Used vs. Loved
ถูกใช้(ใช้งาน) / เป็นที่รัก(ถูกรัก)
~~~~
While a man was polishing his new car,
ขณะที่... ชายคนหนึ่ง กำลังขัดรถใหม่-ของเขา
his 6 yr old son picked up a stone and
scratched lines on the side of the car.
ลูกชายวัย 6 ขวบ ได้เอาก้อนหินมาขีดเส้น
ข้างรถของเขา ...
In anger, the man took the child's hand
and hit it many times;
ด้วยความโกรธ .. เขาจับ-มือลูกชายมา
ตีอย่างแรง-ไปหลายที ...
not realizing he was using a wrench.
โดย ไม่ได้ตระหนัก..ว่า สิ่งที่เขาใช้ตี-คือ .ประแจ-ขันน็อต
At the hospital, the child lost all his
fingers due to multiple fractures.
ที่ รพ. ลูกชายของเขา-ต้องสูญเสียนิ้วมือ
ทั้งหมด เพราะ .. กระดูกแตก-ละเอียด .
When the child saw his father.
เมื่อเด็กชายเจอ พ่อ
with painful eyes he asked,
เขาถาม-พ่อด้วยสายตา ..อันเจ็บปวด
'Dad when will my fingers grow back?'
พ่อครับ! นิ้วผมจะงอกมาเหมือนเดิม .
เมื่อไหร่ ครับ
The man was so hurt and speechless;
ชายคนนั้น . เจ็บปวดมาก และ พูดไม่ออก
he went back to his car and kicked it a lot of times.
เขากลับไป เตะรถคันนั้น-หลายครั้ง .
Devastated by his own actions.
เขาได้ ทำลายมัน ด้วยตัว-เขาเอง
sitting in front of that car he looked at the scratches;
เขานั่ง หน้ารถ แล้ว มองที่รอย ขีดข่วน
the child had written 'LOVE YOU DAD'.
ลูกชายเขา ... เขียนคำว่า ... " ผมรักพ่อ "
The next day that man committed suicide
วันรุ่งขึ้น เขา ..ก็ฆ่า-ตัวตาย
Anger and Love have no limits;
ความโกรธ และ ความรัก ไม่มีขีด-จำกัด
choose the latter to have a beautiful, lovely life.
จงเลือกสิ่งหลัง . เพื่อการอยู่อย่างงดงาม ...
และ อบ-อวลด้วย ... ความรัก ...
Things are to be used and people are to be loved.
สิ่งของ-ทั้งหลาย ... มีไว้เพื่อให้ใช้...
คน มีไว้เพื่อ ... ให้รัก ...
But the problem in today's world is that,
แต่ ... ปัญหาของโลก ... ในปัจุบัน ... คือ ...
People are used and things are loved.....
คนมีไว้-เพื่อถูกใช้งาน แต่ สิ่งของกลับเป็นที่รัก
In this year, let's be careful to keep this
thought in mind:
จากนี้-ไป ... ขอให้ พวกเรา ... ตั้งใจจดจำไว้ว่า
Things are to be used, but People are
to be loved.
สิ่งของทั้งหลาย .มีไว้เพื่อถูกใช้งาน .
และ คนมีไว้ .เพื่อเป็น-ที่รัก .
Watch your thoughts;
จงเฝ้าดู .ความคิดคุณ .
they become words.
เพราะ มันจะกลาย-เป็นคำพูด .
Watch your words;
จงเฝ้า ระวังคำพูด .
they become actions.
เพราะ . มันจะกลาย ..เป็นการกระทำ ...
Watch your actions;
จงเฝ้าดู ... การกระทำ ...
they become habits.
เพราะ ... มันจะ-เป็นนิสัย ...
Watch your habits,
จงเฝ้าระวัง ... นิสัยคุณ ...
they become character;
เพราะ ... มันจะเป็น ... บุคคลิก ...
Watch your character;
จงเฝ้าดู ... บุคคลิก ...
it becomes your destiny.
เพราะ ... มันจะบอก...ความเป็นตัวตน-ของคุณ
I'm glad a friend forwarded this to me as a reminder.
ฉันดีใจ ... ที่ เพื่อนส่งบทความนี้-มาช่วยเตือน
If you don't pass this on nothing bad will happen;
ถ้า-คุณไม่ส่งมันต่อ ... ก็ไม่ผิดอะไร ...
if you do, you might change someones life.
แต่ ... ถ้าส่งต่อ ... คุณอาจเปลี่ยนชีวิต ...
ใคร-บางคนได้ ...
I'm not a magician. She was not an
angel. Equal human
ฉัน-ไม่ใช่ผู้วิเศษ ... เธอก็-ไม่ใช่ ... เทวดา.
ก็มนุษย์-เท่ากัน
วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
แด่...ลูก
"อ่านช้าช้า พิจราณาให้เข้าใจ เผื่อว่าชีวิตอาจจะหลงลืม อะไรไปบ้าง"...
วัยพ่อแม่นี้ ขี้ใจน้อย เป็นยิ่งนัก
เมื่อลูกทัก ว่าทำผิด มันติดหู
นึกทีไร น้ำตาล้น จนร่วงพรู
จงเอ็นดู เถิดหนา อย่าบ่นเลย
เข่าก็อ่อน แรงก็ล้า ตามัวซ้ำ
ลูกช่วยค้ำ พยุงบ้าง อย่านั่งเฉย
ตอนลูกเล็ก ปีนขี่คอ พ่อยังเคย
อย่าละเลย ให้ชอกช้ำ ระกำใจ
ลูกพูดไป ฟังไม่ทัน อย่าหันหนี
พูดอีกที เถิดลูกรัก อย่าผลักไส
หูมันแก่ ฟังลูกเล่า ไม่เข้าใจ
จับความได้ กะพร่องกะแพร่ง ชี้แจงที
ตอนลูกเล็ก พูดซ้ำมา ดูน่ารัก
ตอนนี้พ่อแม่ แก่นัก ชักลืมถี่
พูดซ้ำซาก มากมาย ตั้งหลายที
ขอคนดี อย่าถือโทษ โกรธมากเกิน
ลูกงานหนัก พ่อแม่ก็รู้ อยู่ว่าหนัก
ขอลูกรัก พักคุยบ้าง อย่าห่างเหิน
อยู่กับลูก กับเมีย เสียจนเพลิน
ขอแค่เดิน มาถามไถ่ ในบางที
เรื่องสำลัก ข้าวปลา อาหารน้ำ
เกิดซากซ้ำ จนระอา น่าหน่ายหนี
ขอให้ลูก จงอดทน เถิดคนดี
แก่แล้วมี ปัญหา มาทุกคน
อีกไม่นาน หรอกหนา เวลาผ่าน
ความรำคาญ ทั้งหลายแหล่ แม้สับสน
คงไม่กลับ มาเกิดซ้ำ ทำเวียนวน
เมื่อผ่านพ้น พ่อแม่ลับ ดับชีวิต
ขอให้ลูก ได้อยู่
วัยพ่อแม่นี้ ขี้ใจน้อย เป็นยิ่งนัก
เมื่อลูกทัก ว่าทำผิด มันติดหู
นึกทีไร น้ำตาล้น จนร่วงพรู
จงเอ็นดู เถิดหนา อย่าบ่นเลย
เข่าก็อ่อน แรงก็ล้า ตามัวซ้ำ
ลูกช่วยค้ำ พยุงบ้าง อย่านั่งเฉย
ตอนลูกเล็ก ปีนขี่คอ พ่อยังเคย
อย่าละเลย ให้ชอกช้ำ ระกำใจ
ลูกพูดไป ฟังไม่ทัน อย่าหันหนี
พูดอีกที เถิดลูกรัก อย่าผลักไส
หูมันแก่ ฟังลูกเล่า ไม่เข้าใจ
จับความได้ กะพร่องกะแพร่ง ชี้แจงที
ตอนลูกเล็ก พูดซ้ำมา ดูน่ารัก
ตอนนี้พ่อแม่ แก่นัก ชักลืมถี่
พูดซ้ำซาก มากมาย ตั้งหลายที
ขอคนดี อย่าถือโทษ โกรธมากเกิน
ลูกงานหนัก พ่อแม่ก็รู้ อยู่ว่าหนัก
ขอลูกรัก พักคุยบ้าง อย่าห่างเหิน
อยู่กับลูก กับเมีย เสียจนเพลิน
ขอแค่เดิน มาถามไถ่ ในบางที
เรื่องสำลัก ข้าวปลา อาหารน้ำ
เกิดซากซ้ำ จนระอา น่าหน่ายหนี
ขอให้ลูก จงอดทน เถิดคนดี
แก่แล้วมี ปัญหา มาทุกคน
อีกไม่นาน หรอกหนา เวลาผ่าน
ความรำคาญ ทั้งหลายแหล่ แม้สับสน
คงไม่กลับ มาเกิดซ้ำ ทำเวียนวน
เมื่อผ่านพ้น พ่อแม่ลับ ดับชีวิต
ขอให้ลูก ได้อยู่
Posted by
1081009
วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
แม่
ลูกจ๋า อย่าส่งแม่ไปบ้านพักคนชราเลย! (อ่านให้ได้นะ)
ลูกสะใภ้พูดว่า “ทำจืด แม่ก็ว่าไม่มีรสชาติ ตอนนี้ทำเค็มนิดหนึ่ง แม่ก็ว่า กินไม่ได้ แล้วจะเอายังไง!”
เมื่อแม่เห็นลูกชายกลับมา ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่กลืนข้าวเข้าปาก ลูกสะใภ้มองตามด้วยความโกรธ
เมื่อลูกชายลองชิมอาหารที่แม่กำลังกิน ก็พูดกับภรรยาว่า
“ผมบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าโรคของแม่กินเค็มมากไม่ได้?”
“เอาละ! ในเมื่อเป็นแม่ของคุณ วันหลังคุณก็ทำเองก็แล้วกัน” ลูกสะใภ้กล่าวด้วยความโมโห แล้วก็สะบัดหน้าเดินเข้าห้องไป
ลูกชายเรียกตามด้วยความจนใจ จากนั้นก็หันมาพูดกับแม่ว่า
“แม่ครับ ไม่ต้องกินหรอก เดี๋ยวผมต้มบะหมี่ให้แม่กินนะครับ”
“ลูกมีอะไรจะพูดกับแม่ไหม? ถ้ามีก็บอกแม่เถอะ อย่าเก็บไว้เลย”แม่เห็นอาการกังวลของลูกชาย
“แม่ครับ เดือนหน้าผมได้เลื่อนตำแหน่ง เกรงว่าจะต้องมีงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เมียผมก็อยากออกไปทำงาน คือว่า....”
แม่รู้ทันทีว่าลูกชายจะพูดอะไรต่อ....
“อย่าส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชรานะลูก....” แม่พูดออกมาอย่างอ้อนวอน
ลูกชายนิ่งคิดไปนาน แต่ก็พยายามหาทางออกที่ดีกว่านี้
“แม่ครับ อยู่บ้านพักคนชราก็ดีนะแม่จะได้ไม่เหงา ที่นั่นมีคนดูแล ดีกว่าอยู่ที่บ้านนะครับ หากเมียผมไปทำงาน เธอจะไม่มีเวลาดูแลแม่เลยนะครับ”
หลังจากที่เขาอาบน้ำเสร็จ ก็ออกมาทานบะหมี่ จากนั้นก็เข้าไปที่ห้องหนังสือ เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่าง ในใจเกิดความสับสนขัดแย้ง ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี!
แม่ของเขาเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว กล้ำกลืนทนทุกข์เลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่ อีกทั้งส่งเสียให้เรียนยังต่างประเทศ แต่แม่ไม่ได้อ้างสิ่งที่ทำไปเป็นเบี้ยต่อรองให้เขาต้องเลี้ยงดู
กลับกันภรรยาผู้มาทีหลังกลับเรียกร้องให้เขาต้องรับผิดชอบ นี่เขาต้องส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราจริงหรือ?
“คนที่จะอยู่กับแกในช่วงบั้นปลายชีวิตคือเมียนะโว้ย ไม่ใช่แม่!” เพื่อนๆมักจะเตือนเขาอย่างนี้
“แม่ของเธอแก่แล้วนะ หากโชคดีก็อยู่กับแกได้อีกหลายปี ทำไมไม่อาศัยเวลาที่เหลือของแม่แล้วก็กตัญญูปรนนิบัติท่านละ อย่ารอให้แกอยากกตัญญูแต่แม่ไม่อยู่แล้ว แล้วแกจะเสียใจ!” ญาติๆมักจะเตือนเขาว่าอย่างนี้
เขาไม่กล้าคิดอะไรต่อ กลัวว่าตนเองจะเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ
เย็นแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เขานั่งเงียบๆคนเดียวด้วยจิตใจที่หดหู่
ณ บ้านพักคนชราที่แสนจะหรูหรานอกชานเมือง เขาใช้เงินจำนวนมากเพื่อทดแทนความรู้สึกผิดต่อแม่ของเขา อย่างน้อยที่นี่ก็สะดวกสบาย
เมื่อเขาพยุงแม่เข้าสู่ตัวอาคาร ทีวีจอยักษ์กำลังฉายภาพยนตร์ตลกอยู่ แต่ไม่มีเสียงหัวเราะจากผู้ชมแม้แต่คนเดียว คนชราจำนวนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน นั่งอยู่บนโซฟานั่งมองประตูทางเข้าด้วยสายตาอันเหม่อลอย หญิงชราคนหนึ่ง กำลังก้มตัวลงไปเก็บขนมที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาใส่ปาก
เขารู้ว่าแม่ชอบห้องที่สว่างโล่ง จึงเลือกห้องที่แสงพระอาทิตย์สามารถสาดส่องเข้ามาได้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังร่วงลงสู่พื้นหญ้าเป็นจำนวนมาก นางพยาบาลหลายคนกำลังเข็นรถเข็นที่มีคนชรานั่งอยู่ออกไปชมพระอาทิตย์ตกดิน รอบตัวเงียบสงัด ทำให้เขาสะท้านวาบในจิตใจ
แม้แสงพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้าจะงดงามสักเพียงใด นั่นก็หมายความว่าความมืดยามค่ำคืนกำลังจะย่างกรายเข้ามาแทนที่ เขาถอนหายใจเบาๆ
“แม่ครับ ผม....ต้องไปแล้วนะ” ผู้เป็นแม่ทำได้เพียงแค่พยักหน้า
ตอนที่เขาเดินจากมา แม่ยังคงโบกมือลาด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อย อ้าปากพูดโดยไม่มีเสียงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาหันมามอง จึงเห็นผมสีดอกเลาของแม่ เขานึกในใจ “แม่แก่แล้วจริงๆ”
อยู่ๆ ภาพในครั้งอดีตก็ผุดขึ้นในห้วงแห่งความคิด ปีนั้นเขาอายุได้เพียงแค่6ขวบ แม่มีธุระต้องไปต่างจังหวัด จึงต้องพาเขาไปฝากไว้ที่บ้านคุณลุง ตอนที่แม่จะออกจากบ้านไป เขารู้สึกกลัวมาก เอาแต่กอดขาแม่ไม่ยอมให้แม่ไป
“แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูไป แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูนะ!” สุดท้าย แม่ก็ไม่กล้าทิ้งเขาไปต่างจังหวัด
เขารีบก้าวเท้าเดินออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เมื่อปิดประตูแล้วก็ไม่กล้าหันไปมองแม่อีก
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเห็นภรรยาและแม่ยาย กำลังเก็บเอาข้าวของของแม่โยนออกมานอกห้อง
ถ้วยรางวัลรูปคนยืนสูงประมาณ3ฟุตที่เขาชนะเลิศประกวดเรียงความ “แม่ของฉัน”
พจนานุกรมอังกฤษจีนที่แม่ซื้อให้เขาในวันเกิด ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับจากแม่
ยังมียาหม่องน้ำที่แม่ต้องทาขาก่อนนอนทุกวันฯ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! พวกคุณโยนของๆแม่ผมออกมาทำไม?” เขาถามออกไปด้วยความโมโหสุดขีด
“ขยะทั้งนั้น ถ้าไม่ทิ้ง แล้วฉันจะเอาของๆฉันวางไว้ตรงไหน?” แม่ยายพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ใช่แล้ว คุณรีบเอาเตียงเน่าๆของแม่คุณไปทิ้งได้แล้ว พรุ่งนี้ฉันจะซื้อเตียงใหม่ให้แม่ฉัน!”
รูปเก่าๆสมัยเขายังเด็กกองอยู่กับพื้น มันเป็นรูปที่แม่พาเขาไปเที่ยวสวนสัตว์และสวนสนุก
“นั่นมันเป็นสมบัติของแม่ผม ใครก็เอาไปทิ้งไม่ได้!”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ มาทำเสียงดังกับแม่ฉันได้ยังไง ขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้!”
“ผมเลือกคุณก็ต้องรักแม่คุณด้วย แต่คุณแต่งงานเข้ามาอยู่บ้านผม ทำไมคุณรักแม่ผมไม่ได้?”
ท้องฟ้าอันมืดมิดหลังฝนตก หนาวสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ ท้องถนนที่ว่างเปล่าไร้รถรา บีเอ็มดับบลิวคันหนึ่งพุ่งไปข้างหน้าราวกับอยู่ในสนามแข่ง พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ของชายคนหนึ่งซึ่งมุ่งไปทางบ้านพักคนชรานอกเมือง
จอดรถเสร็จ เขารีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องพักของแม่ เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขายืนมองแม่ด้วยความรู้สึกที่ไม่น่าให้อภัยตัวเอง แม่ของเขาก้มหน้าใช้มือนวดที่ขาของตัวเอง
เมื่อแม่ของเขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตู ก็เห็นลูกชายของตัวเองยืนอยู่ และในมือถือยาหม่องน้ำอยู่ และก็พูดออกมาด้วยเสียงอ่อนโยนว่า
“แม่ลืมเอามาด้วย ดีนะที่ลูกเอามาให้...”
เขาเดินไปหาแม่และคุกเข่าลงไป
“ดึกแล้วลูก แม่ทาเองได้ พรุ่งนี้ลูกต้องไปทำงานแต่เช้า กลับไปเถอะ!”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
“แม่ครับ ผมขอโทษ แม่ยกโทษให้ผมนะ กลับบ้านเราเถอะ!”
#########################
ลูกรัก ตอนที่เจ้ายังเด็ก แม่ใช้เวลาทั้งหมด ค่อยๆสอนให้เจ้าใช้ช้อนใช้ตะเกียบคีบอาหาร สอนเจ้าใส่รองเท้า สอนเข้ากลัดกระดุม สอนเจ้าใส่เสื้อผ้า อาบน้ำให้เจ้า เช็ดอุจาระปัสาวะให้เจ้า
สิ่งเหล่านี้แม่ไม่เคยลืม
หากวันหนึ่ง แม่จำไม่ได้ หรือเริ่มพูดช้าลง ขอเวลาให้แม่สักหน่อย รอแม่ได้ไหม ให้แม่ได้คิด...บางครั้ง สิ่งที่แม่อยากจะพูดกับเจ้า แม่อาจจะพูดกับเจ้าไม่ได้อีกแล้ว
ลูกรัก ลูกจำได้ไหม แม่ต้องสอนเจ้ากี่ร้อยครั้งให้เจ้าพูดว่าคำว่าแม่ได้!
แม่ดีใจมากแค่ไหนที่เจ้าเริ่มพูดเป็นประโยคได้?
แม่ต้องตอบคำถามของเจ้ากี่ร้อยครั้ง กว่าเจ้าจะเข้าใจในสิ่งที่เจ้าสงสัย!
ดังนั้น หากวันหนึ่ง แม่ถามเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเรื่องเดิมๆ ขอให้เจ้าอย่ารำคาญจะได้ไหม?
ตอนนี้แม่อาจกลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ ยามกินข้าวอาจหกเลอะเสื้อผ้า เจ้าอย่าเอ็ดแม่ได้ไหม? ขอให้เจ้าอดทนและอ่อนโยนกับแม่ ขอเพียงเจ้าอยู่ข้างๆแม่ แม่ก็รู้สึกอุ่นใจ
ลูกรัก วันนี้ขาของแม่เริ่มอ่อนแรง ยืนได้ไม่ค่อยนาน เดินเหินลำบาก ขอให้ลูกจับมือและพยุงแม่ไว้ เดินเป็นเพื่อนแม่จนวันที่แม่สิ้นใจ เหมือนวันที่เจ้าคลอดมา แม่ก็พยุงเจ้าเดินอย่างนี้เหมือนกัน !
จำเขามาเล่า ขอบคุณเจ้าของบทความดีๆ ท่านอ่านแล้ว ท่านจะเก็บไว้คนเดียว หรือส่งต่อครับ
ลูกสะใภ้พูดว่า “ทำจืด แม่ก็ว่าไม่มีรสชาติ ตอนนี้ทำเค็มนิดหนึ่ง แม่ก็ว่า กินไม่ได้ แล้วจะเอายังไง!”
เมื่อแม่เห็นลูกชายกลับมา ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่กลืนข้าวเข้าปาก ลูกสะใภ้มองตามด้วยความโกรธ
เมื่อลูกชายลองชิมอาหารที่แม่กำลังกิน ก็พูดกับภรรยาว่า
“ผมบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าโรคของแม่กินเค็มมากไม่ได้?”
“เอาละ! ในเมื่อเป็นแม่ของคุณ วันหลังคุณก็ทำเองก็แล้วกัน” ลูกสะใภ้กล่าวด้วยความโมโห แล้วก็สะบัดหน้าเดินเข้าห้องไป
ลูกชายเรียกตามด้วยความจนใจ จากนั้นก็หันมาพูดกับแม่ว่า
“แม่ครับ ไม่ต้องกินหรอก เดี๋ยวผมต้มบะหมี่ให้แม่กินนะครับ”
“ลูกมีอะไรจะพูดกับแม่ไหม? ถ้ามีก็บอกแม่เถอะ อย่าเก็บไว้เลย”แม่เห็นอาการกังวลของลูกชาย
“แม่ครับ เดือนหน้าผมได้เลื่อนตำแหน่ง เกรงว่าจะต้องมีงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เมียผมก็อยากออกไปทำงาน คือว่า....”
แม่รู้ทันทีว่าลูกชายจะพูดอะไรต่อ....
“อย่าส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชรานะลูก....” แม่พูดออกมาอย่างอ้อนวอน
ลูกชายนิ่งคิดไปนาน แต่ก็พยายามหาทางออกที่ดีกว่านี้
“แม่ครับ อยู่บ้านพักคนชราก็ดีนะแม่จะได้ไม่เหงา ที่นั่นมีคนดูแล ดีกว่าอยู่ที่บ้านนะครับ หากเมียผมไปทำงาน เธอจะไม่มีเวลาดูแลแม่เลยนะครับ”
หลังจากที่เขาอาบน้ำเสร็จ ก็ออกมาทานบะหมี่ จากนั้นก็เข้าไปที่ห้องหนังสือ เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่าง ในใจเกิดความสับสนขัดแย้ง ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี!
แม่ของเขาเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว กล้ำกลืนทนทุกข์เลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่ อีกทั้งส่งเสียให้เรียนยังต่างประเทศ แต่แม่ไม่ได้อ้างสิ่งที่ทำไปเป็นเบี้ยต่อรองให้เขาต้องเลี้ยงดู
กลับกันภรรยาผู้มาทีหลังกลับเรียกร้องให้เขาต้องรับผิดชอบ นี่เขาต้องส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราจริงหรือ?
“คนที่จะอยู่กับแกในช่วงบั้นปลายชีวิตคือเมียนะโว้ย ไม่ใช่แม่!” เพื่อนๆมักจะเตือนเขาอย่างนี้
“แม่ของเธอแก่แล้วนะ หากโชคดีก็อยู่กับแกได้อีกหลายปี ทำไมไม่อาศัยเวลาที่เหลือของแม่แล้วก็กตัญญูปรนนิบัติท่านละ อย่ารอให้แกอยากกตัญญูแต่แม่ไม่อยู่แล้ว แล้วแกจะเสียใจ!” ญาติๆมักจะเตือนเขาว่าอย่างนี้
เขาไม่กล้าคิดอะไรต่อ กลัวว่าตนเองจะเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ
เย็นแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เขานั่งเงียบๆคนเดียวด้วยจิตใจที่หดหู่
ณ บ้านพักคนชราที่แสนจะหรูหรานอกชานเมือง เขาใช้เงินจำนวนมากเพื่อทดแทนความรู้สึกผิดต่อแม่ของเขา อย่างน้อยที่นี่ก็สะดวกสบาย
เมื่อเขาพยุงแม่เข้าสู่ตัวอาคาร ทีวีจอยักษ์กำลังฉายภาพยนตร์ตลกอยู่ แต่ไม่มีเสียงหัวเราะจากผู้ชมแม้แต่คนเดียว คนชราจำนวนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน นั่งอยู่บนโซฟานั่งมองประตูทางเข้าด้วยสายตาอันเหม่อลอย หญิงชราคนหนึ่ง กำลังก้มตัวลงไปเก็บขนมที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาใส่ปาก
เขารู้ว่าแม่ชอบห้องที่สว่างโล่ง จึงเลือกห้องที่แสงพระอาทิตย์สามารถสาดส่องเข้ามาได้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังร่วงลงสู่พื้นหญ้าเป็นจำนวนมาก นางพยาบาลหลายคนกำลังเข็นรถเข็นที่มีคนชรานั่งอยู่ออกไปชมพระอาทิตย์ตกดิน รอบตัวเงียบสงัด ทำให้เขาสะท้านวาบในจิตใจ
แม้แสงพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้าจะงดงามสักเพียงใด นั่นก็หมายความว่าความมืดยามค่ำคืนกำลังจะย่างกรายเข้ามาแทนที่ เขาถอนหายใจเบาๆ
“แม่ครับ ผม....ต้องไปแล้วนะ” ผู้เป็นแม่ทำได้เพียงแค่พยักหน้า
ตอนที่เขาเดินจากมา แม่ยังคงโบกมือลาด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อย อ้าปากพูดโดยไม่มีเสียงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาหันมามอง จึงเห็นผมสีดอกเลาของแม่ เขานึกในใจ “แม่แก่แล้วจริงๆ”
อยู่ๆ ภาพในครั้งอดีตก็ผุดขึ้นในห้วงแห่งความคิด ปีนั้นเขาอายุได้เพียงแค่6ขวบ แม่มีธุระต้องไปต่างจังหวัด จึงต้องพาเขาไปฝากไว้ที่บ้านคุณลุง ตอนที่แม่จะออกจากบ้านไป เขารู้สึกกลัวมาก เอาแต่กอดขาแม่ไม่ยอมให้แม่ไป
“แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูไป แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูนะ!” สุดท้าย แม่ก็ไม่กล้าทิ้งเขาไปต่างจังหวัด
เขารีบก้าวเท้าเดินออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เมื่อปิดประตูแล้วก็ไม่กล้าหันไปมองแม่อีก
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเห็นภรรยาและแม่ยาย กำลังเก็บเอาข้าวของของแม่โยนออกมานอกห้อง
ถ้วยรางวัลรูปคนยืนสูงประมาณ3ฟุตที่เขาชนะเลิศประกวดเรียงความ “แม่ของฉัน”
พจนานุกรมอังกฤษจีนที่แม่ซื้อให้เขาในวันเกิด ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับจากแม่
ยังมียาหม่องน้ำที่แม่ต้องทาขาก่อนนอนทุกวันฯ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! พวกคุณโยนของๆแม่ผมออกมาทำไม?” เขาถามออกไปด้วยความโมโหสุดขีด
“ขยะทั้งนั้น ถ้าไม่ทิ้ง แล้วฉันจะเอาของๆฉันวางไว้ตรงไหน?” แม่ยายพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ใช่แล้ว คุณรีบเอาเตียงเน่าๆของแม่คุณไปทิ้งได้แล้ว พรุ่งนี้ฉันจะซื้อเตียงใหม่ให้แม่ฉัน!”
รูปเก่าๆสมัยเขายังเด็กกองอยู่กับพื้น มันเป็นรูปที่แม่พาเขาไปเที่ยวสวนสัตว์และสวนสนุก
“นั่นมันเป็นสมบัติของแม่ผม ใครก็เอาไปทิ้งไม่ได้!”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ มาทำเสียงดังกับแม่ฉันได้ยังไง ขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้!”
“ผมเลือกคุณก็ต้องรักแม่คุณด้วย แต่คุณแต่งงานเข้ามาอยู่บ้านผม ทำไมคุณรักแม่ผมไม่ได้?”
ท้องฟ้าอันมืดมิดหลังฝนตก หนาวสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ ท้องถนนที่ว่างเปล่าไร้รถรา บีเอ็มดับบลิวคันหนึ่งพุ่งไปข้างหน้าราวกับอยู่ในสนามแข่ง พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ของชายคนหนึ่งซึ่งมุ่งไปทางบ้านพักคนชรานอกเมือง
จอดรถเสร็จ เขารีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องพักของแม่ เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขายืนมองแม่ด้วยความรู้สึกที่ไม่น่าให้อภัยตัวเอง แม่ของเขาก้มหน้าใช้มือนวดที่ขาของตัวเอง
เมื่อแม่ของเขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตู ก็เห็นลูกชายของตัวเองยืนอยู่ และในมือถือยาหม่องน้ำอยู่ และก็พูดออกมาด้วยเสียงอ่อนโยนว่า
“แม่ลืมเอามาด้วย ดีนะที่ลูกเอามาให้...”
เขาเดินไปหาแม่และคุกเข่าลงไป
“ดึกแล้วลูก แม่ทาเองได้ พรุ่งนี้ลูกต้องไปทำงานแต่เช้า กลับไปเถอะ!”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
“แม่ครับ ผมขอโทษ แม่ยกโทษให้ผมนะ กลับบ้านเราเถอะ!”
#########################
ลูกรัก ตอนที่เจ้ายังเด็ก แม่ใช้เวลาทั้งหมด ค่อยๆสอนให้เจ้าใช้ช้อนใช้ตะเกียบคีบอาหาร สอนเจ้าใส่รองเท้า สอนเข้ากลัดกระดุม สอนเจ้าใส่เสื้อผ้า อาบน้ำให้เจ้า เช็ดอุจาระปัสาวะให้เจ้า
สิ่งเหล่านี้แม่ไม่เคยลืม
หากวันหนึ่ง แม่จำไม่ได้ หรือเริ่มพูดช้าลง ขอเวลาให้แม่สักหน่อย รอแม่ได้ไหม ให้แม่ได้คิด...บางครั้ง สิ่งที่แม่อยากจะพูดกับเจ้า แม่อาจจะพูดกับเจ้าไม่ได้อีกแล้ว
ลูกรัก ลูกจำได้ไหม แม่ต้องสอนเจ้ากี่ร้อยครั้งให้เจ้าพูดว่าคำว่าแม่ได้!
แม่ดีใจมากแค่ไหนที่เจ้าเริ่มพูดเป็นประโยคได้?
แม่ต้องตอบคำถามของเจ้ากี่ร้อยครั้ง กว่าเจ้าจะเข้าใจในสิ่งที่เจ้าสงสัย!
ดังนั้น หากวันหนึ่ง แม่ถามเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเรื่องเดิมๆ ขอให้เจ้าอย่ารำคาญจะได้ไหม?
ตอนนี้แม่อาจกลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ ยามกินข้าวอาจหกเลอะเสื้อผ้า เจ้าอย่าเอ็ดแม่ได้ไหม? ขอให้เจ้าอดทนและอ่อนโยนกับแม่ ขอเพียงเจ้าอยู่ข้างๆแม่ แม่ก็รู้สึกอุ่นใจ
ลูกรัก วันนี้ขาของแม่เริ่มอ่อนแรง ยืนได้ไม่ค่อยนาน เดินเหินลำบาก ขอให้ลูกจับมือและพยุงแม่ไว้ เดินเป็นเพื่อนแม่จนวันที่แม่สิ้นใจ เหมือนวันที่เจ้าคลอดมา แม่ก็พยุงเจ้าเดินอย่างนี้เหมือนกัน !
จำเขามาเล่า ขอบคุณเจ้าของบทความดีๆ ท่านอ่านแล้ว ท่านจะเก็บไว้คนเดียว หรือส่งต่อครับ
Posted by
1081009
วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557
บทเรียนชีวิต
ในโลกนี้มีหลายอย่างที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้
เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตว่าอะไรควรหลีกเว้น อะไรควรกระทำ
ตลอดจนจะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างไรจึงจะได้ผลที่พึงประสงค์
เพราะผู้ที่เรียนรู้มากทั้งด้านวิชาการและมีประสบการณ์ จัดว่าเป็นพหูสูต
คือผู้คงแก่เรียน
ย่อมมีความฉลาดที่จะดำรงตนอยู่ในโลกนี้อย่างมีคุณค่าและสร้างสรรค์
สิ่งที่คนเราเรียนรู้แต่ละอย่าง
เช่น กฎกติกาที่ตั้งใจ ค่านิยมของสังคม พฤติกรรมของคน
ตลอดทั้งผลงานของคนที่ล้มเหลว หรือประสบผลสำเร็จ
รวมทั้งการกระทำและประสบการณ์ของตนเองที่ผ่านมา
ล้วนแต่เป็นบทเรียนของชีวิตได้ทั้งนั้น
คนที่รู้หลักการว่าสิ่งที่จะทำนั้นถูกต้องหรือไม่
ย่อมมีความมั่นใจมากกว่าคนที่ไม่รู้เลย
ด้วยเหตุนี้ในทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้ใคร่ครวญโดยรอบคอบก่อน แล้วจึงลงมือทำ
ซึ่งหมายถึง ให้การศึกษาเรียนรู้ก่อนว่า เมื่อทำ พูด คิดสิ่งนั้นแล้ว
จะมีผลดีหรือเสียอย่างไร มิใช่ทำลงไปแล้วจึงมาคิดภายหลัง
เพราะอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ หากบุคคลสามารถปฏิบัติได้เช่นนี้
ผลงานที่ปรากฏออกมาย่อมเป็นไปในทางที่ดี
สร้างความชื่นใจแก่ผู้ทำและนำความสงบสุขสู่สังคม
แต่บางครั้ง
คนเราทั้งที่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดี ก็ยังฝืนทำ
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกำลังใจยังไม่เข้มแข็งพอ อีกทั้งสติยังไม่มั่นคง
จึงจำเป็นต้องฝึกสติให้มั่นคงและรู้เท่าทัน
เพื่อจะได้ควบคุมจิตใจไว้ในแนวทางที่ถูกต้อง
สามารถเอาชนะแรงดึงดูดจากสิ่งยั่วยวนต่างๆ ได้
เพราะมนุษย์ที่ฝึกฝนตนดีแล้วเท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ มนุษย์ที่ไม่ฝึกตนให้ดี
ไม่ประเสริฐเลย
ดังนั้น
การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมจึงต้องเรียนรู้หลายๆ ด้าน
เพื่อจะได้นำมาเป็นข้อมูลประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตของตนให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
เพราะความรู้ที่ถูกต้องและชัดเจนย่อมส่งผลให้เกิดความมั่นใจในการดำเนินชีวิตนั่นเอง
.............................................
Posted by
1081009
ทาสอารมณ์
คำว่า
“ทาส” หมายถึง ผู้ที่ยอมตนให้อยู่ในอำนาจของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คำว่า อารมณ์ หมายถึง
ความคิดหรือ เครื่องยึดเหนี่ยว เมื่อเอา ๒ คำมารวมกันเป็น ทาสอารมณ์ จึงหมายถึง
ผู้รับใช้ความคิดที่ไร้สาระก็จะเกิดโทษ มีเรื่องเล่าว่า
สามเณรรูปหนึ่ง
บวชเรียนอยู่ในสำนักของหลวงลุง ได้ผ้ามา ๒ ผืน มีความประสงค์จะเอาไว้ใช้ผืนหนึ่ง
ส่วนอีกผืนจะถวายหลวงลุง วันหนึ่ง ขณะยืนพัดปรนนิบัติหลวงลุง
จึงเรียนความประสงค์ให้ท่านทราบ หลวงลุงไม่ต้องการจะรับผ้านั้น จึงปฏิเสธ
สามเณรเกิดความน้อยใจ คิดเตลิดไปไกลว่า ต่อแต่นี้ไป หลวงลุงไม่ใยดีเรา
แล้วเราจะบวชอยู่ต่อไปทำไม สึกแล้วขายผ้า ๒ ผืนนี้
ได้เงินมานำไปซื้อแม่แพะมาเลี้ยง พอมันตกลูกมาได้หลายตัว
เราก็จะขายลูกแพะรวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่งเอามาแต่งภรรยา เมื่อมีบุตร
เราจะพาบุตรและภรรยามาเยี่ยมหลวงลุง ขณะเดินทางเราเป็นขับเกวียน ภรรยาอุ้มบุตรโดยไม่ระวังให้ดี
ทำบุตรพลัดตกจนถูกล้อเกวียนทับตาย เราก็จะใช้ด้ามปฏักตีภรรยาพอคิดมาถึงตรงนี้
สามเณรก็ใช้ด้ามพัดที่ตนกำลังพัดให้หลวงลุงอยู่นั่นเองตีศีรษะของหลวงลุง
โดยสำคัญผิดคิดไปว่าตนกำลังตีภรรยาของตน
จากเรื่องดังกล่าว
มีคติสอนใจว่า คนเรามีความคิดได้ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี
คือเป็นทาสอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่การรู้จักใช้สติเป็นเครื่องควบคุม
ช่วยหยุดยั้งเมื่อเกิดความคิดที่ไม่ดี และช่วยประคับประครองความคิดที่ดีให้อยู่ในแนวทางที่เหมาะสม
ทำได้ดังนี้ ชีวิตนี้ก็จะประสบกับความก้าวหน้า ดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า สะติมะโต
สะทา ภัททัง แปลว่า คนมีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ
.............................................
Posted by
1081009
อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
มนุษย์มักสร้างค่านิยมขึ้นมาว่า
“สิ่งใดก็ตามที่ยุ่งยากซับซ้อน สิ่งนั้นย่อมมีค่า เป็นของสูง เป็นของดี
สิ่งที่ง่ายๆ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นของที่ไม่มีค่า” เพราะมีค่านิยมอย่างนี้
เราจึงมักจะเห็นคนบางกลุ่มนิยมทำเรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องยาก ทำเรื่องธรรมดาสามัญ
ให้เป็นเรื่องซับซ้อนผิดธรรมดา
โดยเฉพาะ
เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว มักเห็นเป็นเรื่องยาก
เพราะไปติดอยู่กับศัพท์ภาษาลี บางทีก็คิดว่าเป็นเรื่องสูงเกินไป
หรือเข้าใจผิดไปว่าเป็นเรื่องเหมาะสำหรับบางคน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคน
ธรรมะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้และปฏิบัติได้
เพราะหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ก็คือ วิธีการดับทุกข์
เพื่อให้ชีวิตเกิดความสุขนั่นเอง เช่น
-
ถ้าอยากมีความสุขแบบชาวโลก ก็สอนให้ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร
เลี้ยงชีวิตเหมาะสม
-
ถ้าอยากมีความสุขท่ามกลางญาติสนิทมิตรสหาย และผู้คนในสังคมก็ให้ ทำดี พูดดี
คิดดี หรือ โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ
สงเคราะห์ปวงชน วางตนเหมาะสม
-
ถ้าอยากมีความสุขสูงขึ้น ก็ให้งดเว้นจากการทำ พูด คิดในทางเสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง
เพราะพฤติกรรมเหล่านั้นจะนำความหายนะมาสู่ตนและครอบครัว
-
ถ้าอยากมีความสงบสุขผ่องใสตลอดกาล ก็ให้เจริญวิปัสสนาภาวนา คือหมั่นพินิจพิจารณาจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความจริงชีวิตและสิ่งทั้งปวง
คือ อนิจจัง-ความไม่เที่ยง ทุกขัง-ความทนอยู่ อนัตตา-ความไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตน
เป็นไปตามธรรมชาติที่ดำเนินตามเหตุปัจจัยของมันเอง เป็นต้น
ดังนั้น
ถ้ารู้จักมองให้ถูกมุม ธรรมะก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
ที่ยากก็เพราะเราไปมองเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยากไปเองโดยแท้
.............................................
Posted by
1081009
มงคลคาถา
ปัจจุบันคนไทยยังมีพื้นฐานความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามอย่างเหนียวแน่น
เช่น เวลาจะทำบุญขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน เปิดอาคารร้านค้า
หรือแม้แต่จะบวชก็ต้องพึ่งพาฤกษ์ยามอยู่เสมอ เพราะมีความเชื่อว่า
หากทำพิธีตรงกับฤกษ์หรือยามดี ก็จะเกิดมงคลแก่ชีวิตและกิจการนั้นๆ มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ
การถือฤกษ์ยามน่าจะไม่มีปัญหาอะไร หากคิดว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีให้กับชีวิต
แต่จะเป็นปัญหา
ถ้าเอาความหวังไปฝากไว้กับฤกษ์ยามให้เป็นตัวกำหนดชีวิตแทนที่ตนเองจะเป็นผู้กำหนด
พระพุทธศาสนาถือว่าชีวิตจะดีหรือไม่ดี
จะเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤกษ์ยามหรือดวงดาวหากแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละบุคคล
ใครทำดีทำถูกต้องเวลาใด ความเป็นมงคลก็เกิดขึ้นกับคนนั้นเวลานั้น
ในเรื่องนี้พระรัตนปัญญาเถระ นักปราชญ์ชาวล้านนาในอดีตได้สรุปคาถาไว้ ๔ คำ
ในหนังสือชื่อ วชิรสารัตถสังคหะ
สำหรับทำชีวิตให้เป็นมงคล เรียกว่า คาถากาสลัก คือ จะ ภะ กะ สะ มาจากคำเต็มว่า
-
จะชะ ทุชชะนะสังสัคคัง แปลว่า
หลีกเลี่ยงจากการคบทรชนคนพาล
-ภะชะ
สาธุสะมาคะมัง แปลว่า
ให้สมาคมคบหาคนดีหรือสังสรรค์บัณฑิต
-
กะระ ปุญญะมะโหรัตตัง แปลว่า
จงทำความดีทุกวันทุกคืนหรือทำดีเป็นนิตย์
-
สะระ นิจจะมะนิจจะตัง แปลว่าคิดถึงอนิจจังคือความเปลี่ยนแปลงไว้เสมอ
ความเป็นมงคลของชีวิตนั้น
จะเกิดขึ้นก็เพราะการรู้จักฉลาดทำและรู้จักเลือกใช้ชีวิตให้ดี ดังเช่นมงคลคาถา ๔
ข้อข้างต้น ถือว่าเป็นหลักการในการดำเนินชีวิตให้เป็นมงคลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาฤกษ์ยาม
และเป็นอันหวังได้อย่าง แน่นอนว่า ชีวิตจะมีแต่ความสุข ความเจริญก้าวหน้า
มีหลักจำง่ายๆ
และควรท่องจำให้ขึ้นใจว่า จะ หลีกเลี่ยงคนพาล ภะ สังสรรค์บัณฑิต กะ ทำดีเป็นนิตย์
สะ คิดถึงอนิจจัง และโปรดระลึกไว้ว่า
ควรสร้างความดีศรีชีวิต ทำ พูด คิดสิ่งใดใฝ่กุศล
นี้แหละคือทางตรงเป็นมงคล ทั่วสากลดีหรือชั่วเพราะตัวทำ
.............................................
Posted by
1081009
หยิบผิด
มนุษย์โลกต้องมีโอกาสทำผิดพลาดกันทั้งนั้น
จะต่างกันบ้างก็ตรงที่ผิดมากหรือผิดน้อยกว่ากันเท่านั้น กล่าวคือ
คนที่ทำด้วยความรอบครอบ มีโอกาสผิดพลาดน้อย
ส่วนคนที่ทำโดยขาดความรอบคอบมีโอกาสผิดพลาดมาก แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ในชีวิตประจำวัน หากขาดการพิจารณาใคร่ครวญที่เรียกว่า “ความรอบครอบ”
แล้วก็อาจทำให้เกิดผลเสียหายขึ้นมาได้ ดังมีเรื่องเล่าว่า
มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง
วันหนึ่งภรรยาจะไปตลาดซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปประมาณ ๑๐ กม.
สามีบอกให้ภรรยาเอาเหรียญหลวงพ่อปานบนหิ้งพระไปเลี่ยมกรอบที่ร้านที่คุ้นเคยกันในตลาดด้วย
ภรรยาได้หยิบเหรียญบนหิ้งพระไปถึงร้านก็มอบเหรียญให้ช่าง แล้วก็ไปทำธุระที่อื่น
เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมารับเหรียญพร้อมจ่ายเงิน
เมื่อมาถึงบ้านจึงเอาเหรียญที่เลี่ยมแล้วยื่นให้สามี สาดีดูแล้วก็ตกใจ
เพราะเหรียญที่ภรรยายื่นให้ไม่ใช่เหรียญของหลวงพ่อปาน ทั้งสองจึงคิดว่าคงจะถูกช่างเปลี่ยนเอาพระไปแล้ว
จึงชวนกันไปที่ร้านเลี่ยมพระอีกครั้ง เมื่อถึงก็ต่อว่าเจ้าของร้าน
และช่างเป็นการใหญ่
แต่ทางร้านก็ยืนยันอย่างแข็งขันว่าเหรียญนี้เป็นเหรียญเดียวกับที่นำมาให้เลี่ยมจริงๆ
สามีภรรยาจึงหมดหวังที่จะได้เหรียญหลวงพ่อปานกลับคืน เมื่อกลับถึงบ้าน
สามีตรงไปที่หิ้งพระเพื่อเก็บเหรียญที่เลี่ยมมาและได้ตรวจดูบนหิ้งพระก็พบว่า
เหรียญหลวงพ่อปานยังอยู่ที่เดิมนั่นเอง
จากเรื่องที่ยกมาจะเห็นว่า
เพราะความไม่รอบคอบ สามีภรรยาคู่นี้จึงต้องเสียเวลาเดินทาง ไป-กลับ ๒๐ กม.
และเกือบจะเสียไมตรีกับร้านเลี่ยมกรอบ ที่ไปต่อว่ากล่าวหาเขาอย่างผิดๆ แต่ที่แน่ๆ
ก็คือ เสียอารมณ์ เสียความสงบสุขในครอบครัวอย่างไม่ควรจะเสียไประยะหนึ่ง
ถ้าเป็นเรื่องของส่วนรวมหรือเรื่องระดับประเทศชาติ
ความไม่รอบครอบก็จะยิ่งก่อผลเสียอย่างมหาศาล ดังนั้น จะทำสิ่งใดต้องไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน
ดังหลักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสเตือนใจไว้ว่า นิสัมมะ กะระณัง เสยโย แปลว่า
การพิจารณาใคร่ครวญแล้วจึงทำ ประเสริฐกว่า.
.............................................
Posted by
1081009
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)