วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

น้ำใจ


 น้ำใจ
                คำว่า “น้ำใจ” แม้จะเข้าใจตรงกันแล้วว่าหมายถึงใจจริง นิสัยใจคอและความเอื้อเฟื้อ แต่ในแง่ของการใช้ถ้อยคำก็ชวนให้ฉงนว่า “น้ำ” ก็มีความหมายชัดเจนอย่างหนึ่ง “ใจ” ก็มีความหมายเฉพาะไปอีกอย่างหนึ่งเหตุใดเมื่อพูดถึงจิตใจที่ดีงามจึงต้องเอาคำว่าน้ำมาเกี่ยวข้องด้วย
                เรื่องนี้ถ้าจะตีความเพื่อมุ่งให้เกิดแง่คิดที่เป็นประโยชน์ ก็น่าจะเป็นเพราะเพื่อให้คนที่ได้ยินได้ฟังและได้คิดไปพัฒนาจิตใจในด้านต่างๆ โดยถือเอาคุณสมบัติของน้ำเป็นตัวอย่าง
                ๑.น้ำ มีลักษณะชุ่มเย็น ใจก็ควรมีความเมตตา รู้จักเห็นอกเห็นใจ ชุ่มเย็นด้วยคุณธรรม ไม่รุ่มร้อนด้วยริษยาอาฆาต เป็นต้น
                ๒.น้ำ รวมกันเป็นเนื้อเดียว ใจก็ควรน้อมไปในความสามัคคี สมานน้ำใจ ไม่ถือดี ขัดแย้งแบ่งฝ่าย แต่คิดไปในทางที่จะรวมพลังเพื่อการสร้างสรรค์ความดีให้เกิดขึ้น
                ๓.น้ำ บอกระดับได้เที่ยงตรง ใช้วัดระดับของสิ่งต่างๆ ได้ ใจก็ควรเที่ยงธรรม ปฏิบัติต่อผู้อื่นโดยยึดความถูกต้อง อย่างเสมอหน้า ไม่ลุแก่อำนาจคติ
                ๔.น้ำปรับตัวเข้าได้กับทุกภาชนะ ใจก็ควรรู้จักปรับให้เข้ากับสถานการณ์ รับรู้และเข้าใจตามเหตุผล ความจริง ไม่ยึดติดเฉพาะความคิดของตน เวียนวนอยู่กับมานะและทิฐิ แต่เปิดกว้างสำหรับเหตุผลเสมอ
                น้ำเป็นที่ต้องการของสิ่งมีชีวิตฉันใด ผู้ที่ชุ่มเย็นด้วยเมตตา ใฝ่ความสามัคคี มีความเที่ยงธรรม และยอมตามเหตุตามผล ก็เป็นที่ปรารถนาของโลกนี้ฉันนั้น เพราะเขาเป็นผู้มีน้ำใจ เป็นผู้หล่อเลี้ยงโลกนี้ให้อยู่เป็นสุขได้นั่นเอง
............................................

หัวใจของความสำเร็จ


 หัวใจของความสำเร็จ
                มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วจะอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรย่อมเป็นไปไม่ได้ ต้องทำงาน ต้องปฏิบัติหน้าที่ และการทำงานนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกี่ยวพันกับชีวิตทั้งชีวิต ผู้ทำงานจึงต้องทำให้เต็มที่อย่างน้อยสามเรื่อง
                ๑.เต็มเวลา เวลาที่กำหนดไว้สำหรับการทำงานมีอยู่เท่าใด ก็ใช้เวลานั้นทำงานให้ครบ ให้เต็มที่เพราะงานแต่ละเรื่อง ยิ่งมีเวลาลงมือทำใคร่ครวญและวางแผนแก้ไขปรับปรุงมาก ก็ยิ่งมีความสมบูรณ์ ถูกต้องและเกิดประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย เวลาของการทำงานยังมีอยู่ก็คือโอกาสที่ดีที่ยังเหลืออยู่นั่นเอง
                ๒.เต็มกำลัง คือใช้ความสามารถของตนให้เต็มที่ ทั้งกำลังกายกำลังความรู้ และสติปัญญา ไม่ใช่ทำแค่ให้เสร็จๆ ไป โดยไม่คำนึงถึงว่าได้ใช้ความสามารถไปแค่ไหนบ้าง
                ๓.เต็มใจ ยินดีและเต็มใจที่จะทำงานนั้น เพราะจะทำให้รักงาน ไม่ฝืนใจ ไม่จำใจ มีความสุขกับงาน พร้อมที่จะแก้ไขอุปสรรค เสียสละเพื่อให้งานที่ตนรักและรับผิดชอบนั้นสำเร็จตามเป้าหมายและได้ผลดีที่สุด
                ที่พูดๆ กันว่า “คนนั้น คนนี้ประสบความสำเร็จในชีวิต...” นั่น ก็คือการทำงานของเขาประสบความสำเร็จนั่นเอง เพราะไล่เลียงดูการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่การกิน นอน อาบน้ำ พักผ่อน เดินทาง ฯลฯ ไม่มีเรื่องใดเลยที่จะถือว่าเป็นความสำเร็จได้ มีแต่การทำงานเท่านั้น ผู้ปรารถนาความสำเร็จในชีวิตจึงควรทำงานของตนนั่นแหละให้เต็มเวลา เต็มกำลัง และเต็มใจ ดีกว่าที่จะไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ทั้งนั้น
............................................

ยึดมั่นถือมั่น



                ในที่ประชุมของราชสำนักแห่งหนึ่ง มีการพิจารณาความเดือดร้อนของชาวเมืองตามที่เชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะตัวอุบาทว์ แต่ก็พบทางตันตรงที่ไม่มีใครรู้ว่าตัวอุบาทว์นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร พระราชาจึงโปรดให้ทหารผู้หนึ่งไปหาตัวอุบาทว์มาให้ได้ภายในเจ็ดวัน ทหารผู้นั้นพยายามเสาะหาจนได้มาพบกับฤๅษีตนหนึ่ง และได้บอกความประสงค์ให้กับฤๅษีฟัง  ฤๅษีจึงได้เอาสิ่งของสิ่งหนึ่งใส่ลงไปในกระบอกไม้ไผ่พร้อมกับปิดไว้อย่างแน่นหนา มอบให้และกำชับว่านี่คือตัวอุบาทว์ ฤทธิ์เดชของมันร้ายกาจยิ่งนัก เมื่อเปิดดูต่อหน้าพระที่นั่งก็ให้ส่องดูในกระบอกนี้เท่านั้น ห้ามเทออกมาเด็ดขาด
                เมื่อทหารผู้นั้นนำตัวอุบาทว์ในกระบอกไม้ไผ่มาถึงราชสำนัก การพิสูจน์ทราบก็เริ่มขึ้น อำมาตย์คนแรกเปิดออกและส่องดูก่อน แต่การมองเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่นั้นเป็นเรื่องอยากที่จะให้เห็นได้ชัดเจน จึงทำให้อำมาตย์คนแรกบอกว่าตัวอุบาทว์นี้เหมือนลูกเขียด คนที่สองรับไปดูบ้างส่องไปส่องมาหามุมที่ว่าชัดที่สุด แล้วบอกว่าไม่เหมือนลูกเขียด แต่เหมือนอึ่งอ่างมากที่สุด คนที่สาม ที่สี่ และคนต่อๆ ไป พอรับไปดูก็ทำเช่นกันและก็เห็นกันไปคนละอย่าง แตกต่างกันและต่างก็ยืนยันแข็งขันตามที่ตนเห็น จึงเกิดความขัดแย้งอยู่อื้ออึง พวกที่เถียงสู้ไม่ได้ถึงกับบันดาลโทสะ ในที่สุดก็ลุกขึ้นวางมวยชกต่อยกันเป็นโกลาหน พระราชาจึงทรงระงับเหตุด้วยการรับสั่งให้ผ่ากระบอกไม้ไผ่ออกมาดูเดี๋ยวนั้น และพบว่าเป็นแค่ชานหมาก จึงทำให้อำมาตย์ทุกคนคิดได้และเห็นตรงกันว่า ตัวอุบาทว์นั้น แท้ที่จริงก็คือ ความคิดเห็นที่ยึดมั่นชนิดไม่มีใครยอมใครนั่นเอง
                การมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง ย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องคู่ไปกับการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นยิ่งเป็นความเห็นหรือเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ ยิ่งต้องให้ความสำคัญเพราะผิดพลาดได้น้อยกว่า หลายๆ คนที่คิดได้จึงถือเอาส่วนรวมเป็นมาตรฐานตรวจสอบตนเอง เมื่อส่วนรวมเห็นว่าดีมีประโยชน์ แม้ส่วนตัวจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ยอมรับ ไม่ยึดมั่นในความเห็นของตนแต่ถ่ายเดียว เพราะการยึดมั่นถือมั่น ถึงจะไม่เกิดความรุนแรงมากมาย แต่ก็เป็นทุกข์แก่ผู้ที่ยึดติดนั่นเอง ไม่เว้นแม้แต่การยึดมั่นถือมั่นในการทำความดี ก็อาจเป็นทุกข์ได้เช่นกัน
............................................

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

ได้สติ


 ได้สติ
                เหตุที่ทำให้คนกลับตัวกลับใจได้ง่ายที่สุดคือการได้สติ การได้สติที่ง่ายที่สุดอย่างหนึ่งก็คือนึกถึงความตาย แต่การนึกถึงความตายนั้น จะทำได้ยากหรือง่ายย่อมขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของแต่ละคน ดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยเปรียบเทียบกับม้า ๔ ประเภทคือ
                ๑.เพียงเห็นเงาปฏักก็สะดุ้งกลัว สำเหนียกถึงสิ่งที่สารถีสั่งให้ทำ เปรียบได้กับคนที่ได้ทราบข่าวว่าคนโน้นเจ็บ คนนั้นตาย ก็เกิดสังเวชสลดใจ เริ่มเพียรพยายามทำความดี
                ๒.เห็นเงาปฏักอย่างเดียวยังไม่รู้เรื่อง ต่อเมื่อถูกแทงจนถึงขน รู้สึกได้ถึงผิวหนังจึงทำตามคำสั่ง เปรียบได้กับคนที่ต้องเห็นคนอื่นเจ็บหรือตายด้วยตนเองเสียก่อนจึงจะเกิดสังเวชสลดใจ
                ๓.แม้จะถูกปฏักแทงจนถึงขนก็ยังเฉย ต้องแทงทะลุผิวหนังจนเลือดไหลนั่นแหละจึงจะยอมทำตามคำสั่ง เปรียบได้กับคนที่ ต่อเมื่อได้เห็นญาติพี่น้องของตนเจ็บหรือตายจึงจะสลดใจได้คิด
                ๔.ต้องถูกแทงจนถึงกระดูกจึงจะละพยศ ยอมทำตามคำสั่งโดยดี เปรียบได้กับคนที่ต้องเจ็บหรือเกือบตายเสียเองถึงจะคิดได้ และเร่งประกอบคุณงามความดี
                ที่ว่าการได้สติที่ง่ายที่สุดอย่างหนึ่งคือนึกถึงความตายนั้น ก็เพราะโลกนี้มีคนตายทุกวัน ตายไม่หยุด เป็นครูสอนที่หาง่ายที่สุด สอนดีที่สุด เพราะสอนด้วยการลงมือตายให้ดูจริงๆ ให้รู้ว่าก่อนจะตายได้ทำอะไรไว้อย่างไร ให้รู้ว่าตายแล้วเป็นอย่างไร ยังมีชีวิตอยู่ควรทำอย่างไร เมื่อเห็นคนโน้นเจ็บ คนนั้นตายจึงควรได้สติดำเนินชีวิตให้ถูกต้องดีงาม เหมือนม้าที่ฉลาด เห็นแค่เงาปฏักก็ขวนขวายทำหน้าที่ของตนโดยมิชักช้า
............................................

ชัยชนะ


 ชัยชนะ

                หากตั้งคำถามว่า “ชีวิตคืออะไร” คงจะได้คำตอบที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ชีวิตคือความเป็นอยู่ ชีวิตคือการเดินทาง ชีวิตคือการแสวงหา ชีวิตคือละคร ชีวิตคือความไม่แน่นอน ฯลฯ โดยที่ในคำตอบทุกคำตอบนั้นสามารถสรุปลงไปหนึ่งเดียวได้คือ ชีวิตคือการต่อตู้ จากด้วยเหตุผลว่าในทุกๆ ความหมายของชีวิตที่กล่าวถึงย่อมมีการต่อสู้แฝงอยู่ด้วยเสมอ โดยมีจุดหมายเพื่อเอาชนะความทุกข์ให้ได้ ข้อนี้สอดคล้องกับคำสอนในพระพุทธศาสนาที่แม้จะมีจำนวนมาก แต่โดยสรุปก็มุ่งสอนให้รู้จักเรื่องความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการให้ถึงความดับทุกข์  เมื่อเป็นดังนี้แล้ว การวัดผลแพ้ชนะจากการต่อสู้จึงต้องวัดกันที่ใครจะบริหารชีวิตได้ดีกว่า มีความทุกข์น้อยกว่า
                แม้พระพุทธศาสนาจะไม่ปฏิเสธชัยชนะในเรื่องทั่วไป แต่ก็สรรเสริญการเอาชนะตนเองว่าเป็นชัยชนะที่สูงสุด การเอาชนะตนเองก็คือเอาชนะกิเลสในใจให้ได้ก่อน เพราะเป็นฐานให้การเอาชนะคนอื่นเป็นไปโดยธรรม ไม่เกิดโทษตามมา ไม่ใช่ถูกกิเลสบังคับให้ต้องเอาชนะคนโน้นคนนี้ แล้วก็หลงภูมิใจว่าเป็นผู้ชนะ ทั้งที่ผู้ชนะตัวจริงคือกิเลส ตนเองหามีอิสรภาพแท้จริงไม่ ที่สำคัญ ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการที่ชีวิตต้องต่อสู้นั้นคือสู้กับคนอื่น ไม่สนใจที่จะเอาชนะตนเอง
                มักจะเข้าใจผิดกันว่า ถ้าทำให้เขาแพ้ได้เราก็ชนะ ที่ว่าเข้าใจผิดก็เพราะในความเป็นจริงบางครั้ง เมื่อเขาแพ้เราก็แพ้ด้วย ดังในชีวิตจริง อาจมีสักครั้งที่เราเอาชนะคนอื่นได้ แต่พอชนะแล้วกลับต้องเป็นทุกข์เครียด และวิตกกังวล ความสุขที่มีอยู่ลดลง แต่ความทุกข์เพิ่มขึ้น หากตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ควรหาคำตอบให้ได้โดยพลันว่านี่หรือคือชัยชนะ และชนะอะไร ชนะเพื่ออะไร
............................................

ทางเสื่อมสายที่๒



                ในบรรดาอบายมุขที่แปลว่าทางเสื่อมของชีวิตตามหลักคำสอนของพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกัน ๖ สาย อันได้แก่ ๑.การติดสุราและของมึนเมา ๒.การชอบเที่ยวกลางคืน ๓.การชอบเที่ยวดูการละเล่น ๔.การติดการพนัน ๕.การคบคนชั่วเป็นมิตร และ ๖.การเกียจคร้านในหน้าที่การงาน สำหรับเส้นทางสายที่ ๒ นั้น คือการเที่ยวกลางคืน เป็นทางเสื่อมที่ในอดีตมองเห็นได้ยาก เนื่องจากไม่มีสถานบันเทิงที่มีแสงสีทันสมัย จูงใจให้เข้าไปใช้บริการอย่างในทุกวันนี้  ปัจจุบันสถานบันเทิงต่างๆ มีการพัฒนารูปแบบและวิธีการที่ดึงดูดจิตใจ ล่อตาล่อใจ ได้มากขึ้น และผลของการเที่ยวกลางคืนนี้มีผลทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา เฉพาะโทษก็มีปรากฏเป็นหัวข้อได้ ๖ ประการ คือ
                ๑.ไม่รักษาตัวเอง เพราะนำตัวเองข้าไปสู่สถานที่และเหตุการณ์ที่อาจมีการเสพสิ่งเสพติดมึนเมา การทะเลาะวิวาท อาชญากรรม อุบัติเหตุ และความสำส่อนทางเพศ
                ๒.ไม่รักษาครอบครัว โดยปกติ คนเราต้องรัก ดูแลรักษาครอบครัวของตน การละทิ้งครอบครัวในยามวิกาลโดยไม่มีเหตุเหมาะสม ย่อมถือว่าตั้งอยู่ในความประมาท อีกประการหนึ่ง เป็นการบั่นทอนความสัมพันธ์และความอบอุ่น ทำให้ครอบครัวขาดความมั่นคงได้
                ๓.ไม่รักษาทรัพย์สิน เพราะมีแต่ทางสิ้นเปลือง บางรายถึงกับต้องเป็นหนี้สินเพราะการกิน เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน
                ๔.มักถูกระแวงสงสัย เพราะการไม่รักษาตัว ไม่รักษาครอบครัว ย่อมไม่ใช่วิสัยของบุคคลทั่วๆ ไป  เป็นที่ถูกให้มองได้ว่าขาดความรับผิดชอบ สนใจแต่ความสุขของตนเอง
                ๕.เป็นเป้าหมายให้ถูกใส่ความ แม้จะไม่ได้ทำความผิด แต่ก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ปรารถนาดีได้ง่าย เป็นที่ต้องระแวงสงสัยในอันดับต้นๆ
                ๖.ได้รับความลำบาก เปรียบเหมือนปลาที่หลงกินเหยื่อของพรานเบ็ด ทั้งเจ็บปวด ดิ้นรน และอาจถึงตายในที่สุด เพราะในเบื้องต้นหลงว่าเป็นเหยื่ออันโอชะ
                การพักผ่อนให้หายเครียด เกิดความสุขใจ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีแน่ แต่ถ้าเลือกวิธีไม่ถูกก็อาจถลำลงสู่ทางเสื่อมสายที่ ๒ ซึ่งทำให้ชีวิตพังมานักต่อนักแล้ว
............................................

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

น้ำขึ้น-น้ำลง


น้ำขึ้น-น้ำลง
                   น้ำขึ้น-น้ำลง เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่กระทำต่อส่วนต่างๆ ของโลก ที่เป็นทะเลหรือมหาสมุทร เนื่องจากดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จึงมีอิทธิพลต่อ น้ำขึ้น-น้ำลง มากกว่าดวงอาทิตย์ ในบางช่วงเมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลกมาอยู่ในแนวเดียวกับดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดจะเสริมกัน ทำให้น้ำขึ้น-น้ำลงมีระดับสูงหรือมาก และในบางช่วงเมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลกมาอยู่ในแนวฉากกับดวงอาทิตย์แรงดึงดูดจะแยกกัน ทำให้น้ำขึ้น-น้ำลงมีระดับต่ำมาก
                น้ำขึ้น-น้ำลง แม้จะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่อาจเปรียบได้กับชีวิตของคนเราได้เช่นกัน กล่าวคือ ในบางช่วงของชีวิต ได้พบแต่ความสุขสบาย มีโชคลาภ มีเงินทองมากมาย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป มีคนยกย่องสรรเสริญ แต่ในบางช่วงก็พบแต่ความทุกข์ ความสับสนวุ่นวาย ความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด เงินทองไม่พอใช้จ่าย ซ้ำยังมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ชื่อเสียงก็มัวหมอง อีกทั้งคนทั้งหลายก็คอยตำหนินินทา
                ในทางพระพุทธศาสนาได้สอนว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเหล่านั้น เป็นความจริงของโลก หรือเป็นของคู่กับโลกที่ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วต้องประสบ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องการหรือไม่ก็ตาม ไม่มีใครหนีพ้นไปได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ให้พิจารณารู้เท่าทันความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน มีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ควรมีสติสัมปชัญญะให้มั่นคง ไม่หลงระเริงหรือมัวเมา เมื่อมีโชคลาภหรือมีชื่อเสียง และไม่เสียใจ ไม่แสดงอาการหดหู่หรือทุกข์ระทม เมื่อต้องพบกับเคราะห์กรรม ให้คิดเสียว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับน้ำที่มีขึ้นมีลง หากพิจารณาได้เช่นนี้ก็จะทำให้พบกับความสบายใจ ไม่เดือดร้อนใจ ทุกข์ใจ แม้สิ่งที่เกิดขึ้นแก่ตนหรือที่ตนพบเจอนั้น จะไม่น่าปรารถนาเลยก็ตาม
............................................

รอยร้าวทั้งห้า


 รอยร้าวทั้งห้า
                อาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย แม้จะก่อสร้างอย่างมั่นคงดีเลิศเพียงใด หากพื้นซึ่งเป็นที่รองรับไม่แข็งแรงดีพอก็จะทรุดตัว แตกร้าว และพังทลายลงได้ ฉันใด ชีวิตของคนก็เช่นกัน คือถ้าพื้นไม่ดีเสียอย่างเดียว ก็จะล่มสลายได้ในที่สุด และวิธีดูความมั่นคงของพื้นท่านให้สังเกตที่รอยร้าว เช่นถ้าเห็นตึกหลังใดมีรอยร้าวปรากฏก็สันนิษฐานได้ว่า ฐานหรือพื้นของตึกหลังนั้นไม่ดี ในส่วนของคนในทางพุทธศาสนาให้ดูรอยร้าวได้ที่พฤติกรรม ๕ อย่างที่เปรียบได้ดั่งศีล ๕ ดังต่อไปนี้
                ๑.โหดร้าย ฆ่าหรือเบียดเบียนผู้อื่นในทางชีวิตและร่างกาย
                ๒.มือไว ลักขโมยหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
                ๓.ใจเร็ว ประพฤติผิดประเวณี ขาดการยับยั้งชั่งใจ
                ๔.ขี้ปด ละทิ้งความสัตย์ความจริง ใช้ความเท็จเอาตัวรอดหรือแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการพูดเท็จ
                ๕.ไม่มีสติ เสพสิ่งมึนเมาหรือสิ่งเสพติด จนเกิดบกพร่องทางสติปัญญา จนขาดการยับยั้ง
                ผู้ใดมีพฤติกรรมห้าอย่างนี้ปรากฏออกมา แสดงว่าพื้นชีวิตของผู้นั้นมีความเสียหาย ถ้าเป็นอาคารก็เริ่มมีรอยร้าวปรากฏ หากรอยร้าวนั้นใหญ่ขึ้น เพิ่มจำนวนมากขึ้น อาคารนั้นก็จะพังถล่มลงในที่สุด แต่ตึกร้าวก็ยังไม่น่ากลัวเท่าคนร้าว เพราะคนร้าวสร้างความเสียหายได้ลึกและกว้างไกลกว่ามาก ปัญหาอาชญากรรม และความเดือดร้อนวุ่นวายในทุกวันนี้ก็พอเป็นเครื่องยืนยันได้ ศีล ๕ จึงเป็นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ที่สำคัญในทุกๆ ที่  ชีวิตตั้งอยู่บนฐานคือ ศีล ๕ จะมั่นคง ไม่แตกร้าวพังทลายอย่างแน่นอน
............................................