วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สร้างนิสัยให้เป็นคนขยัน


                สิ่งที่จะให้โทษแก่มนุษย์มากที่สุดสิ่งหนึ่งก็คือ ความเกียจคร้านของมนุษย์ บางคนปล่อยวันเวลาให้สูญเปล่าไปตั้งครึ่งชีวิต โดยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ในวัยเด็กไม่ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ในวัยทำงานก็ขาดความเอาใจใส่ต่อหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย ผลสุดท้ายก็ประสบความล้มเหลวในหน้าที่การงาน ก่อให้ปัญหาต่างๆ ในสังคม เช่น การที่คนขาดศีลธรรม เล่นการพนัน ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย ฉ้อฉล ฯลฯ
                ความเจริญของสังคมและประเทศชาติจะมีขึ้นได้ ก็ด้วยอาศัยความขยันของแต่ละคนที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่การงานของตนด้วยความเอาใจใส่ และมีความรับผิดชอบ ส่วนคนเกียจคร้าน เป็นได้แค่ผู้ถ่วงความเจริญ จึงไม่มีสังคมใดปรารถนา ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้ความเกียจคร้านเกิดขึ้นจึงควรสร้างนิสัยความเป็นคนขยันด้วยวิธีการ ดังนี้
                ๑.หัดเป็นคนตื่นแต่เช้า และอาบน้ำทันทีเมื่อตื่นขึ้น เป็นการปลุกเส้นประสาทให้ตื่นตัว พร้อมสำหรับการทำงาน และเริ่มต้นกับชีวิตของวันใหม่
                ๒.อย่าคิดแสวงหาความสุขสบายในการนอนอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร ให้พยายามหาธุระอะไรทำเสมอ ไม่หยุดนิ่ง
                ๓.อย่าคิดเลือกทำแต่ของง่ายๆ ตามปกติกิจการอันใดที่ทำได้ง่าย กิจการอันนั้นมักไม่ช่วยให้เกิดความเข้มแข็งบากบั่น พยายาม และความมุ่งมานะ
                ๔.ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา ถึงเวลาที่กำหนดไว้ว่าจะทำอะไรแล้ว ต้องทำตามเวลานั้นให้ได้จริง
                ๕.ต้องคิดก้าวหน้าเสมอ ก่อนจะหลับในแต่ละคืนควรกำหนดไว้ให้แน่นอน พรุ่งนี้จะทำอะไรบ้าง
                ๖.ต้องคิดพึ่งตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดหรือหวังผลใดๆ จะต้องไม่หมายพึ่งผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา
                ความเกียจคร้านเป็นหนทางแห่งความเสื่อมอย่างหนึ่ง ทำให้สูญเสียโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตนเอง และไกลไปถึงเป็นตัวถ่วงความเจริญของบ้านเมือง ผู้ที่หวังความเจริญก้าวหน้าควรฝึกความขยันให้ได้ตามที่กล่าว จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน

............................................

ข้อคิดดีๆ

         ความ "ไม่รู้" ที่ทำให้เสื่อม...
 รู้ "รอบตัว"มากมาย แต่ไม่ "รู้ดีรู้ชั่ว "ก็เสื่อม
 รู้ "เว้นงู เว้นเสือ เว้นมีด เว้นปืน" แต่ไม่รู้ "เว้นอบายมุข" ก็เสื่อม
 รู้ "ภาษาต่างประเทศ" แต่ไม่รู้ "คุณค่าภาษา ไทย" ก็เสื่อม
 รู้ "ตอบคำถาม "แต่ไม่รู้ "ตอบคุณ แผ่นดิน" ก็เสื่อม
 รู้ "ที่กินที่เที่ยว" แต่ไม่รู้ "ที่ต่ำที่สูง" ก็เสื่อม
 รู้ "วัน เดือน ปีเกิด" แต่ไม่รู้ "กาลเทศะ" ก็เสื่อม
 รู้ "พยากรณ์อากาศ" แต่ไม่รู้ว่า "ชีวิตมี ขึ้นมีลง" ก็เสื่อม
 รู้" จักรวาลวิทยา นภากาศ" แต่ไม่รู้จัก "ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ" ก็เสื่อม
 รู้จัก "คนมากมาย หลายวงการ" แต่ไม่ "รู้จักตนเอง" ก็เสื่อม
 รู้จัก "บริหารคน บริหารงาน" แต่ไม่รู้จัก "วิธีบริหารใจ" ก็เสื่อม
 รู้จักวิธี "หาเงินมากมาย" แต่ไม่รู้วิธี "บริหารเงิน" ก็เสื่อม
 รู้จัก "สร้างตึกสูง นับร้อยชั้น" แต่ไม่รู้วิธี "ฝึกใจให้สูง" ก็เสื่อม
 รู้จัก "โกรธ" แต่ไม่รู้จัก "ให้อภัย" ก็เสื่อม
 รู้จัก "กติกามารยาท" แต่ไม่รู้จัก "กฏแห่ง กรรม" ก็เสื่อม
 รู้จัก "สวมนาฬิกา แพงๆ" แต่ไม่รู้จัก "คุณค่าของเวลา" ก็เสื่อม
 รู้จัก "การเข้าสังคม" แต่ไม่รู้จักการ "เข้าหาสังฆะ" ก็เสื่อม
 รู้ "เรียนเอา ปริญญาสูงๆ" แต่ไม่รู้จัก "ยกพฤติกรรมให้สูง" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "มีลูก" แต่ไม่รู้จัก "เลี้ยงลูก" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "รัก" แต่ไม่รู้จัก "รับผิดชอบ" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "ดู" แต่ไม่รู้ที่จัก "เห็น" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "นับถือ" แต่ไม่รู้ที่จะ "นับถืออย่างไร" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "พูด" แต่ไม่รู้จัก "ศิลปะการพูด" ก็เสื่อม
 รู้ที่จะ "สวมหัวโขน" แต่ไม่รู้ที่ "จะถอดหัวโขน" ก็เสื่อม
 รู้ว่า "วันหนึ่งจะต้องตาย" แต่ไม่รู้วิธี "เตรียมตัวตาย" ก็เสื่อม
 รู้คุณ "ของเงินทอง" แต่ไม่รู้ "คุณพ่อคุณแม่" ก็เสื่อม

ที่มา : facebook.com/Thaigardenstore/posts/632392640238132

ยาอายุวัฒนะ


                ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชน ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในสถานที่ชุมชนต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่สดใส และมีอายุยืนยาว ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย เพื่อเน้นในทางป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข
                ในทางศาสนาได้มีคำสอนที่ว่า ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตที่สดใสอายุที่ยืนยาว ให้ปฏิบัติ ดังนี้
                ๑.สัปปายการี ต้องรู้จักทำความสบายให้กับตัวเอง ด้วยการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ต้องงดเว้นสิ่งเสพติดให้โทษต่อร่างกายทุกชนิด
                ๒.สัปปาเย มัตตัญญู ต้องรู้จักประมาณในการบริโภคอาหารที่ทำให้ตัวเองสบายนั้น ไม่มากและไม่น้อยเกินไป การไม่รู้จักประมาณในการบริโภค แม้แต่อาหารที่ดี ย่อมเป็นเหตุทำให้ร่างกายไม่สบายได้
                ๓.ปริณตโภชี บริโภคแต่อาหารที่ย่อยง่าย ควรงดเว้นเนื้อสัตว์บางชนิดที่ย่อยยาก ซึ่งปัจจุบันเนื้อสัตว์จำพวกนี้นอกจากจะเป็นเนื้อหยาบย่อยยากแล้ว ยังมีสารปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อบริโภคเข้าไปย่อมทำให้เกิดโรคร้ายแรง ต่างๆ
                ๔.กาลจารี ต้องรู้จักเวลาในการทำกิจต่างๆ เช่น ต้องรู้ว่าเวลานี้ควรทำอะไร ต้องทำให้ถูกเวลา ต้องทำให้เป็นเวลา และต้องทำให้เหมาะแก่เวลาด้วย
                ๕.พรหมจารี ต้องประพฤติให้เหมือนพรหม คือไม่ใช้ชีวิตที่หมกมุ่นมัวเมาในกามารมณ์มากนัก ต้องรู้จักงดเว้นเสียบ้าง จะทำให้สุขภาพกายและสุขภาพใจดีอย่างสม่ำเสมอ
                หลักธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ หากปฏิบัติได้สม่ำเสมอจะช่วยเสริมสร้างชีวินให้มีสุขภาพดี มีพลนามัยแข็งแรง มีชีวิตที่สดใส และมีอายุยืนยาวในที่สุด

............................................

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

นิทานเตือนสติ

หญิงอายุ 40 กว่าๆคนหนึ่งพาลูกชายของเธอเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ภายในอาคารสำนักงานใหญ่ของ บริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง และนั่งลงบนม้านั่งยาวตัวหนึ่งเพื่อกินอาหาร  ผ่านไปครู่หนึ่งผู้หญิงคนนั้นก็โยนทิ้งเศษกระดาษลงบนพื้น ในที่ไม่ไกลนักมีชายชราคนหนึ่งกำลังตัดแต่งดอกไม้ เขาไม่พูดอะไรสักคำ เดินเข้ามาหยิบเศษกระดาษแล้วทิ้งเข้าไปในถังขยะที่อยู่ข้างๆ  ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง หญิงคนนั้นก็โยนเศษกระดาษลงบนพื้นอีก ชายชราก็เดินเข้ามาหยิบเศษกระดาษทิ้งเข้าไปในถังขยะอีก  .และก็เป็นเช่นนี้ อีก ชายชราต้องเก็บเศษกระดาษถึง 3 ครั้ง
หญิงคนนั้นชี้ไปที่ชายชราแล้วพูดกับลูกชายว่า : เห็นไหม ถ้าเธอตอนนี้ไม่เรียนหนังสือให้ดีๆ ในภายหน้าเธอก็จะเป็นเหมือนเขาไม่มีอนาคต ทำได้แต่เพียงงานที่ต่ำต้อยเช่นนี้
ชายชราได้ยินเช่นนั้น ก็วางกรรไกรแล้วเดินเข้ามาพูดว่า : สวัสดี ที่นี่เป็นสวนส่วนบุคคลของเครือบริษัทนี้ เธอเข้ามาได้อย่างไร?
หญิงวัยกลางคนนั้นพูดอย่างหยิ่งๆว่า : ฉันคือผู้จัดการฝ่ายที่บริษัทเพิ่งรับเข้ามา
ตอนนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ และมายืนอยู่ตรงหน้าชายชราอย่างเคารพนอบน้อม แล้วพูดว่า : ท่านประธาน การประชุมกำลังจะเริ่มแล้วครับ
ชายชราจึงพูดว่า : ตอนนี้ฉันขอเสนอว่าให้เลิกจ้างผู้หญิงท่านนี้
ครับ ผมจะรีบไปดำเนินการตามคำสั่งของท่านครับ ชายคนนั้นรีบขานรับ
ชายชราสั่งเสร็จก็เดินมาที่เด็กชาย เขาเอามือลูบที่ศีรษะของเด็กชายหนึ่งครั้ง แล้วพูดว่า : ฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจนะ  “ในโลกนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องเรียนรู้ที่จะให้เกียรติคนทุกคนและผลงาน จากการลงแรงของคนทุกคน”
หญิงวัยกลางคนนั้นถูกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ตกตะลึง หล่อนอ่อนระทวยอยู่บนม้านั่งยาวนั้น ถ้าหล่อนรู้ว่าชายชรานั้นเป็นประธานบริษัท ก็ย่อมไม่ทำเรื่องเช่นนั้นแน่นอน แต่ว่าหล่อนทำไปแล้ว แต่ที่ทำก็เฉพาะต่อหน้าประธานบริษัทที่ดูคล้ายฐานะคนดูแลสวน เพราะอะไรล่ะ ???
นี่เพราะฐานะตัวตนที่สูงต่ำใช่ไหม ? การให้เกียรติคน อย่าได้แยกแยะจากฐานะตัวตน นี่คือลักษณะในตัวที่สง่างาม ลักษณะในตัวที่สง่างามแสร้งทำออกมาไม่ได้ ในที่สุดก็จะเผยธาตุแท้ออกมา

ทรัพย์สินความร่ำรวยไม่ใช่เป็นเพื่อนชั่วชีวิต การเรียนรู้ที่จะให้เกียรติผู้อื่นจึงจะเป็นทรัพย์สินความร่ำรวยชั่วชีวิต มีเพียงสิ่งนี้จึงจะเป็นสภาพเขตแดนที่สูงที่สุดของชีวิตคนเรา

ที่มา: ไม่ทราบ
 ต้องขออภัยเจ้าของบทความ ที่นำมาเผยแพร่โดยไม่แจ้ง

การแก้ปัญหา

การแก้ปัญหา
                ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้หมู่บ้านชื่อขานุมตะ ในแคว้นมคธ มีพราหมณ์ชื่อ กูฏทันตะ ผู้ปกครองหมู่บ้าน เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาบ้านเมือง พระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า “มีพระเจ้าแผ่นดินในอดีต พระองค์หนึ่งพระนามว่า พระเจ้ามหาวิชิตราช เป็นกษัตริย์ผู้มั่งคั่ง มีพระราชทรัพย์มากมาย พระองค์ทรงดำริถึงความสมบูรณ์และความมั่งคั่งในแผ่นดินของพระองค์ วันหนึ่งได้ตรัสเรียกพราหมณ์ที่ปรึกษาการแผ่นดินเข้ามาเฝ้าและถามถึงความเป็นอยู่ของประชาชนในปกครอง ได้ทรงทราบถึงความไม่สงบสุขในชนบทและตามหัวเมืองต่างๆ ว่ายังมีโจรผู้ร้ายชุกชุม มีการปล้นฆ่าเบียดเบียนทำร้ายร่างกายกันปรากฏอยู่ทั่วไป ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตามที่พราหมณ์กราบทูล จึงดำริว่า การที่จะรื้อฟื้นประกอบพิธีกรรมบูชายัญและการจะปราบปรามโจรผู้ร้าย เช่น ประหารชีวิต จองจำคุมขังอย่างเดียวคงจะไม่ได้ผลเด็ดขาด และไม่มีที่สิ้นสุด เห็นควรใช้วิธีอื่นที่ดีกว่าคือ การสงเคราะห์ กล่าวคือสนับสนุนอาชีพของประชน โดยส่งเสริมกสิกรรม พาณิชยกรรม ตลอดจนการรับราชการ เช่น ให้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์แก่เกษตรกร ให้ทุนแก่ผู้ประกอบการค้าขาย ให้เพิ่มเงินเดือนและรางวัลตอบแทนตลอดจนบำเหน็จบำนาญแก่ข้าราชการ เป็นต้น จึงมีรับสั่งให้ดำเนินการตามนั้น ผลปรากฏว่าประชาชนมีความสงบสุขอยู่ดีกินดี บ้านเมืองปราศจากโจรผู้ร้าย ไม่มีการเบียดเบียนกัน บ้านเมืองก็ปลอดภัยถึงขนาดไม่ต้องลงกลอนประตูหน้าต่างอีกต่อไป”
                จากเรื่องดังกล่าวทำให้มองเห็นปัญหา สาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ปัญหาต่างๆ มีสาเหตุกดดันมาจากปัญหาปากท้องเป็นส่วนสำคัญ วิธีการแก้ปัญหาเหล่านั้นมิใช่จะแก้ได้ด้วยการปราบปรามอย่างเดียว หากแต่ควรแก้ไขที่สาเหตุอันจะทำให้เกิดผลและเป็นผลที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง จึงจำต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีสงเคราะห์ประชาชนในด้านความเป็นอยู่ควบคู่ไปด้วย

............................................

รอยร้าวของชีวิต


                ตึกที่ก่อสร้างไม่ดี มักจะปรากฏรอยร้าวตามจุดต่างๆ ให้เห็น รอยร้าวนั้นแม้เป็นเพียงรอยเล็กๆ ก็ทำให้ตึกนั้นขาดความคงทนถาวร และเป็นที่หวาดระแวงสำหรับคนอยู่อาศัยได้ ชีวิตของบางคนนั้น ถ้าไม่บริหารให้ดีก็อาจเกิดรอยร้าวในชีวิตขึ้นได้เช่นกัน รอยร้าวที่ว่านี้มี ๕ ประการ คือ
                ๑.โหดร้าย ความโหดร้ายส่วนใหญ่เกิดจากความโกรธ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำใจให้เดือดพล่าน เร่าร้อน กระวนกระวาย สามารถสังเกตอาการนี้ได้ทางใบหน้า น้ำเสียง และการกระทำ ที่ออกมาในลักษณะทำลายล้างบุคคลอื่น
                ๒.มือไว อาการมือไวส่วนใหญ่เกิดจากความโลภอยากได้ในทางทุจริต เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้ใจหิวกระหายคิดกอบโกยโดยทางที่ผิด เช่น ค้าของผิดกฎหมาย ทุจริต คอรัปชั่น เป็นต้น
                ๓.ใจเร็ว การใจเร็วเป็นอาการของคนที่หวั่นไหวต่อเพศตรงข้ามได้ง่าย คนประเภทนี้แม้จะมีครอบครัวเป็นตัวตนแล้ว จิตใจก็ยังไม่นิ่งพอ ถ้าไม่สำรวมตนให้ดีก็อาจเกิดปัญหาครอบครัวจนบ้านแตกสาแหรกขาดได้
                ๔.พูดปด คือพูดให้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงด้วยเจตนาเป็นอกุศล เพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิด ประสบกับความเดือดร้อน เสียทรัพย์ หรือเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
                ๕.หมดสติ การหมดสติเป็นอาการของคนที่ขาดความยั้งคิด ครองตนไม่ได้เพราะเสพของมึนเมาจนติดรอยร้าวที่เกิดจากการเสพของมึนเมาจนติดนี้ นับว่าเป็นอันตรายมากที่สุดเพราะเมื่อหมดสติแล้ว ก็อาจทำให้รอยร้าวข้ออื่นๆ ที่มีอยู่บ้างแล้วแตกร้าวหนักขึ้นไปอีกได้
                ชีวิตเป็นของมีค่ายิ่งนัก อย่าปล่อยให้รอยร้าวเกิดขึ้นในชีวิตของเราเลย

............................................

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ธรรมนูญชีวิต


                พระพุทธศาสนามีหลักปฏิบัติอันเป็นเสมือนธรรมนูญชีวิตของชาวพุทธ พอสรุปได้เป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติได้ ดังนี้
                ๑.พระรัตนตรัย เป็นสิ่งเคารพสูงสุดลำดับที่หนึ่ง ได้แก่
                  - พระพุทธเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้ความจริงโดยชอบด้วยพระองค์เอง ทรงเผยแผ่พุทธธรรม และทรงเป็นผู้ประกาศอิสรภาพของมนุษย์แก่ชาวโลกให้หลุดพ้นจากกิเลสและจำอำนาจของเทพเจ้ามาเป็นไทแก่ตนเอง
                  - พระธรรม เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว สามารถทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติพ้นจากทุกข์ได้
                  - พระสงฆ์ เป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วสอนผู้อื่นให้รู้และปฏิบัติตาม
                ๒.พึ่งตนเอง ไม่อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยแบ่งกิจคือสิ่งที่พึงกระทำเป็นสองประเภท ได้แก่
                  - กิจภายนอก แม้พระพุทธเจ้าจะทรงสอนมนุษย์ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่น เริ่มต้นชีวิตต้องพึ่งพ่อแม่ พึ่งครูอาจารย์และพึ่งสังคม แต่ทรงสอนให้พึ่งตนเองเป็นหลัก เพราะที่พึ่งภายนอก เช่น พ่อแม่ ไม่ใช่ที่พึ่งที่แท้จริง และไม่สามารถทำกิจให้แก่เราได้ในทุกๆ อย่าง
                  - กิจภายใน คือ การทำความดีเหมือนการรับประทานอาหาร การละความชั่วและการชำระจิตใจของตนให้ผ่องใสเหมือนการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ทุกคนต้องทำเอง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว คนอื่นหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ไม่อาจทำแทนได้”
                ๓.เก่งทำ คือทำงานอย่างมีระบบและเชื่อมั่นในผลสำเร็จที่เกิดจากการกระทำของตนเอง
                ๔.ย้ำเพียร โดยยึดหลัก อิทธิบาทสี่ คือ ๑.ฉันทะ ความรัก ๒.วิริยะ ความขยัน ๓.จิตตะ ความใฝ่ใจ และ ๔.วิมังสา ความไตร่ตรอง
                ๕. เกษียณทุกข์ คือบรรลุประโยชน์สามขั้น คือ ประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า และประโยชน์สูงสุด คือ นิพพาน หมายถึงภาวะดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง
                ธรรมนูญชีวิตทั้งห้าประการนี้ เราชาวพุทธทั้งหลายควรฝึกปฏิบัติให้ได้เป็นนิจ จะถือว่าเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง

............................................

การพึ่งพาอาศัยกัน


                                                     ป่าพึ่งเสือหมู่ไม้            มากมูน
                                                เรือพึ่งพายพายูร-                 ยาตรเต้า
                                                นายพึ่งบ่าวบริบูรณ์             ตามติด มากแฮ
                                                เจ้าพึ่งข้าค่ำเช้า                     ช่วยสิ้นเสร็จงานฯ
                เมื่อพิจารณาเนื้อความของโคลงโลกนิติข้างต้น ทำให้เห็นได้ว่า มนุษย์เราจะอยู่โดยไม่พึ่งพาอาศัยบุคคลอื่นหรือสิ่งใดเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น และสิ่งอื่นไม่มากก็น้อย และสิ่งที่สัมพันธ์กันนี้ช่วยให้แต่ละฝ่ายได้รับประโยชน์หรือเกิดผลดีแก่กันและกัน ลองมาแยกการพึ่งพาอาศัยกันตามโคลงบทนี้ได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ
                ๑.ป่าพึ่งเสือ ป่าไม้ที่มีเสืออาศัยอยู่ ย่อมทำให้ต้นไม้ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนกลัวเสือ จึงไม่กล้าเข้าไปตัดไม้ทำลายป่า และในขณะเดียวกัน ป่านั้นก็เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์เป็นที่หากินและที่อยู่อาศัยให้กับเสือ
                ๒.เรือพึ่งพาย เรือที่อาศัยไม้พายย่อมแล่นไปถึงที่หมาย ไม้พายจึงมีความหมายกับเรือมาก เพราะถ้าขาดไม้พายเสียแล้ว เรือก็จะลอยเคว้งคว้างไปตามกระแสน้ำและไร้ทิศทาง ดังนั้น คุณค่าของไม้พายจึงอยู่ที่ช่วยให้เรือไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่ต้องการ ไม้พายจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรือ
                ๓.นายพึ่งบ่าว การที่เจ้านายมีบริวารคอยปรนนิบัติรับใช้ ก็เพราะมีน้ำใจไมตรีต่อบริวาร เข้าทำนองว่า “บริวารมา เพราะน้ำใจมี บริวารหนี เพราะน้ำใจลด บริวารหมด เพราะน้ำใจแห้ง” เมื่อมีไมตรีต่อกันจึงเกิดความอบอุ่นทั้งสองฝ่าย คือเจ้านายให้ความเมตตารักใคร่ ฝ่ายบริวารก็จงรักภักดี คอยเป็นหูเป็นตา และช่วยป้องกันภัยให้เจ้านาย ในทุกสารทิศ เจ้านายดี มีลูกน้องดี ย่อมเกิดความสุข ต่างพึ่งพาอาศัยกันได้
                ๔.เจ้าพึ่งข้า การที่นายจ้างพึ่งลูกจ้างหรือเจ้านายพึ่งคนรับใช้ จะช่วยให้การงานสำเร็จลุล่วงไป โดยที่นายจ้างหรือเจ้านายให้รางวัล และคำชมเชยในการทำงาน ไม่ดูถูกผู้น้อย ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจขึ้น เมื่อคนเรามีกำลังใจดี สุขภาพจิตดี ก็จะตั้งใจทำงานและทุ่มเทจนสุดกำลัง ทำงานให้ลุล่วงไปด้วยความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และต่อผู้เป็นนายจ้าง หรือเจ้านายนั้น
                เห็นได้ว่า การถ้อยทีถ้อยอาศัยกันระหว่างบุคคลและสิ่งต่างๆ เมื่อต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ให้ดีย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่กันและกัน โดยเฉพาะมนุษย์ เมื่อไปสัมพันธ์กับบุคคลใดหรือสิ่งใดแล้ว ไม่ไปสร้างปัญหาหรือไม่ไปทำลายสิ่งนั้น ก็จะช่วยให้โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

............................................