วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560

ทำไมจึงฝัน

 ทำไมจึงฝัน
                “ฝัน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า การเห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ โดยปริยายหมายถึงการนึกเห็นในขณะที่ตื่นอยู่ ซึ่งไม่อาจจะเป็นจริงได้ อย่างเช่นคำว่า ฝันลมๆ แล้งๆ ฝันกลางวัน
                ในคัมภีร์สารัตถสังคหะ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า คนที่ฝันร้าย คือฝันเห็นสิ่งต่างๆ ที่น่ากลัว เป็นเพราะเหตุที่ไม่มีสติสัมปชัญญะในเวลานอนหลับ ส่วนผู้ที่มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งหลับแล้วก็จะฝันเห็นแต่สิ่งที่ดีเสมอ ไม่ฝันถึงสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งที่น่าหวาดกลัวเลย ความฝันดีย่อมเกิดจากจิตสงบ ถ้าอยากฝันดีก็ควรตั้งใจดี มีเมตตาแก่ทุกๆ คน โดยมูลเหตุแห่งฝันมีด้วยกัน ๔ ประการ คือ
                ๑.บุพนิมิต เกิดจากมีเหตุบอกให้รู้ล่วงหน้า ว่าจะมีเหตุดีหรือร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่ตนเองหรือคนใกล้ชิด
                ๒.จิตอาวรณ์ เกิดจากดวงจิตที่พะวงถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือพัวพันอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อนจะหลับ จึงเก็บเอาเรื่องนั้นไปฝัน
                ๓.เทพสังหรณ์ เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเทวดา เพราะเทวดาต้องการให้โทษหรือให้คุณ (หมายถึงความเชื่อในสิ่งที่ปกปักษ์รักษาตนเอง แล้วเก็บไปฝัน)
                ๔.ธาตุกำเริบ เกิดจากธาตุกำเริบ คือการที่ร่างกายไม่ปกติ ครั้นหลับลงจึงฝันเห็นเรื่องราวต่างๆ s
                ความฝันเป็นเรื่องที่มนุษย์รู้จักและให้ความสนใจมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ไม่ว่าจะฝันดีหรือฝันร้าย มนุษย์ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกของความฝันได้ มนุษย์จะต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริงในชีวิตจริงเสมอเมื่อตื่นขึ้นมาสิ่งหนึ่งที่ต้องยึดไว้มั่นก็คือการใช้ปัญญา ใช้เหตุผล และความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยทำให้ปัจจุบันและอนาคตพบแต่สิ่งดีงามโดยไม่ต้องมัวพะวงกับความฝันเลย               

............................................

ทางชีวิต


                สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสถามเด็กหญิงคนหนึ่งว่า เด็กน้อยเธอมาจากไหน เด็กสาวตอบว่า ไม่ทราบ ตรัสถามต่อไปอีกว่า แล้วเธอจะไปที่ไหน เธอตอบว่า ไม่ทราบ ชาวบ้านทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้นก็แสดงความไม่พอใจพากันติเตียนต่างๆ นานาว่า พูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้กาลเทศะ ไม่มีการอบรมสั่งสอน แต่ทุกคนก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า หนูน้อยคนนี้ช่างปัญญาหลักแหลมนัก ตอบคำถามได้ดี
                ก่อนที่จะทราบความหมายของคำตอบนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์เกิดมาแล้วในโลกนี้ นอกจากจะต้องเดินทางไปๆ มาๆ ตามเส้นทางคมนาคมทางบก ทางเรือ ทางอากาศแล้ว ยังมีเส้นทางชีวิตที่จะต้องเดินอยู่อีกถึงสามสาย พระพุทธองค์ได้ตรัสบอกเส้นทางเหล่านั้นไว้ว่า
                ทางสายที่หนึ่งชื่อ กามสุขัลลิกานุโยค เดินง่าย สะดวก และเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย เน้นความสนุก เพลิดเพลิน หมกมุ่นอยู่กับการกิน การดื่ม เสพสุขทางกามารมณ์ แต่แล้วสุดสายปลายทางก็เป็นทุกข์ เดือดร้อนชีวิตไร้สาระแก่นสาร มีปัญหาตามมามากมาย
                ทางสายที่สองชื่อ อัตตกิลมถานุโยค เดินลำบาก เป็นทุกข์ ทรมาน เป็นการใช้ชีวิตอย่างฝืดเคืองอดอยาก ตั้งเงื่อนไขให้แก่ชีวิตมากมาย จนแทบจะหาความสุขไม่ได้ ชีวิตเป็นไปตรงกันข้ามกับทางสายที่หนึ่ง
                ทางสายที่สามชื่อ มัชฌิมาปฏิปทา คือเส้นทางที่มีความพอดี ดำเนินไปตามหลักสัมมาปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ชีวิตจะประสบความสุขที่แท้จริง เจริญรุ่งเรือง และพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
                คำว่าไม่ทราบของเด็กหญิงคนนี้หมายถึงว่า เธอไม่ทราบว่าชีวิตของเธอมาจากไหน จะไปเกิดที่ไหนอีก ก็เช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปที่ไม่อาจทราบถึงอดีตชาติและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สิ่งเดียวที่มนุษย์เราทำได้ดีที่สุดก็คือการดำเนินชีวิตในปัจจุบันให้อยู่บนเส้นทางที่สาม อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ถ้าทำได้แม้จะไม่ทราบถึงอดีตและอนาคตเลยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

............................................

นาทีทอง

นาทีทอง
                การตาย เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติธรรมดาอย่างหนึ่ง ทุกคนจะต้องประสบอย่างแน่นอนไม่มีทางหนีพ้น เมื่อตายแล้วในทางพระพุทธศาสนามีหลักคำสอนว่า ถ้ามีเหตุปัจจัยให้เกิดก็ต้องเกิดอีก ซึ่งจะเวียนเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ถึง ๓๑ ภูมิ มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว และในช่วงเวลาใกล้ตายจะมีนิมิตมาปรากฏให้เห็นทางมโนทวารคือทางใจของผู้ที่จะตาย เพื่อบอกว่าเขาจะไปเกิดที่ไหน เกิดเป็นอะไร ดีหรือไม่ดี
                ดังนั้น เมื่อญาติพี่น้องหรือผู้ที่ตนรักและนับถือจะสิ้นชีวิต ชาวพุทธของไทยจึงมีคตินิยมในการชี้ทางหรือนำทางโดยการให้สติหรือเตือนสติผู้ใกล้ตายให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย ระลึกถึงบุญกุศลคุณความดีต่างๆ ด้วยหวังที่จะให้เกิดนิมิตที่ดีและไปสู่ภพภูมิที่ดีนั่นเอง แต่ในหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนามุ่งสอนให้ชาวพุทธเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาทให้รีบงดเว้นความชั่วความทุจริตทั้งปวง พอกพูนกุศลคุณความดีให้พร้อม และทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์อยู่เสมอ เพราะไม่มีใครรู้ว่าความตายจะมาถึงตนเมื่อไร
                ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาท กระทำแต่ความชั่วความทุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ ประพฤติเหยียบย่ำศีลธรรม จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ เมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต แม้จะมีใครมาคอยเตือนสติชี้บอกทางสวรรค์ให้ ก็ไม่แน่ว่าจะคว้านาทีทองมาเป็นของตนได้ เพราะอาจจะนึกถึงคุณความดีอะไรได้ไม่ทัน เนื่องจากจิตใจไม่คุ้นและไม่เคยคิดถึงไม่เคยทำมาก่อน ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแน่นอน ส่วนผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมคุณความดี มีเมตตาเอื้ออาทร สุจริต และยุติธรรม มีจิตใจสะอาดผ่องใสอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาจะสิ้นชีวิต แม้จะไม่มีใครมาคอยชี้บอกทางสวรรค์ให้ เขาก็ย่อมไปสู่สุคติภูมิได้ด้วยตนเอง เพราะเขามีทุกนาทีในชีวิตเป็นนาทีทองของตนอยู่แล้ว ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน

............................................

ต้องอยู่ให้ดี


                การอยู่ให้ดีมีลักษณะดังนี้
                ๑.อยู่อย่างมีคุณค่า คือทำตนให้มีประโยชน์ ไม่นิ่งดูดาย ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ด้วยความเต็มใจ หรือพัฒนาสถานที่ที่ตนไปอาศัยอยู่ด้วยจิตใจเสียสละ ไม่ใจจืดใจดำ ไม่เห็นแก่ตัว คนมีน้ำใจย่อมเป็นคนที่มีเสน่ห์ ทำให้คนอื่นชื่นใจ
                ๒.อยู่โดยไม่สร้างปัญหา คือไม่ทำตนให้เป็นที่หนักใจของผู้อื่นและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน พยายามทำตนให้เป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น
                ๓.อยู่โดยรักษาระเบียบมีวินัย การมีระเบียบวินัย จะช่วยให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข คนที่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยได้นั้น แสดงถึงจิตใจที่เจริญงอกงาม ส่วนผู้ที่ไร้ระเบียบวินัย ย่อมก่อความทุกข์เดือดร้อนแก่ตนและสังคม
                ๔.อยู่ด้วยใจมีเมตตา คือ ผูกมิตรกับทุกคน แสดงความปรารถนาดี ไม่คิดทำร้ายใคร มีน้ำใจเสียสละ และพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ทุกเมื่อ
                ๕.อยู่เพื่อทำหน้าที่ คือเมื่อตนมีหน้าที่อย่างไร ก็พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะหน้าที่นั้นสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างมาก คนจะดีหรือเสียก็อยู่ที่หน้าที่ หากใครทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ย่อมถือว่าเป็นคนดี หน้าที่นั้นมีสองประเภท คือ ๑.หน้าที่ตามธรรมชาติ เช่น หน้าที่ของความเป็นพ่อหรือแม่ ฯลฯ ๒.หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คือหน้าที่จากการงาน หากลืมหน้าที่ของตน ละเลยหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และทรยศต่อหน้าที่เสียแล้วก็ถือว่าเสียคนเลยทีเดียว
                ดังนั้น จะอยู่ที่ไหน ให้อยู่อย่างมีคุณค่า อยู่โดยไม่สร้างปัญหา อยู่โดยรักษาระเบียบวินัย อยู่ด้วยใจเมตตา และอยู่เพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ก็นับว่าเป็นคนมีคุณค่า เมื่ออยู่ย่อมมีคนรัก จากก็ยังมีคนอาลัย แม้ตายก็มีคนคิดถึง

............................................

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จงอยากแต่อย่าโลภ

จงอยากแต่อย่าโลภ
                ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุหรือดูโทรทัศน์ มักจะเห็นหรือได้ยินข่าวที่น่าสลดสังเวชและสวนทางกับศีลธรรมมากขึ้น เช่น ทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย ก็ลงมือกันถึงแก่ชีวิต หรือมีการลักเล็กขโมยน้อย ปล้นจี้ เพียงเพื่อจะเอาเงินทองไปเสพสุขในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น
                ถ้าจะถามว่า เพราะเหตุใดคนจึงทำความผิดความชั่วมากขึ้น ก็อาจตอบได้ว่า เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความจำเป็นบังคับ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เป็นต้น เมื่อจนหนักเข้าหาทางออกไม่ได้ ไม่อยากโกงก็ต้องโกง ไม่อยากขโมยก็ต้องขโมย ไม่อยากปล้นก็ต้องปล้น ในความเป็นจริงแล้ว ความจนเป็นเพียงข้ออ้างในการกระทำนั้นๆ เท่านั้นเอง ทางเลือกในการแก้ปัญหา สามารถทำในทางที่ถูกที่ต้องได้เสมอโดยไม่จำเป็นต้องทำไม่ดี แต่ความโลภในใจคนต่างหากที่เป็นมูลเหตุให้คนทำไม่ดี ความโลภหรือก็คือความอยากนั่นเอง ความอยากอาจไม่ใช่ความโลภไปเสียทุกอย่าง ความอยากที่ผิดทำนองคลองธรรมเท่านั้นจึงจะเป็นความโลภ ส่วนความอยากที่ถูกต้อง ถูกทำนองคลองธรรมไม่จัดว่าเป็นความโลภ เช่น ข้าราชการคนหนึ่งอยากได้เงินเดือนเพิ่มก็หาทางประจบประแจงเจ้านาย ทำงานเอาหน้า หรือถึงขั้นติดสินบน พฤติกรรมอย่างนี้เรียกว่าคนโลภ ส่วนข้าราชการอีกคนหนึ่งอยากได้เงินเดือนเพิ่ม แต่ขยันทำงาน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน หนักเอาเบาสู้ไม่ทำดีเอาหน้า พฤติกรรมอย่างนี้คือคนไม่โลภ
                อยากร่ำรวย อยากก้าวหน้าในชีวิต อยากมีหน้าที่การงานที่ดี อยากมีเกียรติยศชื่อเสียงในสังคม จงอยากไปเถิด ตราบใดที่ความอยากนั้นยังถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเราโดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและบุคคลรอบข้างหรือสังคม
                จงอยากเถิดแต่อย่าโลภ  ความโลภเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการทำความดีทั้งปวง

............................................

สร้างนิสัยให้เป็นคนขยัน


                สิ่งที่จะให้โทษแก่มนุษย์มากที่สุดสิ่งหนึ่งก็คือ ความเกียจคร้านของมนุษย์ บางคนปล่อยวันเวลาให้สูญเปล่าไปตั้งครึ่งชีวิต โดยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ในวัยเด็กไม่ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ในวัยทำงานก็ขาดความเอาใจใส่ต่อหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย ผลสุดท้ายก็ประสบความล้มเหลวในหน้าที่การงาน ก่อให้ปัญหาต่างๆ ในสังคม เช่น การที่คนขาดศีลธรรม เล่นการพนัน ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย ฉ้อฉล ฯลฯ
                ความเจริญของสังคมและประเทศชาติจะมีขึ้นได้ ก็ด้วยอาศัยความขยันของแต่ละคนที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่การงานของตนด้วยความเอาใจใส่ และมีความรับผิดชอบ ส่วนคนเกียจคร้าน เป็นได้แค่ผู้ถ่วงความเจริญ จึงไม่มีสังคมใดปรารถนา ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้ความเกียจคร้านเกิดขึ้นจึงควรสร้างนิสัยความเป็นคนขยันด้วยวิธีการ ดังนี้
                ๑.หัดเป็นคนตื่นแต่เช้า และอาบน้ำทันทีเมื่อตื่นขึ้น เป็นการปลุกเส้นประสาทให้ตื่นตัว พร้อมสำหรับการทำงาน และเริ่มต้นกับชีวิตของวันใหม่
                ๒.อย่าคิดแสวงหาความสุขสบายในการนอนอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร ให้พยายามหาธุระอะไรทำเสมอ ไม่หยุดนิ่ง
                ๓.อย่าคิดเลือกทำแต่ของง่ายๆ ตามปกติกิจการอันใดที่ทำได้ง่าย กิจการอันนั้นมักไม่ช่วยให้เกิดความเข้มแข็งบากบั่น พยายาม และความมุ่งมานะ
                ๔.ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา ถึงเวลาที่กำหนดไว้ว่าจะทำอะไรแล้ว ต้องทำตามเวลานั้นให้ได้จริง
                ๕.ต้องคิดก้าวหน้าเสมอ ก่อนจะหลับในแต่ละคืนควรกำหนดไว้ให้แน่นอน พรุ่งนี้จะทำอะไรบ้าง
                ๖.ต้องคิดพึ่งตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดหรือหวังผลใดๆ จะต้องไม่หมายพึ่งผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา
                ความเกียจคร้านเป็นหนทางแห่งความเสื่อมอย่างหนึ่ง ทำให้สูญเสียโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตนเอง และไกลไปถึงเป็นตัวถ่วงความเจริญของบ้านเมือง ผู้ที่หวังความเจริญก้าวหน้าควรฝึกความขยันให้ได้ตามที่กล่าว จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน

............................................

ข้อคิดดีๆ

         ความ "ไม่รู้" ที่ทำให้เสื่อม...
 รู้ "รอบตัว"มากมาย แต่ไม่ "รู้ดีรู้ชั่ว "ก็เสื่อม
 รู้ "เว้นงู เว้นเสือ เว้นมีด เว้นปืน" แต่ไม่รู้ "เว้นอบายมุข" ก็เสื่อม
 รู้ "ภาษาต่างประเทศ" แต่ไม่รู้ "คุณค่าภาษา ไทย" ก็เสื่อม
 รู้ "ตอบคำถาม "แต่ไม่รู้ "ตอบคุณ แผ่นดิน" ก็เสื่อม
 รู้ "ที่กินที่เที่ยว" แต่ไม่รู้ "ที่ต่ำที่สูง" ก็เสื่อม
 รู้ "วัน เดือน ปีเกิด" แต่ไม่รู้ "กาลเทศะ" ก็เสื่อม
 รู้ "พยากรณ์อากาศ" แต่ไม่รู้ว่า "ชีวิตมี ขึ้นมีลง" ก็เสื่อม
 รู้" จักรวาลวิทยา นภากาศ" แต่ไม่รู้จัก "ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ" ก็เสื่อม
 รู้จัก "คนมากมาย หลายวงการ" แต่ไม่ "รู้จักตนเอง" ก็เสื่อม
 รู้จัก "บริหารคน บริหารงาน" แต่ไม่รู้จัก "วิธีบริหารใจ" ก็เสื่อม
 รู้จักวิธี "หาเงินมากมาย" แต่ไม่รู้วิธี "บริหารเงิน" ก็เสื่อม
 รู้จัก "สร้างตึกสูง นับร้อยชั้น" แต่ไม่รู้วิธี "ฝึกใจให้สูง" ก็เสื่อม
 รู้จัก "โกรธ" แต่ไม่รู้จัก "ให้อภัย" ก็เสื่อม
 รู้จัก "กติกามารยาท" แต่ไม่รู้จัก "กฏแห่ง กรรม" ก็เสื่อม
 รู้จัก "สวมนาฬิกา แพงๆ" แต่ไม่รู้จัก "คุณค่าของเวลา" ก็เสื่อม
 รู้จัก "การเข้าสังคม" แต่ไม่รู้จักการ "เข้าหาสังฆะ" ก็เสื่อม
 รู้ "เรียนเอา ปริญญาสูงๆ" แต่ไม่รู้จัก "ยกพฤติกรรมให้สูง" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "มีลูก" แต่ไม่รู้จัก "เลี้ยงลูก" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "รัก" แต่ไม่รู้จัก "รับผิดชอบ" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "ดู" แต่ไม่รู้ที่จัก "เห็น" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "นับถือ" แต่ไม่รู้ที่จะ "นับถืออย่างไร" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "พูด" แต่ไม่รู้จัก "ศิลปะการพูด" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "สวมหัวโขน" แต่ไม่รู้ที่ "จะถอดหัวโขน" ก็เสื่อม
 รู้ว่า "วันหนึ่งจะต้องตาย" แต่ไม่รู้วิธี "เตรียมตัวตาย" ก็เสื่อม
 รู้คุณ "ของเงินทอง" แต่ไม่รู้ "คุณพ่อคุณแม่" ก็เสื่อม

ที่มา : facebook.com/Thaigardenstore/posts/632392640238132

ยาอายุวัฒนะ


                ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชน ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในสถานที่ชุมชนต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่สดใส และมีอายุยืนยาว ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย เพื่อเน้นในทางป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข
                ในทางศาสนาได้มีคำสอนที่ว่า ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตที่สดใสอายุที่ยืนยาว ให้ปฏิบัติ ดังนี้
                ๑.สัปปายการี ต้องรู้จักทำความสบายให้กับตัวเอง ด้วยการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ต้องงดเว้นสิ่งเสพติดให้โทษต่อร่างกายทุกชนิด
                ๒.สัปปาเย มัตตัญญู ต้องรู้จักประมาณในการบริโภคอาหารที่ทำให้ตัวเองสบายนั้น ไม่มากและไม่น้อยเกินไป การไม่รู้จักประมาณในการบริโภค แม้แต่อาหารที่ดี ย่อมเป็นเหตุทำให้ร่างกายไม่สบายได้
                ๓.ปริณตโภชี บริโภคแต่อาหารที่ย่อยง่าย ควรงดเว้นเนื้อสัตว์บางชนิดที่ย่อยยาก ซึ่งปัจจุบันเนื้อสัตว์จำพวกนี้นอกจากจะเป็นเนื้อหยาบย่อยยากแล้ว ยังมีสารปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อบริโภคเข้าไปย่อมทำให้เกิดโรคร้ายแรง ต่างๆ
                ๔.กาลจารี ต้องรู้จักเวลาในการทำกิจต่างๆ เช่น ต้องรู้ว่าเวลานี้ควรทำอะไร ต้องทำให้ถูกเวลา ต้องทำให้เป็นเวลา และต้องทำให้เหมาะแก่เวลาด้วย
                ๕.พรหมจารี ต้องประพฤติให้เหมือนพรหม คือไม่ใช้ชีวิตที่หมกมุ่นมัวเมาในกามารมณ์มากนัก ต้องรู้จักงดเว้นเสียบ้าง จะทำให้สุขภาพกายและสุขภาพใจดีอย่างสม่ำเสมอ
                หลักธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ หากปฏิบัติได้สม่ำเสมอจะช่วยเสริมสร้างชีวินให้มีสุขภาพดี มีพลนามัยแข็งแรง มีชีวิตที่สดใส และมีอายุยืนยาวในที่สุด

............................................