วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผู้พิสูจน์ความผิด


                มีเรื่องเล่าว่า ชาวนาคนหนึ่งจูงโคไปเลี้ยงที่ทุ่งนาแล้วปล่อยโคกินหญ้าตามลำพัง ตัวเองหลบใต้ร่มไม้แล้วเผลอหลับไป ชายคนหนึ่งผ่านมาเห็นโคจึงจูงโคหนีไป ชาวนาตื่นขึ้นมาไม่เห็นโค จึงออกตามหาไม่นานก็พบชายผู้นั้น กำลังจูงโคของตนไปจึงเข้าพูดว่า “นี่เป็นโคของตน” ชายผู้นั้นไม่ยอมอ้างว่าเป็นโคของตนเหมือนกัน ต่างยื้อแย่ง ทุ่มเถียงกัน เมื่อพิสูจน์ไม่ได้จึงพากันไปหาบัณฑิตผู้หนึ่งให้ช่วยตัดสิน บัณฑิตสอบถามความเป็นมาของเรื่องแล้ว พูดว่า “ท่านทั้งสองจะยินยอมปฏิบัติตามคำของข้าพเจ้าหรือไม่” เมื่อทั้งสองรับปากเรียกเข้ามาถามทีละคนครั้งแรก เรียกเจ้าของโคตัวจริง มาถามก่อนว่า “เลี้ยงโคด้วยอะไร”  เจ้าของโคตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนจน จึงไม่มีอะไรให้โคกินนอกจากหญ้าเท่านั้น” บัณฑิตเรียกชายที่ลักโคเข้ามาถามแบบเดียวกัน ชายผู้นั้นตอบว่า “ให้กินแต่ของดี เช่น กินงากับแป้ง นมสด และหญ้า” เมื่อได้ความเช่นนั้นแล้ว บัณฑิตจึงให้ปรุงยาสำรอกขึ้นขนานหนึ่ง แล้วกรอกเข้าไปในปากโค โค สำรอกหญ้าออกมา บัณฑิตผู้ตัดสินจึงชี้ให้ทุกคนที่ มาฟังคำตัดสินดูว่า เป็นอะไร ทุกคนตอบว่า โคสำรอกแต่หญ้า ทั้งนั้น บัณฑิตหันไปถามชายผู้ลักโคว่าจะยินยอมรับผิดหรือไม่ ชายผู้นั้นจำนนต่อหลักฐาน ต้องคืนโคให้เจ้าของและ ยอมรับโทษตามกระบิลเมือง
                แนวคิดทางธรรมที่ได้จากเรื่องนี้มี ๒ ข้อ กล่าวคือ
                ข้อแรก พระพุทธศาสนาสอนว่า ความบริสุทธิ์ และไม่บริสุทธิ์รู้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้น การจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ด้วยหลักฐาน ผู้พิสูจน์จะต้องมีปัญญาและใช้วิธีการที่ฉลาด
                ข้อสอง คนทำผิดนั้น อย่าชะล่าใจว่า จะไม่มีใครพิสูจน์ความผิดได้ เพราะคนที่ฉลาดกว่าเรายังมีอยู่ แต่แม้จะไม่มีใครพิสูจน์ได้ อย่างน้อยก็ยังมีคนรู้ความจริง คนหนึ่งก็คือ  “ตัวเรา” นั่นเอง

.......................................