วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เศรษฐีทางธรรม


เศรษฐีทางธรรม
                  สมัยหนึ่ง พระนางยโสธราได้ให้พระราหุลกุมารไปทูลขอทรัพย์จากพระพุทธเจ้าตามสิทธิ์ที่จะพึงได้ในฐานะเป็นพระโอรส พระพุทธองค์ไม่ทรงประทาน เพราะทรงเห็นว่าทรัพย์ที่ขอเป็นสมบัติภายนอก ไม่ทำให้พ้นความทุกข์ได้ แต่เพื่อมิให้พระราหุลกุมารเสียพระทัย จึงทรงประทานทรัพย์ภายในที่เรียกว่า อริยทรัพย์ แทน อริยทรัพย์นั้นมีด้วยกัน ๗ ประการ คือ
                ๑.ศรัทธา - เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
                ๒.ศีล - รักษากายวาจาให้เรียบร้อย เช่น สำรวมระวังไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนผู้อื่น ฯลฯ
                ๓.หิริ - ละอายแก่ใจ คือละอายใจตัวเองต่อการกระทำความชั่ว
                ๔.โอตตัปปะ - เกรงกลัว คือสะดุ้งกลัวต่อผลของความชั่ว เช่น การถูกจับกุมลงโทษจากการกระทำผิด
                ๕.พาหุสัจจะ - เป็นคนคงแก่เรียน คือ สนใจในการสดับตรับฟัง ศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เป็นนิจ
                ๖.จาคะ - เสียสละแบ่งปัน เช่น เสียสละวัตถุสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
                ๗.ปัญญา - รอบรู้ คือรู้บาปบุญคุณโทษ รู้ดีรู้ชั่ว รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้สิ่งที่ควรไม่ควร
                ทรัพย์สินภายนอ เช่น เงิน ทอง เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และใครๆ ก็ปรารถนา แต่เป็นเพียงของนอกกาย มีวันหมดสิ้นหรือบางกรณีอาจก่อให้เกิดโทษได้ หากไม่ระมัดระวังในการใช้สอย แต่อริยทรัพย์เป็นทรัพย์ภายใน ใช้จ่ายเท่าใดก็ไม่มีวันหมดสิ้น มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และไม่ก่อให้เกิดโทษแต่อย่างใด
............................................

กำลังชีวิต



                 มีผู้กล่าวไว้ว่าหาก “ชีวิตคือการเดินทาง” เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง ชีวิตจำเป็นต้องมีเรี่ยวแรงเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน หรือหาก “ชีวิตคือการต่อสู้” เพื่อให้ชนะอุปสรรคต่างๆ ชีวิตก็จำเป็นต้องมีอาวุธเป็นเครื่องช่วยในการต่อสู้นักปราชญ์เรียกตัวช่วยชีวิตเหล่านี้ว่า “กำลังชีวิต”
                คติความเชื่อดังกล่าว สอดคล้องกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “มนุษย์มีศักยภาพในตัวเองเพียงพอที่จะขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกช่วยดลบันดาลให้ แต่ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน อบรมตนเองเป็นสำคัญ”  ศักยภาพที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมนั้น มนุษย์สามารถสร้างได้ด้วยการปฏิบัติตามหลักพลธรรมหรือธรรมอันเป็นกำลังชีวิต ๔ ประการ ได้แก่
                ๑.ปัญญาพละ-กำลังปัญญา คือได้ศึกษา มีความรู้ความเข้าใจถูกต้องชัดเจนในเรื่องราวและกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง เปรียบเสมือนมีแสงสว่างส่องทางให้ชีวิต และเป็นเสมือนมีอาวุธสำหรับต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ดังคำกล่าวที่ว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี” และ “ปัญญาประดุจดังอาวุธ”
                ๒.วิริยพละ-กำลังความเพียร คือประกอบกิจทำหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยความบากบั่นพยายามกล้าหาญเข้มแข็ง ไม่หวั่นกลัวต่ออุปสรรคต่างๆ โดยยึดหลักว่า บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
                ๓.อนวัชชพละ-กำลังความสุจริต หรือกำลังความบริสุทธิ์ คือมีความประพฤติและหน้าที่การงานสุจริต ไร้โทษ สะอาดบริสุทธิ์ อันจะก่อให้เกิดพลังการป้องกันภยันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า “สุจริตคือเกราะบังสาตร์พ้อง”
                ๔.สังคหพละ-กำลังสงเคราะห์ คือบำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวม ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่กัน อันจะก่อให้เกิดพลังความรัก ความผูกพัน ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “ความพร้อมเพียงของหมู่คณะยังประโยชน์ให้สำเร็จ”
                พลธรรม หรือกำลังชีวิตทั้ง ๔ ประการ นั้น เป็นหลักประกันชีวิตที่สำคัญยิ่ง หากบุคคลฝึกฝนอบรมให้เกิดมีในตัวแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิด พลานุภาพที่ยิ่งใหญ่ เข้มแข็ง สามารถขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความสำเร็จสมความปรารถนาที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์
............................................

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เงาเมฆ


เงาเมฆ
                  เมื่อดวงอาทิตย์ถูกเมฆลอยมาบดบัง ย่อมทำให้เกิดร่มเงาขึ้นที่ภาคพื้นดิน แต่ร่วมเงาเมฆนั้นก็เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เมื่อเมฆลอยพ้นไป เงาก็ย่อมจะหายไปด้วย ไม่อาจเป็นเงาที่ถาวรได้ คนที่พึ่งร่มเงาเมฆจึงพึ่งได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่อาจพึ่งได้ตลอดไป
                ในทางพระพุทธศาสนา มีสิ่งที่เปรียบได้กับร่มเงาเมฆนั้นคือ การพนัน ในปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยหวังสร้างฐานะให้มั่นคงเป็นปึกแผ่นหรือหวังรวยทางลัด ด้วยการเล่นการพนัน บางครั้งแม้จะโชคดีได้ทรัพย์สินเงินทองมา ก็ได้มาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ด้วยเวลาที่ไม่นานนัก ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มานั้นก็จะค่อยๆ มลายสูญสิ้นไป จึงกล่าวได้ว่าไม่มีใครสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างฐานะให้แก่ตัวเอง หรือแม้แต่สร้างมรดกไว้ให้ลูกหลานได้ด้วยการเล่นการพนันเลย เพราะในที่สุดแล้ว ย่อมจะพบกับความหายนะ ความวิบัติเดือดร้อนต่างๆ จนถึงสิ้นเนื้อประดาตัว ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ดังนั้นพระท่านจึงพูดว่าการพนันเป็นอบายมุข คือทางแห่งความเสื่อมประการหนึ่ง
                ในทางตรงกันข้าม คนที่มีความขยันหมั่นเพียร ประกอบอาชีพที่สุจริต รู้จักประหยัดอดออม ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว ก็ย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบากฝืดเคือง ถึงแม้จะมีรายได้ไม่มากนัก แต่เป็นรายได้ที่มั่นคงได้ เหมือนร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ย่อมเป็นร่วมเงาที่ถาวรกว่าร่มเงาเมฆ
                ผู้หวังสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างฐานะให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น จึงควรประกอบอาชีพที่สุจริต และไม่ควรฝากอนาคตไว้กับการพนัน เพราะหวังร่ำรวยทางลัด เป็นความเพ้อฝัน เปรียบเหมือนการหวังพึ่งร่มเงาเมฆโดยแท้
............................................

กบ


กบ
                 มีนิทานเล่าว่า กบตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในสระน้ำในวัดแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมันสังเกตดูกิจวัตรของพระสงฆ์ เห็นพระสงฆ์ออกไปบิณฑบาตและนำอาหารกลับมาฉันที่วัด มันคิดว่าเป็นพระสงฆ์นี้สบายได้อาหารมาอย่างง่ายดาย ต่างกับตนที่ต้องดิ้นรนหาอาหาร ซ้ำยังมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงภัยตลอดเวลา จึงนึกอยากเป็นพระสงฆ์  ต่อมามันเห็นพระสงฆ์นำอาหารที่เหลือไปโปรยให้ไก่กิน ก็อิจฉาไก่ที่ไม่ต้องลำบากออกหาอาหารกินเอง จึงนึกอยากเป็นไก่ แต่ขณะนั้นเองมีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งไล่ไก่ที่กำลังคุ้ยเขี่ยจิกกินอาหารอย่างเพลิดเพลิน มันจึงอยากเป็นสุนัข ต่อมาสุนัขก็ถูกชายคนหนึ่งใช้ไม้ไล่ตีมัน มันจึงเปลี่ยนใจอยากเป็นคน แต่สักครู่หนึ่งมันก็เห็นแมลงวันบินมาตอมชายคนนั้นจนเขารำคาญแล้วเดินหนีไป จึงอยากเป็นแมลงวัน ในขณะที่กบกำลังนึกเคลิบเคลิ้มอยากเป็นนั่นเป็นนี่อยู่นั่นเอง แมลงวันตัวหนึ่งก็บินมาจับตรงปลายจมูกของมันพอดี ด้วยความเคยชิน มันจึงแลบลิ้นตวัดแมลงวันเข้าปาก พอรู้รสแมลงวันเท่านั้น มันก็คิดได้ว่าเป็นอะไรก็ไม่ดีเท่ากับเป็นกบนั่นเอง
                เรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงนิทาน แต่ก็ให้ข้อคิดว่า ตัณหาหรือความอยากนั้น เป็นไฟอย่างหนึ่งที่สามารถเผาไหม้จิตใจทั้งของมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉาน คอยบังคับบัญชาจิตใจให้อยากเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ร่ำไป จนเกิดอาการกระสับกระส่าย ฟุ้งซ่าน ทุรนทุราย ระทมทุกข์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด วิธีที่จะระงับหรือดับความอยากได้นั้น ก็คือต้องพยายามฝึกจิตให้ชื่นชมยินดีในภาวะของตน จนดูตัวเองออก บอกตัวเองได้ ใช้ตัวเองเป็น และพอใจในสิ่งที่ตนมี ยินดีในสิ่งที่ตนได้ ทำเช่นนี้ได้ก็จะไม่ถูกไฟคือความอยากเผาไหม้อีกต่อไป
............................................

เกราะกันภัย


เกราะกันภัย
                  เกราะเป็นเครื่องสวมใส่หรือเครื่องหุ้มชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับป้องกันอาวุธหรือภัยอันตรายต่างๆ เช่น เสื้อเกราะ รถหุ้มเกราะ เป็นต้น เกราะดังกล่าวเป็นเกราะทางโลก ใช้สำหรับป้องกันภัยภายนอกซึ่งเกิดจากการกระทำของผู้อื่น แต่บางครั้งก็ไม่สามารถป้องกันได้หากมีอาวุธที่สามารถทำลายเกราะได้ หรือฝ่ายตรงข้ามมีขีดความสามารถที่ดีกว่า
                ยังมีเกราะอีกชนิดหนึ่งในทางธรรมะ เป็นเกราะทางธรรมใช้สำหรับป้องกันภัยภายใน คือภัยที่เกิดจากการกระทำของตนเอง เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำลายทั้งผู้อื่นและตนเองให้เกิดความเสียหาย ได้แก่ ความโหดร้ายทารุณ เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นนิจ ล่วงละเมิดสิทธิ์ด้วยการถือเอาทรัพย์สินผู้อื่นมาเป็นของตนประพฤติผิดทางกามในสามีภรรยาผู้อื่นด้วยอำนาจกิเลสราคะ โกหกหลอกลวงผู้อื่นด้วยหวังให้เกิดความเสียหายและลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งเสพติดให้โทษ วิธีจะป้องกันภัยภายในดังกล่าวได้ ต้องป้องกันด้วยเกราะภายในคือ การรักษาศีล ๕ ข้อ ได้แก่ ไม่เบียดเบียนฆ่าทำลายกัน โดยให้มีความเมตตากรุณาต่อกัน ไม่ลักขโมยสิ่งของกันและกัน โดยให้มีความขยันประกอบสัมมาชีพ ไม่ล่วงเกินสามีภรรยาของกันและกัน โดยให้มีความยินดีพอใจในคู่ครองของตน ไม่พูดโกหกหลอกลวงกัน โดยให้พูดคำสัตย์จริงเหมาะสมเป็นที่น่าเชื่อถือ และไม่เสพสิ่งเสพติดให้โทษ โดยให้มีสติครองตนอยู่เป็นนิจ
                ผู้ที่รักษาศีล ๕ อยู่เสมอ ย่อมเป็นเหมือนมีเกราะกันภัยให้แก่ตนเอง เพราะช่วยควบคุมวาจาของตนไม่ให้ประพฤติผิดศีลธรรมอันดีงาม ไม่ต้องหวาดระแวงกลัวจะถูกนินทาว่าร้ายหรือถูกจับกุมลงโทษ นอกจากนั้นยังช่วยให้สังคมมีความปลอดภัย อยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข จึงกล่าวได้ว่า ศีล ๕ เป็นเกราะกันภัยได้อย่างสำคัญ ดังคำพระที่กล่าว “สีลัง กะวะจะมัพภุตัง” ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์ หากทุกคนในสังคมมีเกราะภายใน คือศีล ๕ แล้ว เกราะภายนอก เช่น เสื่อเกราะ ก็ไม่จำต้องใช้อีกต่อไป
............................................


วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ดินทรายกับดินเหนียว


ดินทรายกับดินเหนียว
                 ดินทรายกับดินเหนียวมีลักษณะต่างกัน คือดินทรายมีลักษณะร่วนซุย แยกกันอยู่เป็นเม็ดๆ ไม่เกาะติดกัน แม้จะอยู่ในที่หรือภาชนะ ก็ไม่สามารถรวมตัวกันได้ ส่วนดินเหนียวมีลักษณะเป็นปึกแผ่น เกาะติดกันเป็นก้อน แม้จะนำมาจากต่างที่กัน ก็สามารถสมานรวมตัวกันได้เป็นอย่างดี
                หากนำเอาลักษณะของดินทั้งสองชนิดมาพิจารณาเปรียบเทียบกับเรื่องสามัคคีแล้ว สามารถอธิบายได้ว่า ดินทรายเปรียบเหมือนการแตกความสามัคคีในหมู่คณะ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำคนประเภทดินทรายจึงมักมีจิตใจไม่พร้อมที่จะสมานหรือร่วมมือกับคนอื่น ส่วนดินเหนียวเปรียบเหมือนความสมัครสมานสามัคคี ความพร้อมเพรียงปรองดอง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คนประเภทดินเหนียวจึงพร้อมที่จะสมานหรือร่วมมือกับคนอื่นในการทำกิจกรรมต่างๆ อยู่ตลอดเวลา หมู่คณะใดมีแต่คนประเภทดินทราย หมู่คณะนั้นก็มักจะ ก่อความขัดแย้ง แสดความวิบัติ ขจัดพลัง สร้างความทุกข์ใจไม่เป็นที่รัก หมดความภักดี มีแต่ฉิบหาย ตรงกันข้าม หมู่คณะที่มีคนประเภทดินเหนียวมาก ก็จะไม่ก่อความขัดแย้ง ไม่แสดงความวิบัติ ไม่ขจัดพลัง สร้างความสุขใจ กลายเป็นที่รัก เพิ่มความภักดี มีแต่ความสุข
                หากคนในสังคมต้อการทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่หนักให้กลายเป็นเบา ทำสิ่งที่ช้าให้กลายเป็นเร็ว และทำทุกข์ให้กลายเป็นสุข ก็ควรทำตนให้เป็นคนประเภทดินเหนียว เพราะจะช่วยให้หมู่คณะมีความเป็นปึกแผ่น มีความสมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและช่วยให้ทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่ายอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
............................................

ความกล้าหาญ


ความกล้าหาญ
                ความกล้าหาญ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งประการหนึ่ง ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากภาพยนตร์ในหลายๆ เรื่องทั้งไทยและต่างประเทศได้แสดงออกมาในรูปแบบของการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ครอบครัวและทรัพย์สินของตนเอง ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงคุณธรรมในลักษณะที่ทำให้เกิดความกล้าหาญไว้ เรียกว่า เวสารัชชกรณธรรม มีด้วยกัน ๕ ประการคือ
                ๑. ศรัทธา คือเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่ออย่างมีเหตุผล เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมว่ามีอยู่จริง
                ๒.ศีล คือประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ผิดระเบียบวินัย ไม่ผิดศีลธรรม
                ๓.พาหุสัจจะ คือศึกษาเล่าเรียนหรือค้นคว้ามามาก เป็นผู้คงแก่เรียน
                ๔.วิริยารัมภะ คือตั้งใจทำกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างจริงจัง ด้วยความขยันหมั่นเพียร เอาใจใส่ ไม่ท้อถอย ไม่ทอดธุระ
                ๕. ปัญญา คือรู้รอบและรู้ชัดในสิ่งที่ควรรู้ รู้จักเหตุของความเสื่อมและเหตุแห่งความเจริญ รู้ดี รู้ชั่ว รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
                คนที่มีธรรมทั้งประการดังกล่าวจะเป็นคนที่มีความกล้าหาญในสังคม ไม่หวาดหวั่น สะทกสะท้าน หรือเกรงกลัวว่าจะถูกฟ้องร้อง ถูกนินทา หรือถูกจับกุม ลงโทษใดๆ
                ความกล้าหาญที่แท้จริง ต้องเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม กล้าหาญในทางสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดโทษหรือความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น
                ปัจจุบัน มีคนจำนวนมากได้รับการยกย่องว่าเป็นคนเก่ง มีความกล้าหาญ ก็เพราะเขาได้ปฏิบัติตามหลักธรรมดังกล่าว จงสำรวจดูตนเองว่ามีธรรมเพื่อความเป็นคนกล้าหาญแล้วหรือยัง
............................................

วิธีสร้างยศ



                ยศ เป็นเครื่องหมายหรือเครื่องกำหนดฐานะหรือชั้นของบุคคลอย่างหนึ่งว่าอยู่ในระดับใด มีสามประเภท คือ ๑.อิสริยยศ หมายถึงความเป็นใหญ่ มีตำแหน่งสำคัญ  ๒.เกียรติยศ หมายถึงชื่อเสียง ความยกย่องนับถือ ความมีหน้ามีตา ๓.บริวารยศ หมายถึงมีพวกพ้อง บริวาร มีคนคอยช่วยเหลือ ยศทั้งสามนี้ เป็นที่ต้องการของคนทั่วไป เพราะช่วยให้ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนามากกว่าคนที่ไม่มียศ แต่การจะได้มาซึ่งยศได้มาแล้วรักษาไว้ได้ หรือยศจะเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จะต้องทำตนให้เป็นคนมีคุณธรรม ๗ ประการ คือ
                ๑.มีความเพียร คือขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้าน มีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
                ๒.มีสติ คือระมัดระวังตนอยู่ตลอดเวลา ควบคุมสติอารมณ์ไว้ได้
                ๓.มีการงานสะอาด คือทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ไม่ก่อทุกข์ก่อโทษแก่ใคร
                ๔.มีความรอบคอบ คือมีความละเอียดรอบคอบ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน
                ๕.มีความสำรวม คือมีกิริยามารยาทเรียบร้อยน่าเลื่อมใส สงบเสงี่ยมเจียมตน ไม่โอ้อวด
                ๖.เป็นอยู่โดยธรรม คือมั่นคงอยู่ในศีลธรรม ยึดธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
                ๗.ไม่ประมาท คือไม่หลงมัวเมา ไม่ทำงานให้เกิดความผิดพลาดเสียหาย
                หากคนเราต้องการจะมียศ เพื่อความเป็นใหญ่ ก็ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมดังกล่าว เมื่อปฏิบัติได้ยศที่ไม่มี ก็จะมี เมื่อมีแล้วก็จะรักษาไว้ได้ และจะเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปโดยลำดับ และยศที่ได้มาด้วยวิธีนี้จะอยู่ได้นาน เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ตรงกันข้าม หากได้ยศมาโดยไม่ชอบธรรม ยศก็จะไม่ยั่งยืนถาวร ยิ่งหากได้ยศมาแล้วมัวเมาหลงอำนาจ พอหมดยศลงเมื่อไร ก็จะตกอับทันที จะหวังพึ่งพาใครก็ไม่ได้ ไม่มีใครอยากจะคบหาสมาคมด้วย ดังนั้น เมื่อสร้างยศขึ้นมาแล้ว ก็ควรรักษาไว้ให้ดีด้วยหลักธรรมทั้ง ๗ ประการข้างต้น ไม่ทำตนเองให้เป็นที่เสื่อมเสีย ไม่หลงในยศ ดังคำพระที่ว่า “ยโส ลัทธา น มัชเชยยะ – ได้ยศแล้วไม่พึงเมายศ” จึงจะถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา
............................................