วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ความเห็นไม่ตรงกัน

ความเห็นไม่ตรงกัน
                ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่ออยู่ร่วมกันหรือทำงานร่วมกัน ย่อมมีการถกเถียงโต้แย้งกันเป็นธรรมดา ประโยชน์ของการถกเถียงโต้แย้งก็คือ ทำให้มีโอกาสฉุกคิดและทบทวนให้รอบคอบยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่กระทำเพื่อเอาชนะคะคานกัน เพราะจะทำให้เสียเวลาและเสียมิตรภาพไปเปล่าๆ ดังนั้น เมื่อมีการโต้แย้งกันครั้งใด จึงควรยึดหลักสำคัญสามประการ คือ
                ๑.เป็นผู้พูดที่ดี คือแสดงความเห็นด้วยถ้อยคำสุภาพ ตรงประเด็น ถูกเรื่องถูกราว ให้ผู้ฟังกำหนดสาระและความมุ่งหมายของเรื่องที่พูดได้โดยง่าย
                ๒.เป็นผู้ฟังที่ดี คือเปิดใจกว้าง ยินดีรับฟังความเห็นที่แม้จะขัดแย้งกับความคิดของตนและอดทนต่อการล่วงเกินด้วยคำพูดของผู้อื่น
                ๓.เป็นนักศึกษาที่ดี คือการโต้แย้งนั้น ทั้งผู้พูดและผู้ฟังจะต้องมุ่งเน้นค้นหาความจริง อยากได้ความจริงของปัญหานั้นๆ ความอยากชนิดนี้มีมากเท่าใด ก็จะตัดความอยากเด่นอยากดัง อยากเอาชนะคะคานหรือความอยากชนิดอื่นๆ ที่จะมีปิดบังการแสวงหาความจริงออกไป
                เมื่อมีการโต้แย้งหรือความเห็นไม่ตรงกัน มองผิวเผินเหมือนเป็นความแตกแยก แต่มองในแง่ดีกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นเอกภาพ เพราะเป็นเหตุให้แสวงหาความจริง และความจริงนั้นจะทำให้คนรวมเป็นหนึ่งได้ เหมือนคนร้อยคนไม่เคยรู้จักว่ารสเค็มเป็นอย่างไรมาก่อน ถ้าถามถึงรสเค็ม ก็คงจะได้คำตอนที่แตกต่างและสันสนอย่างยิ่ง แต่เมื่อใดให้อมเกลือคนละเม็ดแล้วบอกว่านี่คือรสเค็ม เขาจะรู้จักได้ทันที ภายหลังเมื่อได้ฟังเพียงคิดถึงรสเค็ม ความคิดของคนร้อยคนจะมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน เข้าใจตรงกันหมดว่ารสเค็มเป็นอย่างไร ไม่ผิดเป้า ไม่แตกแยก เพราะทุกคนเข้าถึงความจริงในเรื่องนี้มาแล้ว และความจริงนั้นทำให้ความเข้าใจของเขารวมกันเป็นหนึ่งเดียว
                ความจริงเป็นสิ่งที่ตรงกันหมด แต่ความเห็นเป็นเรื่องที่แตกต่างกันได้ เมื่อมีการถกเถียงขัดแย้งกันขึ้นควรทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการเริ่มต้นแสวงหาความจริงเพื่อนำไปสู่เอภาพทางความคิดบนพื้นฐานของการเป็นผู้พูดที่ดี เป็นผู้ฟังที่ดี และเป็นผู้ศึกษาสนใจใคร่รู้ที่ดี หากทำได้ ความเห็นที่แตกต่างก็จะเป็นคุณประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว และจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้เลย

............................................