วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

วันคืนล่วงไป

วันคืนล่วงไป
                เวลามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่ง เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เวลามีความสำคัญที่พอจะกล่าวได้โดยสรุป คือ
                ๑.เวลามีค่า เพราะเป็นต้นทุนของทุกอย่าง จะทำมาหากิน จะเล่าเรียนศึกษา หรือแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ จำเป็นต้องมีเวลาเสียก่อน จึงจะทำได้ ถ้าเวลาหมดไปแล้วโอกาสก็สิ้นไปด้วย
                ๒.เวลายุติธรรม หนึ่งนาทีของเศรษฐีร้อยล้าน ก็เท่ากันกับหนึ่งนาทีของคนถีบสามล้อ ไม่มีใครร้องขอหรือใช้อำนาจบังคับให้เวลาเปลี่ยนไปจากที่มันเป็นได้
                ๓.เวลาศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนคนจนให้เป็นคนรวย เปลี่ยนคนรวยให้เป็นคนจน และเปลี่ยนชีวิตของคนให้เป็นไปต่างๆ อีกมาก ชนิดที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของใครก็ตาม ถ้ามีอยู่ ก็ไม่สามารถจะแสดงปาฏิหาริย์ได้ขนาดนั้น
                พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า กาลเวลาย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ลำดับแห่งวัยย่อมล่วงเลยไป ผู้เล็งเห็นภัยในมรณะ พึงทำบุญอันสุขมาให้ และยังได้สอนย้ำไว้อีกว่า อย่าหวนละห้อยถึงอดีตและอย่าพะวงถึงอนาคตจนเกินควร เพราะอดีตได้ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง อะไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็ทำความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ให้ชัดเจน ไม่หวั่นไหว ไม่วุ่นวาย สิ่งที่จะต้องทำก็ให้ทำในวันนี้แหละ เพราะไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตอยู่หรือไม่
                ขณะนี้ชีวิตของทุกคนยังมีเวลาอยู่ นั่นก็เท่ากับว่าเรามีสิ่งที่มีค่า มีสิ่งที่ยุติธรรมและมีสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่กับตัว จึงควรใช้ให้คุ้มค่าที่สุด โดยเร็วที่สุด เพราะถ้าผ่านเลยไปแล้ว แม้เป็นเศรษฐีร้อยล้านก็ไม่สามารถเอาเงินร้อยล้านนั้นไปซื้อเมื่อวานนี้ให้กลับมาเป็นสมบัติของตัวเองได้อีก จึงควรพิจารณาเนืองๆ ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่
............................................

อย่าดูแค่ความสำเร็จ

อย่าดูแค่ความสำเร็จ
                การแข่งขันกีฬาระดับโลกในแต่ละครั้งที่ผ่าน นักกีฬาในแต่ละประเภทกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ในระดับต่างๆ เป็นที่น่าพอใจ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ เป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบุคคลอื่น แต่ความสำเร็จนั้น มิใช่เกิดขึ้นได้โดยง่าย ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการ เช่น ความสามารถของนักกีฬา เทคนิคของครูผู้ฝึกสอน กำลังใจจากผู้สนับสนุนฝ่ายต่างๆ เป็นต้น ที่สำคัญที่สุด นักกีฬาเองจะต้องมีความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มที่และยาวนาน
                ในการดำเนินชีวิตของคนทั่วไปก็เช่นกัน การลงมือทำอย่างจริงจังเด็ดเดียว นับเป็นการก้าวเดินที่สำคัญเพราะเป็นจุดเริ่มต้นในการนำพาชีวิตให้ดำเนินไปในทิศทางที่ต้องการ และเมื่อเริ่มก้าวเดิน ต้องมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแน่วแน่และต่อเนื่อง แม้จะเหนื่อยยากและมีปัญหาอุปสรรคเพียงใดก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจเสียกลางคัน โดยยึดคำสอนที่ว่า “วา ยะ เม เถ วะ ปุริโส  เกิดเป็นคนควรพยายามเรื่อยไป” ดุจพระมหาชนกที่พยายามว่ายน้ำแม้จะไม่เห็นฝั่ง เพราะคิดว่าจะประพฤติธรรมคือความเพียร แม้ไม่สำเร็จ บัณฑิตก็ติเตียนไม่ได้
                ถ้าจะเอาผู้อื่นเป็นตัวอย่าง การสนใจต่อความสำเร็จของเขาเป็นความสนใจแค่ปลายเหตุ แต่การสอนใจเบื้องหลังความสำเร็จของเขาเป็นความสนใจที่เข้าถึงเนื้อแท้ เพราะจะเห็นความสำคัญของการลงมือทำ การฝึกฝน เหนื่อยยากและอดทนอย่างยาวนานว่าเป็นหนทางเดียวที่ผู้ประสบความสำเร็จคนแล้วคนเล่าใช้เดินซ้ำๆ กันอยู่ และหนทางนี้ไม่เคยมีลิขสิทธิ์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของผูกขาด
                และแน่นอนว่า ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถเดินบนหนทางนั้นและไปสู่เส้นชัยได้

............................................

ความเห็นไม่ตรงกัน

ความเห็นไม่ตรงกัน
                ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่ออยู่ร่วมกันหรือทำงานร่วมกัน ย่อมมีการถกเถียงโต้แย้งกันเป็นธรรมดา ประโยชน์ของการถกเถียงโต้แย้งก็คือ ทำให้มีโอกาสฉุกคิดและทบทวนให้รอบคอบยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่กระทำเพื่อเอาชนะคะคานกัน เพราะจะทำให้เสียเวลาและเสียมิตรภาพไปเปล่าๆ ดังนั้น เมื่อมีการโต้แย้งกันครั้งใด จึงควรยึดหลักสำคัญสามประการ คือ
                ๑.เป็นผู้พูดที่ดี คือแสดงความเห็นด้วยถ้อยคำสุภาพ ตรงประเด็น ถูกเรื่องถูกราว ให้ผู้ฟังกำหนดสาระและความมุ่งหมายของเรื่องที่พูดได้โดยง่าย
                ๒.เป็นผู้ฟังที่ดี คือเปิดใจกว้าง ยินดีรับฟังความเห็นที่แม้จะขัดแย้งกับความคิดของตนและอดทนต่อการล่วงเกินด้วยคำพูดของผู้อื่น
                ๓.เป็นนักศึกษาที่ดี คือการโต้แย้งนั้น ทั้งผู้พูดและผู้ฟังจะต้องมุ่งเน้นค้นหาความจริง อยากได้ความจริงของปัญหานั้นๆ ความอยากชนิดนี้มีมากเท่าใด ก็จะตัดความอยากเด่นอยากดัง อยากเอาชนะคะคานหรือความอยากชนิดอื่นๆ ที่จะมีปิดบังการแสวงหาความจริงออกไป
                เมื่อมีการโต้แย้งหรือความเห็นไม่ตรงกัน มองผิวเผินเหมือนเป็นความแตกแยก แต่มองในแง่ดีกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นเอกภาพ เพราะเป็นเหตุให้แสวงหาความจริง และความจริงนั้นจะทำให้คนรวมเป็นหนึ่งได้ เหมือนคนร้อยคนไม่เคยรู้จักว่ารสเค็มเป็นอย่างไรมาก่อน ถ้าถามถึงรสเค็ม ก็คงจะได้คำตอนที่แตกต่างและสันสนอย่างยิ่ง แต่เมื่อใดให้อมเกลือคนละเม็ดแล้วบอกว่านี่คือรสเค็ม เขาจะรู้จักได้ทันที ภายหลังเมื่อได้ฟังเพียงคิดถึงรสเค็ม ความคิดของคนร้อยคนจะมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน เข้าใจตรงกันหมดว่ารสเค็มเป็นอย่างไร ไม่ผิดเป้า ไม่แตกแยก เพราะทุกคนเข้าถึงความจริงในเรื่องนี้มาแล้ว และความจริงนั้นทำให้ความเข้าใจของเขารวมกันเป็นหนึ่งเดียว
                ความจริงเป็นสิ่งที่ตรงกันหมด แต่ความเห็นเป็นเรื่องที่แตกต่างกันได้ เมื่อมีการถกเถียงขัดแย้งกันขึ้นควรทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการเริ่มต้นแสวงหาความจริงเพื่อนำไปสู่เอภาพทางความคิดบนพื้นฐานของการเป็นผู้พูดที่ดี เป็นผู้ฟังที่ดี และเป็นผู้ศึกษาสนใจใคร่รู้ที่ดี หากทำได้ ความเห็นที่แตกต่างก็จะเป็นคุณประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว และจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้เลย

............................................

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

เกราะกันทุกข์

เกราะกันทุกข์
                คำว่า “เกราะ” ตามพจนานุกรม ให้ความหมายไว้หลายอย่าง ในที่นี้ เกราะ หมายถึงเครื่องสวมใส่หรือเครื่องหุ้มสำหรับป้องกันอาวุธหรืออันตราย เช่น เสื้อเกราะ รถเกราะ เป็นต้น ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นเครื่องป้องกันภัยอันตรายแต่เพียงร่างกายภายนอกเท่านั้น
                ยังมีเกราะอีกชนิดหนึ่งได้แก่ ศีล ซึ่งเป็นเกราะภายใน สามารถป้องกันตนให้รอดพ้นจากความทุกข์ ความชั่ว ความเสื่อมเสียในชีวิตได้แน่นอน ทำให้ได้ความสบายใจ เย็นใจ ไม่ต้องหวาดผวาเพราะระแวงว่าคนนั้นจะฟ้องร้องคนนี้จะจองเวร คนโน้นจะกล่าวโทษ เพราะคนมีศีลนั้น จะอยู่ร่วมกันด้วยไมตรี ยินดีในสิทธิของตน ไม่สบสนในประเวณี เปล่งวจีโดยซื่อสัตย์ และเคร่งครัดในความไม่ประมาท ศีลจึงเป็นหลักประกันที่มั่นคง เพื่อความสุขและความปลอดภัยของชาวโลกดังคำว่า สีลัง กะวะจะมัพภุตัง แปลว่า ศีลเป็นเกราะอันน่าอัศจรรย์
                แต่การจะให้คนมีศีล รักษาศีลโดยปราศจากค่านิยมในศีลย่อมเป็นเรื่องยาก จึงจำเป็นต้องมีธรรมควบคู่ไปด้วย เพราะคุณธรรมคือ เมตตา สัมมาอาชีพ ความรู้จักพึงพอใจในคู่ครอง ความซื่อสัตย์ และสติปัญญา รู้จักแยกแยะผิดถูกบาปบุญ จะช่วยปรุงแต่งจิตใจให้สะอาด สว่าง สงบ มีความประณีตโน้มเอียงเข้าหาความสงบสำรวมสามารถตั้งมั่นอยู่ในศีลได้ตลอดไป
                เมื่อพูดถึงการป้องกันตนเอง คนทั้งหลายมักมุ่งถึงการป้องกันตนเองจากคนอื่นหรือสิ่งอื่นซึ่งแม้จะจำเป็นแต่ก็ยังไม่ปลอดภัยแท้ แต่การป้องกันตนเองจากตนเองที่ย่อหย่อนศีลธรรมด้วยการดำรงมั่นอยู่ในศีลธรรม เป็นความปลอดภัยสูงสุด เป็นเกราะวิเศษ เพราะคุ้มครองได้ทั้งตนเองและเพื่อนมนุษย์ ดังคำสุภาษิตว่า
                                ศีลธรรมนำโลกให้              จำเริญ
                                โลกห่างธรรมธรรมเหิน    โลกเศร้า
                                ธรรมกับโลกร่วมเดิน         เคียงคู่ สราญพ่อ
                                โลกสุขทุกค่ำเช้า                  ชิดเชื้อธรรมเสมอ

............................................

สมาธิในชีวิตประจำวัน

สมาธิในชีวิตประจำวัน
                คำว่า สมาธิ แปลว่า “ความตั้งมั่นแห่งจิต” ในทัศนะทางพระพุทธศาสนา ความตั้งมั่นแห่งจิตให้ประโยชน์แก่คนมากมาย ทั้งในเรื่องการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน การทำงานให้ได้ผลรวดเร็ว และรวมถึงการเกิดในภูมิภพที่ดี เราสามารถสร้างสมาธิในชีวิตประจำวันได้ดังนี้
                ๑.สมาธิตามวิธีธรรมชาติ วิธีเจริญสมาธิแบบนี้ ก็เพียงแต่นึกถึงการกระทำที่ดีงามอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราภาคภูมิใจ เช่น ความมีน้ำใจขอตนที่ให้กับคนอื่น ความกตัญญูกตเวทีที่มีกับพ่อแม่และผู้มีพระคุณ การละความชั่วทำดี เป็นต้น เมื่อระลึกเป็นอารมณ์ไว้เช่นนี้ ความที่จิตตั้งมั่นโดยวิธีนี้เรียกว่า “สมาธิตามวิธีธรรมชาติ
                ๒.สมาธิตามหลักการทำงาน หลักการทำงานให้ได้ผลสำเร็จนั้น ต้องประกอบด้วยความมีใจรักงาน พากเพียรทำเอาจิตฝักใฝ่ และใช้ปัญญาสอบสวน ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นผู้ปฏิบัติเป็นผู้กำหนดเอางานที่ทำ หรือจุดหมายที่ต้องการมาเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว ใส่ความรัก ความพากเพียร การเอาจิตฝักใฝ่ และใช้ปัญญาสอบสวนลงไปในงานอย่างตั้งใจ หากทำได้ สมาธิก็จะเกิดขึ้น เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ สมาธิก็จะแข็งกล้า ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข และบรรลุผลสำเร็จด้วยดี
                คนผู้หวังความสุขและความสำเร็จของชีวิต หากไม่มีปัจจัยอื่นใดมาสนับสนุนแล้ว ขอได้โปรดฝึกสมาธิในชีวิตประจำวันไว้เถิด จะพบว่าความสุขและความสำเร็จอยู่ในตัวเรานี่เอง

............................................

สอนลูกให้ถูกวิธี

สอนลูกให้ถูกวิธี
                คนที่อยากมีลูก ถ้าไม่มีก็เป็นทุกข์เพราะไม่มีลูก แม้มีลูกแล้วก็คงไม่พ้นทุกข์ สองอย่าง คือทุกข์เพราะลูกตายและทุกข์เพราะลูกชั่ว บรรดาความทุกข์เหล่านี้ ทุกข์เพราะลูกชั่วเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ต้องเสียใจทุกข์ระทม และคอยแก้ปัญหาอยู่ไม่รู้จบสิ้น
                พระพุทธองค์ตรัสหน้าที่ของพ่อแม่ไว้ข้อหนึ่งว่า ปาปา นิวาเรนติ แปลว่า ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักได้ยินอยู่เสมอก็คือพ่อแม่ไม่มีเวลาที่จะอบรมสั่งสอนลูก โดยยกสภาพสังคมปัจจุบันที่ต้องเร่งรีบแข่งขันในการประกอบอาชีพขึ้นมาเป็นข้ออ้าง ชวนให้คิดต่อไปว่า แท้จริง งานสั่งสอนลูกนั้นต้องใช้เวลาเท่าไหร่กันแน่ และถ้าทุกคนถูกปิดกั้นด้วยเวลาเช่นนั้นจริงแล้ว จะทำอย่างไร
                ปัญหานี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากความเคยชินและยึดติดในภาพของการสอน คือพอพูดถึงคำว่าสอน ก็มองเห็นเป็นภาพว่า ต้องมีผู้สอน ผู้รับการสอน ต้องมีเวลาอย่างนั้น มีบรรยากาศอย่างนี้ เป็นต้น แต่ความจริงการสอนประกอบด้วยหลักสำคัญ ๒ ประการคือ สอนให้จำ และทำให้ดู ใน  ๒ อย่างนั้น การทำให้ดูไม่มีข้อจำกัดทั้งเวลาหรืออุปกรณ์ ข้อสำคัญการทำให้ดูทำให้เกิดความประทับใจ จูงใจ และฝังใจได้ดีกว่า ดังคำสุภาษิตจีนว่า ภาพภาพเดียว มีค่ากว่าคำพูดพันคำ แต่ต้องมีการปรับพฤติกรรมของตนเอง เลือกแสดงออกแต่สิ่งที่ดีงามเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดี แล้วแนะนำชี้แจงให้รู้จักผลของความดีความชั่วประกอบกันไป
                การสอนคนนั้น หากเป็นเรื่องเกี่ยวพันด้วยพฤติกรรม แบบอย่างจะมีบทบาทสำคัญมาก ดังนั้น หากสามารถทำได้ทั้งสอนให้จำ ทั้งทำให้ดู ก็มั่นใจได้ว่า การสอนไม่ให้ลูกทำความชั่ว จะประสบความสำเร็จได้ และถ้าทำได้เช่นนั้นแล้วถึงพ่อแม่จะทุกข์เพราะจน ทุกข์เพราะเจ็บป่วย หรือทุกข์เพราะงานหนัก แต่จะไม่ต้องทุกข์เพราะลูกชั่วเลย

............................................

วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นึกไม่ถึง

นึกไม่ถึง
                ผู้ที่ติดตามข่าวสารหรืออ่านหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ นอกจากจะทำให้เป็นคนทันโลกทันเหตุการณ์แล้ว ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาไปพร้อมกัน ก็จะได้แง่คิดทางธรรมะไปด้วย เพราะข่าววันเดียวกัน จะมีทั้งข่าวของผู้ที่ประสบความสุข สมหวัง ปีติโสมนัส และข่าวของผู้ประสบความทุกข์ เศร้าโศก หรือความสูญเสียจากเหตุการณ์ต่างๆ
                การอ่านข่าวแล้วนำมาเป็นข้อคิดเตือนใจ เป็นสิ่งสำคัญและได้ประโยชน์ยิ่ง แต่หลายคนไม่ชอบหรือไม่ฝึกคิดในเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความสูญเสีย เพราะเห็นว่าความสูญเสียเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่เป็นที่รื่นเริงบันเทิงใจ เช่น คิดถึงความเจ็บป่วยก็จะเป็นการแช่งตัวเอง คิดถึงความตายก็จะไม่เป็นมงคลแก่ตัว เป็นต้น จึงทำให้ขาดการเตรียมตัวเตรียมใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เป็นทุกข์ จึงมักทำใจไม่ค่อยได้ และทำให้เกิดคำพูดที่มักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ คือ นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ แต่หากได้นำเหตุการณ์เรื่องราวที่รับทราบมาพิจารณาด้วยปัญญาก็จะเป็นคติเตือนใจให้ไม่ประมาทและรู้เท่าทัน สามารถปฏิบัติและวางท่าทีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดได้
                เหตุการณ์ดีร้ายที่เกิดกับคนทั้งหลายดังที่เป็นข่าว ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เกิดซ้ำๆ เดิมๆ ไม่แปลกประหลาด ไม่อัศจรรย์ เพราะเป็นเรื่องที่คิดได้ นึกได้อยู่โดยปกติ แต่ถ้าจะให้ได้ประโยชน์ นอกจากนึกได้จะต้องนึกให้ถึงด้วย คือนึกให้ถึงตัวเอง เปรียบเทียบกับตัวเอง ให้เกิดคติเตือนใจและตั้งอยู่ในความไม่ประมาทหากทำได้ เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ก็จะมั่นคงเยือกเย็น ไม่ลิงโลดลืมตัวหรือทุกข์ระทมหม่นไหม้เพราะเหตุแห่งการ “นึกไม่ถึง” นั่นเอง

............................................

เพียงผู้โดยสาร

เพียงผู้โดยสาร
                ผู้ที่เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง จำต้องจองตั๋วโดยสาร เมื่อได้รับแล้วมักเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของที่นั่งตามหมายเลขในตั๋ว หากมีใครมานั่งแทนที่ เราจะอ้างกรรมสิทธิ์ว่าที่นั่งตรงนั้นเป็นของเรา ขณะที่ใช้บริการอยู่ เมื่อยังไม่ถึงที่หมาย ก็เข้าใจว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอยู่ตราบนั้น แต่พอถึงที่หมายปลายทางก็จะลงจากพาหนะที่โดยสารนั้นไปโดยไม่มีความอาลัย ประหนึ่งรู้ว่ากรรมสิทธิ์ของเรามีเพียงเท่านี้เอง ปล่อยให้ที่นั่งเป็นของคนอื่นต่อไป
                หากเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง ทรัพย์สินเงินทอง ตลอดทั้งตำแหน่งหน้าที่ ก็เปรียบเหมือนอุปกรณ์สำหรับโดยสาร ในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยให้ดำเนินชีวิตไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเท็จจริงมักเกิดปัญหาขึ้น ๒ อย่างคือ
                ๑.ละเลย คือ ไม่ใช้อุปกรณ์โดยสารนั้นให้เกิดประโยชน์ เช่น มีทรัพย์ก็ไม่ใช้ทรัพย์นั้นให้เกิดสาระแก่ชีวิต มียศมีอำนาจก็ปล่อยให้โอกาสที่จะสร้างคุณประโยชน์หลุดลอยไป เป็นต้น
                ๒.ยึดติด ได้แก่ ลุ่มหลงหมกมุ่นจนเกินพอดี เมื่อจะได้ บางครั้งก็ไม่คำนึงถึงถูกผิดและความเหมาะสม เมื่อจะเสียก็กลัดกลุ้มฟูมฟายจนมีแต่ทุกข์ เต็มไปด้วยความหวงแหนยึดมั่นประการหนึ่งว่าแม้ตายก็จะเอาติดตัวไปด้วยได้
                เมื่อจะเดินทางไปที่ใดก็ตาม รถยนต์ที่โดยสารไป เป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยในการไป ไม่ใช่เป้าหมายที่จะไป ในข้อเท็จจริง เมื่อต้องลงจากรถโดยสาร จึงไม่มีใครอาลัยอาวรณ์ หวงแหนยึดมั่นกับรถคันนั้นอีก ทรัพย์สมบัติและลาภยศก็เช่นกัน คือ เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย จึงต้องวางท่าทีในลักษณะที่ว่า ใช้ให้เกิดประโยชน์เมื่อได้และไม่ทุกข์ใจเมื่อเสีย
                ทำได้อย่างนี้ การเดินทางของเราจึงจะไม่เป็นทุกข์โดยที่ไม่ควรจะเป็น และจะถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสะดวกปลอดโปร่งใจ

............................................