วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วิธีครองใจคน


                การครองใจคนหรือการทำให้คนอื่นรักนั้นเป็นศิลปะพิเศษอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะแก่คนที่หวังความเจริญก้าวหน้า และหวังที่จะมีชีวิตอยู่เป็นปกติในสังคม คนที่ครองใจคนอื่นได้ ย่อมได้รับการยอมรับและการช่วยเหลือสนับสนุนจากคนที่เราครองใจไว้ได้นั้นเป็นอันดี ทั้งในยามปกติและตกทุกข์ได้ยาก วิธีครองใจหรือการทำให้คนรัก มี ๒ แบบ คือ
                ๑. แบบโลกวิธี คือ วิธีที่ชาวโลกนิยมทำกัน เช่น การให้เกจิอาจารย์ ผู้มีคาถาอาคมแก่กล้า สัก เสก ลงเลขยันต์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรืออาบน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก การใช้วัตถุมงคล ตลอดจนเครื่องรางของขลัง และว่านเสน่ห์ต่างๆ เพื่อให้ตนเองมีเสน่ห์เป็นที่รักและเป็นที่นิยมของผู้คน ทั้งนี้สุดแท้แต่ทัศนคติความคิดเห็น ความเชื่อของแต่ละบุคคล ซึ่งผลที่ได้รับยังหาความแน่นอนไม่ได้ ส่วนมากมักถูกหลอกลวง ต้มตุ๋น จากพวกมิจฉาชีพที่อาศัยเป็นช่องทางทำมาหากิน ทำให้สูญเสียเงินทองไปกับเรื่องแบบนี้ไม่น้อย ถึงกระนั้นยังได้รับความนิยมอยู่ทั่วไป
                ๒. แบบพุทธวิธี คือ วิธีที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ โดยเน้นไปที่การเริ่มต้นที่ตนเอง จัดการกับตัวเองให้เป็น คนน่ารัก ยึดหลักว่า “ถ้าเราทำตัวให้น่ารัก คนอื่นเขาก็รัก ถ้าเราทำตัวให้น่าเกลียด คนอื่นเขาก็เกลียด” โดยปฏิบัติตามหลักธรรม ดังนี้
                                ๒.๑ โอบอ้อมอารี (ทาน) คือให้เป็นคนมีน้ำใจ สมัครใจที่เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ รู้จักเผื่อแผ่เจือจานสิ่งของเครื่องใช้แก่ผู้อื่น ในสิ่งที่เขาขาดแคลนบกพร่อง
                                ๒.๒ วจีไพเรา (ปิยวาจาก) คือ ให้เป็นคนพูดจาสุภาพนุ่มนวล ด้วยน้ำใสใจจริง ไม่เสแสร้งแกล้งทำ หลีกเลี่ยงคำพูดอันเป็นเท็จ คำพูดส่อเสียด ยุให้รำตำให้รั่ว คำพูดหยาบคาย และคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ
                                ๒.๓ สงเคราะห์ปวงชน (อัตถจริยา) คือ ให้ทำตนเป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ช่วยเหลือเอาใจใส่ในกิจการต่างๆ ด้วยแรงกาย แรงใจ และด้วยคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ด้วยความเต็มใจ เต็มความรู้ความสามารถ ทำอย่างไรก็ได้ที่ให้เขาเห็นว่าเราเต็มใจช่วยเขา
                                ๒.๔ วางตนเหมาะสม (สมานัตตตา) คือ ให้เป็นคนดีที่เสมอต้นเสมอปลาย ทำต่อเนื่อง ไม่เป็นคนขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย และให้เป็นคนที่รู้จักทำตัวเป็นกันเองเข้ากับผู้อื่นได้ ใครคบค้าด้วยก็สบายใจไม่เครียด ไม่ทำตัวให้สูงหรือต่ำเกินไปนัก
                วิธีครองใจคนทั้งสองแบบนี้ หากเราเคยปฏิบัติแบบโลกวิธีมาแล้ว ได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผล ขอแนะนำให้ปฏิบัติแบบพุทธวิธีดูบ้าง แล้วจะรู้สึกว่าวิธีครองใจคนไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอะไรเลย

........................................

ธาตุแท้ของคน


                นักปราชญ์ทางศาสนา ได้ให้ข้อคิดว่า คนเราย่อมมองอะไรต่างๆ ตามพื้นฐานเดิมของคนนั้นๆ เช่น เมื่อเห็นพระพุทธรูปทองคำตั้งอยู่บนแท่น นักเศรษฐกิจอาจคิดประเมินราคาของพระพุทธรูป ขณะที่นักเคมีก็อาจคิดถึงธาตุทองคำที่นำมาสร้างพระพุทธรูปว่าบริสุทธิ์หรือไม่ มีธาตุอะไรเจือปนบ้าง โจรร้ายก็อาจจะคิดในใจว่าหากขโมยนำไปขายจะได้ราคาเท่าไร ในทำนองเดียวกัน ถ้าอยากจะรู้ว่าธาตุแท้ของคนเราเป็นอย่างไรก็จงหัดสังเกตปฏิกิริยา ครั้งแรกของคนคนนั้นว่าเขามีท่าทีต่อสิ่งนั้นๆ อย่างไร
                ธาตุแท้ หรืออุปนิสัยของคน ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าจริต มี ๖ ประการ คือ
                ๑. ราคจริต คนเจ้าราคะ มีอุปนิสัยรักสวยรักงาม หรืออารมณ์ศิลปิน เจ้าชู้ มองอะไรต่างๆ ในแง่ดี
                ๒. โทสจริต คนเจ้าโทสะ มีอุปนิสัยใจร้อน โกรธ เกลียดชังง่าย มักมองอะไรในแง่ร้าย ทำอะไรก็มักจะรุนแรง ชอบทำลาย
                ๓. โมหจริต คนเจ้าโมหะ มีอุปนิสัยเซื่องซึม ไม่ชอบคิดอะไรมาก และมักง่าย
                ๔. ศรัทธาจริต คนเจ้าสัทธา มีอุปนิสัยใจอ่อน เชื่อง่าย ถูกชักจูงได้ง่าย อารมณ์อ่อนไหว
                ๕. พุทธิจริต คนเจ้าปัญญา มีอุปนิสัยหนักแน่น ชอบคิดหาเหตุผลของสิ่งต่างๆ ไม่เชื่อง่าย ชอบถกเถียงโต้แย้ง
                ๖. วิตกจริต คนเจ้าความคิด มีอุปนิสัยจับจด วอกแวก ชอบคิดฟุ้งซ่าน วิตกกังวลในเรื่องไม่เป็นเรื่อง
                ในคนคนหนึ่งอาจมีหลายจริตก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามีจริตอะไรเป็นตัวนำ ขอให้ลองพิจารณาดูด้วยใจเป็นธรรมว่าตัวของเราเองจัดเป็นคนมีจริตแบบไหนใน ๖ ประการข้างต้น มีลักษณะสร้างสรรค์หรือทำลาย ถ้ามีลักษณะสร้างสรรค์ก็ควรส่งเสริม แต่ถ้ามีลักษณะชอบทำลายก็จงพยายามหาทางยับยั้ง หรือเบี่ยงเบนให้แสดงตัวในทางสร้างสรรค์แล้วปัญหาต่างๆ ที่ไม่ประสงค์ก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

........................................

คบเด็กสร้างบ้าน


                หากจะตั้งคำถามว่า ระหว่างการละเว้นความชั่วกับการทำความดีของเด็กกับผู้ใหญ่ มีความแตกต่างกันตรงไหน คำตอบที่ได้ก็น่าจะอยู่ที่เหตุผลของการกระทำ สำหรับเด็ก เหตุผลอาจตื้นๆ หรือบางทีก็ไม่ตรงจุดหมายที่แท้จริง ส่วนผู้ใหญ่เหตุผลจะแยบคายและลึกซึ้งกว่า เช่น การไม่เล่นฟืนไฟ เหตุผลของเด็กก็อาจเป็นกลัวผู้ใหญ่ลงโทษ แต่เหตุผลของผู้ใหญ่คือ กลัวเกิดไฟไหม้ การไม่ขาดเรียน เพราะเด็กกลัวพ่อแม่หรือครูทำโทษ ส่วนผู้ใหญ่กลัวว่าจะไม่ได้วิชาความรู้ การไหว้พระ เด็กไหว้พระเพราะผู้ใหญ่บอกให้ไหว้ ส่วนผู้ใหญ่ไหว้เพราะต้องการทำจิตใจให้สงบ ในการทำความดี ละเว้นความชั่วของเด็ก จึงเข้าลักษณะที่ว่าสามวันดีสี่วันร้าย แล้วแต่เหตุปัจจัยพาไป โดยไม่ทราบถึงผลที่เกิดจากการกระทำของตนเอง ซึ่งต่างจากการกระทำของผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง
                โบราณกล่าวว่า คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง ทุกท่านล้วนแต่ผ่านวัยเด็กมาแล้ว คงจะเคยเล่นสร้างบ้านย้ายบ้านมาแล้ว หรือบางทีข้าวของในบ้านที่ผู้ใหญ่จัดไว้ดีแล้ว ก็ขนออกมาเล่นกระจัดกระจายเต็มบ้าน โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ผู้ใหญ่เพียงไร การคบเด็กสร้างบ้าน ท่านจึงหมายรวมถึงการคบกับคนพาล คบคนโง่เขลาเบาปัญญา ทำอะไรโดยปราศจากเหตุผล และไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดตามมา ซึ่งอาจเป็นบ่อเกิดแห่งความหายนะก็ได้ ส่วนคำว่าคบหัวล้านสร้างเมืองนั้น หมายถึงคนที่เกิดมานาน มีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตมากกว่าเด็ก อย่างที่พูดกันว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนนั่นเอง คนที่มีประสบการณ์ย่อมรู้จักแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่ขาดตกบกพร่องให้ดีกว่าเดิม การเลือกคบคนประเภทหลังนี้ จึงมีผลดีต่อตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ
                ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่า คบเด็กสร้างบ้าน หมายถึง การคบคนพาล ผู้ปราศจากปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้ถึงผลดีผลเสียอันเกิดจากการกระทำของตนเอง ส่วนคบหัวล้านสร้างเมือง หมายถึง การคบบัณฑิต ผู้ซึ่งคอยชี้แนะแนวทางที่ดีในการดำเนินชีวิตให้ เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว จะคบเด็กสร้างบ้าน หรือคบหัวล้านสร้างเมือง ก็จงพิจารณาดูเถิด
........................................

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปัจจัย ๕


                คำว่า “ปัจจัย” มีความหมายหลายอย่าง เช่น หนทาง หรือเหตุให้เกิดผลก็ได้ เช่น การศึกษา เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ความสามารถ หมายถึงเครื่องอาศัยยังชีพที่จำเป็นก็ได้ เช่น ปัจจัยสี่ คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค หรือโดยปริยาย หมายถึงเงินตรา
                คำว่า “ปัจจัย” ที่หมายถึงเครื่องอาศัยยังชีพนั้น แต่เดิมคำสอนที่มุ่งประสงค์สำหรับผู้บวชในพระพุทธศาสนา ได้ถือเป็นหลักปฏิบัติโดยตรง เพื่อตัดภาระในการดำรงชีพให้มีน้อยที่สุด มิได้สอนสำหรับคฤหัสถ์หรือชาวบ้านซึ่งต้องครองเรือน มีครอบครัว ทำธุรกิจการงานต่างๆ แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน จึงสามารถมีเครื่องอาศัยยังชีพที่สำคัญซึ่งเป็นปัจจัยที่ ๕ ของชีวิตได้
                ปัจจุบันมีเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิด ที่ผู้ขายพยายามโฆษณาให้เห็นสรรพคุณว่าเป็นสิ่งจำเป็น สมควรยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่ ๕ ของชีวิต เช่น รถยนต์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันว่าเครื่องอุปโภคบริโภคประเภทใดสมควรได้รับการยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่ ๕ ของชีวิตอย่างแท้จริง
                แม้ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาจะไม่ได้ระบุว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ ๕ สำหรับชีวิตคฤหัสถ์ หรือชาวบ้านแต่ท่านพุทธทาสภิกขุ พระนักคิด นักเขียน นักปรัชญา และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ให้ข้อคิดว่า “ธรรมะ” ถือเป็นปัจจัยที่ ๕ ของชีวิตทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ เพราะธรรมะทำให้คนไม่เบียดเบียนกัน ธรรมะทำให้คนสงเคราะห์เกื้อกูลกันในทางที่ถูก ธรรมะทำให้คนดำรงตนอยู่ในแนวทางที่ไม่ผิดพลาด กล่าวโดยรวบยอด ธรรมะทำให้คนประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน ธรรมะจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นแก่ทุกคนทุกครอบครัว ทุกสังคม ทุกชาติภาษา และทุกยุคทุกสมัย ทั้งในการดำรงชีวิต การดำเนินธุรกิจการงาน และการใช้สอยเครื่องอุปโภคบริโภคประจำวัน หากขาด “ธรรมะ” เสียแล้ว ย่อมส่งผลให้เป็นทุกข์ วุ่นวาย และเดือดร้อนทั่วไป อย่างปฏิเสธไม่ได้
                แม้เราจะมีปัจจัย ๔ อย่างสมบูรณ์เหลือเฟือ แต่ถ้าไม่มีธรรมะเป็นปัจจัยที่ ๕ เสียแล้ว ปัจจัย ๔ หรือปัจจัยอีกกี่ร้อยกี่พันก็ไร้ค่า เพราะเราจะหาความสุขจากปัจจัยเหล่านั้นไม่ได้เลย

.............................................

แรงดึงดูด


                เมื่อเอ่ยคำว่า โลกนี้มีแรงดึงดูด ทุกคนคงมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า การที่โลกหมุนรอบตัวเองอยู่ในชั้นบรรยากาศ โดยที่สรรพสิ่งที่อาศัยอยู่บนโลกไม่หลุดลอยไปในห้วงอวกาศนั้น เป็นเพราะโลกมีแรงดึงดูดอยู่ในตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครสรรค์สร้าง ถึงแม้สิ่งที่โลกดึงดูดเอาไว้นั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือเป็นอัปมงคลก็ตาม จัดเป็นสิ่งที่ต้องอยู่คู่กันไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย ไม่สามารถที่จะสลัดทิ้งได้
                ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน ย่อมจะมีแรงดึงดูดในตัวเองมากน้อยแตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเลือกดึงดูดเอาความดีหรือความชั่วเข้ามาสู่ชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพจิตของแต่ละคนซึ่งได้รับการฝึกฝนมากน้อยเพียรไร สิ่งที่เป็นเหมือนแรงดึงดูดในทางพระพุทธศาสนา คือ ความดี ๔ ประการ ได้แก่
                ๑. ความรู้ดี คือ รอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์โดยการศึกษาจากแหล่งความรู้ต่างๆ
                ๒. ความสามารถดี คือ สามารถนำความรู้ที่มีอยู่มาแก้ปัญหาในชีวิตได้จนเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วไป
                ๓. ความประพฤติดี คือ ควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย วาจา ใจ ไม่ให้เป็นไปในทางก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น รวมทั้งมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เข้ากับคนอื่นได้ง่าย
                ๔. บุญวาสนาดี คือ ได้เคยสั่งสมความดีไว้ในอดีตและทำต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย
                ความดีทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นเหมือนแรงดึงดูด หากมีพร้อมอยู่ในผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้น สามารถดึงดูดผูกมัดและเหนี่ยวรั้งจิตใจผู้อื่นได้ ในทางตรงข้าม หากปราศจากความดีข้างต้น แรงดึงดูดในตัวเองก็จะลดลงและไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้อื่น ในสังคมปัจจุบันยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่พยายามดึงดูดสิ่งที่เป็นโทษแก่ชีวิตไว้โดยไม่รู้ตัว เช่น ยาเสพติดและอบายมุขต่างๆ ทั้งๆ ที่สามารถสลัดทิ้งสิ่งที่เป็นโทษเหล่านั้นได้
                ลองถามตัวเองสักนิดว่า แรงดึงดูดคือความดีในตัวเองมีมากแค่ไหน และกำลังดึงดูดสิ่งที่เป็นโทษหรือเป็นประโยชน์แก่ชีวิต

.........................................

ตักบาตร


                การตักบาตร คือการเอาข้าวและกับข้าวใส่ลงไปในบาตรของพระภิกษุสามเณร เราจะตักบาตรเป็นประจำทุกวันหรือเฉพาะวันพระหรือวันคล้ายวันเกิดของตนก็แล้วแต่ศรัทธา กำลังทรัพย์และความสะดวกของตน
                การทำบุญตักบาตร เป็นกิจที่ชาวพุทธนิยมทำกัน เป็นการช่วยสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะพระภิกษุสามเณรเป็นผู้สละโลก ไม่ได้ประกอบอาชีพใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากจะปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อขัดเกลาตนเองและนำความรู้ไปแนะนำสั่งสอนพุทธศาสนิกชนให้ประพฤติดีละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้สะอาดผ่องใส
                การทำบุญตักบาตรที่ถือว่าได้บุญมากนั้นจะต้องมีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ
                ๑. วัตถุสิ่งของสำหรับทำบุญต้องบริสุทธิ์ หมายความว่า เงินทองที่นำมาจับจ่ายซื้อสิ่งของมาทำบุญต้องได้มาด้วยความสุจริต ไม่คดโกงหรือขโมยใครมา เป็นของบริสุทธิ์ ไม่ได้เบียดเบียนชีวิตสัตว์ คือไม่ได้ฆ่าสัตว์มาทำบุญ และวัตถุที่นำมาทำบุญนิยมคัดเลือกของที่มีคุณภาพดี อย่างน้อยก็ไม่เลวกว่าที่เรากินเราใช้อยู่เป็นปกติ ชาวพุทธเมื่อจะใส่บาตรจึงนิยมตักบาตรด้วยข้าวปากหม้อ ถ้าเป็นแกงก็แกงถ้วยแรกที่ตักจากหม้อ
                ๒. เจตนาของผู้ถวายต้องบริสุทธิ์ หมายความว่า เจตนาต้องบริสุทธิ์ทั้ง ๓ ขณะ คือ ก่อนให้ก็ต้องมีจิตศรัทธา เลื่อมใส กำลังให้ก็มีจิตใจผ่องใส ให้ด้วยความเคารพ และหลังจากให้แล้วก็มีจิตใจแช่มชื่น ไม่นึกเสียดาย
                ๓. ผู้รับเป็นผู้มีศีล หมายความว่า บริจาคให้แก่ผู้มีศีลมีคุณธรรม เรานิยมถวายอาหารและสิ่งของแก่พระภิกษุสามเณร เพราะท่านเป็นผู้ทรงศีล พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระภิกษุสามเณรผู้มีศีลว่า เป็นบุญเขต แปลว่า นาบุญ ดังบทสรรเสริญพระสังฆคุณว่า อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของชาวโลก
                การทำบุญด้วยการตักบาตรหรือบริจาคทานในโอกาสใดๆ ก็ตาม ถ้าบริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวมานี้ ก็จะได้บุญเต็มเปี่ยม คือผู้ให้ก็สบายใจ ชื่นใจ นอกจากจะได้สงเคราะห์ผู้รับให้มีกำลังทำความดีต่อไปแล้ว ยังเป็นการขัดเกลาขจัดความตระหนี่ของตนเองด้วย ฝ่ายผู้รับเมื่อได้รับการสนับสนุนเช่นนี้ ก็จะมีกำลังในการทำความดีได้โดยสะดวก เป็นอันว่าได้ช่วยกันสร้างสรรค์ความดีงามให้เกิดขึ้นและแผ่ขยายในวงกว้างต่อๆ ไปด้วย

........................................

พระคุณแม่


                คำว่า “แม่” มีความหมายสำหรับลูกๆ ทุกๆ คน แต่น้อยคนนักที่จะซาบซึ้งในความหมายนี้อย่างแท้จริง เพราะได้ยินคำนี้มาจนชินชาและดูเป็นธรรมดาไปเสียแล้ว จึงขอนำพระคุณแม่มาเสนอ ดังนี้
ลักษณะของแม่
                ๑. เมื่อแม่ต้องการมีลูก ก็ได้อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่แม่นับถือ เพื่อให้ได้ลูกอย่างที่ปรารถนา
                ๒. เมื่อแม่ตั้งครรภ์แล้วได้พยายามรักษาครรภ์อย่างดีที่สุด
                ๓. เมื่อคลอดลูกแล้วได้ปลอบโยนเลี้ยงดูลูกอย่างดีตามความสามารถ
                ๔. แม่พยายามรักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้เพื่อลูกๆ
พระคุณของแม่เปรียบกับใครได้บ้าง
                ๑. เปรียบได้ดังพระพรหม เพราะมีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อลูกๆ
                ๒. เปรียบได้ดังบุรพเทพ เพราะลูกๆ ได้รู้จักเทพเหล่าอื่นที่หลัง แต่ได้รู้จักแม่ก่อนเทพเหล่านั้น ฉะนั้นแม่จึงเป็นดั่งบุรพเทพ
                ๓. เปรียบได้ดังบุรพาจารย์ของลูกๆ เพราะได้สอนลูกๆ ก่อนอาจารย์อื่นๆ
                ๔. เปรียบเป็นอาหุไนยบุคคลของลูกๆ เพราะเป็นผู้ที่เหมาะสมแก่การรับข้าว น้ำ เป็นต้นของลูกๆ
พระคุณของแม่
                ๑. เลี้ยงดูท่านทั้งทางกายและจิตใจ
                ๒. ช่วยเหลือแบ่งเบาภารกิจของท่าน
                ๓. ดำรงวงศ์ตระกูลของท่าน
                ๔. ปฏิบัติตัวให้เหมาะสมที่เป็นทายาทขอท่าน
                ๕. เมื่อท่านล่วงลับไปทำบุญอุทิศให้ท่าน
                ๖. แม่ไม่มีศรัทธาในพระศาสนา พยายามโน้มน้าวให้มีศรัทธา
                ๗. ไม่มีศีล พยายามชักชวนให้มีศีล
                ๘. ไม่เสียสละ พยายามยามชักชวนให้เสียสละ
                ๙. ไม่ค่อยรอบรู้ พยายามชักชวนให้ท่านมีความรอบรู้
                เมื่อลูกๆ ได้ทำการตอบสนองคุณของแม่แล้ว ลูกและแม่ก็จะมีความสุขใจสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

.........................................

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สุขทำให้หลง

สุข ทำให้หลง
ในลาบ ในตำแหน่ง ในยศ ในสรรเสริญ ในความเก่ง ในความรู้ ในความสามารถ ในความร่ำรวย ในปริญญา ตรี โท เอก ในความสวย หล่อ กว่า ในความมานะทิฐถิ สูงกว่า ในอำนาจ ในกิเลสตัณหาทั้งปวง ที่เป็นฝ่ายกุศล
 นั่นคือหลงและยิ่งห่างไกลพระธรรม เพราะได้หลงบุญอยู่ บุญที่เสวยสุขในโลกธรรมอยู่ หารู้ไม่บุญตัวนี้ ก็คือกิเลสฝ่ายดีตัวหนึ่ง ไม่พ้นทุกข์แท้จริง เมื่อหมดบุญ เสื่อมบุญ เช่น ความตายมาเยือน เรียกว่าหมดบุญของโลกธรรมอย่างหนึ่ง หรือปลดเกษียณ ก็หมออำนาจ ก็หมดบุญอย่างหนึ่ง นี่คือตัวอย่างกิเลสฝ่ายดี ฝ่ายกุศล ที่มนุษย์หลงกันนักหนา ว่าสุขที่สุดในโลกธรรม แต่เป็น เปลือกสุข ของโลกโลกุตระธรรม
 สุขที่สุดของโลกโลกุตระธรรม คือความว่าง ความไม่มีอะไรเลย ทั้งกิเลสฝ่ายดี(กุศล) และกิเลสฝ่ายชั่ว(อกุศล) คือ จิตที่ว่าง จิตที่หมดจด จากกิเลสทั้งสองฝ่าย คือจิตที่เป็นกลาง เรียกว่า จิตเข้าถึงปรมัทถธรรม คือจิตที่เข้าสู่กระแสมรรค จิตที่เข้าสู่กระผล และสุดท้ายจิตที่เข้าสู่กระแสพระนิพพาน นี่คือ จิตที่ไม่หลงแล้วในกิเลส พ้นทุกข์แท้จริง เป็นจิตที่สะอาด บริสุทธิ ด้วยอรยะมรรค อริยะผล จิตที่ไม่มีมลทิล แห่งอาสวะกิเลสน้อยใหญ่ ทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วปนเปลื้อน อยู่เลย นี่คือ แก่นธรรม นี่คือธรรมะแท้ ไม่ใช่เปลือก ไม่ใช่ของปลอม จริงล้วนๆ
..........