วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จุดอ่อนของชีวิต


 จุดอ่อนของชีวิต
                ในบรรดาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา มีคำสอนเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นหัวข้อที่ต้องหลีกเว้นหรือระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดอ่อนให้เกิดความผิดพลาด เสียหายแก่ชีวิตอย่างสำคัญ ได้แก่
                ๑.ศีลวิบัติ ความเสียหายด้านพฤติกรรมที่สำคัญๆ เช่น การล่วงละเมิดศีลห้า การทำผิดกฎหมายบ้านเมือง การประพฤติทุจริตในเรื่องต่างๆ
                ๒.อาจารวิบัติ เสียหายบกพร่องในด้านกิริยามารยาท ไม่เคารพต่อประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม หรือปฏิบัติผิดต่อกาลเทศศะ แม้จะไม่รุนแรงถึงขึ้นถูกลงโทษในทางกฎหมาย แต่ก็อาจได้รับโทษทางสังคมได้
                ๓.ทิฏฐิวิบัติ มีความบกพร่องเสียหายด้านความคิดเห็น เชื่อผิด คิดผิด เช่นเห็นว่าผลของบาปบุญไม่มี ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป หรืออย่างที่ใกล้ที่สุด ก็เห็นผิดว่าจุดอ่อนเหล่านี้นี่และคือจุดแข็ง เช่น ไม่ต้องรักษาศีลจะได้เป็นคนทันสมัย ไม่คร่ำครึ ละเมิดกฎหมายประเพณีก็คือมีเสรีภาพและประชาธิปไตย ฯลฯ
                ๔.อาชีววิบัติ คือเสียหายด้านอาชีพการงาน หมายถึงการหาเลี้ยงชีพโดยทุจริตผิดกฎหมาย หรือถูกกฎหมายแต่ผิดศีลธรรม เช่น มุ่งเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ฯลฯ
                การจะมีชีวิตที่ผาสุกก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ฉาบฉวยด่วนได้ จำเป็นต้องมีพื้นฐานที่ดี และการจะพัฒนาพื้นฐานของชีวิตก็เป็นเรื่องกว้าง เพราะครอบคลุมถึงเรื่องที่คิด กิจที่ ทำ คำที่พูดไปทั้งหมดแต่ถ้าเว้นจากวิบัติทั้งสี่ นี้ได้ก่อนแล้ว ที่เหลือก็แคบและง่ายเข้า เพราะจุดอ่อนที่สำคัญได้ถูกขจัดออกไปแล้วนั่นเอง
............................................

แรงปรารถนา


 แรงปรารถนา
                ความปรารถนาของคนย่อมไม่มีสิ้นสุด เพราะเมื่อได้สมปรารถนาในสิ่งใดแล้ว ไม่ช้าก็จะเกิดความปรารถนาในสิ่งใหม่ขึ้นอีก เป็นเช่นนี้จนกระทั่งถึงจุดจบของชีวิต
                คนคนหนึ่ง รับเงินเดือนๆ ละหนึ่งหมื่นบาท เขาคิดว่าถ้าได้เงินเดือนสองหมื่นบาทเมื่อใดเขาจะมีความสุขมากที่สุด แต่เมื่อได้รับเงินเดือนสองบาทจริงๆ เขาก็มีความสุขจริงๆ เหมือนกัน แต่ไม่นานก็อยากได้ถึงสามหมื่น พอได้สามหมื่นก็อยากได้สี่หมื่นต่อไป ข้อสังเกตสำคัญอยู่ที่เมื่อเขาไม่ได้สี่หมื่นบาท ถ้าความปรารถนารุนแรงเท่าใด ความผิดหวังก็รุนแรงเท่านั้น ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ถ้าวันหนึ่งเขาต้องกลับไปรับเดือนๆ ละสองหมื่นบาทเหมือนเดิม เขาจะเป็นทุกข์ กลัดกลุ้ม น้อยใจ จนชีวิตแทบหาความสุขไม่ได้ที่น่าแปลกใจก็คือ เขาก็เป็นคนคนเดียวกับที่เคยมีความสุขที่สุดตอนที่ได้เงินเดือนสองหมื่นบาทนั่นเอง ความสุขมากที่สุดขอเขาบัดนี้หายไปไหน หายไปได้อย่างไร
                คำตอบก็คือความสุขของเขายังอยู่ เพียงแต่เขาถูกแรงปรารถนาหลอกล่อให้เตลิดไปจนลืมตัว ลืมสติ
ฃลืมกระทั่งว่าจะต้องจัดการ บริหาร และสร้างวิธีคิดอย่างไรจึงจะถูกต้อง เพราะความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่ได้สมปรารถนานั้น ก็คือเชื้อหรือชนวนที่ก่อให้เกิดความปรารถนาต่อๆ ไปอีก ถ้าปล่อยไปเช่นนี้ ทุกคนก็จะตายลงในท่ามกลางความไม่สมหวัง เว้นเสียแต่จะรู้จักมีความสุขกับสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว ถัดจากนั้น เมื่อปรารถนาอะไร ก็ทำไปตามเหตุผลที่ควรจะต้องทำ
                รู้จักวิธีคิดและฝึกความคิดให้ได้อย่างนี้ แม้จะยังมีความปรารถนา แต่ก็ไม่ตกเป็นทาสของแรงปรารถนา
............................................

เครื่องประดับประจำตัว


 เครื่องประดับประจำตัว
                การแต่งตัวด้วยเครื่องประดับเป็นค่านิยมสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะทำให้คนเราดูงดงามทันสมัย และเชิดหน้าชูตาได้อย่างดี จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเราไปแล้ว แต่เนื่องจากเครื่องประดับดังกล่าวยังเป็นเพียงเครื่องประดับภายนอกที่นำมาประกอบกับตัวเรา ผู้ที่สวยเพราะแต่งดีเพราะแต่ง จึงอยู่ในฐานะพลอยสวย พลอยดีไปด้วยเท่านั้น เพราะค่าและความงดงามยังเป็นของเครื่องประดับส่วนตัวเองเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ถอดเครื่องประดับออกเมื่อใด ก็คือถอดความงามออกจากตัวเมื่อนั้น ถ้าจะให้สวยแท้ งามแท้ ต้องประดับตัวเองให้มีค่าด้วยเครื่องประดับภายใน ดังเช่น
                ประดับมือและนิ้วด้วยการให้ เพราะการให้ทำให้คนงดงาม เป็นที่รัก เป็นที่นิยมของผู้อื่น ผู้ให้เองก็เป็นสุขใจ สบายใจ ไม่เร่าร้อนเหมือนความคิดที่จะกอบโกยหวงแหน
                ประดับปากและคอด้วยคำสัตย์ เพราะการพูดจริงจะทำให้น่าเคารพ น่าไว้วางใจ เป็นที่นิยมเชื่อถือ ของคนทั่วไป
                ประดับหูด้วยการฟังอย่างเคารพ เพราะการฟังอย่างตั้งใจ ฟังอย่างใช้วิจารณญาณ เป็นทางให้เกิดสาระข้อคิดที่ดีแก่ชีวิต ทำให้ได้ประโยชน์ห้าประการอันได้แก่ ได้ฟังเรื่องใหม่ ไว้วิจัยเรื่องเก่า บรรเทากังขา เกิดสัมมาทิฐิ และมีจิตผ่องใส
                คนที่งามแท้ มีเสน่ห์จริง จะต้องมีความดีที่ผู้อื่นประทับใจ ความเป็นคนดีมีคุณภาพนี้ เป็นเครื่องประดับตัวตลอดไป เพราะเป็นเจ้าของความงามตัวจริง ส่วนจะเลือกความดีชนิดไหนมาเป็นเครื่องประดับประจำตัว ก็ได้ลองดูตัวอย่างเครื่องประดับที่ยกมานั้นดูเถิด
............................................

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ลักษณะผู้มีวินัย



                ในสังคมคนหมู่มาก มีความจำเป็นต้องกำหนดกติกาให้ส่วนรวมปฏิบัติ เพื่อความสงบสุขและความก้าวหน้าของหมู่คณะ หรือเพื่อเป้าหมายขององค์กร กฎเกณฑ์หรือกติกาที่จะมีประสิทธิภาพและทำให้บรรลุผลการเป้าหมายที่สำคัญ นั่นก็คือ “วินัย” ผู้ที่ปฏิบัติตามก็จะเรียกว่า “ผู้มีวินัย” ซึ่งผู้มีวินัยนั้นมีลักษณะที่พอสังเกตได้โดยประมาณ คือ
                ๑.มีสัมมาคารวะ ผู้มีวินัยจะให้ความสำคัญกับการแสดงความเคารพ ซึ่งแสดงออกด้วยการทำความเคารพบ้าง ด้วยการระมัดระวังไม่ล่วงเกินผู้อื่นด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง หรือหากต้องมีการล่วงเกินเพียงน้อยนิดแค่การเดินผ่านในที่ที่อยู่สูงกว่าก็มีการขอโทษ ปฏิบัติต่อสิ่งเคารพและสถานที่สำคัญด้วยความระมัดระวัง ฯลฯ
                ๒.มีความถ่อมตน ไม่ว่าจะเป็นผู้น้อยหรือผู้ใหญ่ ก็ตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองอยู่ในฐานะที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพให้ยิ่งขึ้นไป ความรู้ความสามารถและยศศักดิ์ที่มีอยู่เป็นความได้เปรียบที่จะใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่ความรู้ความสามารถและความดีที่สูงขึ้นไป ไปอีกเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับอวดอ้างหรือใช้เป็นอภิสิทธิ์ 
                ๓.เป็นผู้ว่านอนสอนง่าย ธรรมดาการถูกว่าถูกสอนเป็นสิ่งที่ท้าท้ายความรู้สึก บางคนฟังเรื่องจริงก็ไม่มีความสุข พูดเรื่องถูกก็รับไม่ได้ แต่สำหรับผู้มีวินัยจะรับฟังโดยเคารพ พิจารณาถูกผิดด้วยปัญญา ยอมรับความจริงอย่างกล้าหาญ และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข ใช้วินัยนั้นเองปกครองตัวเองก่อนที่จะปกครองคนอื่น
                ๔.รักดี ผู้มีวินัยจะมองเห็นความดีเป็นสิ่งมีเกียรติ แม้ว่าการทำความดีนั้นจะเป็นเหตุให้ต้องเข้มงวดกับตนเองบ้าง ก็พร้อมจะทำด้วยความเต็มใจ ซื่อสัตย์ต่อความดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง
                ๕.กล้าหาญ โดยเฉพาะกล้าที่จะปฏิเสธความชั่ว ไม่ยอมให้สิ่งล่อใจมามีอำนาจเหนือตน ทั้งๆ มีโอกาสแต่ก็สามารถกล้าตัดสินใจจะไม่ทำ
                การจะมีชีวิตที่เป็นสุขและปลอดภัย หรือการจะเชิดชูหมู่คณะให้สง่างาม บางครั้งก็ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เพียงสร้างวินัยให้เกิดในตัวเองให้ได้ ความดีอื่นๆ ก็จะตามมาอีกมากมาย
............................................

คนของโลก


 คนของโลก
                ชายชราผู้หนึ่งนั่งขุดหลุมอยู่อย่างขะมักเขม้นท่ามกลางแดดร้อนจัดในเวลาบ่าย ขณะนั้นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินมาพบเข้าจึงถามว่า กำลังทำอะไร ชายชราตอบว่า กำลังขุดหลุมเพื่อปลูกมะม่วง คำตอบนั้นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มแปลกใจยิ่งขึ้น จึงถามอีกว่า นี่ลุงอายุเท่าไรแล้ว พอทราบว่าชายชราผู้นั้นอายุแปดสิบปีแล้ว จึงพูดขึ้นว่า มะม่วงต้นนี้ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าห้าปี จึงจะออกผล ลุงอาจจะตายเสียก่อนที่จะได้กินก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่คุ้มกับที่ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างนี้นะลุง
                ชายชราอธิบายว่า มะม่วงที่ปลูกนี้ ถึงลุงจะตายไปเสียก่อน แต่ประโยชน์ก็จะตกแก่คนอื่นต่อไป เหมือนตัวหลานชายนี่แหละ ตอนที่เกิดมาก็ไม่ได้เกิดในบ้านที่ตัวเองสร้างไว้ เกิดมาแล้วก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านที่คนอื่นสร้างไว้เหมือนกัน การทำสิ่งใดๆ จึงไม่ควรมองแค่ประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับ แต่ควรคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นด้วย
                การกระทำที่มุ่งประโยชน์เพื่อตนเองแม้จะเป็นเรื่องที่ถูก แต่ก็ยังแคบ ถ้านักวิทยาศาสตร์คิดว่าเราจะคิดค้นพลังงานและอุปกรณ์ไฟฟ้าไปทำไมทนอยู่มืดๆ ไปอีกไม่กี่ปีเราก็ตายแล้ว คนอื่นเขาก็ยังอยู่กันได้ โลกเราก็คงยังไม่มีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างทุกวันนี้ แม้กรณีตัวอย่างอื่นๆ ที่เห็นได้ทั่วไปก็ชี้ชัดว่า การที่เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะได้เสวยผลที่ผู้อื่นคิดค้น และสร้างสรรค์ไว้นั่นเอง
                คนที่คิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นหรือส่วนรวม เป็นคนที่โลกต้องการทุกยุคทุกสมัย เพราะช่วยพัฒนาโลกให้มีคุณค่า สวยงาม และน่ารื่นรมย์แม้จะปลูกมะม่วงต้นเดียวซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่วิธีคิดและความมุ่งหวังของเขายิ่งใหญ่และทรงคุณค่า สมกับที่เกิดมาเป็น “คนของโลก” อย่างแท้จริง
............................................

คนดี


คนดี
                การเลือกคนดีเป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง เพราะความคิดจิตใจของคนเป็นเรื่องยากจะหยั่งถึงได้ ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี ได้แสดงลักษณะสำคัญของคนดีที่พอมองเห็น ไว้ห้าประการ คือ
                ๑. นานะยัง นะยะตี ไม่ชักนำในสิ่งที่ไม่ดี เช่น ชักนำให้เสพของมึนเมา เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้านการทำงาน ฯ
                ๒. อธุรายัง นะ ยุญชะติ ไม่ทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ คือรู้จักเคารพในฐานะและหน้าที่ของผู้อื่นไม่ก้าวก่ายแทรกแซง หรือสร้างความวุ่นวาย แต่มุ่งทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
                ๓. สุนะโย เสยยะโส โหติ เป็นผู้นำในทางที่ดี เช่น นำให้เว้นจากอบายมุข มีเมตตากรุณา ซื่อสัตย์สุจริต ขยันอดทน แม้การทำดีบางครั้งจะต้องพบอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ สามารถยืนหยัดบนความถูกต้องได้อย่างมั่นคง
                ๔. สัมมา วุตโต นะกุปปะติ ไม่โกรธเมื่อถูกชี้แนะ เพราะมุ่งต่อความดีเป็นสำคัญ เมื่อมีใครแนะนำทักท้วงในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ก็จะยินดี รู้สึกเหมือนผู้นั้นมาบอกขุมทรัพย์ให้
                ๕. วินะยัง ปะชานาติ ชอบระเบียบวินัย เคารพกฎหมายและกติกาของสังคม แม้มีโอกาสก็ไม่ใช้อภิสิทธิ์ เพราะเห็นกฎหมายว่าเป็นทั้งเครื่องคุ้มครองและเป็นเครื่องจัดสรรความเท่าเทียมกันของมนุษย์การทำลายกฎหมายก็คือการทำร้ายเพื่อมนุษย์ด้วยกัน เมื่อเพื่อนมนุษย์อ่อนแอหรือเกิดปัญหาก็ยากที่จะมีความสุขอยู่ได้ตามลำพัง
                ถ้าเลือกคนให้มากวาดถนน รดน้ำต้นไม้ก็เป็นเรื่องง่ายเพราะถึงจะได้คนไม่ดีแต่ความเสียหายก็คงไม่มาก แต่ถ้าเลือกมาเป็นเพื่อน เป็นคู่ชีวิต หรือมาทำงานใหญ่ให้ประเทศชาติ ควรจะพิจารณาให้มาก เพราะถ้าเลือกผิดก็จะผิดหวัง กลัดกลุ้ม และหงุดหงิดไปนาน เข้าทำนองว่า “ปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทลาย” นั่นแล
............................................

ความพอดี



                ความพอดี หมายถึง ความลงตัว ความพอเหมาะพอสม ความเป็นเหตุเป็นผลในตัวเอง
                การที่ดวงอาทิตย์ส่องในเวลากลางวัน พระจันทร์สุกสว่างในเวลากลางคืน ดาวนับล้านๆ ดวงล่องลอยอยู่ในท้องฟ้า โลกหมุนรอบตัวเอง พร้อมกับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สมดุล นี้คือความพอดีทางธรรมชาติ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ทุกชีวิตบนโลก การที่สัตว์ขั้วโลกเหนือมีขนหนาไว้กันหนาว สีขาวกลมกลืนกับหิมะ ในขณะที่สัตว์เขตร้อนมีขนน้อย สีสันฉูดฉาดกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ก็ถือเป็นความพอดีซึ่งเป็นประโยชน์และเกื้อกูลป้องกันภัยในชีวิตตามธรรมชาติเช่นกัน
                สำหรับชีวิตมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักความพอดีที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตไว้ ๒ ระดับ คือ
                ๑.ความพอดีระดับสูง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุถึงปัญญาขั้นสูงสุด จนเข้าใจสรรพสิ่งได้ถูกต้องตามที่มันเป็นและปฏิบัติได้ถูกต้อง สอดคล้องกับความจริงที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่กะเกณฑ์หรือเข้าใจไปตามที่ตนอยากให้เป็น แล้วปฏิบัติไปตามที่อำนาจความอยากชักพา ข้อปฏิบัตินี้คือ มรรคมีองค์ ๘ หรือย่อให้สั้นเป็น ศีล สมาธิ และปัญญา
                ๒.ความพอดีระดับสามัญ เรียกว่า มัตตัญญุตา- ความรู้จักประมาณ คือความพอเหมาะพอดีในการดำเนินชีวิตในเรื่องสำคัญๆ  ตัวอย่างเช่น
ในการกิน ให้กินแต่พอดี ไม่น้อยไปจนเป็นโรคขาดอาหาร ไม่มากไปจนเป็นโรคอ้วน กินตามความต้องการของธรรมชาติ ไม่กินตามความต้องการของกิเลส
                ในการแสวงหา ให้รู้จักยินดีในสิ่งที่ได้มา แสวงหาให้เหมาะสมแก่กำลัง และระมัดระวังเรื่องดี-ชั่ว
                ในการทำหน้าที่ ต้องทำให้ถูกคือไม่ให้ผิดหน้าที่ ทำให้ครบคือไม่ให้บกพร่องเสียหาย
                หากยังเข้าถึงความพอดีในระดับสูงไม่ได้ จำเป็นอย่ายิ่งที่จะต้องยึดความพอดีในระดับสามัญไว้ หาไม่แล้วชีวิตจะไม่เหลือความพอดีสักอย่างจนทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา ดุจธรรมชาติและทรัพยากรในโลกที่ถูกทำลายจนขาดความสมดุลและเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง เกิดภัยธรรมชาติต่างๆ ที่มาจากการขาดความสมดุลอันเกิดจากการกระทำที่ขาดสมดุลของมนุษย์นั่นเอง
............................................

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

สะเดาะเคราะห์


 สะเดาะเคราะห์
                ในบรรดาความเชื่อทั้งหลาย ความเชื่อเรื่องโชคเคราะห์เป็นเรื่องที่มีมาแต่โบราณกาล และคนทั่วไปเมื่อคิดว่ากำลังประสบเคราะห์ ก็มักจะแก้ไขด้วยวิธีการต่างๆ กันไปที่เรียกรวมๆ ว่าสะเดาะเคราะห์ ด้วยเหตุผลอย่างหนึ่งว่า จะได้สบายใจ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือพอทำเสร็จส่วนมากจะรู้สึกว่าสบายใจขึ้น จึงขอเสนอวิธีสะเดาะเคราะห์สำหรับผู้ที่คิดว่ากำลังมีเคราะห์ ดังนี้
                ๑. ไถ่ชีวิตสัตว์ เช่น ปล่อยปลา ไถ่ชีวิตโค กระบือ โดยเฉพาะที่จะถูกนำไปฆ่า
                ๒. ให้ทาน เช่น บริจาคโลหิต ตักบาตร ถวายทาน รวมถึงสงเคราะห์ผู้ยากไร้ต่างๆ
                ๓. สวดมนต์ภาวนา ไหว้พระสวดมนต์เพื่อนำตัวเองเข้าหาพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ หรือนับถือศาสนาใดก็เข้าปฏิบัติพิธีกรรมในศาสนานั้น เพื่อให้จิตใจสงบ มั่นคง เกิดปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาต่อไป
                ถ้าเชื่อว่าเคราะห์ร้ายหรือผลร้ายจากสิ่งที่มองไม่เห็นมีจริง ก็ต้องเชื่อว่าบุญกุศลหรือผลแห่งการทำดีมีอยู่จริงเช่นกัน การจะคุ้มครองตัวเองจากเภทภัยความชั่วร้ายเหล่านั้น จึงไม่มีอะไรดีกว่าให้อำนาจบุญกุศลเข้าต่อสู้ การสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีนี้ ทั้งสบายใจ ได้บุญ และมีความปลอดภัย ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของนักหลอกลวง ซึ่งจะเป็นการสร้างเคราะห์ร้ายซ้ำเติมเข้ามาอีก
............................................