วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขี้เกียจได้ดี


         มีนิทานเล่าว่า หน่วยงานแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบฝ่ายต่าง ๆ มากพอ สมควร และตามปกติจะมีหัวหน้าเดินตรวจตามแผนกอยู่เสมอ ที่แผนกรถยนต์ในหน่วย งานนั้นเอง มีพนักงานขี้เกียจอยู่คนหนึ่ง เขามีเอกลักษณ์พิเศษ คือ สามารถนอนหลับ ได้ทุกที่ โดยที่หัวหน้าตรวจไม่พบ วันหนึ่งเวลาเที่ยงเศษ ๆ พนักงานผู้นั้นได้มุดเข้าไป  นอนหลับใต้ท้องรถด้านหน้า ส่วนขาก็โผล่ให้เห็นถึงสะเอว มองดูผิวเผินเหมือนคน กำลังซ่อมรถ ขณะนั้นหัวหน้าผู้ตรวจงานก็เดินตรวจมาถึงแผนกรถยนต์ เห็นเหตุการณ์นั้น เข้าพอดี ก็นึกเอาเองว่าพนักงานคนนี้ช่างขยันแท้ ไม่ยอมหยุดพักทั้ง ๆ ที่ได้เวลาพักแล้ว  อย่างนี้ต้องให้ ๒ ขั้น และก็เป็นจริงตามนั้น

         เรื่องขี้เกียจได้ดีนี้มีแต่ในนิทานเท่านั้น ในชีวิตจริงมีได้ยาก แม้หากจะมีจริง คนขี้เกียจก็อาจหลอกได้แต่ ผู้บังคับบัญชาบางคน แต่ไม่อาจจะหลอกตัวเองได้เลยว่าตนได้ดีเพราะความขี้เกียจ ทั้งเป็นสิ่งที่น่าละอายใจอย่างยิ่งสำหรับผู้มีความประพฤติเช่นนั้น  เพื่อนร่วมงานก็ตำหนิติเตียนเอาได้ สำหรับผู้ขี้เกียจก็จะต้องสำรวจตน พัฒนาตน และพยายามทำงานให้ดีที่สุด อย่าได้คิดว่า "แอบนอนทุกวันก็ได้ขั้นเหมือนกัน" เพราะถ้าคิดเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าเขาเป็นคนขี้เกียจโดยสันดาน เอาเปรียบเพื่อนร่วมงานอยู่เป็นอาจิณ และเป็นที่รังเกียจของเพื่อน ๆ

       พระพุทธศาสนาสอนให้เชื่อมั่นในผลของการกระทำ คือทำอย่างไรได้อย่างนั้น ทำงานดี ผลงานก็ดี อยากได้อะไร อยากเป็นอะไร ต้องลงมือกระทำให้สมเหตุสมผล มิใช่นอนคอยโชควาสนา หรือเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ ผู้รู้ได้ให้ข้อคิดไว้ว่าคนเราควรจะตั้งความปรารถนาในทางที่สร้างสรรค์และไม่เอาเปรียบใคร เช่น
       - ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนคิดอยากได้ดีอะไรลอย ๆ นั่งนอนคอยโชควาสนาโดยไม่ลงมือทำความดี หรือไม่เพียรพยายามสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตน ถ้าข้าพเจ้า จะได้ดีอะไรก็ขอให้ได้เพราะทำความดีอย่างสมเหตุสมผลเถิด
       - ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนลืมตน ดูหมิ่นเหยียดหยามใคร ๆ ซึ่งอาจด้อยกว่าใน ทางตำแหน่ง ฐานะการเงิน หรือทางอื่นใดก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้ามีความเห็นอกเห็นใจคน อื่น ให้เกียรติเขาตามความเหมาะสม
       - ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีน้ำใจเข้มแข็งอดทน ไม่บ่นไม่คร่ำครวญในยามมีความ ลำบากเกิดขึ้น ขอให้มีกำลังใจต่อสู้กับความยากลำบากนั้น ๆ โดยไม่ต้องอ้อนวอนให้สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์มาช่วย

       ฉะนั้น เมื่อคนเราได้ตั้งความปรารถนาในทางที่ถูกต้องและได้ลงมือกระทำตาม สมควรแก่เหตุผลแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ผู้กระทำย่อมรู้เอง ทั้งผู้รู้ก็สรรเสริญคน เช่นนั้น

จริต


           ว่ากันว่า เวลาฝนตั้งท่าจะตกใหญ่ ลิงจะหักกิ่งไม้ที่มีใบสดๆ มาทำซุ้ม และจะเอาใจใส่ส่วนที่เป็นหลังคา เป็นพิเศษ มันจะส่องดูใต้หลังคาอย่างระมัดระวัง ถ้าพบช่องพบรูแม้นิดเดียว มันจะ หักกิ่งไม้ มาแซมเสริม เป็นอย่างดี แต่เมื่อฝนตกลงมาจริงๆ แทนที่ลิงจะลงไปอยู่ใต้หลังคา กลับขึ้นไปนั่งตากฝนอยู่บนหลังคา หน้าตาเฉย ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ก็แสดงว่า ลิงมันมีอุปนิสัยของมันเอง ซึ่งบางทีมนุษย์เราอาจไม่เข้าใจ

           มนุษย์ก็มีอุปนิสัยแตกต่างกัน หากอยากทราบว่า ตนเองมีอุปนิสัยอย่างไรแล้ว ท่านให้สังเกตปฏิกิริยาครั้งแรก ที่เรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะนั่นคือ ภาพสะท้อนอุปนิสัยของคนเรา ทางพระพุทธศาสนา เรียก อุปนิสัย นี้ว่า "จริต" มี ๖ ประการ ด้วยกันคือ
           ๑. คนราคจริต - มีอุปนิสัยรักสวยรักงาม มีอารมณ์ศิลปิน มองอะไรต่างๆ ในแง่ดี
           ๒. คนโทสจริต - มีอุปนิสัยใจร้อน โกรธง่าย มองอะไรในแง่ร้าย ชอบความรุนแรง
           ๓. คนโมหจริต - มีอุปนิสัยเซื่องซึม ทำ พูด หรือคิดอะไรมักขาดเหตุผล หลงติดสิ่งใดสิ่งหนึ่งง่ายๆ 
           ๔. คนสัทธาจริต - มีอุปนิสัยใจอ่อน เชื่อง่าย ถูกชักจูงง่าย อารมณ์ อ่อนไหวง่า
           ๕. คนพุทธิจริต - มีอุปนิสัยหนักแน่น ชอบคิดค้นหาเหตุผลของสิ่งต่างๆ ไม่เชื่อใครง่ายๆ ชอบถกเถึยงโต้แย้ง
           ๖. คนวิตกจริต - มีอุปนิสัยจับจด วอกแวก ชอบคิดฟุ้งซ่าน วิตกกังวล

           อุปนิสัยหรือจริตของคน ทั้ง ๖ มีลักษณะทั้งสร้างสรรค์และทำลาย ทั้งบวกทั้งลบ คนๆ หนึ่งอาจมีหลายจริตได้ แต่จะมีจริตชนิดหนึ่ง เป็นตัวนำเสมอ ดังนั้น ควรพิจารณาด้วยใจเป็นกลางว่า เราเป็นคนประเภทไหน มีจริต ชนิดไหนนำหน้า แล้วหาทางส่งเสริมจริตที่เป็นฝ่ายสร้างสรรค์ และพยายามระวัง ยับยั้งจริตที่เป็นฝ่ายทำลาย ไม่ให้เกิดขึ้น ก็สามารถประคองตัวเอง ให้อยู่รอดปลอดภัยและเจิรญ 

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วิธีทำสมาธิแบบง่าย



ทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ มีพลัง มีประโยชน์ ในปัจจุบันคือทำให้ใจสบาย คลายทุกข์ หนักแน่น มั่นคง อารมณ์แจ่มใส ความจำดี ทำงานมีประสิทธิภาพ สุขภาพดี นอนหลับสบาย เรียนหนังสือเก่ง และได้บุญ
วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขวาทับซ้ายนั่งตัวตรงหลับตาเอาสติมาจับอยู่ที่สะดือที่ท้องพอง ยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พอง หนอ ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกั้นอย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบ หนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกันอย่าให้ก่อนหรือหลังกัน ข้อสำคัญให้สติ จับอยู่ที่ พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่างตะเบ็งท้อง ให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่าท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาข้างหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่างให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดจะต้องบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติแน่นอน จะต้องมีความอดทน เพื่อเป็นการสร้างขันติบารมีไปด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว
ในขณะที่นั่งหรือเดินจงกรมอยู่นั้นถ้ามีเวทนา ความเจ็บ ปวดเมื่อย คัน เกิดขึ้น ให้หยุดเดินหรือหยุดกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิดและกำหนดไปตามเป็นจริงว่า ปวดหนอๆ ๆ ๆ เจ็บหนอๆ ๆ ๆ เมื่อหนอๆ ๆ ๆ คันหนอๆ ๆ ๆ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าเวทนาหายไปแล้วก็กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป

จิต เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สิน หรือคิดฟุ้งซ่านต่างๆ นานา ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่ พร้อมกับกำหนดว่าคิดหนอๆ ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ  จนกว่าจิตจะหยุดคิดแม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่าดีใจหนอๆ ๆ ๆ เสียใจหนอๆ ๆ ๆ โกรธหนอๆ ๆ ๆ เป็นต้น

เวลานอน เวลานอนค่อยๆ เอนตัวนอนพร้อมกับกำหนดตาทมไปว่า นอนหนอๆ ๆ ๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้วให้เอาสติมาจับที่ท้อง แล้วกำหนดว่าพองหนอ ยุบหนอ ต่อไปเรื่อยๆ ให้คอยสังเกตให้ดีว่าจะหลับไปตอนพอง หรือตอนยุบ

อิริยาบถต่างๆ การเดินไปในที่ต่างๆ การเข้าห้องน้ำ การเข้าห้องส้วม การรับประทานอาหารน็ต็นและการกระทำกิจการทั้งปวง ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง คือ มีสติสัมปชัญญะเป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา


มุมมองที่แตกต่าง


ถ้าหากเรามองสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัวเรามากขึ้น... เราจะรู้สึกว่ามีความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...
แต่...ถ้าหากเรามองห่างไกลออกไป...คุณก็จะรู้สึกว่าความสุขจะค่อยๆลดน้อยลงทุกทีเช่นกัน...

บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง
เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย.
ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ
ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น...........
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว
แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง

เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น……จากนี้ไป
ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ โอกาสที่พิเศษสุดแล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่
โดยไม่ใส่ใจกับความ
อยาก
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่าสักวันหนึ่งออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น

ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง


...และเวลานี้...
ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีเวลาที่จะ
copy ข้อความนี้ไปให้คนที่คุณรักอ่านแล้วคิดว่าสักวันหนึ่งค่อยส่ง..
จงอย่าลืมคิดว่าสักวันหนึ่งวันนั้น คุณอาจไม่มีโอกาสมานั่งตรงนี้เพื่อทำอย่างที่คุณต้องการอีกก็ได้

มนุษย์สัมพันธ์ ในการทำงาน



1. ซื่อสัตย์ ในทุก ๆ เรื่อง
2. หัวหน้างานจำเป็นต้องปรับปรุงความรู้ความสามารถและเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมมนุษย์  รู้จักว่าคนทำงานมีความต้องการ ทัศนคติ แรงจูงใจและความคาดหวัง แตกต่างอย่างไร
3.ต้องยอมรับว่าคนอื่นอาจมีมุมมองในสิ่งเดียวกันต่างไปจากเราก็ได้
4.ในกรณีที่มีความแตกต่างในความคิดเห็น เราต้องยอมรับว่าเราอาจไม่ใช่ฝ่ายถูกเสมอ
5.แสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่าเราสนใจในความคิดของพวกเขาและแนวคิดเหล่านั้นอาจมีส่วนในการรับปรุงงานให้ดีขึ้นได้
6.ให้ความสนใจและปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนเป็นรายบุคคลด้วยความเคารพ ไม่ควรปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและ เหมาโหล หรือทำให้พวกเขารู้สึกว่าเสียศักดิ์ศรี
7.การสั่งงานทุกขั้นตอนต้องมีเหตุผลและสามารถอธิบายได้ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น
8.คนเราทุกคนย่อมเบื่องานที่ซ้ำซากจำเจควรหาวิธีการปรับปรุงแต่งงานให้น่าสนใจ
9.ส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีพัฒนาการในหน้าที่การงาน
10.ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาทำดี มีความชอม ความชมเชย หรือประกาศให้ทราบทั่วกันในที่สาธารณะ
11.ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดพลาด จะตำหนิหรือวิจารณ์ควรทำในสถานที่ส่วนตัว และการวิจารณ์ควรเป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์มากกว่าที่จะวิจารณ์ตัวบุคคลด้วยอารมณ์โกรธหรือขุ่นเคือง
12.หัวหน้างานระดับต้นควรมีความรู้ที่จะ บริหารคน ให้เสมอเหมือนกับความรู้ในเรื่องวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี
13.ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ร่วมงานมีข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยอยู่เสมอ
14.ยุติข่าวลือที่ไม่เป็นผลดีต่อหน่วยงานต้องให้ผู้ร่วมงานได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
15.มีความยุติธรรมในการปฏิบัติต่อ ผู้ใต้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน

....................................

พิจารณากรรมเก่า



คนเราจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับผลของกรรมที่เคยทำมาในชาติก่อนๆ บางคนเกิดมาพิการ ก็เพราะว่าเขาเคยทำกรรมชนิดที่เมื่อกรรมนั้นส่งผล เขาก็จะต้องเป็นคนพิการ ซึ่งความเชื่อแบบนี้ย่อมทำให้คนพิการหมดกำลังใจที่จะต่อสู้หรือแก้ไข เพราะไม่รู่ว่ากรรมนั้นเขาทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไร จะแก้ไขอย่างไร ในเมื่อมันผ่านไปแล้ว หลักธรรมในพระพุทธศาสนาต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ จะศึกษาโดยหมั่นไปวัด ไปฟังเทศน์หรืออ่านหนังสือธรรมะ อ่านพระไตรปิฎกอ่านแล้วหากไม่เจข้าใจ ก็ไปกราบพระขอให้ท่านช่วยชี้แจงแสดงธรรมในหมวดนั้นๆ ให้ฟัง  บางเรื่องอ่านแล้ว ฟังพระเทศน์แล้วก็ยังไม่เข้าใจถ้าเป็นอย่างนี้ต้องนั่งสมาธิด้วย เจ้าชายสิทธัตถะ บรมโพธิสัตว์ปฏิบัติธรรมว่าด้วยมรรคมีองค์ ๘ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ยิ่งเห็นจริงธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้นเรื่องกฎแห่งกรรมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นความจริง ไม่ต้องสงสัย ทาน ศีล ภาวนา เป็นหลักใหญ่ของทางมาแห่งบุญ พระเทศน์จะเทศน์ย่อๆ ให้ง่ายต่อการจดจำว่า ทานทำให้รวย ศีลทำให้สวย สมาธิทำให้มีปัญญา ถ้าเราเกิดมาในครอบครัวยากจน โตขึ้นพยายามขวนขวายสุดชีวิต ในที่สุดก็ลาโลกไปอย่างคนยากจน อย่างนี้ เป็นผลมาจากไม่ได้ทำบุญให้ทานเอาไว้ทั้งในอดีต แม้นปัจจุบันก็ไม่ได้ทำทาน เพราะฉะนั้นชาติต่อไป ก็จะยิ่งยากจนหนักกว่าเดิม เกิดมาไม่สวยเกิดมาพร้อมกับความพิการร่างกาย ไม่ครบอาการ ๓๒ หรือความพิการปรากฏภายหลัง เพราะป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ เหล่านี้เป็นผลมาจากผิดศีล ๕ อยากเกิดมาสวยไม่อยากพิการ ต้องตั้งใจรักษาศีล ทำให้บริสุทธิ์ ใครที่พิการอยู่แล้ว ก็จะได้พิการเป็นชาติสุดท้าย อย่าท้อถอย ต้องตั้งใจรักษาศีล ๕ เพื่อตัวเอง เกิดมามีสมองดี มีปัญญา รู้วิธีหาทรัพย์ รู้เล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ รู้ทันกิเลส จะรู้ได้อย่างนี้ก็เพราะว่าเคยฝึกสมาธิทำภาวนา ข้ามภพข้ามชาติมาแล้วก็มาฝึกสมาธิต่อในชาตินี้ เพื่อจะได้หมดกิเลสเข้าพระนิพพานได้ ก็ขอให้ทุกๆ ท่านจงทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ ภาวนาเป็นประจำ
.............................................

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

บทระลึำำกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


ระลึกถึงพระพุทธคุณ
(ทำนองสรภัญญะ)
...........................................
(นำ)  องค์ใดพระสัมพุทธ
(รับ)  สุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลกเลสมาร                                บ่มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่ในพระทัยทาน                          ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคีบ่พันพัว                                     สุวคนธกำจร
องค์ใดประกอบด้วย                        พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร                         มละ โอฆะกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์                           และชี้สุขเกษมศานต์
ชี้ทางพระนฤพาน                          อันพ้นโศกวิโยคภัย
พร้อมเลญจพิธจัก-                          ษุจรัสวิมลใส
เห็นเหตุที่ใกล้ไกล                          ก็เจนจบประจักษ์จริง
กำจัดน้ำใจหยาบ                              สันดานบาปแห่งชายหญิง
สัตว์โลกได้พึ่งพิง                            มละบาปบำเพ็ญบุญ
ข้าขอประณตน้อม                          ศิระเกล้าบังคมคุณ
สัมพุทธการุณ                                  ยภาพนั้นนิรันดร
                                                            (กราบหรือน้อมไหว้)
.............................................

ระลึกถึงพระธรรมคุณ
(ทำนองสรภัญญะ)
...........................................
(นำ)  ธรรมะคือคุณากร
(รับ)  ส่วนชอบสาธร
ดุจดาวประทีปชัชวาล               แห่งองค์พระศาสดาจารย์                 ส่องสัตว์สันดาน
สว่างกระจ่างใจมล                    ธรรมใดนับโดยมรรคผล                   เป็นแปดพึงยล
และเก้ากับทั้งนฤพาน              สมญาโลกอุดรพิสดาร                       อันลึกโอฬาร
พิสุทธิ์พิเศษสุกใส                     อีกธรรมต้นทางครรไล                      นามขนานขานไข
ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง                คือทางดำเนินดุจคลอง                      ให้ล่วงลุปอง
ยังโลกอุดรโดยตรง                   ข้าขอโอนอ่นอุตมงค์                         นบธรรมจำนง
ด้วยจิตและกายวาจา
                                                                                                                     (กราบหรือน้อมไหว้)
.............................................


ระลึกถึงพระสังฆคุณ
(ทำนองสรภัญญะ)
...........................................
(นำ)  สงฆ์ใดสาวกศาสดา
(รับ)  รับปฏิบัติมา
แด่องค์สมเด็จภควันต์                 เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร-                ลุทางที่อัน
ระงับและดับทุกข์ภัย                   โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร                 ปัญญาผ่องใส
สะอาดและปราศมัวหมอง         เหินห่างทางข้าศึกปอง                   บ่มิลำพอง
ด้วยกายและวาจาใจ                     เป็นเนื้อนาบุญอัมไพ-                    ศาลแด่โลภัย
และเกิดพิบูลย์พูนผล                   สมญาเอารสทศพล                         มีคุณอนนต์
อเนกจะนับเหลือตา                     ข้าขอนบหมู่พระศรา                      พกทรงคุณา
นุคุณประดุจรำพัน                       ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์                    พระไตรรัตน์อัน
อุดมดิเรกนิรัติสัย                          จงช่วยขจัดโพยภัย                           อันตรายใดใด
จงดับและกลับเสื่อมสูญ
                                                                                                                     (กราบหรือน้อมไหว้)
.............................................


บทระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์


                          หันทะ มะยัง อาจาริยะคุณัง กะโรมะ เส
                                ...........................................
         อิมินา สักกาเรนะ                  ข้าขอน้อมคารวะบูชา
อันคุณพระอุปัชฌายา                    ผู้ให้การศึกษาและอบรม
เริ่มต้นจากวัยประถม                      ให้วิทยาคมเสมอมา
เพิ่มพูนสติและปัญญา                   อีกวิชาศีลธรรมประจำใจ
ท่านชี้ทางสว่างสดใส                     ทั้งระเบียบวินัยประจำตน
ศิษย์ที่ดีต้องหมั่นฝึกฝน                 ให้ประพฤติตนตลอดไป
จงสังวรสำรวมเอาไว้                      ทั้งกายใจให้มั่นคง
ตั้งจิตไว้ให้เที่ยงตรง                       เพื่อจรรโลงในพระคุณ
ขอผลบุญโปรดจงเกื้อหนุน           อาจารย์ผู้มีพระคุณทุกท่าน เทอญฯ
             .............................................