วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปรัชญาแห่งความสำเร็จ



ถ้าคุณคิดว่าคุณจะพ่ายแพ้แล้วละก็
คุณก็จะพ่ายแพ้
ถ้าคุณไม่คิดว่าคุณอยากจะทำแล้วละก็
คุณก็จะไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว
แม้ว่าคุณคิดว่าอยากจะชนะ  แต่คุณคิดว่าไม่สามารถจะชนะได้
ชัยชนะก็จะไม่เป็นของคุณ

ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่พยายามตั้งใจทำแล้วละก็
คุณก็จะพบกับความล้มเหลว
สิ่งที่พวกเราค้นหาจากโลกนี้ก็คือ
ความสำเร็จที่เริ่มจากกำลังใจของมนุษย์
ทุกสิ่งทุกอย่างคือการตัดสินจากสภาพจิตใจของมนุษย์

ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนสะเพร่าแล้วละก็
คุณก็จะเป็นไปตามนั้น
ถ้าคุณคิดว่าคุณจะก้าวไปในตำแหน่งที่สูงแล้วละก็
ก่อนที่คุณจะก้าวไปถึงตำแหน่งนั้น  คุณควรมีความเชื่อมั่นว่า
คุณสามรรถก้าวไปถึงอย่างแน่นอน

การต่อสู้ของชีวิต
ไม่ใช่ว่าคนที่แข็งแรงและคนที่งานเร็วจะได้เปรียบเสมอไป
ไม่ช้าก็เร็ว  คนที่จะประสบความสำเร็จก็จะคือ
คนที่เชื่อว่า  ฉันสามารถทำได้
นโปเลียน ฮิลล์

จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม


จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม
                การที่มนุษย์ได้พัฒนาตนเองจากความเป็นสัตว์โลกที่ป่าเถื่อนและเห็นแก่ตัวมาเป็นสัตว์สังคม ทั้งยกระดับเผ่าพันธุ์เป็นสัตว์สังคมชั้นสูง และสัตว์ประเสริฐ อันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดำรงเผ่าพันธุ์ได้อย่างแพร่หลาย ไม่สูญพันธุ์ไปเหมือนกับสัตว์บางชนิด ก็เพราะมนุษย์มีคุณสมบัติพิเศษนั่นก็คือ การมีจิตสำนึกที่ดีเพื่อส่วนรวม

                จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมโดยทั่วไปนั้น หมายถึง การมีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือการให้ความสำคัญกับส่วนรวม หรือสิ่งอันเป็นสาธารณะสมบัติ เช่น ป่าไม้ แม่น้ำลำธาร ทางสาธารณะ สวนสาธารณะ ไฟฟ้าสาธารณะ ทางหลวง ตลอดจนของหลวงและประเทศชาติบ้านเมือง เป็นต้น ไม่เห็นแก่ตัวทำลายล้างให้จนเสียหายเสื่อมโทรม สูญสิ้น ในทัศนะของพระพุทธศาสนานั้น จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมหมายถึง จิตที่ประกอบด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล หรือความคิดที่มุ่งที่จะทำแต่ประโยชน์เกื้อกูลทั้งแก่ตนและผู้อื่น ตลอดจนสาธารณะทั่วไป โดยมีเมตตาจิต (ปรารถนาดี) และกรุณาจิต (ความคิดร่วมด้วยช่วยแก้ปัญหา) เป็นพื้นฐาน ผู้ที่ปลูกจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมให้เจริญงอกงามในจิตใจได้มากเพียงใด ย่อมสามารถแก้วิกฤตปัญหาความเห็นแก่ตัว ทำให้เป็นคนเสียสละ อุทิศตนทุ่มเททำงานเพื่อผลประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้มากเพียงนั้น
                การปลูกจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ตามวิถีแห่งพุทธธรรม แนวทางหนึ่งก็คือ การประพฤติปฏิบัติตาม “หลักสังคหวัตถุธรรม หรือ หลักแห่งการสงเคราะห์ ๔ ประการ” กล่าวคือ
                ๑. ทาน คือการให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละ แบ่งปันสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการแย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันสังวาส และแย่งอำนาจกันครอบครอง ในสังคมส่วนรวมได้
                ๒. ปิยวาจา การกล่าวคำสุภาพ ไพเราะอ่อนหวาน สมานไมตรี และคำที่มีแต่ประโยชน์ ซึ่งจะทำให้เกิดความรักความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง การโต้เถียง บาดหมาง และการทะเลาะวิวาทในหมู่คณะได้
                ๓. อัตถจริยา การขวนขวายช่วยเหลือกิจการของหมู่คณะ ดูแลรักษาสาธารณะสมบัติของส่วนรวม และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์
                ๔. สมานัตตตา ประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะและภาวะที่ดำรงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกของสังคมให้ถูกต้องสมบูรณ์
                มีการกล่าวว่า “วัตถุยิ่งเจริญ คนยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น” วิกฤตปัญหานี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการ ปลูกจิตสำนึกที่ดีเพื่อส่วนรวม โดยยึดคติที่ว่า  “อยู่เพื่อตัว อยู่แค่สิ้นลม แต่ถ้าอยู่เพื่อสังคม จะอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย”


                การช่วยเพื่อนเหมือนช่วยเราเอง                     เมื่อจิตเพ่งเล็งช่วยทวนสหาย
                ย่อมลดความเห็นแก่ตัวลงมากมาย                  ทุกทุกรายอย่าเขวี้ยงขว้างช่างหัวมัน

"""""""""""""""""""""""""""""

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เสียงปลุก – เบิกอรุณ



                สุริโยทัยไขแสงใกล้แจ้งแล้ว
ฝูงวิหคร้องเจื้อยแจ้วแสวงหา
ซึ่งอาหารทะยานไปในนภา
หมู่ปักษายังขยันหมั่นหากิน
                ท่านที่รักจะซบนอนอยู่ไยเล่า
ตื่นแต่เช้าเพื่อเกลาจิตเป็นนิจสิน
แสวงหาธรรมพระสัมมาเป็นอาจิณ
ชำระล้างซึ่งมลทินออกจากใจ
                อายุไขในมนุษย์นี้น้อยนัก
อย่าช้าชักจะเกินกาลสุดแก้ไข
เพราะบางคนอาจตายก่อนถึงวัย
มรณภัยนี้ไม่รอให้ต่อรอง
                เป็นมนุษย์สุดแสนดีมีโอกาส
มีปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์ทั้งผอง
ขอวิงวอนให้ท่านจงไตร่ตรอง
ยึดพระธรรมมาประคองกับดวงใจ
                เป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยในภายหน้า
เป็นปัญญาบารมีชี้แจ่มใส
เพื่อไม่หลงเพลิดเพลินเมื่อเดินไป
เชิญท่านไซร้ตื่นขึ้นรับสดับธรรม

คุณประโยชน์ของการแปล


คุณประโยชน์ของการแปล บทสวด
                คนไทยเราคุ้นกับการสวดมนต์มาตั้งแต่เกิด เริ่มจำความได้ ติดตามผู้ใหญ่ไปทำบุญที่วัด ได้ฟังพระสวดเมื่อเวลามีงานพิธีทางศาสนาที่บ้าน และก็สามารถจดจำบทสวดได้ สามารถท่องจำได้จนถึงจำได้ดีบางท่อนบางตอนของบทสวด อาจกล่าวได้ว่าน้อยคนนักรวมถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่สามารถท่องบทสวดมนต์ต่างๆ ได้จนขึ้นใจและติดปาก ที่จะทราบความหมายหรือคำแปลของบทสวดนั้นๆ อย่างเข้าใจและสามารถถ่ายทอดสืบต่อให้ลูกหลานเป็นภาษาที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้บุคคลรุ่นหลังไม่ค่อยสนใจเพราะไม่เข้าใจในความหมายของบทสวด เพราะไม่ได้อรรถรสจากการสวดมนต์นั้นๆ นั่นเอง ฉะนั้นจึงควรหัดให้เป็นนิสัยของตนเองและสามารถนำไปสอนต่อ เพื่อเป็นการแปลจิตใจให้น้อมตามได้ง่ายขึ้นตามความหมายหรือคำแปลขอบทสวดนั้นๆ ตามที่จะแนะนำบทสวดต่างๆ ในต่อไปนี้
**************


อานิสงส์ของการสวดมนต์
                ๑. ไล่ความขี้เกียจ ขณะสวดมนต์ อารมณ์เบื่อเซื่องซึม ง่วงนอน เกียจคร้านจะหมดไป เกิดความแช่มชื่น กระฉับกระเฉงขึ้น
                ๒. ตัดความเห็นแก่ตัว เพราะขณะนั้นอารมณ์ของเราไปหน่วงอยู่ที่การสวด ไม่ได้คิดถึงตัวเอง ความโลภ ความโกรธ ความหลง มิได้กล้ำกลายเข้าสู่วาระจิต
                ๓. ได้ปัญญา การสวดโดยรู้คำแปล รู้ความหมาย ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญา ความรู้ แทนที่จะสวดแจ๋วๆ ให้ผ่านไปเหมือนไม่ได้อะไรเลย 
                ๔. จิตเป็นสมาธิ เพราะขณะนั้นผู้สวดต้องสำรวมใจแน่วแน่ มิฉะนั้นจะสวดผิดได้หน้า ลืมหลัง เมื่อจิตเป็นสมาธิ ความสงบเยือกเย็นในจิตจะเกิดขึ้น
                ๕. ได้เฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะขณะนั้นผู้สวดมีกาย วาจา ปกติ (มีศีล) มีใจแน่วแน่ (มีสมาธิ) มีความระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า (มีปัญญา) เท่ากับเฝ้าพระองค์ด้วยการปฏิบัติบูชาครบไตรสิกขาอย่างแท้จริง
***********

แนวธรรมน่าจำ


สิ่งที่ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้ ๔ ประการ
๑. ไม่มีมิตรใด  จะเปรียบด้วย วิทยา
๒. ไม่มีข้าศึกที่ไหน  จะเปรียบด้วย พยาธิ
๓. ไม่มีความรักอะไร  จะเท่าด้วย รักคน
๔. ไม่มีแรงอะไร  จะเสมอด้วย แรงกรรม


วิธีชนะคนบางจำพวก
๑. ชนะคนโลภ  ด้วย ให้ทรัพย์
๒. ชนะคนกระด้าง  ด้วย น้อมคำนับ
๓. ชนะคนโง่  ด้วย การตามใจ
๔. ชนะปราชญ์  ด้วย รักษาสัตย์
๕. ชนะคนสูงกว่า  ด้วย การยกมือไหว้
๖. ชนะคนกล้า  ด้วย การให้แตกสามัคคี
๗. ชนะคนต่ำ  ด้วย การให้ของเล็กน้อย
๘. ชนะคนเสมอกัน  ด้วย การขับสู้


บุคคลเปรียบด้วยน้ำ ๗ ประเภท
๑. จมลงไปครั้งเดียวแล้วจมลงไปเลย - บุคคลที่ประกอบด้วยอกุศลธรรมล้วน
๒. โผล่ขึ้นแล้วจมลงไปเลย - ผู้มีคุณธรรมแต่คุณธรรมเสื่อมไป
๓. โผล่ขึ้นแล้วลอยอยู่ได้ - ผู้มีคุณธรรมไม่เสื่อม
๔. โผล่ขึ้นแล้วเห็นแจ่มแจ้งเหลียวดู - พระโสดาบัน
๕. โผล่ขึ้นแล้วว่ายหาฝั่ง - พระสกทาคามี
๖. โผล่ขึ้นแล้วไปถึงที่ตื้น - พระอนาคามี
๗. โผล่ขึ้นแล้ว ข้ามฝั่งได้ยืนอยู่บนบก - พระอรหันต์


การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน



วิธีปฏิบัติ
                ผู้ปฏิบัติเตรียมดอกไม้ ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย (ถ้ามี) ถ้าอุบาสก อุบาสิกา สมาทานศีล ๕ – ๘ ถ้าสามเณร พระภิกษุมีความสงสัยในศีลก็แสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน
                กล่าวคำนอบน้อมพระรัตนตรัย (๓ ครั้ง)
                นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
กล่าวคำมอบตัว
                อิมาหัง ภันเต ภะคะวะ อัตตะภาวัง ภะคะวะโต ปะริจจะชามิฯ
                ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์ของมอบอัตภาพร่างกายนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเจริญพระวิปัสสนากัมมัฏฐานฯ
คำสมาทานก่อนปฏิบัติ
                อะหัง วิปัสสนากัมมัฏฐานัง สมาทิยามิ (ว่า ๓ ครั้ง)
                สัพพะทุกขะนิสสะระณะนิพพานะสัจฉิกะระณัตถายะ
                ข้าพเจ้าขอสมาทานวิปัสสนากัมมัฏฐาน แม้ในครั้งที่ ๒ แม้ในครั้งที่ ๓ เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้งอันเป็นที่สิ้นไปแห่งกองทุกข์ทั้งปวง...เทอญ
                สาธุ สาธุ ข้าพเจ้าขออำนาจคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสงฆ์เจ้า คุณบิดามารดา คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ คุณทานบารมี คุณศีลบารมี และบารมีทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้สั่งสมอมรมมา ตั้งแต่อดีตชาติ และปัจจุบันชาตินี้
                ขอกุศลเหล่านี้จงมาเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้าปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานได้สำเร็จให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน สมความปรารถนาทุกประการเทอญ
                (การขึ้นกัมมัฏฐานควรมีดอกไม้ ธูป เทียน ใสพานไป ไปขึ้นกับพระพุทธรูปในบ้าน ถ้าไม่มีก็นึกถึงพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่เรานับถือก็ได้)
การเดินจงกรม
                ต่อจากนั้นลุกขึ้นเดินจงกรม ยืนตัวตรงเอาสติมาทำความรู้สึกที่ตัวยืนแล้วกำหนดในใจว่า ยืนหนอๆ ๓ ครั้ง เมื่อคิดอยากจะเดินไปข้างหน้าก็กำหนดในใจว่า อยากเดินหนอๆ ๓ ครั้ง แล้วกำหนดว่า ขวาย่างหนอ (พอใจสั่งว่าขวา เท้าขวาเตรียมตัว พอบอกว่าย่าง ก็ย่างออกไปข้างหน้าไม่เกินช่วงเท้า หรือไม่เกินครึ่งฟุต พอเท้าเหยียบถึงพื้นก็ว่าหนอ) ซ้ายย่างหนอ ก็เช่นเดียวกัน พยายามทำให้ช้าๆ ข้อสำคัญใจที่สั่งย่างกับเท้าที่ย่างให้ไปพร้อมกัน คือให้ทันกัน ถ้าไม่ทันกันสมาธิก็ไม่เกิด เดินเรื่อยไปจนถึงที่สุด เมื่อจะหันกลับก็ให้เอาเท้าชิดกันแล้วภาวนาว่า ยืนหนอ ๓ ครั้ง เมื่ออยากหันกลับก็กำหนดว่า อยากกลับหนอ ๓ ครั้ง แล้วว่ากลับหนอๆๆ จนตรงทางที่เราจะเดินกลับ (พอบอกว่ากลับ ก็ยกเท้ากลับมาชั่วระยะฝ่าเท้าหนึ่ง พอเท้าลงถึงพื้นก็ว่า หนอ ทำอย่างนี้ทุกครั้ง) แล้วกำหนดว่า ยืนหนอๆ ๓ ครั้ง แล้วก็เดิน ขาว-ย่าง-หนอ-ซ้าย-ย่าง-หนอ จนครบเวลาที่เรากำหนด ๑๕ นาที ๓๐ นาที หรือจะนับเป็นเที่ยว ๕ เที่ยว หรือ ๑๐ เที่ยว ก็ได้
การนั่งสมาธิ
                พอครบกำหนดแล้วก็ลงนั่ง ในขณะนั้นอย่าเลยไปทำอย่างอื่น พอนั่งก็ให้กำหนดที่ตรงจะนั่งว่า ยืนหนอ ๓ ครั้ง แล้วย่อตัวลงพร้อมกับกำหนดว่า นั่งหนอ ๆ ๆ ๆ จนกว่าก้นจะถึงพื้น ขยับผ้าให้หลวม เอาเท้าขวาทับเท้าซ้ายขัดสมาธิ เอามือขวาทับมือซ้ายให้หัวแม่มือจรดกัน ยืดตัวให้ตรง เอาสติมาไว้ที่หน้าท้อง (อนึ่งถ้าบุคคลใดนั่งขัดสมาธิไม่ได้ก็ให้นั่งพับเพียบ ถ้าพับเพียบไม่ได้ก็ให้นั่งห้อยเท้าก็ได้) เมื่อเอาสติมาไว้ที่หน้าท้องก็จะมีอาการเคลื่อนไหวของท้อง เมื่อท้องพองก็รู้ ท้องยุบก็รู้ แล้วก็ใช้สติกำหนดรู้ ตามอาการที่เกิดขึ้นนั้น คือเมื่อสติรู้ว่าท้องพองก็ให้กำหนดในใจว่าพอง พอท้องหยุดพองก็ให้กำหนดว่าหนอ เมื่อท้องเริ่มยุบก็ให้กำหนดว่า ยุบ พอสุดยุบก็วา หนอ (ข้อสำคัญถ้าท้องยังไม่พองอย่าเพิ่งกำหนดว่าพอง และเมื่อพอแล้วถ้ายังไม่สุดพองก็อย่าเพิ่งบอก หนอ ยุบก็เช่นเดียวกัน) กำหนดอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะครบเวลาที่กำหนดไว้ การกำหนดวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็คือการกำหนดรูปนามนั่นเอง รูป ๒๘ คือ ร่างกายเรานี้เรียกว่ารูปจิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ นี้เป็นนาม ฉะนั้นเมื่อรูปเกิดเราก็กำหนดรูป เมื่อนามเกิดเราก็กำหนดนามในขณะที่กำหนด พองหนอยุบหนออยู่นั้น ถ้าเกิดเวทนาขึ้นมา เช่น เจ็บ ปวด คัน ขึ้นมาที่ใดที่หนึ่งก็ให้หยุดกำหนดพองยุบเอาไว้ก่อน หันมากำหนดที่ปวดหรือเจ็บนั้นว่า ปวดหนอๆ ๆ หรือเจ็บหนอๆ ๆ เรื่อยไปจนกว่าจะหายปวดหรือเจ็บ แต่ต้องเป็นความเจ็บปวดที่ชัดนะ มิใช่ว่าปวดนิดปวดหน่อยก็ทิ้งพองทิ้งยุบ หมายความว่าใจจับอารมณ์ใดมากก็กำหนดอารมณ์นั้น บางทีเรากำหนดพอหนอยุบหนออยู่ เกิดความคิดขึ้นมา บางทีก็คิดถึงเรื่องอดีต บางครั้งก็เป็นเรื่องบาป บางครั้งก็เป็นเรื่องบุญ บางครั้งก็คิดถึงเรื่องอนาคต เมื่อเกิดความคิดขึ้นมาเราต้องกำหนด คิดหนอๆๆ จนกว่าความคิดหายไป พอหายไปแล้วก็กลับมากำหนดพองยุบใหม่ เอาพองยุบเป็นหลักพอมี อารมณ์อื่นเกิดขึ้นก็ทิ้งหลักไปกำหนดอารมณ์นั้นๆ ในขณะที่ตั้งใจกำหนด พองหนอยุบหนอนั้น เมื่อทำไปหลายๆ ครั้งแล้วลองถามตัวเองดูซิว่า พองหนอ กับยุบหนอ มันอันเดียวกันหรือคนละอัน เอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในจิตใจ อย่าตอบตามสัญญาที่จะจำมาใช้ไม่ได้ ถ้าใจบอกว่าคนละอันละก้อ ถามอีกว่าเวลาที่เรากำหนดพองหนอนั้น เราเอาใจไปคอยกำหดใจที่กำหนดรู้ว่าท้องพอง กับท้องที่พองนั้นมันเป็นอันเดียวกันหรือคนละอัน ถ้าความรู้สึกบอกว่าคนละอัน ก็ให้ถามอีกว่า ใจที่รู้สึกว่าท้องพองกับใจที่รู้ว่าท้องยุบนั้นเป็นอันเดียวกันหรือคนละอันฯ

อาหารใจ


              เรื่องใหญ่ เรื่องวุ่นวาย ที่ไม่รู้จักจบสิ้น ในชีวิตประจำวัน คือ เรื่องอาหาร เช่น ก่อนจะไปตลาด ก็ต้องคิดว่า จะกินอะไร จะซื้ออะไร เรื่องของการกิน จะหมุนเวียน ซ้ำซาก อยู่เช่นนี้ ตลอดเวลา ที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะเบื่อแสนเบื่อ ก็จะต้องทำ ต้องกิน เพราะอาหาร เป็นปัจจัย ที่จำเป็น แก่ชีวิต ร่างกาย จะเจริญเติบโต และสมบูรณ์แข็งแรง ได้ก็เพราะ อาหารบำรุง อยู่เสมอ อาหารที่กล่าวถึงนี้ เป็นอาหาร ส่วนร่างกาย ยังมีอาหาร อีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า อาหารใจ ส่วนมาก คนมัก จะมองข้าม ไปเสีย วันหนึ่ง ๆ ก็วุ่นวาย อยู่กับ อาหารกาย คนให้ความสนใจ กับอาหารใจ น้อยมาก ความจริงแล้ว อาหารใจ มีความจำเป็น มากกว่า อาหารกาย เสียด้วยซ้ำไป อาหารกาย รับประทาน เพียงวันละ ๓ มื้อ แต่อาหารใจ ต้องรับประทาน อยู่ตลอดเวลา คนที่ขาด อาหารใจ จะทำให้ รู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มี กะจิตกะใจ จะทำอะไร บางครั้ง ทำให้รู้สึก กำหนัดรักใคร่ ต่ออารมณ์ ที่เข้ามา ยั่วยวน กวนใจ บางคราว ทำให้ รู้สึกหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน เลื่อนลอย หาหลักไม่ได้ อาการเหล่านี้ เป็นอาการ ที่ใจขาดอาหาร ร่างกาย ที่ขาดอาหาร จะทำให้ ผ่ายผอม อ่อนระโหย โรยแรง ทำการงานอะไร ก็ไม่สำเร็จ ประโยชน์ ฉันใด ใจที่ขาดอาหาร ก็ฉันนั้น
              อาหารใจ หมายถึง อารมณ์ที่ เกิดกับใจ มี ๒ อย่าง คือ อารมณ์ฝ่ายเสีย กับอารมณ์ฝ่ายดี อารมณ์ฝ่ายเสีย เช่น ความละโมบ โลภมาก ความเศร้าหมอง ขุ่นเคือง ความริษยาพยาบาท เหล่านี้ เป็นอารมณ์ฝ่ายเสีย ทำให้ เป็นพิษเป็นภัย แก่จิตใจ เป็นเชื้อโรค ที่ทำลายแรงใจ ทำให้จิตใจ ทรุดโทรม ส่วนอารมณ์ฝ่ายดี เช่น ความมานะพยายาม ความต่อสู้อดทน ความซื่อสัตย์สุจริต ความร่าเริงแจ่มใส ความเมตตากรุณา เหล่านี้ เป็นอารมณ์ฝ่ายดี ถ้าใจได้ดื่มด่ำ อยู่กับอารมณ์เหล่านี้ โรคร้ายทั้งหลาย ก็จะไม่มากล้ำกราย จิตใจก็จะ เข้มแข็ง สมบูรณ์ สามารถ ประกอบกิจการงาน ด้วยความผาสุก
โปรดอย่าลืมเตือนตัวเองว่า วันนี้ท่านให้อาหารใจของท่านหรือยัง

อย่าเพียงแค่รัก




       ในอดีตยุคโรมัน กรุงโรมเกิดสงครามหลายครั้ง จักรพรรดิคลอดิอุสที่ ๒ ประสบปัญหาในการที่จะเกณฑ์พลเมืองมาเป็นทหารซึ่งต้องใช้จำนวนมหาศาลเพื่อทำสงคราม จักรพรรดิมีความเชื่อว่าที่หาคนมาเป็นทหารได้ยาก เหตุผลอย่างหนึ่งก็เพราะชายจำนวนมากไม่อยากจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป จึงประกาศห้ามการแต่งงานและการหมั้นหมายเสียทั้งหมด ครั้งนั้น เซนต์ วาเลนไทน์ นักบวชในกรุงโรมท่านหนึ่งได้ตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อลักลอบจัดพิธีแต่งงานให้ชาวคริสต์ ทำให้เขาถูกจับและถูกตัดสินประหารชีวิตในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ คริสต์ศักราช ๒๗๐ ภายหลังคนทั้งหลายได้พากันยกย่องเอาวันนี้ว่าเป็นวันแห่งความรักจนทุกวันนี้ 

        เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่าความรักเป็นเรื่องห้ามได้ยาก เข้าทำนองห้ามน้ำไม่ให้ไหล ห้ามไฟไม่ให้มีควัน แม้ในพระพุทธศาสนาก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ ถึงกับมีคำสอนมากมายหลายที่ที่วางไว้เพื่อให้คนที่ยังจำเป็นต้องครองเรือนสามารถครองรักกันได้อย่างมีความสุข เช่นสอนให้ทำหน้าที่ของสามีภรรยาที่ดี สอนให้รู้จักมีความอดทน รู้จักปรับตัวในการใช้ชีวิตคู่ เป็นต้น 

       การรักกันนั้นง่าย ถ้าเทียบกับการครองรักให้ยั่งยืน หมายความว่า ต่อให้กว่าจะได้รักกันนั้นแสนยาก แต่การรักษาความรักนั้นไว้เป็นเรื่องยากยิ่งกว่า สิ่งที่ควรคำนึงก็คือ การเอาชีวิตเข้าแลกของนักบุญวาเลนไทน์เพื่อให้คนได้สมรักจะไม่มีความหมายในเชิงสาระเลย ถ้าคนรักกัน แต่งงานกันแล้ว ต่อจากนั้นไปไม่สามารถรักษาความรักเอาไว้ได้ เพราะเป็นความสูญเปล่าที่แม้พระพุทธศาสนาก็ไม่ต้องการให้เกิด จึงได้วางหลักคำสอนดังที่ว่าไว้

        วันแห่งความรัก จึงควรเป็นวันแห่งการระลึกถึงวิธีรักษาความรักนั้นด้วย