วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เปิดใจ

เปิดใจ
                ชีวิตของทุกคนเปรียบเหมือนขุมทรัพย์อันมหาศาล เพราะแม้จะเกิดมาตัวเปล่า แต่ถ้าใช้ศักยภาพได้ถูกต้องเต็มที่ก็จะประสบความสำเร็จสูงสุดได้อย่างน่าพิศวง จะเห็นว่าผู้ที่สร้างตัวจนเป็นมหาเศรษฐีก็ดี ผู้นำที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจยศศักดิ์ก็ดี ศิลปินผู้มีชื่อเสียงก้องโลกก็ดี ตลอดจนผู้ประสบความสำเร็จด้านอื่นๆ ล้วนใช้ศักยภาพที่ขุดค้นเอามาจากชีวิตที่ประกอบด้วยเลือดเนื้อ ลมหายใจ และหนึ่งสมองสองมือนี้เองเป็นเครื่องมือ ชีวิตของแต่ละคนจึงเป็นแหล่งมหาสมบัติอย่างแท้จริง
                แต่ขุมทรัพย์นี้ มักมีมารคอยปิดกั้นซ่อนเร้นไว้ไม่ให้เจ้าของใช้ประโยชน์ได้ พูดให้ง่ายเข้าก็คือความบกพร่องด้านต่างๆ เช่น ความเกียจคร้าน ความเห็นแก่ตัว ความประพฤติชั่วอื่นๆ ที่ทำให้ชีวิตตกต่ำ ข้อบกพร่องเหล่านี้บางครั้งมองเห็น บางครั้งมองไม่เห็น ถ้ามองเห็นก็มีโอกาสกำจัดออกไปได้ แต่ถ้ามองไม่เห็นจะทำอย่างไร
                ในครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงบัญญัติการทำปวารณาสำหรับภิกษุสงฆ์ไว้ สาระสำคัญคือเมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ภิกษุสงฆ์ต้องประชุมกันแล้วกล่าวคำปวารณาต่อกันมีใจความว่า “ข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ หากสงฆ์ได้เห็น ได้ฟัง หรือแม้แต่เพียงเกิดความระแวงสงสัย ว่าข้าพเจ้าประพฤติบกพร่องอย่างไร ขอจงว่ากล่าวตักเตือน เพื่อข้าพเจ้าจะได้แก้ไขต่อไป” การปวารณาจึงเป็นการเปิดใจอย่างแท้จริง ทั้งเปิดให้ผู้อื่นทราบความประสงค์และเปิดเพื่อยอมรับและแก้ไข ซึ่งเป็นวิธีสำคัญที่จะขจัดข้อบกพร่องที่มองไม่เห็นออกไป
                สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ของทุกปีเป็นวันมหาปวารณา นอกจากมีการประกอบบุญกุศลตามประเพณีแล้ว สมควรอธิษฐานจิตเปิดใจตัวเองให้กว้าง ยินดีและน้อมรับคำตักเตือนชี้แนะจากผู้อื่นด้วย เพราะหากเปิดใจตัวเองไม่ได้ ก็ยากที่จะเปิดขุมทรัพย์ใดๆ ได้

............................................

มหาศาลา


                มีศาลาใหญ่หลังหนึ่ง มีประตูเข้าออกได้เพียง ๒ ประตู คือ ชาติทวารและมรณทวาร บนเพดานของศาลาประดับด้วยโคมไฟใหญ่ ๒ ดวง ชื่อ ตาวัน ดวงหนึ่ง และ ตาคืน อีกดวงหนึ่ง นอกจากนี้ ก็มีโคมเล็กประดับที่เพดานอีกนับไม่ถ้วน ศาลาหลังนี้เป็นศาลาที่ใหญ่ที่สุด ภายในมีสิ่งของสารพัด ใครอยากได้อะไรก็สามารถไขว่คว้าหาเอาได้ แต่ผู้ที่จะเข้าไปภายในศาลาต้องเข้าทางประตูชาติทวาร และเวลาจะออกก็ต้องออกทางประตูที่ชื่อมรณทวารเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในศาลาหลังนี้มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งใครก็ตามจะละเมิดมิได้ นั่นก็คือ เมื่อได้เข้าพักในศาลานี้จะกอบโกยเอาข้าวของสมบัติพัสถานไว้เท่าไรก็ได้ แต่เวลาจะออกจากศาลาหลังนี้ไป จะนำสิ่งของอะไรติดตัวไปแม้แต่นิดเดียวไม่ได้เด็ดขาด ต้องไปแต่ตัวเท่านั้น
                ศาลาหลังนี้ ก็คือโลกมนุษย์นี้เอง โลกมนุษย์ที่เราทุกคนต้องเข้ามาทางประตู คือการเกิด และออกไปทางประตู คือความตาย มีแสงสว่างจากกลางวันและกลางคืน เป็นที่ประชุมทรัพย์สินเงินทองและผลประโยชน์ที่แล้วแต่ใครจะสามารถไขว่คว้าไว้ได้ แต่เมื่อตายไม่สามารถนำติดตัวไปได้สักอย่าง
                การคิดว่าโลกนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว เป็นทั้งที่พบและที่จาก เป็นทั้งที่ได้และที่เสีย จะช่วยฝึกใจให้มองเห็น ความจริง รู้จักโลกและชีวิตดีขึ้น นำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมใน ๓ ด้าน คือ
                ๑.ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีขึ้น เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นสาระแก่นสารได้จริง นอกจากความดี
                ๒.ปฏิบัติต่อผู้อื่นได้ดีขึ้น เพราะมองไม่เห็นว่าจะเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบไปเพื่ออะไร สู้อยู่กันด้วยไมตรีเห็นอกเห็นใจกันจะเป็นสุขกว่า
                ๓.ปฏิบัติต่อจิตใจได้ถูกต้องขึ้น เพราะบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นลงได้ ไม่ว่าได้มาหรือเสียไป ก็จะไม่เป็นทุกข์เกินเหตุ เพราะรู้เท่าทันความจริงของชีวิต
                หากทบทวนด้วยปัญญาถึงการปฏิบัติหน้าที่ การปฏิบัติต่อผู้อื่น และการปฏิบัติต่อจิตใจของตนเสียแต่บัดนี้ก็จะได้ประโยชน์ อย่างน้อยชีวิตก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์ ตราบเท่าที่ยังนั่งอยู่ในมหาศาลาแห่งนี้

............................................

อย่าเติมฟืนให้ไฟ


                พระเถระรูปหนึ่ง รับนิมนต์ไปแสดงธรรมต่างจังหวัด พอลงจากรถไฟ พบแม่ค้าสองคนกำลังโต้เถียงด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคายชนิดไม่มีใครยอมใคร หลังจากยืนฟังได้พักหนึ่งจึงเดินเข้าไปหา แม้ค้าทั้งสองหันมามองด้วยความไม่พอใจและพูดเป็นทำนองว่า ไม่ใช่เรื่องของพระ วันนี้ไม่อยากได้บุญ จะขอด่ากันให้หายแค้น ไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนใดๆ ทั้งสิ้น
                พระเถระจึงเอ่ยขึ้นว่า “อาตมาไม่ได้มาสั่งสอน แต่จะมาช่วยแนะให้ด่ากันได้อย่างที่ต้องการต่างหาก” แล้วอธิบายว่า การด่าแบบเอ็ดตะโร ไม่มีใครยอมฟังใครอย่างนี้มันเปล่าประโยชน์ เพราะแทบจะฟังไม่รู้ว่าใครด่าใครว่าอย่างไร จึงขอให้ด่าอย่างเป็นระเบียบ คือ จับเวลาให้คนละ ๕ นาที ขณะที่ฝ่ายหนึ่งเริ่มด่า อีกฝ่ายต้องฟังอย่างเดียวรอจนครบ ๕ นาที จึงจะเริ่มด่าตอบได้และฝ่ายตรงข้ามจะต้องหยุดพัก ผลัดกันไปอย่างนี้ จึงจะด่ากันได้เต็มที่ชัดเจน และสำเร็จตามที่ต้องการ พร้อมกันนั้น ท่านก็ล้วงนาฬิกาออกมาจากย่ามจับเวลา
                แม่ค้าทั้งสองเริ่มลังเลในท่าทีของพระ แต่ก็เห็นด้วยในหลักการเบื้องต้น จึงเริ่มด่ากันใหม่ ปรากฏว่าคนแรกกว่าจะด่าได้ครบ ๕ นาที ก็ทำเอาเหงื่อแทบตก คนที่สองยิ่งกว่านั้น เพราะด่าไปได้แค่ ๓ นาทีก็เริ่มอึกๆ อักๆ หาคำด่าไม่ได้ ที่นึกได้ก็มีแต่คำซ้ำๆ ที่ใช้ด่าไปแล้ว จะหยุดก็ไม่ได้ จะด่าต่อไปก็นึกไม่ออก รู้สึกอึดอัดกระดากใจ ทั้งสองฝ่าย ที่สุดก็เลยต้องเลิกรากันไปเอง
                เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า ถ้าจุดไฟขึ้นมากองหนึ่ง อย่างไรเสียมันก็ต้องดับ แต่ถ้าเอาฟืนเติมเข้าไปอีก ไฟก็ไม่ดับ ความโกรธก็เป็นดังนี้ คือถ้าปล่อยให้โกรธ ปล่อยให้ด่าไปเสีย ไม่นานก็จบ ถ้าโกรธตอบ ด่าตอบ ก็คือช่วยกันโหมไฟเป็นสองแรง โอกาสที่จะไหม้จนพินาศก็มีสูง ปัญหาอยู่ที่ว่า มนุษย์เราจะอดทนให้คนอื่นโกรธหรือด่าทอได้เพียงนั้นเชียวหรือ คำตอบก็คืออยู่ที่การฝึก โดยเฉพาะฝึกคิด ถ้าคิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายทน บางทีก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักและเสียศักดิ์ศรี แต่ถ้าคิดว่า เมื่อเราดับไฟไม่ได้ ธุระอะไรจะต้องเอาฟืนไปเติมอีก คิดให้ได้ดังนี้ ก็จะช่วยให้สบายใจได้มากขึ้น ปัญหาหรือเรื่องราวอื่นๆ ก็จะไม่ตามมา

............................................

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

วันคืนล่วงไป

วันคืนล่วงไป
                เวลามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่ง เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เวลามีความสำคัญที่พอจะกล่าวได้โดยสรุป คือ
                ๑.เวลามีค่า เพราะเป็นต้นทุนของทุกอย่าง จะทำมาหากิน จะเล่าเรียนศึกษา หรือแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ จำเป็นต้องมีเวลาเสียก่อน จึงจะทำได้ ถ้าเวลาหมดไปแล้วโอกาสก็สิ้นไปด้วย
                ๒.เวลายุติธรรม หนึ่งนาทีของเศรษฐีร้อยล้าน ก็เท่ากันกับหนึ่งนาทีของคนถีบสามล้อ ไม่มีใครร้องขอหรือใช้อำนาจบังคับให้เวลาเปลี่ยนไปจากที่มันเป็นได้
                ๓.เวลาศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนคนจนให้เป็นคนรวย เปลี่ยนคนรวยให้เป็นคนจน และเปลี่ยนชีวิตของคนให้เป็นไปต่างๆ อีกมาก ชนิดที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของใครก็ตาม ถ้ามีอยู่ ก็ไม่สามารถจะแสดงปาฏิหาริย์ได้ขนาดนั้น
                พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า กาลเวลาย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ลำดับแห่งวัยย่อมล่วงเลยไป ผู้เล็งเห็นภัยในมรณะ พึงทำบุญอันสุขมาให้ และยังได้สอนย้ำไว้อีกว่า อย่าหวนละห้อยถึงอดีตและอย่าพะวงถึงอนาคตจนเกินควร เพราะอดีตได้ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง อะไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็ทำความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ให้ชัดเจน ไม่หวั่นไหว ไม่วุ่นวาย สิ่งที่จะต้องทำก็ให้ทำในวันนี้แหละ เพราะไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตอยู่หรือไม่
                ขณะนี้ชีวิตของทุกคนยังมีเวลาอยู่ นั่นก็เท่ากับว่าเรามีสิ่งที่มีค่า มีสิ่งที่ยุติธรรมและมีสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่กับตัว จึงควรใช้ให้คุ้มค่าที่สุด โดยเร็วที่สุด เพราะถ้าผ่านเลยไปแล้ว แม้เป็นเศรษฐีร้อยล้านก็ไม่สามารถเอาเงินร้อยล้านนั้นไปซื้อเมื่อวานนี้ให้กลับมาเป็นสมบัติของตัวเองได้อีก จึงควรพิจารณาเนืองๆ ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่
............................................

อย่าดูแค่ความสำเร็จ

อย่าดูแค่ความสำเร็จ
                การแข่งขันกีฬาระดับโลกในแต่ละครั้งที่ผ่าน นักกีฬาในแต่ละประเภทกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ในระดับต่างๆ เป็นที่น่าพอใจ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ เป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบุคคลอื่น แต่ความสำเร็จนั้น มิใช่เกิดขึ้นได้โดยง่าย ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความสามารถของนักกีฬา เทคนิคของครูผู้ฝึกสอน กำลังใจจากผู้สนับสนุนฝ่ายต่างๆ เป็นต้น ที่สำคัญที่สุด นักกีฬาเองจะต้องมีความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มที่และยาวนาน
                ในการดำเนินชีวิตของคนทั่วไปก็เช่นกัน การลงมือทำอย่างจริงจังเด็ดเดียว นับเป็นการก้าวเดินที่สำคัญเพราะเป็นจุดเริ่มต้นในการนำพาชีวิตให้ดำเนินไปในทิศทางที่ต้องการ และเมื่อเริ่มก้าวเดิน ต้องมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแน่วแน่และต่อเนื่อง แม้จะเหนื่อยยากและมีปัญหาอุปสรรคเพียงใดก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจเสียกลางคัน โดยยึดคำสอนที่ว่า “วา ยะ เม เถ วะ ปุริโส  เกิดเป็นคนควรพยายามเรื่อยไป” ดุจพระมหาชนกที่พยายามว่ายน้ำแม้จะไม่เห็นฝั่ง เพราะคิดว่าจะประพฤติธรรมคือความเพียร แม้ไม่สำเร็จ บัณฑิตก็ติเตียนไม่ได้
                ถ้าจะเอาผู้อื่นเป็นตัวอย่าง การสนใจต่อความสำเร็จของเขาเป็นความสนใจแค่ปลายเหตุ แต่การสอนใจเบื้องหลังความสำเร็จของเขาเป็นความสนใจที่เข้าถึงเนื้อแท้ เพราะจะเห็นความสำคัญของการลงมือทำ การฝึกฝน เหนื่อยยากและอดทนอย่างยาวนานว่าเป็นหนทางเดียวที่ผู้ประสบความสำเร็จคนแล้วคนเล่าใช้เดินซ้ำๆ กันอยู่ และหนทางนี้ไม่เคยมีลิขสิทธิ์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของผูกขาด
                และแน่นอนว่า ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถเดินบนหนทางนั้นและไปสู่เส้นชัยได้

............................................

ความเห็นไม่ตรงกัน

ความเห็นไม่ตรงกัน
                ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่ออยู่ร่วมกันหรือทำงานร่วมกัน ย่อมมีการถกเถียงโต้แย้งกันเป็นธรรมดา ประโยชน์ของการถกเถียงโต้แย้งก็คือ ทำให้มีโอกาสฉุกคิดและทบทวนให้รอบคอบยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่กระทำเพื่อเอาชนะคะคานกัน เพราะจะทำให้เสียเวลาและเสียมิตรภาพไปเปล่าๆ ดังนั้น เมื่อมีการโต้แย้งกันครั้งใด จึงควรยึดหลักสำคัญสามประการ คือ
                ๑.เป็นผู้พูดที่ดี คือแสดงความเห็นด้วยถ้อยคำสุภาพ ตรงประเด็น ถูกเรื่องถูกราว ให้ผู้ฟังกำหนดสาระและความมุ่งหมายของเรื่องที่พูดได้โดยง่าย
                ๒.เป็นผู้ฟังที่ดี คือเปิดใจกว้าง ยินดีรับฟังความเห็นที่แม้จะขัดแย้งกับความคิดของตนและอดทนต่อการล่วงเกินด้วยคำพูดของผู้อื่น
                ๓.เป็นนักศึกษาที่ดี คือการโต้แย้งนั้น ทั้งผู้พูดและผู้ฟังจะต้องมุ่งเน้นค้นหาความจริง อยากได้ความจริงของปัญหานั้นๆ ความอยากชนิดนี้มีมากเท่าใด ก็จะตัดความอยากเด่นอยากดัง อยากเอาชนะคะคานหรือความอยากชนิดอื่นๆ ที่จะมีปิดบังการแสวงหาความจริงออกไป
                เมื่อมีการโต้แย้งหรือความเห็นไม่ตรงกัน มองผิวเผินเหมือนเป็นความแตกแยก แต่มองในแง่ดีกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นเอกภาพ เพราะเป็นเหตุให้แสวงหาความจริง และความจริงนั้นจะทำให้คนรวมเป็นหนึ่งได้ เหมือนคนร้อยคนไม่เคยรู้จักว่ารสเค็มเป็นอย่างไรมาก่อน ถ้าถามถึงรสเค็ม ก็คงจะได้คำตอนที่แตกต่างและสันสนอย่างยิ่ง แต่เมื่อใดให้อมเกลือคนละเม็ดแล้วบอกว่านี่คือรสเค็ม เขาจะรู้จักได้ทันที ภายหลังเมื่อได้ฟังเพียงคิดถึงรสเค็ม ความคิดของคนร้อยคนจะมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน เข้าใจตรงกันหมดว่ารสเค็มเป็นอย่างไร ไม่ผิดเป้า ไม่แตกแยก เพราะทุกคนเข้าถึงความจริงในเรื่องนี้มาแล้ว และความจริงนั้นทำให้ความเข้าใจของเขารวมกันเป็นหนึ่งเดียว
                ความจริงเป็นสิ่งที่ตรงกันหมด แต่ความเห็นเป็นเรื่องที่แตกต่างกันได้ เมื่อมีการถกเถียงขัดแย้งกันขึ้นควรทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการเริ่มต้นแสวงหาความจริงเพื่อนำไปสู่เอภาพทางความคิดบนพื้นฐานของการเป็นผู้พูดที่ดี เป็นผู้ฟังที่ดี และเป็นผู้ศึกษาสนใจใคร่รู้ที่ดี หากทำได้ ความเห็นที่แตกต่างก็จะเป็นคุณประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว และจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้เลย

............................................

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

เกราะกันทุกข์

เกราะกันทุกข์
                คำว่า “เกราะ” ตามพจนานุกรม ให้ความหมายไว้หลายอย่าง ในที่นี้ เกราะ หมายถึงเครื่องสวมใส่หรือเครื่องหุ้มสำหรับป้องกันอาวุธหรืออันตราย เช่น เสื้อเกราะ รถเกราะ เป็นต้น ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นเครื่องป้องกันภัยอันตรายแต่เพียงร่างกายภายนอกเท่านั้น
                ยังมีเกราะอีกชนิดหนึ่งได้แก่ ศีล ซึ่งเป็นเกราะภายใน สามารถป้องกันตนให้รอดพ้นจากความทุกข์ ความชั่ว ความเสื่อมเสียในชีวิตได้แน่นอน ทำให้ได้ความสบายใจ เย็นใจ ไม่ต้องหวาดผวาเพราะระแวงว่าคนนั้นจะฟ้องร้องคนนี้จะจองเวร คนโน้นจะกล่าวโทษ เพราะคนมีศีลนั้น จะอยู่ร่วมกันด้วยไมตรี ยินดีในสิทธิของตน ไม่สบสนในประเวณี เปล่งวจีโดยซื่อสัตย์ และเคร่งครัดในความไม่ประมาท ศีลจึงเป็นหลักประกันที่มั่นคง เพื่อความสุขและความปลอดภัยของชาวโลกดังคำว่า สีลัง กะวะจะมัพภุตัง แปลว่า ศีลเป็นเกราะอันน่าอัศจรรย์
                แต่การจะให้คนมีศีล รักษาศีลโดยปราศจากค่านิยมในศีลย่อมเป็นเรื่องยาก จึงจำเป็นต้องมีธรรมควบคู่ไปด้วย เพราะคุณธรรมคือ เมตตา สัมมาอาชีพ ความรู้จักพึงพอใจในคู่ครอง ความซื่อสัตย์ และสติปัญญา รู้จักแยกแยะผิดถูกบาปบุญ จะช่วยปรุงแต่งจิตใจให้สะอาด สว่าง สงบ มีความประณีตโน้มเอียงเข้าหาความสงบสำรวมสามารถตั้งมั่นอยู่ในศีลได้ตลอดไป
                เมื่อพูดถึงการป้องกันตนเอง คนทั้งหลายมักมุ่งถึงการป้องกันตนเองจากคนอื่นหรือสิ่งอื่นซึ่งแม้จะจำเป็นแต่ก็ยังไม่ปลอดภัยแท้ แต่การป้องกันตนเองจากตนเองที่ย่อหย่อนศีลธรรมด้วยการดำรงมั่นอยู่ในศีลธรรม เป็นความปลอดภัยสูงสุด เป็นเกราะวิเศษ เพราะคุ้มครองได้ทั้งตนเองและเพื่อนมนุษย์ ดังคำสุภาษิตว่า
                                ศีลธรรมนำโลกให้              จำเริญ
                                โลกห่างธรรมธรรมเหิน    โลกเศร้า
                                ธรรมกับโลกร่วมเดิน         เคียงคู่ สราญพ่อ
                                โลกสุขทุกค่ำเช้า                  ชิดเชื้อธรรมเสมอ

............................................

สมาธิในชีวิตประจำวัน

สมาธิในชีวิตประจำวัน
                คำว่า สมาธิ แปลว่า “ความตั้งมั่นแห่งจิต” ในทัศนะทางพระพุทธศาสนา ความตั้งมั่นแห่งจิตให้ประโยชน์แก่คนมากมาย ทั้งในเรื่องการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน การทำงานให้ได้ผลรวดเร็ว และรวมถึงการเกิดในภูมิภพที่ดี เราสามารถสร้างสมาธิในชีวิตประจำวันได้ดังนี้
                ๑.สมาธิตามวิธีธรรมชาติ วิธีเจริญสมาธิแบบนี้ ก็เพียงแต่นึกถึงการกระทำที่ดีงามอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราภาคภูมิใจ เช่น ความมีน้ำใจขอตนที่ให้กับคนอื่น ความกตัญญูกตเวทีที่มีกับพ่อแม่และผู้มีพระคุณ การละความชั่วทำดี เป็นต้น เมื่อระลึกเป็นอารมณ์ไว้เช่นนี้ ความที่จิตตั้งมั่นโดยวิธีนี้เรียกว่า “สมาธิตามวิธีธรรมชาติ
                ๒.สมาธิตามหลักการทำงาน หลักการทำงานให้ได้ผลสำเร็จนั้น ต้องประกอบด้วยความมีใจรักงาน พากเพียรทำเอาจิตฝักใฝ่ และใช้ปัญญาสอบสวน ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นผู้ปฏิบัติเป็นผู้กำหนดเอางานที่ทำ หรือจุดหมายที่ต้องการมาเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว ใส่ความรัก ความพากเพียร การเอาจิตฝักใฝ่ และใช้ปัญญาสอบสวนลงไปในงานอย่างตั้งใจ หากทำได้ สมาธิก็จะเกิดขึ้น เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ สมาธิก็จะแข็งกล้า ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข และบรรลุผลสำเร็จด้วยดี
                คนผู้หวังความสุขและความสำเร็จของชีวิต หากไม่มีปัจจัยอื่นใดมาสนับสนุนแล้ว ขอได้โปรดฝึกสมาธิในชีวิตประจำวันไว้เถิด จะพบว่าความสุขและความสำเร็จอยู่ในตัวเรานี่เอง

............................................