วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563

ส่วนเกิน

 


                 เดิมที มนุษย์สามารถที่จะมีความสุขได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องขึ้นต่อวัตถุภายนอกก็แค่ปัจจัยสี่เท่านั้น คือ กินเมื่อหิว มีที่อยู่อาศัยกันแดดฝน มีเครื่องนุ่งห่มปิดกาย และมียารักษาเมื่อเจ็บป่วย ต่อมาก็เริ่มมีการแสวงหาสิ่งที่เป็นส่วนเกินจากปัจจัยที่จำเป็นต่อการยังชีพเพิ่มเข้าเรื่อยๆ โดยพยายามแสงหาทรัพย์สินเงินทองให้ได้มากๆ ด้วยวิธีต่างๆ แม้วิธีการแสวงหาทรัพย์บางอย่างอาจจะไม่ถูกต้องก็ตาม ในที่สุดก็เป็นการสร้างสมบัติ การสั่งสม รู้สึกเป็นสุขเมื่อได้ครอง ทำให้ยึดติด จนกลายเป็นว่าความสุขของมนุษย์ ต้องขึ้นอยู่ที่ว่ามีสมบัติส่วนเกินนี้ไว้เสพเสวยเท่าไร ลำพังตัวมนุษย์เองไม่สามารถสร้างความสุขให้เกิดได้ เป็นการกดตัวเองให้จมดิ่งในบริโภคนิยม ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง มีเกณฑ์ง่ายๆ เพื่อสำรวจความคิดที่มีต่อปัจจัยส่วนเกินนี้ ว่าได้ตกไปสู่บริโภคนิยมเพียงใด แบ่งเป็นสามระดับคือ

                ระดับที่หนึ่ง ต้องมีให้ได้ ไม่มีไม่ได้ เป็นระดับที่เสียอิสรภาพ เพราะถูกบังคับให้ต้องดิ้นรนเอามาให้ได้ ถ้าไม่ได้ชีวิตก็ไร้ความสุข แต่มีแนวโน้มว่าถึงได้มาจริง ก็จะยังไม่พอง่ายๆ ต้องดิ้นต่อไปอีกเรื่อยๆ

                ระดับที่สอง มีก็ดี ไม่มีก็ได้ เป็นระดับที่เห็นอิสรภาพ เพราะปัจจัยส่วนเกินนั้นไม่ใช่ทางเดียวของความสุขของเขา ถ้ามีก็เกิดความสุข แต่ถ้าไม่มีก็ยังหาความสุขให้กับชีวิตได้อยู่

                ระดับที่สาม มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ เป็นระดับที่มีอิสรภาพ เป็นการนำชีวิตเข้าถึงคุณค่าแท้ จนรู้สึกว่ามีก็ได้คือไม่ปฏิเสธเสียทีเดียว แต่ถ้าไม่มีจะดีกว่า เพราะไม่เป็นภาระต่อการปลดเปลื้องจิตใจที่บริสุทธิ์ สงบเย็น

                ถ้าคิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้ หรือคิดว่า มีก็ได้ ไม่มีก็ดีปัจจัยส่วนเกินก็มีหน้าที่รับใช้ชีวิต แต่ถ้าคิดว่า ต้องมีให้ได้ ไม่มีไม่ได้ ชีวิตก็เป็นเครื่องรับใช้ปัจจัยส่วนเกิน กลายเป็นมนุษย์ที่ยอมจำนนต่อวัตถุ นับเป็นความสูญเสียอย่างถึงที่สุดทีเดียว

............................................

วิถีแห่งธรรม

 


                 ดูเหมือนว่าชาวพุทธในประเทศไทยเราไม่น้อยที่พากันหลงใหลในวัฒนธรรมของชาวตะวันตกกันจนลืมความสำคัญของคำว่า มาฆบูชา หรือวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันตสาวกจำนวน  ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวันมีสาระสำคัญตอนหนึ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่ประกอบด้วยธรรมคือ

                ๑.อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายกัน

                ๒.อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียนกัน

                ๓.ปาติโมกเข จะ สังวโร เคร่งครัดในระเบียบวินัย เคารพในแบบแผนที่มีอยู่

                ๔.มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง บริโภคใช้สอยปัจจัยสี่แต่พอประมาณ ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น

                ๕.ปัตตัญจะ สยะนาสะนัง อยู่ในสถานที่สงบ ไม่วุ่นวาย

                ๖.อธิจิตเต จะ อาโยโค ฝึกจิตให้มั่นคง มีคุณธรรม ประกอบด้วยปัญญา

                อันที่จริงชีวิตคือความเรียบง่าย แต่ความเจริญของโลกอย่างที่เจริญอยู่นี้ ทำให้ชีวิตต้องยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เช่นต้องแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด ต้องปรับตัวอย่างเร็วให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงต้องคอยแก้ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์ด้วยกันเอง และความยุ่งยากซับซ้อนนี้ก็กลายเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ ที่มักก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน การใช้อำนาจและอภิสิทธิ์ การเป็นอยู่ที่ฟุ้งเฟ้อลืมตัว ตลอดจนไม่ให้ความสำคัญในเรื่องจิตใจและคุณธรรม

                ความจริงมีอยู่ว่า ยิ่งเราปฏิเสธวิถีแห่งโลกไม่ได้เพียงใด ก็ยิ่งมีความต้องการวิถีแห่งธรรมมากขึ้นเพียงนั้น ชีวิตจึงจะสงบสุข วันมาฆบูชา จึงไม่เพียงเป็นวันที่ชาวพุทธไม่ควรลืม แต่ควรเป็นวันแห่งการสำรวจชีวิตของตนเองด้วยว่า ได้เดินออกนอกทางที่เป็นวิถีแห่งความดีงามมากน้อยเพียงใด หรือเรียกว่ายังอยู่ในวิถีแห่งธรรมมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

............................................

ความเปลี่ยนแปลง

 


                ปัจจุบัน เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่มีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างมาก กับทั้งวิธีชีวิตคนส่วนใหญ่ก็ต่างมุ่งแข่งขันกันหลายๆ ด้าน ความเปลี่ยนแปลงของวิทยาการและวิถีชีวิตทั้งสองประการนี้ทำให้จำเป็นต้องใช้ธรรมะที่เป็นหลักสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างน้อยสี่ประการ คือ

                ๑.สัจจะ ความจริงใจ หรือซื่อสัตย์ทั้งจริงต่อตัวเอง ต่อหน้าที่การงาน ต่อวาจา ต่อบุคคลและต่อความดี

                ๒.สุจริต คือประพฤติชอบ อยู่ในกรอบของกฎหมายและทำนองคลองธรรม ทำมาหาเลี้ยงชีพในทางที่ถูกที่ควร ไม่เบียดเบียนผู้อื่นหรือแม้แต่ตัวเอง

                ๓. เสียสละ ได้แก่เสียสละกำลังกาย ขวนขวายทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เสียสละกำลังความคิด เพื่อพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ รวมทั้งเสียสละกำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

                ๔.สามัคคี ร่วมมือร่วมใจกระทำภารกิจต่างๆ อย่างพร้อมเพียงด้วยความเต็มใจ ไม่สร้างหรือสนับสนุนให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง

                โลกและวิธีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง เฉพาะในส่วนที่ทำให้เกิดผลร้าย ก็คงไม่พ้นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับหัวข้อข้างต้น คือทำให้คนขาดความจริงใจ ไม่ประพฤติสุจริต คิดเอาแต่ได้ และแบ่งฝ่ายขัดแย้งกันเอง แต่ถึงชีวิตมนุษย์จะต้องเปลี่ยนไปตามโลกและยุคสมัยเพียงใดก็ตาม หากยึดมั่นในคุณธรรมสี่ประการนี้ ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงย่างมีหลัก คือถึงจะเปลี่ยนอย่างไร สาระและความดีของชีวิตก็ยังคงอยู่ได้และชีวิตที่มีสาระนี้เท่านั้น ที่จะแข็งแกร่งมั่นคงพอที่จะต้านกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดไป

............................................

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562

รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้


รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้
                  เป็นที่ยอมรับกันว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น โทรศัพท์มือถือ นอกจากจะใช้สำหรับโทรออก และรับสายเข้าแล้ว ยังมีการพัฒนาให้สามรถถ่ายรูปได้ ฯลฯ ส่งผลให้มีราคาสูงขึ้น และทำให้ผู้บริโภคต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะนอกจากจะต้องคอยซื้อบัตรเติมเงินแล้ว ยังอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการล้าง – อัดรูปด้วย เทคโนโลยีเหล่านี้หากเราไม่รู้จักระมัดระวังก็อาจตกเป็นเหยื่อหรือตกเป็นทาสได้โดยไม่รู้ตัว จนทำให้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ หนี้สินเพิ่มพูนโดยไม่จำเป็น
                พระท่านสอนไว้ว่า คนฉลาดต้องรู้จักระมัดระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมาร ซึ่งเป็นอำนาจฝ่ายต่ำ ที่สังคมจัดขึ้นมาเพื่อหลอกล่อให้เราหลงใหลอยู่ตลอดเวลา บางครั้งต้องดิ้นรนแสวงหาโดยวิธีการที่ผิด ด้วยการทุจริตคดโกง จี้ ปล้น เพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งของเหล่านั้นไว้สนองความต้องการของตนเอง
                วิธีการที่จะไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนั้น ให้ยึดหลักสามประการ คือ
                ๑.ระวังกาย (กายสุจริต) คือ รู้จักระมัดระวังการกระทำของตนเอง ไม่ก่อความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เช่น ไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น
                ๒.ระวังวาจา (วจีสุจริต) คือ รู้จักพูดสิ่งที่มีสาระ ไม่พูดส่อเสียดใส่ร้ายผู้อื่น และรู้จักบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์
                ๓.ระวังใจ (มโนสุจริต) คือ รู้จักนึกคิดในทางที่สร้างสรรค์หรือก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ไม่โลภอยากได้ของของเขา ไม่อาฆาตหรือพยาบาทปองร้ายคนอื่น
                ผู้ที่รู้จักระมัดระวังกาย วาจา ใจ อยู่เสมอ จะเป็นคนสุขุมรอบคอบ ไม่มีความผิดพลาดในเรื่องที่คิด ในกิจที่ทำ และในถ้อยคำที่พูด ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต และที่สำคัญไม่ตกเป็นเหยื่อของอำนาจฝ่ายต่ำ จนต้องประกอบการทุจริตดังกล่าวข้างต้น หากทำได้เช่นนี้ ก็จะได้ชื่อว่า “รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้” อย่างแท้จริง
............................................

วิธีแสวงหาและจัดสรรรายได้


วิธีแสวงหาและจัดสรรรายได้
                   สังคมปัจจุบัน เป็นสังคมบริโภคนิยมและวัตถุนิยม เป็นสังคมที่มีสิ่งยั่วยวนชวนเชื่อให้ต้องกินต้องใช้ ต้องมี โดยไม่จำกัด และต้องดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนาอยู่ตลอดเวลา รายได้แม้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกๆ คน แต่หากสังเกตดูจะพบว่า คนส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นที่ปริมาณว่าจะมีรายได้มากเท่าไร บางครั้งเพราะความโลภ ความอยากเกินขอบเขต ความไม่รู้จักเพียงพอ หรือไม่รู้จักวางแผนในการใช้จ่าย ทำให้ต้องแสวงหาหากการแสวงหานั้นกระทำโดยสุจริตก็เป็นผลดี แต่หากแสวงหาโดยวิธีที่ผิดศีลธรรม หรือผิดกฎหมายบ้านเมือง จนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ  ทั้งปัญหาการทุจริต คดโกง ฉ้อโกง ปัญหาหนี้สิน ฯลฯ ตามมา ทั้งในระดับส่วนตัว และในสังคมรอบตัว รวมถึงอาจเป็นปัญหาระดับชาติหากผู้กระทำเป็นนักปกครอง
                ในทางพระพุทธศาสนา สอนให้คนรู้จักแสวงหารายได้โดยวิธีที่ถูกต้อง โดยการขยันหมั่นเพียรประกอบอาชีพโดยสุจริตตามกำลังความสามารถ รักษารายได้ที่หามาได้แล้ว คบหากับมิตรที่ดี และรู้จักดำรงชีวิตอยู่อย่างเหมาะสม แก่อัตภาพ ไม่ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองจนเกินไป และสอนให้รู้จักจัดสรรรายได้ เป็น ๔ ส่วน คือ ๑ ส่วน ใช้เลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว ดูแลคนที่เกี่ยวข้องและทำประโยชน์  ๒ ส่วนใช้ลงทุนประกอบการงาน และอีก ๑ ส่วน เก็บไว้ใช้คราวจำเป็น
                ในยุคสังคมบริโภคนิยม หรือวัตถุนิยม หากผู้ใดปฏิบัติตนได้ตามแนวทางดังกล่าว ก็เชื่อได้ว่าจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับรายได้ไม่พอกับรายจ่าย รวมทั้งปัญหาหนี้สินและความยากจนก็จะหมดไป สามารถสร้างตัวให้มีฐานะดีขึ้น โดยลำดับ ชีวิตก็จะประสบกับความสุขได้โดยไม่ต้องดิ้นรนมากมายอะไร
............................................

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เศรษฐีทางธรรม


เศรษฐีทางธรรม
                  สมัยหนึ่ง พระนางยโสธราได้ให้พระราหุลกุมารไปทูลขอทรัพย์จากพระพุทธเจ้าตามสิทธิ์ที่จะพึงได้ในฐานะเป็นพระโอรส พระพุทธองค์ไม่ทรงประทาน เพราะทรงเห็นว่าทรัพย์ที่ขอเป็นสมบัติภายนอก ไม่ทำให้พ้นความทุกข์ได้ แต่เพื่อมิให้พระราหุลกุมารเสียพระทัย จึงทรงประทานทรัพย์ภายในที่เรียกว่า อริยทรัพย์ แทน อริยทรัพย์นั้นมีด้วยกัน ๗ ประการ คือ
                ๑.ศรัทธา - เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
                ๒.ศีล - รักษากายวาจาให้เรียบร้อย เช่น สำรวมระวังไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนผู้อื่น ฯลฯ
                ๓.หิริ - ละอายแก่ใจ คือละอายใจตัวเองต่อการกระทำความชั่ว
                ๔.โอตตัปปะ - เกรงกลัว คือสะดุ้งกลัวต่อผลของความชั่ว เช่น การถูกจับกุมลงโทษจากการกระทำผิด
                ๕.พาหุสัจจะ - เป็นคนคงแก่เรียน คือ สนใจในการสดับตรับฟัง ศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เป็นนิจ
                ๖.จาคะ - เสียสละแบ่งปัน เช่น เสียสละวัตถุสิ่งของและความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
                ๗.ปัญญา - รอบรู้ คือรู้บาปบุญคุณโทษ รู้ดีรู้ชั่ว รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้สิ่งที่ควรไม่ควร
                ทรัพย์สินภายนอ เช่น เงิน ทอง เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และใครๆ ก็ปรารถนา แต่เป็นเพียงของนอกกาย มีวันหมดสิ้นหรือบางกรณีอาจก่อให้เกิดโทษได้ หากไม่ระมัดระวังในการใช้สอย แต่อริยทรัพย์เป็นทรัพย์ภายใน ใช้จ่ายเท่าใดก็ไม่มีวันหมดสิ้น มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และไม่ก่อให้เกิดโทษแต่อย่างใด
............................................

กำลังชีวิต



                 มีผู้กล่าวไว้ว่าหาก “ชีวิตคือการเดินทาง” เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง ชีวิตจำเป็นต้องมีเรี่ยวแรงเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน หรือหาก “ชีวิตคือการต่อสู้” เพื่อให้ชนะอุปสรรคต่างๆ ชีวิตก็จำเป็นต้องมีอาวุธเป็นเครื่องช่วยในการต่อสู้นักปราชญ์เรียกตัวช่วยชีวิตเหล่านี้ว่า “กำลังชีวิต”
                คติความเชื่อดังกล่าว สอดคล้องกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “มนุษย์มีศักยภาพในตัวเองเพียงพอที่จะขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกช่วยดลบันดาลให้ แต่ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน อบรมตนเองเป็นสำคัญ”  ศักยภาพที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมนั้น มนุษย์สามารถสร้างได้ด้วยการปฏิบัติตามหลักพลธรรมหรือธรรมอันเป็นกำลังชีวิต ๔ ประการ ได้แก่
                ๑.ปัญญาพละ-กำลังปัญญา คือได้ศึกษา มีความรู้ความเข้าใจถูกต้องชัดเจนในเรื่องราวและกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง เปรียบเสมือนมีแสงสว่างส่องทางให้ชีวิต และเป็นเสมือนมีอาวุธสำหรับต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ดังคำกล่าวที่ว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี” และ “ปัญญาประดุจดังอาวุธ”
                ๒.วิริยพละ-กำลังความเพียร คือประกอบกิจทำหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยความบากบั่นพยายามกล้าหาญเข้มแข็ง ไม่หวั่นกลัวต่ออุปสรรคต่างๆ โดยยึดหลักว่า บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
                ๓.อนวัชชพละ-กำลังความสุจริต หรือกำลังความบริสุทธิ์ คือมีความประพฤติและหน้าที่การงานสุจริต ไร้โทษ สะอาดบริสุทธิ์ อันจะก่อให้เกิดพลังการป้องกันภยันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า “สุจริตคือเกราะบังสาตร์พ้อง”
                ๔.สังคหพละ-กำลังสงเคราะห์ คือบำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวม ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่กัน อันจะก่อให้เกิดพลังความรัก ความผูกพัน ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “ความพร้อมเพียงของหมู่คณะยังประโยชน์ให้สำเร็จ”
                พลธรรม หรือกำลังชีวิตทั้ง ๔ ประการ นั้น เป็นหลักประกันชีวิตที่สำคัญยิ่ง หากบุคคลฝึกฝนอบรมให้เกิดมีในตัวแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิด พลานุภาพที่ยิ่งใหญ่ เข้มแข็ง สามารถขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความสำเร็จสมความปรารถนาที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์
............................................

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562

เงาเมฆ


เงาเมฆ
                  เมื่อดวงอาทิตย์ถูกเมฆลอยมาบดบัง ย่อมทำให้เกิดร่มเงาขึ้นที่ภาคพื้นดิน แต่ร่วมเงาเมฆนั้นก็เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เมื่อเมฆลอยพ้นไป เงาก็ย่อมจะหายไปด้วย ไม่อาจเป็นเงาที่ถาวรได้ คนที่พึ่งร่มเงาเมฆจึงพึ่งได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่อาจพึ่งได้ตลอดไป
                ในทางพระพุทธศาสนา มีสิ่งที่เปรียบได้กับร่มเงาเมฆนั้นคือ การพนัน ในปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยหวังสร้างฐานะให้มั่นคงเป็นปึกแผ่นหรือหวังรวยทางลัด ด้วยการเล่นการพนัน บางครั้งแม้จะโชคดีได้ทรัพย์สินเงินทองมา ก็ได้มาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ด้วยเวลาที่ไม่นานนัก ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มานั้นก็จะค่อยๆ มลายสูญสิ้นไป จึงกล่าวได้ว่าไม่มีใครสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างฐานะให้แก่ตัวเอง หรือแม้แต่สร้างมรดกไว้ให้ลูกหลานได้ด้วยการเล่นการพนันเลย เพราะในที่สุดแล้ว ย่อมจะพบกับความหายนะ ความวิบัติเดือดร้อนต่างๆ จนถึงสิ้นเนื้อประดาตัว ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ดังนั้นพระท่านจึงพูดว่าการพนันเป็นอบายมุข คือทางแห่งความเสื่อมประการหนึ่ง
                ในทางตรงกันข้าม คนที่มีความขยันหมั่นเพียร ประกอบอาชีพที่สุจริต รู้จักประหยัดอดออม ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว ก็ย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบากฝืดเคือง ถึงแม้จะมีรายได้ไม่มากนัก แต่เป็นรายได้ที่มั่นคงได้ เหมือนร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ย่อมเป็นร่วมเงาที่ถาวรกว่าร่มเงาเมฆ
                ผู้หวังสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างฐานะให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น จึงควรประกอบอาชีพที่สุจริต และไม่ควรฝากอนาคตไว้กับการพนัน เพราะหวังร่ำรวยทางลัด เป็นความเพ้อฝัน เปรียบเหมือนการหวังพึ่งร่มเงาเมฆโดยแท้
............................................