วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คนงาม


                งาม หมายถึง ลักษณะที่เห็นแล้วชวนยินดี ชวนพึงใจ มองตามลักษณะแล้วสามารถมองได้ ๔ ลักษณะดังนี้
                ๑. งามอาภรณ์ คือมีเครื่องประดับตกแต่งกายที่สวยงาม สะอาดเรียบร้อย เหมาะสมกับฐานะ แต่งแล้วดูงาม ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความนิยมชมชอบ
                ๒. งามเรือนร่าง ได้แก่ การมีร่างกายสมส่วน แข็งแรงเหมาะสมกับวัย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป ตลอดจนรักษาความสะอาดของร่างกายได้เป็นอย่างดี
                ๓. งามมารยาท คือ มีกิริยาวาจาที่เรียบร้อย มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสกว่าตน เป็นคนอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ มารยาทที่งามเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกหัดตามระเบียบวินัยและศีลธรรม
                ๔. งามจิตใจ ได้แก่ การมีจิตใจเยือกเย็น ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น มีความรักต่อผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ ทั้งมีจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวต่อเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้น
                ความงาม ๒ อย่างแรก คือ งามอาภรณ์และงามเรือนร่าง เป็นความงามภายนอก ระดับเปลือกและกระพี้ของความงามเท่านั้น ส่วนความงาม ๒ อย่างหลังคือ งามมารยาทและงามจิตใจ เป็นความงามภายใน ระดับเนื้อและแก่นของความงามทีเดียว
                เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยจะช่วยให้คนเป็นคนงามแล้ว ความงามภายนอกต้องตกแต่งด้วยเครื่องเสริมความงาม ต้องอาศัยวัตถุอุปกรณ์ต่างๆ ความงามประเภทนี้จึงไม่เป็นอิสระและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยตามวัยของคน ส่วนความงามภายใน เป็นความงามที่เกิดขึ้นจากระเบียบวินัยและศีลธรรม จึงเป็นความงามอิสระ เพราะใครๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้
                ฉะนั้น เรามาเสริมสวยมารยาทและจิตใจของเราให้สวยงาม ควบคู่กับอาภรณ์และเรือนร่างกันดีกว่า เพื่อจะได้เป็นคนงามที่สมบูรณ์แบบ

........................................

ทุนชีวิต


                การที่คนเราจะมีชีวิตดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด จะต้องมีทุนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนพอสมควร ทั้งทุนภายในและทุนภายนอก หากไม่มีทุนอะไรเลย ชีวิตคงดำเนินไปได้ยาก และคนที่เกี่ยวข้องก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ทุนจึงนับว่ามีความสำคัญต่อชีวิตอย่างยิ่ง
                ทุนนั้น ได้แก่สิ่งที่นำมาเป็นเครื่องใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดประโยชน์ตามที่ประสงค์ เพื่ออธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นขอแบ่งทุนออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้
                ๑. ทุนภายใน หมายถึง บุญกุศล ที่บุคคลกระทำไว้ซึ่งแบ่งเป็นทุนเดิม คือบุญกุศลในอดีต และทุนใหม่ คือบุญกุศลปัจจุบัน
                ๒. ทุนภายนอก คือ ข้าวของเงินทอง หรือปัจจัยเกื้อหนุนในการเลี้ยงชีพ ซึ่งอาจแบ่งเป็นทุนที่ใช้เฉพาะหน้าในแต่ละวัน และทุนสำรอง ซึ่งอาจเป็นทุนประเภทฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือทุนประกันชีวิต
                เมื่อบุคคลใช้ทุนไปเรื่อยๆ หากประมาทมัวเมา ไม่พยายามเพิ่มทุนขึ้นเลย ทั้งทุนภายในและภายนอก ก็จะหมดไปในที่สุด มีคำกล่าวว่า “ถ้าหมดทุนภายใน ชีวิตก็ดับสิ้น แต่ถ้าหมดทรัพย์สินอันเป็นทุนภายนอก ชีวิตก็ฝืดเคือง” ด้วยเหตุนี้ ผู้ฉลาดจึงรีบขวนขวายเพิ่มทุนภายใน ด้วยการทำบุญคือสร้างความดีไว้เสมอ ในขณะเดียวกันก็แสวงหาทุนภายนอก คือ ทรัพย์สินเงินทอง ของจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของตนเองและครอบครัว ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง เมื่อหาทรัพย์สินได้มาก็รู้จักใช้จ่าย อีกทั้งแบ่งเก็บไว้เมื่อคราวจำเป็น หลีกเว้นอบายมุขทุกชนิด คบหากับบัณฑิตเป็นประจำ ย่อมนำพาชีวิตไปสู่ความก้าวหน้า แต่ทว่าบางคนกลับเกียจคร้านไม่แสวงหาทรัพย์สิน หรือพอมีทรัพย์สินศฤงคาร ก็เผาผลาญจนหมดสิ้นกับสิ่งเหลวไหล กลายเป็นคนล้มละลาย เมื่อเสียชีวิตลงส่งผลให้ครอบครัวเดือดร้อนเกิดความทุกข์ เพราะหนี้สินของผู้ตายที่สร้างไว้
                บัณฑิต ผู้มองการไกลจะไม่ประมาท พยายามตั้งทุนให้กับชีวิตตนเอง ทั้งทุนภายในและทุนภายนอก ทุนภายในจะส่งผลดีแก่ตนและสังคม ส่วนทุนภายนอกจะอำนวยประโยชน์แก่ตนและครอบครัวทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้ที่พยายามทำชีวิตให้มีคุณค่า นับว่าเป็นผู้มีปัญญา น่าสรรเสริญ สมดังคติพจน์
                                เกิดเป็นคน            อย่าให้จนความดี
                                เกิดมาทั้งที            ต้องทำดีให้ได้
                                จะตายทั้งที            ต้องฝากดีเอาไว้

........................................

สำคัญเหมือนกัน


                เมื่อเรากางนิ้วมือออกดู จะพบว่านิ้วทั้งห้าไม่เท่ากัน โดยนิ้วที่ยาวที่สุดคือนิ้วกลาง ถัดไปก็นิ้วนาง นิ้วชี้ นิ้วก้อย และนิ้วหัวแม่มือตามลำดับ อวัยวะที่ต่างกันอย่างนิ้วมือไม่น่าจะทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่นิ้วมือกลับเป็นอวัยวะที่ทำงานร่วมกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
                มองในแง่อุทาหรณ์สอนใจ นิ้วมือก็เป็นอุปกรณ์การเตือนสติตัวเจ้าของอย่างน้อย ๓ ประการ คือ
                ๑. สามัคคี ธรรมชาติของนิ้วมือ จะทำงานประสานกันโดยอัตโนมัติ เวลาที่แขนมีงานต้องทำ จะพบว่าไม่มีนิ้วใดอยู่เฉยๆ เลย นิ้วแต่ละนิ้วต่างมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างเหมาะสม ทำให้งานหนักกลายเป็นงานเบา งานช้ากลายเป็นงานเร็ว และงานยากกลายเป็นงานง่าย
                ๒. ความรับผิดชอบ การดำเนินชีวิตของคนเรา บางครั้งก็นิยมใช้นิ้วมือเป็นอวัยวะทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น นิ้วหัวแม่มือเป็นอวัยวะในการพิมพ์ลายนิ้วมือ นิ้วชี้เป็นอวัยวะสำหรับสั่งงาน ส่วนนิ้วนางเป็นอวัยวะสำหรับสวมแหว ทำหน้าที่รับรองความผูกพันของคู่บ่าวสาว
                ๓. ความอ่อนน้อมถ่อมตน ในการแสดงความเคารพนับถือกัน นิ้วมือก็เป็นอวัยวะที่ถูกนำมาใช้มากกว่า อวัยวะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการประนมมือ การไหว้ การกราบ  รวมถึงการโบกมืออำลากัน จึงกล่าวได้ว่านิ้วมือเป็นอุปกรณ์สำหรับแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน
                หากเราพิจารณาดูการทำหน้าที่ของนิ้วมือทั้งห้าอยู่บ่อยๆ ย่อมจะมองเห็นคุณค่าทางคุณธรรมที่แฝงอยู่ในนิ้วทั้งห้า ดังกล่าว ข้อสำคัญคือ ไม่ควรคิดว่านิ้วไหนสำคัญกว่า หรือสำคัญที่สุดแต่เพียงนิ้วเดียว เพราะทุกนิ้วสำคัญเหมือนกัน เช่นเดียวกับคนที่ทำหน้าที่ต่างๆ กันอยู่ในสังคม ถ้าเรารู้จักพิจารณาให้ถูกวิธี เราจะมองกันและกันได้ด้วยความสบายใจ ไม่มีการดูถูกคนอื่นหรือดูถูกตัวเองวาต่ำต้อย หรือทะนงตัวว่าตัวสำคัญกว่าคนอื่น เพราะแม้แต่ละคนจะมีความสำคัญไม่เท่ากัน แต่ทุกคนก็สำคัญเหมือนกันหมด

........................................

ผู้นำ


                ผู้นำในทุกระดับ มักจะมีคนอยู่เบื้องหลัง หรือคนใกล้ชิดในตำแหน่งเลขานุการ หรือที่ปรึกษา งานของผู้นำโดยส่วนใหญ่จะเจริญก้าวหน้าหรือถอยหลัง บางครั้งขึ้นอยู่กับบุคคลใกล้ชิดเหล่านี้ เรื่องบางเรื่องที่ผู้นำไม่สามารถแก้ไขหรือตัดสินใจได้ บ่อยครั้งที่การแก้ไขหรือการตัดสินใจเกิดจากคำแนะนำและการตัดสินใจของบุคคลใกล้ชิดเหล่านี้ หากผู้นำมีคนใกล้ชิดที่มีความรู้ดี ความสามารถดี และมีคุณธรรม ก็ถือว่าโชคดี ถ้าได้คนใกล้ชิดที่มีลักษณะในทางตรงกันข้าม ผลงานก็ออกมาในทางไม่ดีและไม่สามารถไปตลอดรอดฝั่งได้ ดังนั้นผู้นำจึงควรมีกุศโลบายหรือหลักในการดำรงตน โดยขอแนะนำไว้ ๔ วิธี คือ
                ๑.ปากจู๋ คือพูดน้อย
                ๒.หูกว้าง คือฟังมาก
                ๓.ตาโต คือดูให้ถ้วนถี่
                ๔.โง่เป็น คือ รู้แต่เป็นทำไม่รู้เสียบ้าง
                นี่เป็นกุศโลบายที่สามารถทำให้ผู้นำมีความรู้ มีสติ มีปัญญา มีหูตากว้างไกล และสามารถแสวงหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไว้เป็นคนใกล้ชิดได้ในระดับที่ต้องการได้ ดังนั้นความสามารถของผู้นำประการแรกสุดและสำคัญสุด จึงอยู่ที่การรู้จักเลือกคนและใช้คนให้เหมาะสมนั่นเอง โดยมีหลักพอแนะนำในการเลือกได้ดังนี้
                                คนดี คือคนที่ไม่นำไปสู่ส่วนเกิน
                                คนเก่ง คือคนที่ไม่เพลิดเพลินกับความเก่งของตนเอง และอบายมุข
                                คนกล้า คือคนที่ไม่ซุกตัวอยู่กับการกระทำที่ชั่วร้าย
                                คนมีค่ามีประโยชน์ คือคนที่รักและพร้อมให้อภัยแก่ทุกคน
..................................

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

ประหยัดกับตระหนี่


                “ประหยัด” หมายถึง การใช้ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ได้ประโยชน์มากที่สุดหรือใช้อย่างสิ้นเปลืองสูญเปล่าน้อยที่สุดโดยไม่จำกัดว่าจะเป็นการใช้เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่น ความหมายสั้นๆ ของความประหยัดก็คือ “ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น” ส่วนความตระหนี่ หมายถึงการไม่ยอมเสียในเมื่อถึงเวลาที่ควรจะเสีย เช่น เมื่อหิวถึงเวลาควรกินก็ไม่ยอมกินเพราะกลัวหมด เมื่อเจ็บป่วยจำเป็นต้องรักษาพยาบาลก็ไม่ยอมรักษาเพราะกลัวยากจน ถึงคราวที่ควรเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นบ้างก็ไม่ทำเพราะกลัวสิ้นเปลือง อย่างนี้เรียกว่า “ตระหนี่” ความหมายสั้นๆ ก็คือ “แม้ในยามจำเป็นก็ไม่ยอมใช้จ่าย”
                มีผู้เข้าใจสับสนว่า เมื่อเห็นคนประหยัดก็คิดว่าเขาตระหนี่ ส่วนคนที่ตระหนี่ก็มักเข้าใจว่าตนประหยัด ทั้งสองข้อนี้ มีบางคนเข้าใจว่า เมื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ก็จะทำให้ทรัพย์สินเจริญพอกพูนขึ้นได้ดุจเดียวกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นจริงได้ในระดับหนึ่ง แต่ในทางหลักธรรม ความประหยัดกับความตระหนี่ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติต่างกัน คือ ความประหยัดส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากคุณธรรม เป็นฝ่ายกุศล จึงทำให้บุคคลผู้ดำเนินชีวิตด้วยคุณธรรมในลักษณะนี้นั้นมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย มีวิธีการที่จะใช้ทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เป็นประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเอง ครอบครัวและสังคม รู้จักบำรุงรักษาทรัพย์อย่างเหมาะสม ไม่ปล่อยปละละเลย ทำให้ทรัพย์นั้นมีอายุการใช้งานได้นาน ส่วนความตระหนี่มักเกิดจากกิเลสฝ่ายอกุศล จึงทำให้ผู้ดำเนินชีวิตตามกิเลส หวงแหนทรัพย์สินในทางที่ไม่ถูกต้อง บุคคลตระหนี่จึงมักเป็นอยู่อย่างลำบากโดยไม่จำเป็นและมักขาดคนเห็นใจ ขาดพวกพ้องบริวาร ดังมีคำที่ว่า “บริวารมาเพราะน้ำใจมี บริวารหนีเพราะน้ำใจลด บริวารหมดเพราะน้ำใจแห้ง”
                เมื่อทราบถึงความแตกต่างนี้แล้ว เราจึงควรมีอุตสาหะในการประหยัดพร้อมทั้งกำจัดความตระหนี่ กล่าวเฉพาะความประหยัด ไม่ว่าจะประหยัดในเรื่องใดก็ตามล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็นและทรงคุณค่า ต่อการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น โดยเฉพาะความประหยัดเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าตนเอง ดังมีคำประพันธ์ท่ว่า
                                “ ง เงินนั้นหายาก               ต้องลำบากตราตรำไป
                                ทำงนแทบขาดใจ กว่าจะได้เงินนั้นมา
                                ใช้จ่ายอย่างประหยัด           รัดเข็มขัดให้แน่นหนา
                                หนี้สินอย่าสร้างมา             ภายภาคหน้าสบายเอย”


..........................................

ความดี ๔ ระดับ


                พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงระดับความดีของคนไว้เป็นขั้นๆ โดยกำหนดเอาลักษณะอุปนิสัยผู้นั้นแสดงออกมาเป็นเกณฑ์กำหนด ทั้งนี้เพื่อให้รู้ว่า ใครมีลักษณะนิสัยอย่างไร เป็นคนประเภทไหน ควรคบหรือไม่ควรคบ ควรเลือกเป็นสามี ภรรยาหรือไม่ควรอย่างไร  ซึ่งมีอยู่ ๔ ระดับด้วยกัน คือ
                ๑.ผู้มีความขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน ไม่เกียจคร้าน หนักเอาเบาสู้ ไม่ท้อถอย มีความรับผิดชอบในการทำมาหากิน คนประเภทนี้ชื่อว่ามีความดีในระดับต้น เพราะความขยันอย่างนี้ทำได้ไม่ยากนัก
                ๒.ผู้มีอาหารหรือมีของกินอะไรแล้วคิดถึงคนอื่น เช่น คิดถึงบุพการีชน คิดถึงญาติมิตรหรือคิดถึงคนที่เคยอุปการะตนมา เป็นต้น ต้องการให้คนเหล่านั้นได้ลิ้มรสของนั้นบ้าง แล้วก็จัดแจงแจกแบ่งไปให้ตามสมควร คนประเภทนี้เรียกว่าเป็นคนมีน้ำใจ มีอุปนิสัยเอื้อเฟื้อ จัดว่ามีความดีในระดับสอง เพราะทำได้ยากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
                ๓.ผู้ได้ลาภผลอะไรแล้วไม่หลงระเริงดีใจจนเกินเหตุ เช่น ได้ยศ ได้ตำแหน่งมาก็ไม่แสดงอาการฟูขึ้น คือไม่ลิงโลดจนออกนอกหน้า ซึ่งแสดงถึงความเป็นคนตกอยู่ในอำนาจของโลกธรรม ไม่อาจวางใจเฉยได้ คนที่ได้อะไรแล้วหลงระเริงหลงติดหรือตกเป็นทาสของสิ่งนั้น เวลาเสื่อมลาภจะทุกข์ระทมหนักพอๆ กับดีใจเมื่อได้ลาภ ผู้ที่ไม่หลงระเริงดีใจจนเกินเหตุเมื่อได้ลาภผลอย่างนี้ จัดว่ามีความดีในระดับสาม
                ๔.ผู้ประสบกับความวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เสื่อมลาภที่ตนได้มา หรือต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักของตน ก็ไม่ลำบากใจและไม่เสียใจจนเกินควร สามารถทำใจให้เป็นปกติ ตั้งสติได้มั่นคง คนที่ทำได้อย่างนี้จัดว่ามีความดีระดับสี่ ซึ่งสูงที่สุดในจำพวกความดี ๔ ระดับ เพราะทำได้ยากยิ่ง
                ใครจะมีความดีระดับไหน ก็ลองนำจิตใจและอุปนิสัยที่แท้จริงของตนเองขึ้นมาวัดกับความดีทั้ง ๔ นี้ซึ่งเป็นเสมือนตาชั่ง ก็จะสามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง และเมื่อรู้แล้วจะได้เกิดความภูมิใจว่าตนมีความดีอยู่ในระดับใด หรือถ้าหากชั่งดูแล้วยังไม่ติดอันดับ ก็จะได้ยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น เพื่อจะได้ติดอันดับความดีกับเขาบ้าง อย่างน้อยสักระดับหนึ่ง

.............................................

เครื่องกรองอารมณ์


                ในแต่ละวันเราจะได้พบเห็นสิ่งต่างๆ ได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง บางเรื่องทำให้ใจฟูขึ้น บางเรื่องทำให้ใจฝ่อลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของผู้รับข้อมูลว่ามีการพิจารณาใคร่ครวญและอดทนมากน้อยเพียรไร แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้เห็นหรือได้ฟังแต่ละครั้ง ย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจไม่มากก็น้อย หากเป็นเรื่องไกลตัว จะดีหรือร้ายก็อาจรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องใกล้ตัวก็อาจทำให้รู้สึกเป็นสุขหรือเศร้าได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อได้พบเห็นอะไรหรือได้ฟังอะไรแล้วจึงไม่ควรด่วนสรุปว่า คงเป็นอย่างนี้ หรือคงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด หลักปฏิบัติก็คือ เมื่อได้รับข้อมูลมาแล้วจะต้องใช้หลักที่พระท่านเรียกว่า โยนิโสมนสิการ คือพิจารณาใคร่ครวญโดยอุบายอันแยบคายเสียก่อน ตรงกับหลักพุทธภาษิตว่า นิสัมมะ กะระณัง เสยโย แปลว่า ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำดีกว่า หรือคำโบราณที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าจำไว้ในใจ” ล้วนเป็นคำสอนที่ให้ใช้ความรอบคอบ เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง มิฉะนั้น อาจเข้าใจผิด และตัดสินใจผิดพลาดส่งผลเสียหายต่อการดำเนินชีวิตได้ จึงต้องมีสติ ยั้งคิด พินิจให้รอบคอบก่อน ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะสังคมปัจจุบันมีสิ่งที่ลวงตามากมาย อาจทำให้หลงผิด แล้วยึดติดโดยมิทันรู้ตัว
                ด้วยเหตุนี้ ผู้มีปัญญาดี เมื่อได้รับข้อมูลมา จะโดยการได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม จะต้องกลั่นกรองให้รอบคอบก่อน จึงค่อยตัดสินใจ เพราะผู้มีใจหนักแน่นในเหตุผล ยิ่งมีความอดทนและแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะดำรงตนอยู่ในฐานะใดๆ ก็จะไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์ที่ปรากฏ ทั้งฝ่ายดีหรือฝ่ายเสีย แต่จะตั้งตนอยู่ในความเป็นกลางเที่ยง ธรรมสม่ำเสมอ ไม่ทำให้ต้องเสียศูนย์ อันจะเป็นเหตุให้สูญเสียความถูกต้องดีงามทั้งปวง

.............................................

ชีวิตกับความสันโดษ


                ในบรรดาคำสอนที่มีผู้เข้าใจผิดนั้น ความสันโดษนับเป็นคำสอนหนึ่งที่มีผู้เข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนจากความหมายเดิมอยู่ เช่น เข้าใจว่าความสันโดษ คือความมักน้อยไม่อยากได้อะไรมาก บางคนเข้าใจว่า ความสันโดษทำให้คนเกียจคร้าน ทำให้ประเทศชาติไม่เจริญก้าวหน้า เป็นต้น
                คำว่า “สันโดษ” ในทางธรรมหมายถึง การมีความสุขความพอใจกับสิ่งที่หามาได้ด้วยความเพียรพยายามอันสุจริต ไม่โลภไม่ริษยาใคร ผู้มีสันโดษในหัวใจจะรู้สึกรักใคร่อิ่มใจในสิ่งที่ตนเกี่ยวข้อง เช่น รักชาติ รักครอบครัว รักหน้าที่ รักเกียรติของตน ในทางพุทธศาสนาจำแนกสันโดษไว้ ๓ ประการ คือ
                ๑. ยถาลาภสันโดษ แปลว่า ยินดีในสิ่งทั้งหลายตามที่ได้ เป็นความรู้สึกพอใจ อิ่มใจกับสิ่งที่ตนได้รับ ยถาลาภสันโดษนี้ เมื่อซึมซับอยู่ในใจของใครแล้ว จะทำให้บุคคลนั้นไม่โลภ ไม่อิจฉาริษยาคนอื่น ไม่รู้สึกเดือดร้อนเพราะไม่ได้อย่างใจ ผู้ขาดสันโดษข้อนี้จะหิวโหยอยู่ตลอดเวลาเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ตนได้นั้นไม่ดี ที่ดียังไม่ได้
                ๒. ยถาพลสันโดษ แปลว่า ยินดีตามกำลัง เป็นความรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ได้มาตามความรู้ความสามารถของตน ซึ่งได้ทำลงไปเต็มสติกำลังแล้ว รวมไปถึงการใช้สอยที่เหมาะแก่ความจำเป็น
                ๓. ยถาสารุปปสันโดษ แปลว่า ยินดีตามสมควร คือ สมควรแก่สถานภาพที่ต้องมีอยู่ เป็นอยู่ ในทางปฏิบัติ ก็หมายถึงการรู้ตัวฐานะอย่างเรา ควรมีควรใช้อะไรแค่ไหน อย่างไร เมื่อมีเมื่อใช้สิ่งที่เหมาะสมแก่ฐานะของตัวก็พอใจอิ่มใจ ไม่รู้สึกน้อยหน้าใคร ผู้ขาดสันโดษข้อนี้ชีวิตจะขาดความพอดีอยู่เสมอ
                สันโดษ ๓ ประการนี้ มีความมุ่งหมายที่จะให้ผู้ปฏิบัติรู้จักบริโภคใช้สอยสิ่งของด้วยสติปัญญา ให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนได้มาหรือมีอยู่ จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตไม่น้อย ผู้มีสันโดษดังกล่าวมา จะช่วยให้ชีวิตมีปัญหาน้อยลง มีความสุขมากขึ้น คนมีคู่ครองถ้ารู้จักสันโดษในคู่ของตนก็จะทำให้ครอบครัวพบแต่ความสงบสุขตลอดไป

.........................................