วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

ผ้าขี้ริ้ว

ผ้าขี้ริ้ว
                ผ้าขี้ริ้ว หมายถึงผ้าเก่าที่ใช้สำหรับถูก ทำความสะอาด สามารถเห็นได้โดยทั่วไปทุกครัวเรือน บริษัทห้างร้าน หรือแม้แต่ในสถานที่ราชการ เป็นผ้าที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งในแง่การาใช้งานแล้ว จะเห็นว่าผ้าขี้ริ้วนี้ เป็นผ้าที่มีค่ายิ่งนัก ภารกิจของผ้าขี้ริ้วก้นครัวที่ดูสกปรกและขาดรุ่งริ่งนั้น ได้มีผู้รู้ได้เทียบเคียงกับคนเราไว้น่าสนใจ และให้ข้อคิดไว้หลายประการ
                -ยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นๆ สะอาด เหมือนคนบางคนยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
                -ดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เหมือนคนบางคนรู้ตัวว่าสกปรกทั้งกาย วาจา ใจ ก็สามารถชำระล้างจนสะอาดได้ มิใช่อมความสกปรกไว้แล้วบอกว่าตนเองนั้นสะอาด
                -แม้ดูว่าเป็นผ้าที่ไม่มีราคา แต่ก็มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่าด้วยการทำงาน ทำตนให้เป็นประโยชน์ ไม่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนาชะตาชีวิต
                -ไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสางาน ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ไม่เกี่ยงงาน
                -ทนต่อการขัดถูและซักล้างไม่เปราะบาง เหมือนคนที่มีความอดทนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะหนักเหนื่อยเพียงไรก็มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางแตกหักง่าย
                -พอใจที่จะอยู่เบื้องหลังความสะอาด เหมือนคนที่พอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนอื่น พอใจที่จะทำงานแบบปิดทองหลังพระ
                -แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียงผ้าขี้ริ้ว แต่ก็ไม่ทำตัวให้ขี้เหล่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่าคนกำลังสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรคให้ได้ สามารถมองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนอื่นมองว่าไร้ค่า
                ผ้าขี้ริ้วมีค่าเพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรกและสามารถกำจัดสิ่งสกปรกได้ หากคนเราจะได้น้อมน้ำเอาข้อคิดจากผ้าขี้ริ้วนี้มาปรับปรุงพฤติกรรมของตน ย่อมทำให้ตนมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

....................................

ยอดงาม


                คนที่เกิดมาในโลกทุกชาติทุกภาษา ไม่ว่าจะเป็นคนชั่วหรือคนดีจะเป็นคนยากจนหรือคนมั่งมี ล้วนแต่นิยมชมชอบความงามกันทั้งนั้น ความงามของคนมี ๔ ชั้น คือ
                ๑.งามอาภรณ์ คืองามที่เครื่องประดับ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องแต่งตัวนานาชนิด เช่น เสื้อผ้า ต่างหู สร้อย แหวน นาฬิกา ฯลฯ งามอาภรณ์นี้ เป็นความงามชั้นนอกสุด ไม่ช้าก็ล้าสมัย หมดความนิยม และเป็นเพียงความงามที่หาซื้อ ขอยืม หรือแม้แต่ขโมยกันก็ได้
                ๒.งามร่างกาย คืองามที่เรือนร่าง เช่น ทรงผม ผิวกาย ฟัน รูปหน้า มืองาม นิ้วงาม ฯลฯ งามร่างกายนี้ มีค่ามากกว่างามอาภรณ์ แต่ก็เป็นความงามที่ไม่จีรังยั่งยืน และเป็นเครื่องประกันว่าผู้นั้นเป็นคนดีหรือคนชั่วไม่ได้
                ๓.งามารยาท คืองามที่กิริยาวาจา เช่น รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ พูดจาไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส ฯลฯ คนที่มีมารยาทงามเป็นคนมีเสน่ห์ ผูกมัดจิตใจคนอื่นได้แน่นแฟ้น แต่มารยาทของคนเป็นสิ่งที่สามารถเสแสร้งได้  คนโบราณมักกล่าวเตือนให้สังเกตและระวังคนลักษณะ ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ปากหวานก้นเปรี้ยว หรือหน้าเนื้อใจเสือ ไว้ให้ดี
                ๔.งามใจ คืองามที่จิตใจ เป็นคนใจบุญสุนทาน มีเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความรักความห่วงใย ปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ
                บรรดาความงามทั้ง ๔ ชั้นนั้น งามใจ ถือว่าเป็นยอดงามของคน เพราะเป็นความงามที่ลึกซึ้ง เป็นความงามที่ไม่จืดจางและไม่ล้าสมัย คนที่งามใจเพราะใช้ธรรมาภรณ์ อาภรณ์คือธรรมะ เป็นเครื่องประดับตกแต่งใจให้งามมี ๒ ประการคือ
                ๑.ขันติ ความอดทน คืออดทนต่อความลำบากตรากตรำในภารกิจการงาน อดทนต่อทุกขเวทนายามเจ็บป่วย อดทนต่อความเจ็บใจ และอดทนต่ออำนาจกิเลสที่ครอบงำทำให้เกิดรักโลภ โกรธ หลง
                ๒.โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม คือเมื่ออดทนได้แล้ว ก็พยายามสงบใจทำใจให้เย็นลงด้วยอุบายอันชอบ เมื่อใจสงบแล้ว กิริยาวาจาที่แสดงออกมาจะสงบเสงี่ยม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
                ผู้ใดมีธรรมะ ๒ ประการนี้ จะเป็นเครื่องแต่งใจให้งามไว้เสมอจนได้ชื่อว่า ยอดงาม

............................................

ชีวิตคือการต่อสู้

ชีวิตคือการต่อสู้
                เราคงเคยได้ยินเสียงเด็กทารกแรกกันมาแล้ว เสียงแรกที่เราได้ยินคือเสียงร้องไห้ ทารกแรกเกิดไม่เคยส่งเสียงหัวเราะให้เราได้ยิน นั่นอาจแสดงให้รู้ว่าชีวิตที่ออกมาสู่โลกนี้จะต้องต่อสู้ สิ่งแรกที่ต้องต่อสู้คือ ดินฟ้าอากาศ สภาพแวดล้อมรอบกาย เช่น ร้อน หนาว หากร่างกายแข็งแรงต่อสู้กับธรรมชาติได้ ก็มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ธรรมชาติย่อมแฝงไว้ทั้งคุณและโทษ มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ต้องอาศัยธรรมชาติ  อากาศใช้หายใจ ความร้อนให้ความอบอุ่น มีน้ำให้ดื่มกินใช้ มีอาหารให้บริโภค ในขณะเดียวกัน ภัยอันตรายที่แฝงมากับธรรมชาติก็มีอยู่มากมาย เช่น ฝนตกมากจนน้ำหลากท่วมบ้านเรือน ที่ทำกิน เป็นอันตรายต่อชีวิต ทำให้พืชพันธุ์อาหารเสียหาย พายุพัดแรงทำให้อาคารบ้านเรือนพัง  ฯลฯ
                ชีวิตจะขาดธรรมชาติไม่ได้เลย แต่ชีวิตที่จะอยู่กับธรรมชาติได้จะต้องเป็นชีวิตที่ต่อสู้ คือ จะต้องมีความคงทนแข็งแรง และมีความระมัดระวังให้พ้นจากภัยธรรมชาติ นอกจากจะต่อสู้กับภัยธรรมชาติแล้ว ยังจะต้องต่อสู้เพื่อความอยู่ดีกินดี เนื่องจากจำนวนประชากรในโลกเพิ่มขึ้นทุกวินาที การทำมาหากินต้องแข่งกัน ขึ้นรถลงเรือจะต้องเบียดเสียดขึ้นลง คนที่เกรงใจให้โอกาสคนอื่นกลับเป็นคนโง่ เป็นฝ่ายเสียเปรียบ คนที่หน้าด้านฉวยโอกาสกลับเป็นคนฉลาดเป็นฝ่ายได้เปรียบ จะเข้าโรงเรียนจะต้องสอบแข่งขันแสดงความดีเด่น เรียนสำเร็จแล้วจะเข้าทำงานก็ต้องแข่งขันกันอีก ได้ทำงานแล้วก็ต้องแข่งขันกันเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง ถ้ามิฉะนั้นจะเป็นคนล้าหลัง เข้ากับสังคมไม่ได้ จะยกเท้าก้าวย่างไปทางไหน จะมองไปทางทิศใดจะพบแต่เรื่องที่จะต้องต่อสู้ทั้งนั้น
                การต่อสู้ที่หนักยิ่งของชีวิต คือการต่อสู้เพื่อความดี พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า จะชนะความชั่วด้วยความดี การทำความดีเป็นการทวนกิเลส เหมือนพายเรือทวนน้ำ จะต้องออกกำลังมากกว่าปกติ จะต้องมีความรอบคอบ ดังนั้น คนที่จะทำความดีจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยการต่อสู้ ต่อสู้กับสังคมที่มีความเป็นอยู่เหลื่อมล้ำสูง ต่อสู้กับอารมณ์ฝ่ายต่ำที่ทำให้จิตใจตกไปในฝ่ายชั่ว การต่อสู้กับอารมณ์ฝ่ายต่ำนี้แหละ เป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเมื่อชนะอารมณ์ฝ่ายต่ำได้แล้ว ชื่อว่าชนะได้ทุกอย่าง และนั่นคือ ชีวิตต้องสู้อย่างแท้จริง

............................................

บันได


                ในการปลูกอาคารบ้านเรือน หรือตึกชั้นสูงๆ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ บันไดขึ้น-ลง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าไปมาก การก่อสร้างอาคารหรือตึกชั้นสูงๆ มักจะติดลิฟต์เพื่อความสะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลาในการขึ้น-ลงก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยอันตราย เช่น ถ้าไฟดับลิฟต์ค้างต้องติดอยู่ข้างใน ดีไม่ดีอาจถึงตายได้ เมื่อบันไดมีไว้สำหรับขึ้น-ลง ผู้ใช้บันไดก็ต้องมีความระมัดระวังในการใช้ คือถ้าเดินไม่ระมัดระวังมัวแต่ไปมองทางอื่นก็อาจจะสะดุดบันได้ทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือตกบันได บางคนเกิดคึกคะนองแทนที่จะขึ้น-ลงทีละขั้น แต่กลับก้าวกระโดดข้ามขั้น จึงมีโอกาสถึงที่หมายได้เร็วเท่าๆ กับมีโอกาสตกบันไดได้ง่ายด้วย
                ในการดำเนินชีวิตของคนเราก็เหมือนกันการก้าวขึ้นสู่บันได พระพุทธศาสนาได้แบ่งชีวิตของคนออกเป็นสามขั้น สามวัยด้วยกันคือ
                ๑.ปฐมวัย กำหนดช่วงอายุตั้งแต่ ๑-๒๕ ปี เป็นวัยที่เน้นหนักไปในการแสวงหาวิชาความรู้ เพื่อเป็นหลักประกันในการประกอบอาชีพ ทำงานเลี้ยงชีวิต
                ๒. มัชฌิมวัย กำหนดช่วงอายุตั้งแต่ ๒๖-๕๐ ปี เป็นวัยที่เน้นหนักไปในการทำงานตั้งเนื้อตั้งตัวสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันในยามชรา
                ๓.ปัจฉิมวัย กำหนดช่วงอายุตั้งแต่ ๕๑-๑๐๐ ปี เป็นวัยที่เน้นหนักไปในการทำบุญทำกุศล สร้างคุณงามความดี เพื่อเป็นหลักประกันในสัมปรายภพ
                ถ้าเราปฏิบัติหน้าที่ของชีวิตแต่ละวัยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนในทางพระพุทธศาสนา ไปข้ามขั้นหรือผิดขั้น เช่น ปฐมวัยไปเน้นหนักการทำงานแทนที่จะตั้งหน้าเรียนรู้ หาวิชา หรือปัจฉิมวัยร่างกายและสมองอ่อนล้าแล้ว แต่กลับไปมุ่งเรียนวิชาแทนที่จะตั้งใจสร้างบุญสร้างกุศล โอกาสที่จะพลัดตกบันไดชีวิตก็มีมาก แต่ทั้งหมดก็มิได้หมายความว่าห้ามทำหน้าที่ผิดวัยไปเสียทั้งหมด กล่าวคือ ปฐมวัยจะทำบุญกุศลก็ได้ แต่การแสวงหาวิชาความรู้ต้องเป็นหลัก มัชฌิมวัยจะเรียนวิชาก็ได้แต่การทำงานตั้งตัวต้องเป็นหลัก
                ถ้าเราดำเนินชีวิตถูกต้องตามขั้นตอนดังกล่าว ก็มั่นใจได้ว่า ชีวิตแต่ละวัยจะมีหลักประกันที่มั่นคง เหมือนการเดินขึ้นบันได้ด้วยความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา

............................................

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รากแก้ว

รากแก้ว
                รากที่เป็นหลักสำคัญหยั่งลึกลงไปในดิน ทำหน้าที่ดูดซึมอาหารไปเลี้ยงลำต้นและยึดต้นไม้ไว้ไม่ให้โค่นล้มเรียกว่า “รากแก้ว” ต้นไม้ยืนต้นทุกชนิดจะมีดอก ผล กิ่ง ใบ เจริญเติบโตงอกงามสมบูรณ์ได้ ก็เพราะมีส่วนสำคัญที่สุดคือรากแก้ว
                ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าสิ่งที่เปรียบเสมือนรากแก้ว ก็คือ “วินัย”  วินัยจะปรากฏออกมาในลักษณะเป็นกฎ กติกา และมารยาทในสังคม วินัยทางทหารก็คือรากแก้วของทหารทุกนายที่ต้องมีติดตัวอยู่เสมอ การที่สังคมทหารต้องมีวินัย ก็เพื่อทำให้คนที่มีภูมิหลังและมาจากสถานที่ที่แตกต่างกันนั้น ได้ถูกหล่อหลอมในเบ้าเดียวกัน ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะทำให้คนเหล่านั้นอยู่ในแถวเป็นแนวเดียวกันได้ดีเท่ากับวินัย เพราะวินัยนั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในยามปกติและในยามไม่ปกติ วินัยทำให้คนและหมู่คณะมีระเบียบสวยงาม ทำให้กองทัพแข็งแกร่งตลอดทั้งทำให้การปฏิบัติงานทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างไม่ติดขัด
                ดังนั้น วินัย จึงเปรียบได้กับรากแก้ว และเป็นสิ่งที่กำลังพลทหารทุกนายตั้งหมั่นสั่งสมอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเองในทุกสถานที่ ทุกเวลา
                                อันวินัย เปรียบได้ คล้ายรากแก้ว                      มีรากแล้ว กิ่งต้นใบ ล้วนไพศาล
                                หากขาดราก กิ่งต้นใบ อยู่ไม่นาน                    ย่อมแหลกลาญ โค่นล้ม จมปฐพี
                                อันกองทัพ เปรียบได้ คล้ายต้นไม้                   วินัย ย่อมเกรียงไกร ก่อศักดิ์ศรี
                                หากย่อหย่อน วินัย ไม่โสภี                               กองทัพนี้ ย่อมจะทรุดหยุดก้าวไกล

............................................

อาหารใจ

อาหารใจ
                เรื่องใหญ่เรื่องวุ่นวายที่ไม่รู้จักจบสิ้นในชีวิตประจำวัน คือ เรื่องอาหาร เช่น ก่อนจะไปตลาดก็ต้องคิดว่าจะกินอะไรจะซื้ออะไร เรื่องการกินจะหมุนเวียนซ้ำซากอยู่เช่นนี้ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะเบื่อแสนเบื่อแต่ก็จะต้องทำต้องกินเพราะอาหารเป็นปัจจัยที่จำเป็นแก่ชีวิต ร่างกายจะเจริญเติบโตและสมบูรณ์แข็งแรงได้ก็เพราะอาหารบำรุงอยู่เสมอ อาหารที่กล่าวถึงนี้เป็นอาหารส่วนร่างกาย
                ยังมีอาหารอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่าอาหารใจ ส่วนมากคนมักจะมองข้ามไปเสีย วันหนึ่งๆ ก็วุ่นวายอยู่กับอาหารกาย คนให้ความสนใจกับอาหารใจน้อยมาก ความจริงแล้วอาหารใจมีความจำเป็นมากกว่าอาหารกายเสียด้วยซ้ำไป อาหารกายรับประทานวันละสามมื้อ แต่อาหารใจต้องรับประทานอยู่ตลอดเวลา คนที่ขาดอาหารใจ จะทำให้รู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร บางครั้งทำให้รู้สึกกำหนัดรักใคร่ต่ออารมณ์ที่เข้ามายั่วยวนกวนใจ บางคราวทำให้รู้สึกหงุดหงิดฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยหาหลักไม่ได้ อาการเหล่านี้เป็นอาการที่ใจขาดอาหาร ร่างกายที่ขาดอาหารจะทำให้ผ่ายผอมอ่อนระโหยโรยแรง ทำการงานอะไรก็ไม่ค่อยสำเร็จประโยชน์อย่างเต็มที่ ฉันใดใจที่ขาดอาหารก็ฉันนั้น
                อาหารใจ หมายถึง อารมณ์ที่เกิดกับใจ มีสองอย่างคือ อารมณ์ฝ่ายเสียกับอารมณ์ฝ่ายดี อารมณ์ฝ่ายเสีย เช่น ความละโมบโลภมาก ความเศร้าหมองขุนเคือง ความริษยาพยาบาท เหล่านี้เป็นอารมณ์ฝ่ายเสีย ทำให้เป็นพิษเป็นภัยแก่จิตใจ เป็นเชื้อโรคที่ทำลายแรงใจ ทำให้จิตใจทรุดโทรม ส่วนอารมณ์ฝ่ายดี เช่น ความมานะพยายาม ความต่อสู้อดทน ความซื่อสัตย์สุจริต ความร่าเริงแจ่มใส ความเมตตากรุณา เหล่านี้เป็นอารมณ์ฝ่ายดี ถ้าใจได้ดื่มด่ำอยู่กับอารมณ์เหล่านี้ โรคร้ายทั้งหลายก็จะไม่มากล้ำกราย จิตใจก็จะเข้มแข็งสมบูรณ์ สามารถประกอบกิจการงานด้วยความผาสุก
                อย่าลืมเตือนตัวเองว่า วันนี้ได้ให้อาหารใจกับตัวเองหรือยัง

............................................

ลายแทง

ลายแทง
                โดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า ขุมทรัพย์หรือแหล่งที่เกิดที่เก็บทรัพย์ มักถูกฝังซ่อนไว้ในที่ลับตาหรือที่ห่างไกลผู้คน ในการขุดค้นขุมทรัพย์จึงต้องอาศัยลายแทงบอกเส้นทางที่เก็บรักษาขุมทรัพย์นั้นๆ ลำพังอาศัยแต่เพียงความโลภหรือคำเล่าลือเป็นลายแทง แล้วสุ่มขุดค้นขุมทรัพย์ในที่ต่างๆ นอกจากจะไม่พบขุมทรัพย์แล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกหลอก ทำให้เสียรู้ เสียทรัพย์ เสียเวลา และเสียคนได้
                จากพุทธศาสนสุภาษิตที่เปรียบได้กับลายแทงขุมทรัพย์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ชีวิตคนเราแต่ละคนนั้นมีคุณค่าในฐานะเป็นทรัพยากรอันยิ่งใหญ่ หากฉลาดใช้ให้ดีและคุ้มค่าย่อมเป็นแหล่งเกิดทรัพย์และสิ่งอันพึงปรารถนาทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ และชื่อเสียงเกียรติคุณ แต่การที่ชีวิตบางคนต้องประสบกับความวิบัติและทุกข์โทษต่างๆ ไม่สามารถนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดีได้ ก็เพราะมีความประพฤติผิดบางอย่างฉุดรั้งชีวิตให้ตกต่ำ ทั้งยังเป็นอุปสรรคกีดขวางมิให้ใช้ชีวิตให้เกิดคุณค่าสมเป็นทรัพยากรอันยิ่งใหญ่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ว่ากล่าวชี้โทษและคอยห้ามปรามสิ่งผิด ชี้แนะสิ่งถูกให้ปฏิบัติ จึงเปรียบได้กับผู้ที่ช่วยรื้อขนอุปสรรคเครื่องกีดขวางออกจากชีวิต ทำให้มองเห็นขุมทรัพย์ภายในตัวได้สะดวกขึ้น
                ผู้แสวงหาขุมทรัพย์ภายนอกคงต้องยอมลำบากเดินทางไกลไปขุดค้นขุมทรัพย์ ตามลายแทงแหล่งขุมทรัพย์นั้นๆ ส่วนผู้แสวงหาขุมทรัพย์ภายใน ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ของชีวิต คงไม่ต้องยากลำบากอะไร เพียงแต่ยินดีให้ผู้ที่ชี้โทษและยินยอมน้อมรับไปปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง แต่สำหรับผู้ที่ยืนยันจะประพฤติผิดๆ โดยไม่คิดแก้ไข และไม่ใส่ใจคำชี้แนะตักเตือน ด้วยเข้าใจผิด หวังว่าจะไปแสวงหาขุมทรัพย์ของชีวิตข้างหน้าและถูกลงโทษลงทัณฑ์ วันนั้นอาจจะเป็นวันที่พบขุมทรัพย์เมื่อสายเสียแล้วก็เป็นได้

............................................

ลักษณะของความจริง


                สัจธรรมความดี คือสัจจะ นั้นได้แก่ ความจริง ความตรง ความแท้ เมื่อเป็นอัธยาศัยและความประพฤติของบุคคลก็มีคุณลักษณะเป็นห้าอย่าง
                ๑.ความจริงต่อการงาน ทำอะไรทำจริงไม่ย่อท้อ มีสมบัติแห่งความเพียรสามประการอันได้แก่ ความพยายาม ความอุตสาหะ และความบากบั่น
                ๒.ความจริงต่อหน้าที่ ได้แก่ การทำจริงและถูกต้องสมควรในการงานที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งเรียกว่าหน้าที่ ไม่ประมาท ไม่หลีกเลี่ยง ไม่บิดเบือน และไม่ทำแบบกลิ้งกลอกหลอกลวง ถ้าเป็นหน้าที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาผลประโยชน์ก็ทำการโดยสุจริตเที่ยงตรง ไม่คดโกงฉ้อราษฎร์บังหลวง ถ้าเป็นหน้าที่ตัดสินคน เช่น หน้าที่ตุลาการซึ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงของบุคคลก็ดี หน้าที่ผู้ปกครองซึ่งต้องดูแลรับผิดชอบทุกข์สุขของผู้อยู่ในปกครองก็ดี ก็ทำการโดยยุติธรรม ไม่ลำเอียงเพราะความรัก ความชัง ความเขลาขลาด และความหวาดกลัว
                ๓.ความจริงต่อวาจา ได้แก่ รักษาให้ได้จริงตามวาจาที่ตกลง เรียกสั้นๆ ว่ารักษาวาจา มีสามสถานคือ รักษาคำสาบาน รักษาปฏิญาณ และรักษาสัญญา
                ๔.ความจริงต่อบุคคล ได้แก่ ซึ่งตรงต่อมิตร สวามิภักดิ์ต่อเจ้าแห่งตน และกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ
                ๕.ความจริงต่อความดี ได้แก่ ประพฤติความดีอย่างใดก็ประพฤติจริงให้เป็นอัธยาศัยเนื้อแท้ของตนอย่างนั้นจริงๆ ไม่โลเล ไม่สับปลับ ไม่วาดหวั่นง่อนแง่น ไม่ทำเพื่อจะอวด ไม่ทำเพื่อเอาหน้าและไม่ทำอย่างลวงโลก
                ความจริงห้าประการนี้มีในท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นชื่อว่าตั้งมั่นในสัจธรรม เป็นพลังให้ทำการต่างๆ สำเร็จได้ดีตามประสงค์ ย่อมทำให้คนทั้งหลายเกิดความเชื่อถือ ความเคารพรัก สักการะนับถือไม่เสื่อมคลายไม่จืดจางและให้เกิดรสอย่างซาบซึ้งในความดีของผู้มีสัจธรรมอย่างอมตะ ดังพุทธภาษิตว่า
                “สัจจัง หะเว สาธุตะรัง ระสานัง ความสัตย์มีรสดียิ่งกว่ารสทั้งหลาย”

............................................