดีในหน้าที่อยู่เสมอ
                ๒.ไม่กลัวงานหนัก มีความวิริยะอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ไม่กลัวความเหนื่อยยาก “ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ - มนุษย์ที่ฝึกแล้วเท่านั้นจึงจะประเสริฐมีค่าสูง” และงานก็เป็นสนามฝึกคนที่ดีที่สุดไม่มีวิธีอื่นดียิ่งกว่า
                ๓.รักในหน้าที่ คือสร้างความรักให้เกิดในหน้าที่ให้ได้ เพราะเมื่อรักในสิ่งใด ย่อมจะไม่ละทิ้ง ไม่ยอมให้บกพร่องเสียหาย ที่สำคัญจะอยู่กับสิ่งที่รักนั้นอย่างมีความสุข ทำให้เกิดความพอใจที่จะปฏิบัติหน้าที่
                ๔.มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ตั้งใจจริง มุ่งมั่นหวังทำงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ใน ๓ ลักษณะ คือ สุจริตตัง ทำให้ถูกต้องไม่มีข้อเสียหาย ทัฬหัง ทำให้จริงจังเต็มที่ และ อนากุลัง ทำให้เสร็จสิ้นไม่คั่งค้าง
                มีคำพูดที่เป็นความจริงว่า “คนทำงาน งานทำคน” หมายถึงงานทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะคน เป็นผู้ทำขึ้นมา และผลของงานนั้นเองก็กลับมาทำคนที่เป็นเจ้าของงานนั้นให้ดีหรือเลว สูงหรือต่ำ มีค่าหรือด้อยค่า อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง จึงควรทำงานด้วยความเคารพ ตั้งใจ เพราะทันทีที่ลงมือทำ ตัวเราก็มีฐานะเป็นผู้ถูกกระทำเหมือนกันในทันที

............................................

สิ่งที่ดีที่สุด

สิ่งที่ดีที่สุด
                ความปรารถนาของมนุษย์มีมากมายหลายอย่าง และนอกจากชนิดของสิ่งที่ปรารถนาแล้ว ในแง่คุณภาพก็ล้วนต้องการคุณภาพที่ดีที่สุดทั้งนั้น เช่น เมื่อปรารถนาความสุข ก็อยากได้ความสุขที่สูงสุด ปรารถนาบุตรธิดาก็อยากได้บุตรธิดาที่ดีที่สุด ในทางพระพุทธศาสนาได้แสดงสิ่งที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือเยี่ยมที่สุดไว้สี่ประการ คือ
                ๑.อาโรคยะปรมา ลาภา  ลาภ ความไม่มีโรคเป็นเยี่ยม ถึงพรั่งพร้อมอย่างมหาเศรษฐีมีเงินมีทองมากมาย แต่นอนเป็นอัมพาตก็หมดความหมาย มีแต่โรคภัยรุมเร้าชีวิตก็แย่ แต่ถ้าสุขภาพแข็งแรง ถึงยากจนหรือเหน็ดเหนื่อยก็ยังมีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะได้ ในเมื่อร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ตราบใด ก็ยังแสวงหาลาภผลได้อยู่ตราบนั้น
                ๒.สันตุฏฐีปรมัง ธะนัง  ทรัพย์ มีความสันโดษเป็นเยี่ยม เพราะเมื่อยินดีพอใจในสิ่งที่ได้ที่มีอยู่ ก็จะพบความสุขได้ในปัจจุบัน แต่ถ้าเลื่อนความยินดีในสิ่งที่ได้แล้วเอาไปไว้กับสิ่งที่ยังไม่ได้ ก็เท่ากับเลื่อนความสุขที่มีอยู่ในตัวออกไปไว้ข้างนอก ต้องรอจนกว่าจะได้สิ่งที่ยังไม่ได้นั้นมา แต่ก็ยังไม่แน่อีก เพราะเดี๋ยวก็จะเกิดไม่ยินดีในสิ่งที่ตนมีขึ้นมาอีก เลยกลายเป็นต้องวิ่งไล่ความสุขไปตลอดชีวิต แต่ถ้ายินดีในทรัพย์ที่เป็นปัจจุบันความสุขในปัจจุบันก็เกิด ความสันโดษจึงเป็นยอดทรัพย์
                ๓.วิสสาสะปรมา ญาติ  ญาติ มีความคุ้นเคยเป็นเยี่ยม เพราะความสนิทสนมคุ้นเคยทำให้เห็นใจกัน ช่วยเหลือกันดุจญาติที่ทำต่อกัน แต่ถ้าไม่สนิทคุ้นเคยกันเสียแล้ว ถึงสายเลือดเดียวกันก็เหมือนเป็นคนอื่น
                ๔.นิพพานัง ปรมัง สุขับ  สุข มีนิพพานเป็นเยี่ยม เพราะการดับกิเลสเสียได้ย่อมดับทุกข์ได้สิ้นเชิง
อยากมีลาภ มีทรัพย์ มีญาติ มีความสุข ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพพึงพิจารณาตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา นี้เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด ที่หวังกันไว้นั่นเอง

............................................

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

นักโทษคดีธรรม

นักโทษคดีธรรม
                การจัดแบ่งประเภทโทษทัณฑ์คดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของมนุษย์ ในทางพุทธศาสนา ได้จัดแบ่งไว้เป็นสองทางได้แก่ คดีโลก และคดีธรรม ในทางคดีโลกนั้นยึดกฎหมายหรือระเบียบของสังคมเป็นเครื่องตัดสิน ส่วนคดีธรรมมีผลกรรมเป็นเครื่องตัดสิน ในโทษทัณฑ์ทั้งสองอย่างนี้มีความกว้างแคบต่างกันคือ ถ้าทำผิดคดีโลก ก็จะต้องผิดคดีธรรมด้วย ในขณะที่ผิดคดีธรรมอาจไม่ผิดคดีโลกก็ได้ ในทางกลับกัน ทำถูกในทางคดีโลกอาจยังผิดคดีธรรมได้ แต่ถ้าทำถูกคดีธรรมแล้ว จะไม่ผิดคดีโลกเลย จึงมีคำพูดที่ว่า “ถ้ามนุษย์ทุกคนมีศีลห้าบริบูรณ์ โรงพัก ศาลสถิตยุติธรรม และเรือนจำ ก็ไม่จำเป็น”
                ในแง่ความศักดิ์สิทธิ์ กฎทางคดีโลกที่วางไว้อาจไม่เสมอภาคกันได้ เพราะผู้ทำผิดอาจหลบหนีหรือมีวิธีต่อสู้จนพ้นผิด หรือผู้บังคับใช้อาจย่อหย่อนเอนเอียง แต่กฎในคดีธรรมมีความเที่ยงตรงแน่นอน เพราะเป็นกฎแห่งกรรม ไม่มีการอภัยโทษ ไม่มีอายุความ และไม่มีที่ให้หลบซ่อน เรียกว่าหมดโอกาสลอยนวลจริงๆ
                ดังนั้น ผู้หวังความมั่นคงปลอดภัยอย่างแท้จริง ควรระมัดระวังความผิดในคดีธรรมให้มากด้วยอย่างน้อยก็ควรมีศีลห้าเป็นเครื่องคุ้มครองตัวเอง เพราะเมื่อไม่ต้องโทษในคดีธรรมเสียแล้ว ก็จะไม่ต้องถูกพิพากษาให้เป็นผู้รับผิดในทุกคดีความ

............................................

คุณสมบัติของคนดี

คุณสมบัติของคนดี
                ถ้าถามว่า “ผู้ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร” คำตอบจะมีหลากหลายไม่ตรงกัน บางคนอาจเล็งไปถึงชาติตระกูล บางคนอาจเห็นว่าต้องมีความรู้ดี มีมรรยาทดี แต่ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงคุณสมบัติของคนดีที่ครอบคลุมแง่มุมต่างๆ ไว้มีชื่อเรียกว่า “สัปปุริสธรรม” ๗ ประการ ได้แก่
      ๑.รู้จักเหตุ คือรู้ว่าเมื่อทำเหตุเช่นนี้ย่อมได้รับผลอย่างนี้ เมื่อเห็นชัดอย่างนั้นแล้ว ก็เว้นเหตุชั่ว ประกอบแต่เหตุที่ส่งผลดีเท่านั้น
      ๒.รู้จักผล คือรู้ว่าผลที่ได้รับอย่างนี้มาจากสาเหตุนี้ แล้วยินดีรับผลเท่าที่ประกอบเหตุไว้ หรือเมื่อได้รับผลชั่วก็ไม่โวยวาย เข้าใจในสิ่งที่ผิดพลาดและยินดีที่จะแก้ไข
      ๓.รู้จักตน คือรู้ว่าตนเองเป็นเช่นไร ในด้านฐานะ ความรู้ ความสามารถ หน้าที่การงาน และคุณธรรม แล้วประพฤติให้เหมาะสมกับภาวะที่เป็นอยู่
      ๔.รู้จักประมาณ คือรู้จักความพอดี ทั้งความพอดีในการแสงหา การบริโภคใช้สอย และการดำรงชีวิต ในทุกๆ ด้าน
       ๕.รู้จักกาล คือรู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร แล้วทำให้ถูกเวลา ทำให้ทันเวลา ทำให้คุ้มกับเวลา
       ๖.รู้จักชุมชน คือเข้าใจชุมชนหรือสังคม รวมทั้งมารยาท วัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนนั้นๆ แล้วปฏิบัติหรือปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่ดีงามในสังคมนั้น
        ๗.รู้จักบุคคล คือเข้าใจถึงอัธยาศัยของแต่ละบุคคลว่าผิดถูก ดีเลว หยาบหรือประณีตอย่างไร แล้วเข้าไปสัมพันธ์กับผู้นั้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
                ผู้ใดมีคุณสมบัติทั้ง ๗ ประการนั้น จัดว่าเป็นผู้ดีสมบูรณ์ ไม่ว่าชาติตระกูลจะเป็นอย่างไร ยากจนแค่ไหน หรือหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใด แต่จะเป็นที่ต้องการของคนทั้งหลาย เพราะมีสมบัติของคนดีอยู่กับตัว
............................................

โจรทิม

โจรทิม
                ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับฎีกาจากโจรทิมซึ่งติดคุกด้วยข้อหาปล้นทรัพย์ในฎีการะบุว่า ตั้งแต่ต้องโทษก็ตั้งใจฝึกฝนวิชาจักสานมาโดยลำดับ บัดนี้ล่วงเลยมาถึงสิบปี มั่นใจฝีมือเป็นเลิศไม่มีใครสู้ได้ จึงผลิตงานฝีมือถวาย หากทรงโปรด ก็จะขอพระราชทานอภัยโทษสักครั้งเพื่อออกบวชเลิกประพฤติชั่วไปตลอดชีวิต และเมื่อได้ทอดพระเนตรกาถังน้ำร้อนฝีมือจักสานของโจรทิมที่เจ้าพักงานนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทรงพอพระทัยในฝีมืออันประณีตงดงามไม่มีใครเทียบ จึงพระราชทานอภัยโทษ และโปรดให้จัดบวชเป็นนาคหลวง
                ต่อมาเมื่อ ร.ศ.๑๑๒ เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พระทิมได้มาแจ้งต่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า ตนเองได้เคยเรียนคาถาอาคมสำหรับการต่อสู้มาบ้าง บัดนี้ บ้านเมืองเกิดศึกสงคราม จะมาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาสิกขาออกไปช่วยรบกับข้าศึก เพื่อทดแทนพระมหากรุณาธิคุณ ต่อเมื่อสิ้นการศึกหากรอดชีวิตจะขอกลับมาบวชอีกครั้งหนึ่ง
                สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อทรงทราบ ถึงกับทรงออกพระโอษฐ์ว่า “มนุษย์เรานี้ ถึงตกต่ำจนเป็นโจรผู้ร้ายถ้ากลับใจได้จริงๆ ก็ยังเป็นคนดีได้” และโปรดให้อัญเชิญพระกระแสรับสั่งไปถึงพระทิมว่าทรงขอบใจ แต่พระทิมอายุมากแล้ว ขออาราธนาให้บวชเอาบุญต่อไปเถิด จนภายหลังเมื่อพระทิมมรณภาพ ยังได้พระราชทานจัดการศพอย่างมีเกียรติยศยิ่ง
                เรื่องนี้ให้ข้อคิดสำคัญ ๒ ประการ
                ๑.ความรู้ความสามารถที่ฝึกฝนจนรู้จริง ดีจริง ย่อมอำนวยประโยชน์ให้ชีวิตได้จริงเมื่อโอกาสมาถึง จึงไม่ควรดูหมิ่นวิชาความรู้แม้ในเรื่องเล็กน้อยว่าไม่สำคัญ
                ๒.มนุษย์ปุถุชนไม่มีใครถูกทั้งหมดหรือผิดทั้งหมด แต่ถ้าผิด ต้องพร้อมที่จะกลับตัวหรือแก้ไข
                วิชาความรู้และการแก้ไขปรับปรุงตนเอง เป็นตัวกำหนดชีวิตของคนให้ดีหรือเลว สูงหรือต่ำได้อย่างจริงแท้แน่นอนเพียงใด โปรดดูโจรทิมเป็นตัวอย่าง

............................................

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เปิดใจ

เปิดใจ
                ชีวิตของทุกคนเปรียบเหมือนขุมทรัพย์อันมหาศาล เพราะแม้จะเกิดมาตัวเปล่า แต่ถ้าใช้ศักยภาพได้ถูกต้องเต็มที่ก็จะประสบความสำเร็จสูงสุดได้อย่างน่าพิศวง จะเห็นว่าผู้ที่สร้างตัวจนเป็นมหาเศรษฐีก็ดี ผู้นำที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจยศศักดิ์ก็ดี ศิลปินผู้มีชื่อเสียงก้องโลกก็ดี ตลอดจนผู้ประสบความสำเร็จด้านอื่นๆ ล้วนใช้ศักยภาพที่ขุดค้นเอามาจากชีวิตที่ประกอบด้วยเลือดเนื้อ ลมหายใจ และหนึ่งสมองสองมือนี้เองเป็นเครื่องมือ ชีวิตของแต่ละคนจึงเป็นแหล่งมหาสมบัติอย่างแท้จริง
                แต่ขุมทรัพย์นี้ มักมีมารคอยปิดกั้นซ่อนเร้นไว้ไม่ให้เจ้าของใช้ประโยชน์ได้ พูดให้ง่ายเข้าก็คือความบกพร่องด้านต่างๆ เช่น ความเกียจคร้าน ความเห็นแก่ตัว ความประพฤติชั่วอื่นๆ ที่ทำให้ชีวิตตกต่ำ ข้อบกพร่องเหล่านี้บางครั้งมองเห็น บางครั้งมองไม่เห็น ถ้ามองเห็นก็มีโอกาสกำจัดออกไปได้ แต่ถ้ามองไม่เห็นจะทำอย่างไร
                ในครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงบัญญัติการทำปวารณาสำหรับภิกษุสงฆ์ไว้ สาระสำคัญคือเมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ภิกษุสงฆ์ต้องประชุมกันแล้วกล่าวคำปวารณาต่อกันมีใจความว่า “ข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ หากสงฆ์ได้เห็น ได้ฟัง หรือแม้แต่เพียงเกิดความระแวงสงสัย ว่าข้าพเจ้าประพฤติบกพร่องอย่างไร ขอจงว่ากล่าวตักเตือน เพื่อข้าพเจ้าจะได้แก้ไขต่อไป” การปวารณาจึงเป็นการเปิดใจอย่างแท้จริง ทั้งเปิดให้ผู้อื่นทราบความประสงค์และเปิดเพื่อยอมรับและแก้ไข ซึ่งเป็นวิธีสำคัญที่จะขจัดข้อบกพร่องที่มองไม่เห็นออกไป
                สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ของทุกปีเป็นวันมหาปวารณา นอกจากมีการประกอบบุญกุศลตามประเพณีแล้ว สมควรอธิษฐานจิตเปิดใจตัวเองให้กว้าง ยินดีและน้อมรับคำตักเตือนชี้แนะจากผู้อื่นด้วย เพราะหากเปิดใจตัวเองไม่ได้ ก็ยากที่จะเปิดขุมทรัพย์ใดๆ ได้

............................................

มหาศาลา


                มีศาลาใหญ่หลังหนึ่ง มีประตูเข้าออกได้เพียง ๒ ประตู คือ ชาติทวารและมรณทวาร บนเพดานของศาลาประดับด้วยโคมไฟใหญ่ ๒ ดวง ชื่อ ตาวัน ดวงหนึ่ง และ ตาคืน อีกดวงหนึ่ง นอกจากนี้ ก็มีโคมเล็กประดับที่เพดานอีกนับไม่ถ้วน ศาลาหลังนี้เป็นศาลาที่ใหญ่ที่สุด ภายในมีสิ่งของสารพัด ใครอยากได้อะไรก็สามารถไขว่คว้าหาเอาได้ แต่ผู้ที่จะเข้าไปภายในศาลาต้องเข้าทางประตูชาติทวาร และเวลาจะออกก็ต้องออกทางประตูที่ชื่อมรณทวารเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในศาลาหลังนี้มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งใครก็ตามจะละเมิดมิได้ นั่นก็คือ เมื่อได้เข้าพักในศาลานี้จะกอบโกยเอาข้าวของสมบัติพัสถานไว้เท่าไรก็ได้ แต่เวลาจะออกจากศาลาหลังนี้ไป จะนำสิ่งของอะไรติดตัวไปแม้แต่นิดเดียวไม่ได้เด็ดขาด ต้องไปแต่ตัวเท่านั้น
                ศาลาหลังนี้ ก็คือโลกมนุษย์นี้เอง โลกมนุษย์ที่เราทุกคนต้องเข้ามาทางประตู คือการเกิด และออกไปทางประตู คือความตาย มีแสงสว่างจากกลางวันและกลางคืน เป็นที่ประชุมทรัพย์สินเงินทองและผลประโยชน์ที่แล้วแต่ใครจะสามารถไขว่คว้าไว้ได้ แต่เมื่อตายไม่สามารถนำติดตัวไปได้สักอย่าง
                การคิดว่าโลกนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว เป็นทั้งที่พบและที่จาก เป็นทั้งที่ได้และที่เสีย จะช่วยฝึกใจให้มองเห็น ความจริง รู้จักโลกและชีวิตดีขึ้น นำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมใน ๓ ด้าน คือ
                ๑.ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีขึ้น เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นสาระแก่นสารได้จริง นอกจากความดี
                ๒.ปฏิบัติต่อผู้อื่นได้ดีขึ้น เพราะมองไม่เห็นว่าจะเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบไปเพื่ออะไร สู้อยู่กันด้วยไมตรีเห็นอกเห็นใจกันจะเป็นสุขกว่า
                ๓.ปฏิบัติต่อจิตใจได้ถูกต้องขึ้น เพราะบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นลงได้ ไม่ว่าได้มาหรือเสียไป ก็จะไม่เป็นทุกข์เกินเหตุ เพราะรู้เท่าทันความจริงของชีวิต
                หากทบทวนด้วยปัญญาถึงการปฏิบัติหน้าที่ การปฏิบัติต่อผู้อื่น และการปฏิบัติต่อจิตใจของตนเสียแต่บัดนี้ก็จะได้ประโยชน์ อย่างน้อยชีวิตก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์ ตราบเท่าที่ยังนั่งอยู่ในมหาศาลาแห่งนี้

............................................

อย่าเติมฟืนให้ไฟ


                พระเถระรูปหนึ่ง รับนิมนต์ไปแสดงธรรมต่างจังหวัด พอลงจากรถไฟ พบแม่ค้าสองคนกำลังโต้เถียงด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคายชนิดไม่มีใครยอมใคร หลังจากยืนฟังได้พักหนึ่งจึงเดินเข้าไปหา แม้ค้าทั้งสองหันมามองด้วยความไม่พอใจและพูดเป็นทำนองว่า ไม่ใช่เรื่องของพระ วันนี้ไม่อยากได้บุญ จะขอด่ากันให้หายแค้น ไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนใดๆ ทั้งสิ้น
                พระเถระจึงเอ่ยขึ้นว่า “อาตมาไม่ได้มาสั่งสอน แต่จะมาช่วยแนะให้ด่ากันได้อย่างที่ต้องการต่างหาก” แล้วอธิบายว่า การด่าแบบเอ็ดตะโร ไม่มีใครยอมฟังใครอย่างนี้มันเปล่าประโยชน์ เพราะแทบจะฟังไม่รู้ว่าใครด่าใครว่าอย่างไร จึงขอให้ด่าอย่างเป็นระเบียบ คือ จับเวลาให้คนละ ๕ นาที ขณะที่ฝ่ายหนึ่งเริ่มด่า อีกฝ่ายต้องฟังอย่างเดียวรอจนครบ ๕ นาที จึงจะเริ่มด่าตอบได้และฝ่ายตรงข้ามจะต้องหยุดพัก ผลัดกันไปอย่างนี้ จึงจะด่ากันได้เต็มที่ชัดเจน และสำเร็จตามที่ต้องการ พร้อมกันนั้น ท่านก็ล้วงนาฬิกาออกมาจากย่ามจับเวลา
                แม่ค้าทั้งสองเริ่มลังเลในท่าทีของพระ แต่ก็เห็นด้วยในหลักการเบื้องต้น จึงเริ่มด่ากันใหม่ ปรากฏว่าคนแรกกว่าจะด่าได้ครบ ๕ นาที ก็ทำเอาเหงื่อแทบตก คนที่สองยิ่งกว่านั้น เพราะด่าไปได้แค่ ๓ นาทีก็เริ่มอึกๆ อักๆ หาคำด่าไม่ได้ ที่นึกได้ก็มีแต่คำซ้ำๆ ที่ใช้ด่าไปแล้ว จะหยุดก็ไม่ได้ จะด่าต่อไปก็นึกไม่ออก รู้สึกอึดอัดกระดากใจ ทั้งสองฝ่าย ที่สุดก็เลยต้องเลิกรากันไปเอง
                เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า ถ้าจุดไฟขึ้นมากองหนึ่ง อย่างไรเสียมันก็ต้องดับ แต่ถ้าเอาฟืนเติมเข้าไปอีก ไฟก็ไม่ดับ ความโกรธก็เป็นดังนี้ คือถ้าปล่อยให้โกรธ ปล่อยให้ด่าไปเสีย ไม่นานก็จบ ถ้าโกรธตอบ ด่าตอบ ก็คือช่วยกันโหมไฟเป็นสองแรง โอกาสที่จะไหม้จนพินาศก็มีสูง ปัญหาอยู่ที่ว่า มนุษย์เราจะอดทนให้คนอื่นโกรธหรือด่าทอได้เพียงนั้นเชียวหรือ คำตอบก็คืออยู่ที่การฝึก โดยเฉพาะฝึกคิด ถ้าคิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายทน บางทีก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักและเสียศักดิ์ศรี แต่ถ้าคิดว่า เมื่อเราดับไฟไม่ได้ ธุระอะไรจะต้องเอาฟืนไปเติมอีก คิดให้ได้ดังนี้ ก็จะช่วยให้สบายใจได้มากขึ้น ปัญหาหรือเรื่องราวอื่นๆ ก็จะไม่ตามมา

............................................