วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

ความวางเฉย

ความวางเฉย
                อุเบกขา แปลว่า ความวางใจเป็นกลาง หมายถึง วางใจเที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะรักหรือชัง เป็นธรรมะที่สำคัญประการหนึ่งสำหรับกำกับความประพฤติเพื่อให้ชีวิตมีคุณค่าน่าเชื่อถือ อุเบกขามีความหมายคนละอย่างกับการวางเฉยที่หมายถึงการไม่รับรู้รับเห็น ไม่สนใจไยดีต่อเหตุการณ์ที่ประสบ
                อุเบกขานั้นเป็นการวางใจเป็นกลางหรือการวางเฉยด้วยเหตุผลทางปัญญา ใช้ได้ในหลายกรณี เช่น วางเฉยเพราะพิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลาย กระทำแล้วว่าควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุปัจจัยอันตนประกอบ รวมทั้งวางเฉยสงบใจดูในเมื่อไม่มีอะไรที่ต้องทำอีกแล้ว เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เป็นต้น อุเบกขาจึงมีความหมายตรงกันข้ามกับอคติ คือจิตใจที่ลำเอียง ไม่เที่ยงธรรม นั่นเอง
                ในชีวิตประจำวันของคนเรามีเหตุการณ์ที่จะต้องใช้อุเบกขาอยู่เสมอ เช่น ต้องวางใจให้เป็นกลาง ในการรับกรรมของสัตว์ทั้งหลาย เพราะทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ต้องวางใจเป็นกลางในกรณีพิจารณาความดีความชอบให้แก่บุคคลที่ทำงาน ไม่พิจารณาให้เพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง หรือเพราะกลัว เป็นการส่วนตัว แต่พิจารณาจากผลงานอย่างแท้จริง นอกจากนั้น อุเบกขาธรรมเมื่อตั้งมั่นในใจของบุคคลสดแล้ว จะทำให้บุคคลนั้นเหตุผล มีความเที่ยงธรรม เหมาะที่จะรับผิดชอบงานสำคัญๆ สูงยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย
                ฉะนั้น การวางใจให้เป็นกลาง มีดวงจิตที่เที่ยงตรงยุติธรรม จึงเป็นคุณธรรมสำคัญของผู้นำในการสร้างขวัญและกำลังใจที่ถูกทางให้แก่น้อย ขณะเดียวกันก็เป็นคุณธรรมสำหรับผู้น้อยที่จะประคองตนให้อยู่ในคลองธรรมที่ถูกต้องไม่เสียขวัญและไม่เสียกำลังใจง่ายๆ ตรงกันข้ามกับการวางเฉยแบบไม่รับรู้รับเห็น ซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องบั่นทอนขวัญและกำลังใจของกันและกันแล้ว ยังช่วยซ้ำให้สังคมทรุดโทรมไม่ก้าวหน้าอีกด้วย
                ควรเริ่มต้นตรวจสอบตัวเราได้แล้วว่า เข้าใจความหมายของอุเบกขากับความวางเฉยถูกต้องแล้วหรือยัง

............................................

หลักชีวิต


                ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้ความหมายคำว่า “หลัก” ไว้ว่า เสาที่ปักไว้ผูก ที่มั่น เครื่องอาศัย เครื่องยึดเหนี่ยวจับถือ ส่วนคำว่า “ชีวิต” แปลว่า ความเป็นอยู่ เมื่อรวมสองคำนี้เข้าด้วยกันเป็น “หลักชีวิต” จึงแปลได้ว่า หลักสำหรับดำเนินชีวิต
                พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า การใช้ชีวิตของคน ถ้าขาดหลักเสียแล้วก็เป็นเรื่องอันตราย การดำเนินชีวิตก็จะไร้ทิศทาง เหมือนกระบือที่หลุดจากหลักผูก ย่อมเที่ยวกินพืชสวนของผู้อื่นและทำให้เจ้าของถูกปรับสินไหมได้ฉันใดก็ฉันนั้น  และทรงได้ตรัสถึงหลักการดำเนินชีวิต ไว้สองหลักใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
                หลักที่หนึ่ง หลักโลก หมายความว่า ในการดำเนินชีวิตจำต้องเกี่ยวเนื่องอยู่กับโลก จำเป็นต้องจัดตัวเองให้เหมาะกับเรื่องของโลก เรื่องของความรู้สำหรับใช้เลี้ยงชีวิตให้เป็นอยู่ได้อย่างไม่ฝืดเคืองแร้นแค้นเกินไป แต่เรื่องของโลกเป็นเรื่องไม่คงที่ไม่แน่นอน แปรปรวนอยู่เสมอ ขึ้นๆ ลง เพราะขึ้นอยู่กับอารมณ์และสิ่งแวดล้อมไม่คงที่ จึงต้องระมัดระวังให้ดีและคอยปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ
                หลักที่สอง หลักธรรม หมายความว่า ธรรมเป็นสิ่งที่คงตัวอยู่เสมอ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา แก่คร่ำคร่าไม่เป็นมีความเย็นและทรงคุณค่าต่อชีวิตเสมอ เช่น ความกตัญญูกตเวที ความซื่อสัตย์ ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเสียสละ เป็นต้น ซึ่งถ้าใครประพฤติก็ย่อมได้รับรสแห่งความเย็นและทำให้ชีวิตมีคุณค่า หลักธรรมนี้ เมื่อหลายพันปีมาแล้วทรงคุณค่าอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม นับเป็นหลักความดีที่ทุกคนต้องเติมให้กับชีวิต
                ดังนั้นหากทุกๆ คนดำเนินชีวิตให้ได้ครบทั้งสองหลัก คือต้องปรับปรุงตัวให้ทันโลก ทันเหตุการณ์ซึ่งจะทำให้เป็นคนหูยาว ดวงตาสว่างไสวอยู่เสมอ ส่วนหลักธรรมก็ต้องยืนที่ไว้ อันจะทำให้ไม่เป็นคนตื่นโลกจนลืมธรรม ผู้ที่สามารถดำเนินชีวิตตามหลักทั้งสองนี้ได้อย่าครบถ้วนจะเป็นผู้ที่ถูกเรียกว่า “ผู้มีชีวิตอยู่โดยโลกไม่ช้ำและธรรมไม่เสีย”  ลองสำรวจดูตัวเองว่า มีหลักดำเนินชีวิตทั้งสองนี้ครบถ้วนหรือยัง

............................................

ตุ๊กแกกินหัวตัวเอง


                เมื่อเรื่องเล่าว่า ตุ๊กแกตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม่ต้นหนึ่ง มันเป็นสัตว์ที่เกียจคร้านอย่างมาก แต่ละวันไม่ยอมออกไปหากินอาศัยแมลงต่างๆ ที่อยู่ตามต้นไม้นั้นเป็นอาหาร เมื่อแมลงหมดและหิวหนักเข้าก็กัดกินขาตัวเองเพราะความหิวจัด เมื่อขาหมดแล้วก็กัดกินตัวเองจนเหลือแต่หัว ต่อมาเมื่อหิวสุดขีดจึงได้กินหัวตัวเองจนหมด
                ฟังดูแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นเรื่องโกหกและตลกอย่างเหลือเชื่อ แต่ในการดำเนินชีวิตของคนเราในปัจจุบันก็มีคนที่ประพฤติตัวแบบเหลือเชื่อทำนองเดียวกันนี้ คือมีคนจำนวนไม่น้อยบอกว่ารักชีวิตและครอบครัวตัวเองแต่การกระทำกลับตรงกันข้าม แต่ละวันหมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับอบายมุข อันเป็นทางแห่งความหายนะมีด้วยกันหกประเภท ๑.เมาลูกเดียว ๒.เที่ยวราตรี ๓.มโหรีไม่เว้น ๔.เล่นการพนัน ๕.ติดพันมิตรชั่ว และ ๖.ประพฤติเกียจคร้าน
                อบายมุขไม่ว่าประเภทไหนๆ หากตกอยู่ในอำนาจของมันจะให้ประสบกับความพินาศ เช่น การพนัน เพียงไปนั่งดูเขาเล่นก็ทำให้เสีย อย่างน้อยคือเสียเวลา ขั้นต่อมาคือมีความผิดในฐานะผู้ร่วมเหตุการณ์ และผู้สนับสนุนอยู่ในที ยิ่งถ้าลงมือเล่นด้วยก็ยิ่งเสียใหญ่ดังมีคำประพันธ์ที่ว่า
                                ถูกโจรปล้น สิบครั้ง ยังทนได้
                                เพราะโจรไม่ ถอนเสา เอาเรือนหนี
                                ถูกไฟไหม้ วิบัติ เหลือปัถพี
                                แต่หมดตัว ทั้งชีวี เพราะผีพนัน
                หยุดคิดสักนิด ไม่มีคำว่าสายเสียแล้วสำหรับการกลับตัวและเปลี่ยนใจเสียใหม่ จงพยายามรวมพลังกายพลังใจ สลัดอบายมุขทุกชนิดให้ห่างไกล แล้วจะพบกับความสุขสดใสในชีวิตและครอบครัวอย่างลึกล้ำ ตุ๊กแกในเรื่องนี้เพียงมันติดอบายมุขคือเกียจคร้านอย่างเดียวเท่านั้น ถึงกับกินหัวตัวเองได้ คนเราก็เช่นเดียวกัน แม้ติดอบายมุขเพียงประเภทเดียว ก็เหมือนกับกินชีวิตของตัวเองเข้าไปแล้ว ถ้าติดอบายมุขหลายประเภทเท่ากับว่ามิเพียงกินหัวตัวเองเท่านั้น แต่กำลังทำลายครอบครัว ทำลายเกียรติยศชื่อเสียงและวงศ์ตระกูลไปด้วย แล้วชีวิตจะเป็นเรื่องตลกร้ายน่ากลัวยิ่งกว่าตุ๊กแกกินหัวตัวเองอีกเป็นร้อยเท่า
                รักชีวิต รักครอบครัว โปรดอย่าทำตัวเป็นตุ๊กแกกินหัวตัวเอง

............................................

บวชไม่ศึกษ์


                มีข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้ให้ข้อคิดเชิงเปรียบเทียบไว้เกี่ยวกับคำว่า “บวชไม่ศึกษ์” คือบวชแล้วไม่ศึกษาเล่าเรียนหลักคำสอนและไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เมื่อเป็นเช่นนี้เขาย่อมไม่ได้ความรู้ในเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ไม่เข้าใจหลักคำสอน ไม่รู้ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ตลอดทั้งไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานอันเป็นเป้าหมาย สูงสุดในทางพระพุทธศาสนา คนที่บวชแล้วไม่ศึกเล่าเรียนและไม่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน ท่านเรียกว่า โมฆบุรุษ แปลว่าคนว่างเปล่า คือไม่ได้รับอะไรเลย ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดๆ เช่นคนที่จะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่เตรียมข้าวของใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ไปที่สถานีขนส่งแต่ไม่ยอมขึ้นรถ ได้แต่เดินวนเวียนไปมาอยู่ในบริเวณสถานี เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่มีวันจะไปถึงเชียงใหม่ได้อย่างแน่นอน

                เรื่องเปรียบเทียบเชิงคำสอนนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า การตั้งเป้าหมายอะไรไว้จะไม่สำเร็จด้วยการคิดเพียงอย่างเดียวต้องลงมือกระทำทั้ง ๓ ทาง คือ ทางกายเรียกว่า กายกรรม ทางวาจาเรียกว่าวจีกรรม และทางใจเรียกว่า มโนกรรม ดังคำสอนที่เรียกว่าโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้สมบูรณ์ และทำจิตใจให้ผ่องใส จากคำสอนที่เป็นหลักการสำคัญนี้ทำให้เราทราบว่า การตั้งเป้าหมายหรือจุดประสงค์อะไรไว้ จะต้องลงมือทำให้ครบถ้วนกระบวนการ จึงจะสำเร็จ ในการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน โดยเนื้อแท้แล้วเราทุกคนล้วนมีเป้าหมายอยู่ในใจแล้วว่าจะทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จตามนโยบาย ตลอดทั้งรักษาระเบียบวินัยข้อบังคับต่างๆ ให้ดีที่สุด แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ตั้งเป้าหมายไว้เหมือนกัน แต่ไม่ตั้งใจทำ ถ้าจะเรียกล้อตามคำที่พูดกันว่า “คิดใหม่ ทำใหม่” ก็ล้อเป็นคนประเภท “คิดใหม่ แต่ทำเก่า” ได้แก่ คิดได้แต่ไม่คิด คือไม่ใส่ใจงาน คิดได้แต่ไม่บอก คือไม่ประสานติดต่อ และคิดได้แต่ไม่ทำ คือไม่พอใจที่จะลงมือทำ คนประเภทนี้ก็เหมือนคนที่ไปถึงสถานีต้นทางแต่ไปไม่ถึงปลายทาง หรือจะเรียกว่าเป็นพวกบวชไม่ศึกษ์ก็คงไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีนอนให้หลับ


                ในวงการแพทย์ถือว่า การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือการนอนหลับ การนอนหลับเป็นยาขนานวิเศษ บำบัดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าของร่างกาย เมื่อเราหลับสนิท พอตื่นขึ้นมาอาการเมื่อยล้าก็หายไป ใครที่เป็นโรคนอนไม่หลับ จะรู้สึกว่ามันแสนจะทรมานจริงๆ แล้วจะทำอย่างไรจึงจะหลับ ก่อนอื่นจะต้องทราบว่า หลับเป็นอาการเกี่ยวพันระหว่างกายกับใจ เมื่อใจหลับกายหลับ คืออาการที่จิตได้พักผ่อนหรือเข้าสู่ภวังค์ เราจึงเรียกว่าหลับ
                ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาท่านแสดงไว้ว่า จิตมีหน้าที่ ๔ อย่างคือ รับอารมณ์ที่มากระทบ จำสิ่งที่เกิดกับจิต คิดเรื่องราวต่างๆ และรู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏแก่จิต สรุปลงเป็น ๔ คำ ง่ายๆ ก็คือ รับ-จำ-คิด-รู้ จะเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาขณะที่ไม่หลับ ดังนั้น เมื่อต้องการนอนให้หลับเราจึงต้องทำให้จิตหยุดรับ หยุดจำ หยุดคิด และหยุดรู้ มีผู้รู้แนะวิธีปฏิบัติไว้ดังนี้
                ๑.อ่านหนังสือ คือขณะที่นอนก็หาหนังสือมาอ่านยิ่งเป็นเรื่องที่อ่านยากๆ มีสำนวนที่เข้าใจยากยิ่งดี ข้อความในหนังสือจะบังคับให้จิตรวมเข้าสู่จุดเดียว ตัดเรื่องยั่วยุอื่นๆ แล้วคิดแต่เรื่องในหนังสือก็จะทำให้หลับได้
                ๒.ถืออานาปานสติ คือขณะนอนให้เอาสติมาดูใจตัวเอง ใจอยากคิดอะไรก็คิดไป ปล่อยให้คิดอิสระพยายามให้สติตามกำหนดรู้ทุกขณะอย่าให้เผลอ เมื่อเผลอให้เริ่มต้นใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ประเดี๋ยวใจก็ไม่อยากคิดแล้ว หยุดพักและก็หลับในที่สุด
                ๓.เอาสติตามดูใจ คือขณะนอนให้เอาสติตามดูใจตัวเอง ใจอยากคิดอะไรก็คิดไป ปล่อยให้คิดอิสระพยายามให้สติตามกำหนดรู้ทุกขณะอย่าให้เผลอ เมื่อเผลอให้เริ่มต้นใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ประเดี๋ยวใจก็ไม่อยากคิดแล้วหยุดพักและก็หลับในที่สุด
                ๔.ใส่ใจสวดมนต์ คือขณะที่นอนให้สวดมนต์ในใจ สวดแบบที่พระสงฆ์ท่านสวด โดยใช้จังหวะสวดแบบเนิบนาบ สวดมนต์ไปเรื่อย อย่าให้หลงบทสวด กระทั่งจิตหยุดพักแล้วก็จะหลับไปเอง
                ๕.ปล่อยตนวางเฉย คือให้นอนเฉยๆ ปล่อยอารมณ์ไปเรื่อยๆ อย่าคิดอะไรมาก คิดเสียว่ามันอยากหลับก็หลับ มันไม่อยากหลับก็ช่างมัน นึกเท่านี้ก็ทำให้หลับได้เหมือนกัน
                ฉะนั้น ใครนอนไม่หลับ ลองปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้ดู แล้วท่านจะนอนหลับง่ายอย่างน่าอัศจรรย์

.............................................

นักรบที่ฉลาด


                ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี คือวิชาว่าด้วยการรบ ซึ่งทางทหารมี่หลายวิธี แต่ละวิธีมีองค์ประกอบหลายประการจะใช้ยุทธวิธีแบบไหนเมื่อไร อย่างไร ขึ้นอยู่กับการวางแผนให้เหมาะกับกำลังพล อาวุธ ภูมิประเทศ และสถานการณ์ในขณะนั้น นักยุทธศาสตร์มักนิยมยึดปรัชญาการรบพื้นฐานตามที่ซุนหวู่ นักปราชญ์จีนกล่าวไว้ว่า “รู้เรารู้เขา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง รู้เราไม่รู้เขา รบร้อยครั้ง ชนะเพียงห้าสิบครั้ง ไม่รู้ทั้งเราและเขา รบกี่ครั้งก็แพ้ทุกครั้ง”  องค์ประกอบทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่จำเป็นต้องคำนึงถึงอย่างน้อยมี   ๔ ประการ คือ    กำลังพล กองหนุน การข่าว และอาวุธ
                การดำเนินชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับการรบ ทั้งนี้เพราะต้องรบหรือแก้ปัญหาสารพัด ทั้งปัญหาชีวิตส่วนตัวและของผู้ที่เกี่ยวข้อง สาเหตุของปัญหาก็ไม่พ้นสิ่งที่พระท่านเรียกว่า “กิเลส” คือ โลภ โกรธ หลง รวมเรียกว่ามูลเหตุแห่งความชั่ว กิเลสทั้งสามนี้มักจู่โจมในลักษณะแบบกองโจร ถ้าไม่ตั้งสติให้ดีก็มักพลาดท่า
                การต่อสู้กับข้าศึกคือปัญหาต่างๆ ควรมีองค์ประกอบทางยุทธวิธีอย่างน้อย ๔ ประการ คือ
                ๑. กำลังพล คือเราแต่ละคนมีจิตใจเข้มแข็ง มั่นคง อดทน มีศีล กตัญญูรู้คุณ
                ๒. กองหนุน คือเพียรทำความดี และเพียรตัดทอนกำลังข้าศึกคือความชั่วทุกชนิดโดยวิธี ลด ละ เลิก
                ๓. การข่าว คือสติระลึกรู้ในการกระทำทุกครั้ง ตระหนัก ระวัง หยั่งรู้ถึงสิ่งที่ควรและไม่ควร
                ๔. อาวุธ คือมีปัญญา รู้จักตัวเอง รู้เหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญ รู้จักพัฒนาตนให้ฉลาดรอบรู้ในหน้าที่การงานอยู่เสมอ รู้เท่าทันเหตุการณ์และความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง
                การสู้รบกับข้าศึกภายนอกไม่ได้มีทุกวัน อาจจะนานๆ ครั้ง แต่การทำศึกกับข้าศึกภายในคือ โลภ โกรธ หลง ต้องสู้ยู่ด้วยเสมอ ถ้าเผลอเป็นพลาด ประมาทเป็นเสียคน ดังนั้น นักรบที่ฉลาด จึงควรมีใจมั่นคง ตรงต่อความดี มีเมตตา ไม่ริษยาผู้อื่น ไม่ฝ่าฝืนกฎสังคม ไม่นิยมทุจริต ไม่คิดนอกใจคู่ครอง ไม่ทดลองของเสพติด ไม่คิดเล่นการพนัน ทำได้ทั้งหมด เชื่อว่า ชีวิตจะสุขสันต์ไม่แพ้ใครในโลก

........................................

ศัตรูชีวิต


                คำว่า “ศัตรู” หมายถึงข้าศึก ปรปักษ์ ผู้จองเวร มีบทบาทในการทำลายล้าง รบกวนความสงบสุขของผู้อื่น เมื่อใครมีศัตรู ชีวิตจะประสบความเดือดร้อน อยู่ไม่สุข การมีศัตรูแม้เพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะสามารถเบียดเบียนทำลายล้างจนชีวิตต้องหายนะ อุปมาเหมือนกับไฟ แม้เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำลายได้กว้างไกล มีศัตรูสองประเภทของกล่าวถึงคือ
                ๑.ศัตรูภายนอก ได้แก่ผู้ที่สร้างความเดือดร้อนซึ่งอยู่นอกตัวเราทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ หรือภัยพิบัติจากธรรมชาติ เป็นศัตรูที่มาในรูปของศัตรู สามารถมองเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู มีตัวตนสัมผัสได้ จึงสามารถหาทางหลบหลีก หรือวางแผนต่อสู้ป้องกัน ทำให้ชีวิตปลอดภัย หรืออย่างน้อยก็ได้รับความเดือดร้อนน้อยลง
                ๒.ศัตรูภายใน ได้แก่กิเลสที่อยู่ในใจที่คอยชักนำให้กระทำความชั่วต่างๆ มีสามประเภท ได้แก่
                โลภะ คือความละโมบอยากได้ในทางทุจริต
                โทสะ คือความคิดประทุษร้ายอาฆาตแค้นผู้อื่น
                โมหะ คือความหลงไม่รู้จริง เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด
                ศัตรูภายในนี้เป็นศัตรูของชีวิตที่มาในรูปของมิตร น่ากลัวยิ่งกว่าศัตรูใดๆ เพราะจะหลอกล่อให้ผู้นั้นสมัครใจที่จะทำลายตัวเองจนย่อยยับไป
                คนที่เอาชนะศัตรูภายนอก แม้จะชื่อว่าเป็นคนเก่ง เป็นวีรบุรุษ แต่ทางธรรมแล้ว ยังไม่ถือว่าเป็นยอดนักรบ เพราะเป็นชัยชนะที่อาจกลับแพ้ได้ ชนะแล้วก็ยังเป็นทุกข์ ส่วนผู้ที่เอาชนะศัตรูภายใน ซึ่งถือว่าเป็นศัตรูชีวิตได้ คือไม่ถูกโลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำย่ำยีนั้นแหละจึงเป็นยอดนักรบที่แท้จริง เพราะจะไม่มีโอกาสกลับไปแพ้ได้เลย เป็นชัยชนะที่กำจัดเวรภัยได้ราบคาบ พระพุทธเจ้าจึงทรงสรรเสริญไว้ว่า “อัตตา หะเว ชินตัง เสยโย” ชนะตนนั่นแลประเสริฐที่สุด

...........................................

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

มาฆบูชา


                คำว่า “มาฆบูชา” หมายถึง การบูชาเป็นกรณีพิเศษในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ วันมาฆบูชามีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” คือวันประชุมที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ ได้แก่
                ๑.วันนั้นดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
                ๒.พระสงฆ์จำนวน  ๑,๒๕๐ องค์ ประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
                ๓.พระสงฆ์ที่มาประชุมกันวันนั้นล้วนได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง
                ๔.พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น
                วันมาฆบูชา จัดว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์ คือคำสอนที่เป็นหลักการสำคัญ หรือหัวใจของพระพุทธศาสนา แก่พระสงฆ์ จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ในวันนั้น โอวาทปาติโมกข์ หรือหัวใจของพระพุทธศาสนามีสามประการ คือ.-
                ๑.การไม่กระทำความชั่วทั้งปวง (สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง) หมายถึง การไม่ประพฤติผิดศีลธรรม หรือสิ่งใดก็ตามเมื่อกระทำแล้วจะก่อให้เกิดความเดือดร้อน เสื่อมเสียแก่ตนเองและผู้อื่น ก็หลีกเลี่ยงไม่กระทำสิ่งนั้นดุจบุคคลหลีกเลี่ยงสิ่งสกปรกเน่าเหม็น
                ๒.การยังกุศลให้ถึงพร้อม (กุสะลัสสูปะสัมปะทา) หมายถึง การกระทำความดี เช่น การให้ทาน รักษาศีล การไหว้พระสวดมนต์ การฟังเทศน์ หรือสิ่งใดก็ตามเมื่อกระทำแล้วก่อให้เกิดเกียรติยศชื่อเสียง คุณงามความดีแก่ตนเองและผู้อื่น ก็พยายามกระทำสิ่งนั้น ดุจบุคคลอาบน้ำชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายแล้ว สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม
                ๓.การชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ (สะจิตตะปะริโยทะปะนัง) หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตใจของตนให้สะอาด ผ่องแผ้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น ดุจบุคคลเมื่ออาบน้ำชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามแล้วยังไม่พอ ต้องตกแต่งด้วยเครื่องประดับ เช่น สร้อย แหวน เป็นต้น จึงจะดูดีมีเสน่ห์
                เมื่อวันมาฆบูชาเวียนมาถึง พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ควรทำบุญตักบาตร รักษาศีล ฟังเทศน์ เจริญภาวนา งดเว้นอบายมุขทุกชนิด และไปเวียนเทียนที่วัด ในตอนค่ำ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา    สังฆบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และเป็นการรักษาประเพณีอันดีงามอีกประการหนึ่ง สืบต่อไป
............................................