วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

สอนลูกให้ถูกวิธี

สอนลูกให้ถูกวิธี
                คนที่อยากมีลูก ถ้าไม่มีก็เป็นทุกข์เพราะไม่มีลูก แม้มีลูกแล้วก็คงไม่พ้นทุกข์ สองอย่าง คือทุกข์เพราะลูกตายและทุกข์เพราะลูกชั่ว บรรดาความทุกข์เหล่านี้ ทุกข์เพราะลูกชั่วเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ต้องเสียใจทุกข์ระทม และคอยแก้ปัญหาอยู่ไม่รู้จบสิ้น
                พระพุทธองค์ตรัสหน้าที่ของพ่อแม่ไว้ข้อหนึ่งว่า ปาปา นิวาเรนติ แปลว่า ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักได้ยินอยู่เสมอก็คือพ่อแม่ไม่มีเวลาที่จะอบรมสั่งสอนลูก โดยยกสภาพสังคมปัจจุบันที่ต้องเร่งรีบแข่งขันในการประกอบอาชีพขึ้นมาเป็นข้ออ้าง ชวนให้คิดต่อไปว่า แท้จริง งานสั่งสอนลูกนั้นต้องใช้เวลาเท่าไหร่กันแน่ และถ้าทุกคนถูกปิดกั้นด้วยเวลาเช่นนั้นจริงแล้ว จะทำอย่างไร
                ปัญหานี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากความเคยชินและยึดติดในภาพของการสอน คือพอพูดถึงคำว่าสอน ก็มองเห็นเป็นภาพว่า ต้องมีผู้สอน ผู้รับการสอน ต้องมีเวลาอย่างนั้น มีบรรยากาศอย่างนี้ เป็นต้น แต่ความจริงการสอนประกอบด้วยหลักสำคัญ ๒ ประการคือ สอนให้จำ และทำให้ดู ใน  ๒ อย่างนั้น การทำให้ดูไม่มีข้อจำกัดทั้งเวลาหรืออุปกรณ์ ข้อสำคัญการทำให้ดูทำให้เกิดความประทับใจ จูงใจ และฝังใจได้ดีกว่า ดังคำสุภาษิตจีนว่า ภาพภาพเดียว มีค่ากว่าคำพูดพันคำ แต่ต้องมีการปรับพฤติกรรมของตนเอง เลือกแสดงออกแต่สิ่งที่ดีงามเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดี แล้วแนะนำชี้แจงให้รู้จักผลของความดีความชั่วประกอบกันไป
                การสอนคนนั้น หากเป็นเรื่องเกี่ยวพันด้วยพฤติกรรม แบบอย่างจะมีบทบาทสำคัญมาก ดังนั้น หากสามารถทำได้ทั้งสอนให้จำ ทั้งทำให้ดู ก็มั่นใจได้ว่า การสอนไม่ให้ลูกทำความชั่ว จะประสบความสำเร็จได้ และถ้าทำได้เช่นนั้นแล้วถึงพ่อแม่จะทุกข์เพราะจน ทุกข์เพราะเจ็บป่วย หรือทุกข์เพราะงานหนัก แต่จะไม่ต้องทุกข์เพราะลูกชั่วเลย

............................................

วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นึกไม่ถึง

นึกไม่ถึง
                ผู้ที่ติดตามข่าวสารหรืออ่านหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ นอกจากจะทำให้เป็นคนทันโลกทันเหตุการณ์แล้ว ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาไปพร้อมกัน ก็จะได้แง่คิดทางธรรมะไปด้วย เพราะข่าววันเดียวกัน จะมีทั้งข่าวของผู้ที่ประสบความสุข สมหวัง ปีติโสมนัส และข่าวของผู้ประสบความทุกข์ เศร้าโศก หรือความสูญเสียจากเหตุการณ์ต่างๆ
                การอ่านข่าวแล้วนำมาเป็นข้อคิดเตือนใจ เป็นสิ่งสำคัญและได้ประโยชน์ยิ่ง แต่หลายคนไม่ชอบหรือไม่ฝึกคิดในเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความสูญเสีย เพราะเห็นว่าความสูญเสียเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่เป็นที่รื่นเริงบันเทิงใจ เช่น คิดถึงความเจ็บป่วยก็จะเป็นการแช่งตัวเอง คิดถึงความตายก็จะไม่เป็นมงคลแก่ตัว เป็นต้น จึงทำให้ขาดการเตรียมตัวเตรียมใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เป็นทุกข์ จึงมักทำใจไม่ค่อยได้ และทำให้เกิดคำพูดที่มักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ คือ นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ แต่หากได้นำเหตุการณ์เรื่องราวที่รับทราบมาพิจารณาด้วยปัญญาก็จะเป็นคติเตือนใจให้ไม่ประมาทและรู้เท่าทัน สามารถปฏิบัติและวางท่าทีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดได้
                เหตุการณ์ดีร้ายที่เกิดกับคนทั้งหลายดังที่เป็นข่าว ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เกิดซ้ำๆ เดิมๆ ไม่แปลกประหลาด ไม่อัศจรรย์ เพราะเป็นเรื่องที่คิดได้ นึกได้อยู่โดยปกติ แต่ถ้าจะให้ได้ประโยชน์ นอกจากนึกได้จะต้องนึกให้ถึงด้วย คือนึกให้ถึงตัวเอง เปรียบเทียบกับตัวเอง ให้เกิดคติเตือนใจและตั้งอยู่ในความไม่ประมาทหากทำได้ เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ก็จะมั่นคงเยือกเย็น ไม่ลิงโลดลืมตัวหรือทุกข์ระทมหม่นไหม้เพราะเหตุแห่งการ “นึกไม่ถึง” นั่นเอง

............................................

เพียงผู้โดยสาร

เพียงผู้โดยสาร
                ผู้ที่เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง จำต้องจองตั๋วโดยสาร เมื่อได้รับแล้วมักเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของที่นั่งตามหมายเลขในตั๋ว หากมีใครมานั่งแทนที่ เราจะอ้างกรรมสิทธิ์ว่าที่นั่งตรงนั้นเป็นของเรา ขณะที่ใช้บริการอยู่ เมื่อยังไม่ถึงที่หมาย ก็เข้าใจว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอยู่ตราบนั้น แต่พอถึงที่หมายปลายทางก็จะลงจากพาหนะที่โดยสารนั้นไปโดยไม่มีความอาลัย ประหนึ่งรู้ว่ากรรมสิทธิ์ของเรามีเพียงเท่านี้เอง ปล่อยให้ที่นั่งเป็นของคนอื่นต่อไป
                หากเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง ทรัพย์สินเงินทอง ตลอดทั้งตำแหน่งหน้าที่ ก็เปรียบเหมือนอุปกรณ์สำหรับโดยสาร ในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยให้ดำเนินชีวิตไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเท็จจริงมักเกิดปัญหาขึ้น ๒ อย่างคือ
                ๑.ละเลย คือ ไม่ใช้อุปกรณ์โดยสารนั้นให้เกิดประโยชน์ เช่น มีทรัพย์ก็ไม่ใช้ทรัพย์นั้นให้เกิดสาระแก่ชีวิต มียศมีอำนาจก็ปล่อยให้โอกาสที่จะสร้างคุณประโยชน์หลุดลอยไป เป็นต้น
                ๒.ยึดติด ได้แก่ ลุ่มหลงหมกมุ่นจนเกินพอดี เมื่อจะได้ บางครั้งก็ไม่คำนึงถึงถูกผิดและความเหมาะสม เมื่อจะเสียก็กลัดกลุ้มฟูมฟายจนมีแต่ทุกข์ เต็มไปด้วยความหวงแหนยึดมั่นประการหนึ่งว่าแม้ตายก็จะเอาติดตัวไปด้วยได้
                เมื่อจะเดินทางไปที่ใดก็ตาม รถยนต์ที่โดยสารไป เป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยในการไป ไม่ใช่เป้าหมายที่จะไป ในข้อเท็จจริง เมื่อต้องลงจากรถโดยสาร จึงไม่มีใครอาลัยอาวรณ์ หวงแหนยึดมั่นกับรถคันนั้นอีก ทรัพย์สมบัติและลาภยศก็เช่นกัน คือ เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย จึงต้องวางท่าทีในลักษณะที่ว่า ใช้ให้เกิดประโยชน์เมื่อได้และไม่ทุกข์ใจเมื่อเสีย
                ทำได้อย่างนี้ การเดินทางของเราจึงจะไม่เป็นทุกข์โดยที่ไม่ควรจะเป็น และจะถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสะดวกปลอดโปร่งใจ

............................................

งูพิษหรือจะเท่าคนพาล

งูพิษหรือจะเท่าคนพาล
                งูมีหลายชนิด ทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษ ใครพบเห็นเข้ามักสะดุ้งหวาดกลัวทุกครั้ง และแม้เป็นชนิดที่มีพิษร้ายแรง แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่างูจะเกะกะระรานไล่ขบกัดทำร้ายคน นอกจากรู้ว่าภัยจะมาถึงจึงป้องกันตัวเองเท่านั้น ต่างกับคน ที่เรียกว่าคนพาล ซึ่งมีลักษณะ ๕ ประการคือ
                ๑.ชักนำไปในทางที่ผิด
                ๒.ทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่
                ๓.เห็นผิดเป็นถูก
                ๔.พูดดีๆ ก็โกรธ
                ๕.ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัย
                เป็นบุคคลที่น่ากลัวกว่า ในอรรถกถามงคลสูตร ได้วิเคราะห์พฤติกรราของคนพาลไว้ว่า เมื่อจะพูดก็มักพูดเท็จ พูดส่อเสียดยุยง พูดหยาบ และพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ เมื่อจะทำอะไรก็มักจะไปเบียดเบียนผู้อื่นทางชีวิตร่างกายบ้างทางทรัพย์สินบ้าง ประพฤติผิดทางเพศบ้าง แม้เมื่อจะคิดก็ยังคิดด้วยความโลภเห็นแก่ตัวบ้าง คิดขุ่นเคืองพยาบาทบ้าง หรือคิดแบบดึงดันไม่ยอมรับเหตุผลบ้าง ทำให้เห็นว่าคนพาลนี้มีพิษรอบตัวทีเดียว
                การไม่เข้าใกล้หรือไม่อยู่ร่วมกับงูพิษนั้นง่าย แต่คนพาลนั้นแม้ไม่ต้องการอยู่ใกล้หรือสมาคมด้วยบางทีก็ทำได้ยาก จำเป็นต้องมีเกราะป้องกันตัวเอง คือใช้ความระมัดระวังสังเกตทั้งลักษณะและพฤติกรรมไว้ให้ดีและไม่เผลอตัวไปเห็นดีเห็นงามด้วย เปรียบเหมือนมีงูพิษเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในบ้าน เจ้าของบ้านต้องระมัดระวังในทุกอิริยาบถ จึงจะปลอดภัย ดังกลอนที่ว่า
                                อยู่คนเดียวต้องระวังยั้งความคิด       อยู่ร่วมมิตรต้องระวังยั้งคำขาน
                                อยู่รวมราชต้องคอยตั้งระวังการณ์   อยู่ร่วมพาลต้องระวังทุกอย่างเอย

............................................

สาระจากงานศพ

สาระจากงานศพ
                ทุกคนคงเคยไปงานศพกันมาแล้ว และถ้าไม่ใช่ศพของญาติผู้ใหญ่หรือคนสำคัญในครอบครัว ความรู้สึกที่ไปก็คงไม่มีอะไรพิเศษนัก คือสามารถพูดได้รวมๆ ว่า ไปเพื่อปฏิบัติภารกิจทางสังคมอย่างหนึ่ง ถ้าประโยชน์ของการไปงานศพได้รับเพียงการไปออกงานสังคม ก็นับว่าเสียดาย เพราะเป็นการสูญเสียโอกาสของการศึกษาที่สำคัญ
                หลักความจริงมีอยู่ว่า ทุกคนต้องตาย แต่ในระหว่างที่ยังไม่ตายนี้ บางทีก็ลืมตัว ใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่กับกิเลส หลงโกรธแค้นอาฆาตคนอื่นจนชีวิตไม่มีความสุขบ้าง โลภโมโทสัน เอาเปรียบคนอื่นไม่เลือกถูกผิดบ้าง หรืออย่างธรรมดาที่สุดก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปวันๆ ให้ชีวิตสูญเปล่าบ้าง แต่ถ้านึกถึงความตายและมองเห็นสัจธรรมของชีวิตได้ ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล เพราะจะทำให้รู้จักตัวเองดีขึ้น ในที่สุดจะขวนขวายปรับปรุงตนเองในทุกทาง ไม่สามารถนิ่งเฉยอยู่ได้ เหมือนคนที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้ไฟดับลงโดยเร็วที่สุด
                ดังนั้น การไปงานศพจึงไม่ควรไปเพียงเพราะเป็นญาติกัน เป็นเพื่อนกันหรือเป็นผู้เคารพนับถือกันเท่านั้น แต่ควรไปเพื่อศึกษาของจริงให้รู้ว่านี่แหละชีวิต นี่แหละคนเรา สุดท้ายก็ต้องจบลงที่นี่ เวลาของคนตายหมดลงแล้ว เวลาของตัวเราเหลืออีกเท่าใด และจะทำอย่างไรกับชีวิตในเวลาที่เหลืออยู่ จึงจะดีที่สุดสำหรับตัวเอง เพียงแค่ระลึกได้อย่างนี้ การไปงานศพทุกครั้งก็จะมีคุณค่ามหาศาล

............................................

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สำคัญที่ตนเอง

สำคัญที่ตนเอง
                มีคนจำนวนหนึ่งมักพูดในทำนองว่า การที่ตัวเขาทำชั่วลงไปบ้าง ชีวิตต้องตกอับบ้าง ต้องพลาดหวังจากลาภยศตำแหน่งบ้าง ถูกคนอื่นรังเกียจบ้าง ถูกจับกุมคุมขังบ้าง ก็เพราะมีคนอื่นหรือสิ่งอื่นเป็นสาเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น โดยที่ไม่ได้เหลียวมองถึงจุดบกพร่องของตนเอง
                ทั้งนี้ก็เพราะปกติคนเรานั้นมักจะเข้าข้างตัวเองเสมอ คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก พูดถูก คิดถูก และทำถูกต้องแล้ว ถึงแม้จะมีผิดบ้างก็มีเหตุผลที่น่าเห็นใจ ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่สบปรารถนาเกิดขึ้นกับตนจึงมักจะโทษผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เช่น กล่าวโทษว่าดวงไม่ดี โทษว่าเพราะมีคนบังคับให้ทำบ้าง มีสิ่งล่อใจให้ทำบ้าง ไม่ได้รับความยุติธรรม หรือถูกใส่ร้ายป้ายสีบ้าง แต่โดยข้อเท็จจริง สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากตนเองเป็นส่วนใหญ่ โดยข้อเท็จจริง แม้สังคมและสิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของมนุษย์อยู่บ้างก็ตาม แต่หลักการใหญ่ก็อยู่ที่การปฏิบัติของตนเองเป็นสำคัญ
                เราห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้ แต่ห้ามตัวเองไม่ให้เปียกฝนได้
                เราห้ามไม่ให้แดดออกไม่ได้ แต่ห้ามตัวเองไม่ให้โดนแดดได้
                ดังนั้น เมื่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนามากระทบชีวิต ผู้มีปัญญาก็จะพิจารณาถึงตนเองก่อนเป็นอันดับแรกว่าจะปฏิบัติตนเองอย่างไรจึงจะเป็นสิ่งถูกต้อง เพราะอยู่ในวิสัยที่ทำได้อย่างเต็มที่ ทำได้ทุกเวลา และหวังผลได้แน่นอน ต่างจากการจะปฏิบัติต่อคนอื่นหรือสิ่งอื่น แม้หลักพระพุทธศาสนาก็ยังระบุว่า “คนจะดี จะชั่ว จะบริสุทธิ์ หรือเศร้าหมอง อยู่ที่ตนเองว่าทำดีหรือชั่วเป็นสำคัญ ส่วนผู้อื่นจะมาทำให้เราดีหรือชั่ว ให้บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง มิได้” ฉะนั้นจึงควรเพ่งพิจารณาที่ตนเป็นสำคัญ ดังโคลงโลกนิติที่ว่า
                                อย่าโทษไทท้าวท่วย            เทวา
                                อย่าโทษสถานภูเผา             ย่านกว้าง
                                อย่าโทษหมู่วงศา                 มิตรญาติ
                                โทษแต่กรรมเองสร้าง        ส่งให้เป็นเอง

............................................

คนมีสี

คนมีสี
                คนมีสี ความหมายก็คือคนในเครื่องแบบ หรือข้าราชการ ผู้มียศศักดิ์ มีอำนาจหน้าที่ในทางราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ ตลอดจนข้าราชการพลเรือน ส่วนบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์แต่งเครื่องแบบของทางราชการก็ถือกันว่าเป็นคนไม่มีสี บุคคลประเภทนี้ถ้าจะพึงมีอำนาจ หรือเป็นผู้กว้างขวางขึ้นมา ก็มักนิยมเรียกกันไปอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าพ่อ
                ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนที่เกิดมาต่างก็มีชีวิตที่มีส่วนประกอบสำคัญอยู่สองส่วนเหมือนกันคือ กายส่วนหนึ่ง กับใจอีกส่วนหนึ่ง ทั้งกายและใจของทุกคนก็มีสีอยู่อย่างน้อยสองสี คือ สีดำกับสีขาว สีขาวดำที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายนั้น เป็นเรื่องของรูปธรรมตามธรรมชาติและสังเกตได้ง่าย แต่ในส่วนของจิตใจนั้นมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องอาศัยการคบค้าสมาคม ใช้เวลาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันจึงจะรู้ได้ เมื่อว่าโดยสภาวะ ใจคนจะขาวหรือดำนั้นย่อมขึ้นอยู่กับมโนธรรมของคนคนนั้น ถ้าเป็นคนมีจิตใจบริสุทธิ์ มีคุณธรรม ก็ถือว่าเป็นคนมีใจสีขาว ส่วนคนที่มีใจไม่บริสุทธิ์ คิดอกุศล ตกอยู่ในอำนาจความโลภ โกรธ หลง ก็ถือว่าเป็นคนมีน้ำใจสีดำ ดังนั้น คนมีสีจะพึงพอใจเฉพาะเครื่องแบบ อาชีพและยศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้นหาเพียงพอไม่ เพราะเป็นแต่เพียงสีภายนอก จำเป็นต้องตกแต่งขัดเกลาความคิดจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด หรืออย่างน้อยก็ต้องมีการพัฒนาคุณธรรมที่สำคัญ อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละอดทน ให้มีขึ้นในใจ จึงจะชื่อว่ามีสีสดใสงดงามอย่างครบถ้วน แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีเครื่องแบบเป็นสีประจำชีวิตหรือแม้แต่คนที่สีกายอัปลักษณ์ การพัฒนาตนเองไปสู่ความสะอาดบริสุทธิ์และมีคุณธรรม จะทำให้จิตใจมีสีสันที่งดงาม มีชีวิตที่ทรงคุณค่า เข้าทำนอง “ดำแต่นอกในแผ้ว ผ่องเนื้อนพคุณ”
                คนมีสีตามความหมายทั่วไปมักมีความภาคภูมิใจ มั่นใจ และอบอุ่นใจ เพราะหมายถึงมีสถาบัน มีองค์กรเป็นที่พึ่ง และหากชำระจิตใจของตนให้ขาวบริสุทธิ์ได้ด้วย ก็จะมีตนเองเป็นที่พึ่งอีกชั้นหนึ่ง ความภาคภูมิใจ มั่นใจและอบอุ่นใจ ย่อมจะเพิ่มเป็นทวีคูณแน่นอน

............................................

ทำใจให้เหมือนแผ่นดิน

ทำใจให้เหมือนแผ่นดิน
                การทำใจ โดยความหมายก็คือ การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อจิตใจ ดังนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีการปฏิบัติ แต่ในขั้นตอนการปฏิบัติ อาจมีผู้สงสัยบ้างว่าเราควรทำใจของเราให้เป็นอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงวิธีทำใจไว้อย่างหนึ่งที่ทุกคนควรนำไปฝึกฝนก็คือ การทำใจให้เหมือนแผ่นดิน โดยทรงยกคุณลักษณะของแผ่นดินไว้ ๕ ประการคือ
                ๑.แผ่นดินนั้นแม้ใครจะเอาของหอม หรือของเหม็นก็ตามเททิ้งลงไป แผ่นดินก็วางเฉยเป็นปกติ ข้อนี้ท่านสอนให้หัดทำใจวางเฉย ไม่ว่าใครจะติหรือชมอย่างไรก็ไม่ต้องหวั่นไหวสะทกสะท้าน
                ๒.แผ่นดินแม้จะไร้เครื่องประดับตกแต่ง แต่แผ่นดินก็ทรงคุณค่านานัปการในตัวของมันเอง ข้อนี้ท่านสอนให้รักษาศีล เพราะศีลเป็นคุณค่าพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี เพราะจะทำให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์ แม้ปราศจากค่าที่ใครๆ จะสถาปนาให้ก็ตาม
                ๓.แผ่นดินมีลักษณะแน่นหนา คงทน ข้อนี้ท่านสอนว่า เมื่อมีความดีแล้วต้องรักษาไว้ให้ดี มั่นคง ยืนหยัดในความดีนั้น ไม่หวั่นไหว
                ๔.แผ่นดินแม้ต้องรับน้ำหนักมากมายเพียงใด ก็ไม่เคยย่อท้อ ข้อนี้ท่านสอนให้มีความบากบั่น ไม่ท้อแท้ แม้ต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคต่างๆ เมื่อยังไม่บรรลุผลสำเร็จก็ไม่ละความเพียรพยายามนั้น
                ๕.แผ่นดินไม่ยินดียินร้ายในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน ไม่ว่าน้ำจะท่วม พายุจะพัด ภูเขาไฟจะระเบิดก็ตามที ในข้อนี้ท่านสอนไม่ให้ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้น จะสุขหรือทุกข์ จะรวยหรือจน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของการต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่ยึดติดจนหาความสุขไม่ได้
                การพัฒนาจิตใจให้รู้จักวางเฉย มีศีล ยึดมั่นในความดี ไม่ท้อแท้ และรู้จักปล่อยวาง แม้จะไม่ง่ายนักแต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะจะเป็นการช่วยปรับสภาพจิตใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ไม่ว่าชีวิตจะเผชิญกับสิ่งใด ก็จะไม่กวัดแกว่งรวนเร ไม่พินาศแตกสลายอย่างแน่นอน

............................................