วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตใหม่


                ในทางพุทธศาสนาถือว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อได้ชีวิตมาแล้ว การดำเนินชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองจนประสบผลสำเร็จก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ในเทศกาลปีใหม่ หลายๆ คน ก็เตรียมตัวเตรียมใจที่จะฉลองกันอย่างเต็มที่ และมีอีกจำนวนไม่น้อย ถือเอาโอกาสกันเป็นมงคลสมัยนี้ว่าเป็นการเริ่มชีวิตใหม่ แต่ในทางพระพุทธศาสนาได้ให้คำสอนไว้ว่า จุดเริ่มต้นของชีวิตคือ ปฏิสนธิวิญญาณ หมายความว่า ชีวิตใหม่เริ่มเมื่อมีปฏิสนธิวิญญาณกำเนิดในครรภ์ของมารดา แล้วเจริญโดยลำดับ ดังนี้คือ ๑.เป็นโลหิตใส (กะละลัง) ๒.เป็นโลหิตข้น(อัพพุททัง) ๓.เป็นชิ้นเนื้อ (เปสิ) ๔.เป็นก้อนเนื้อ (ฆะโน) ๕.แยกออกเป็นปัญจะสาขา (ปะสาขา) คือ ศีรษะ ๑ แขน ๒ และ ขา ๒
                เมื่อได้ชีวิตมาและดำเนินไปครบรอบปี ท่านสอนให้ทบทวนความหลัง ระวังความผิด เตือนจิตของตน เพื่อปรับปรุงแก้ไขชีวิตในปีใหม่ให้สมบูรณ์ เช่น การดำเนินชีวิตในปีที่ผ่านมาเสมอตัว คือไม่มีอะไรดีขึ้นหรือเลวลง ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือการดำเนินชีวิตในปีที่ผ่านมาขาดทุน คือตกต่ำ พบแต่ความผิดหวัง ปรารถนาอะไรแล้วไม่ได้ตามปรารถนา ก็ต้องหันมาทบทวนความหลังว่า ผิดพลาดเพราะเหตุอะไร แล้วระมัดระวังเพิ่มขึ้น จะได้ไม่ทำผิดซ้ำซากและเตือนจิตของตนอยู่ตลอดเวลา
                ผู้หวังความเจริญและความสุข จึงควรละทิ้งการดำเนินชีวิตแบบเก่าที่ขาดทุนหรือไม่มีกำไรแล้วมาสร้างชีวิตใหม่ ดังนี้
                ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ มีสติไม่พลั้งเผลอทุกขณะจิต ทำมาหาเลี้ยงชีวิตโดยถูกถ้วน ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ สำรวมอารมณ์ให้มีเหตุผล ดำรงตนอยู่ในทางถูก ปลูกความไม่ประมาทในทุกสถาน
                เมื่อดำเนินตามหลักพุทธพจน์นี้ ชีวิตใหม่ในรอบปีใหม่ ย่อมเป็นชีวิตใหม่ที่ไม่ขาดทุนและสมบูรณ์อย่างแน่นอน

.............................................

ทำดียังไม่สาย


                คนโบราณมักสอนลูกหลานว่า อยู่ที่ไหนก็ให้ทำดี คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ คนจะเจริญก้าวหน้าจะต้องมีความดีประจำตัว ความดีช่วยให้มีเสน่ห์ คนรูปร่างหน้าตาสวยย่อมมีเสน่ห์ ทำให้คนอยากมอง แต่ความสวยไม่จิรังเท่ากับความดี ดังคำกล่าวที่ว่า “ความสวยไม่คงที่ ความดีสิคงทน”
                หากาจะถามว่า ความดีคืออะไร คำตอบอาจจะแตกต่างกันไป แต่เมื่อกล่าวโดยสรุป สิ่งที่เป็นความดีนั้นจะมีลักษณะ คือ ๑.ถูกต้องดีงาม ๒.ไม่ทำให้ตนและคนอื่นเดือดร้อน และ ๓.มีผลเป็นความสงบสุข เครื่องตัดสินว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ มี ๒ แนวทางคือ
                ๑.ทางโลก ใช้กฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม
                ๒.ทางธรรม ใช้หลักศาสนา กล่าวคือ การกระทำที่เป็นไปโดยชอบ ถูกต้องตามหลักทั้งทางโลกและทางธรรม
                ถือได้ว่าเป็นความดี ซึ่งจะส่งผลให้ตนและผู้อื่นไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้ามก็เป็นความไม่ดี มีผลเป็นทุกข์แก่ตนและผู้อื่น ด้วยเหตุนี้เมื่อจะทำสิ่งไร เพื่อป้องกันความผิดพลาด ควรใช้หลักการทั้ง ๓ อย่าง นั้นมาวินิจฉัยก่อน ถ้าเห็นว่าถูกต้องดีงาม ไม่ก่อความเดือดร้อน ผลสะท้อนเป็นความสงบสุขก็ควรทำ แต่ถ้าตรงกันข้ามก็ไม่ควรทำ ไม่มีคำว่าสายสำหรับการทำความดีเลย ทำดีเมื่อไรก็ดีเมื่อนั้น ทำดีแต่ละครั้ง ก็ได้ชื่อว่าได้สร้างความรุ่งเรืองให้แก่ชีวิตเพิ่มขึ้น คนส่วนมากอยากได้รับผลดีแต่ไม่ยอมลงทุนสร้างเหตุแห่งดี จึงไม่ได้ดีตามที่มุ่งหวัง ดังคำกลอนที่ว่า
                                อยากได้ดีไม่ทำดีนั้นมีมาก                ดีแต่อยากหากไม่ทำน่าขำหนอ
                                อยากได้ดีต้องทำดีอย่ารีรอ ดีแต่ขอรอแต่ดีไม่ดีเอย
                สำรวจตัวท่านดูว่า สายไปหรือยังสำหรับการทำดีในวันนี้

..................................

หิน


                 หิน คือของแข็งที่ประกอบด้วยแร่ชนิดเดียวหรือหลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติ สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ได้จัดประเภทของหินไว้หลายชนิด มนุษย์รู้จักนำเอาหินมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันตั้งแต่บรรพกาลแล้ว เช่น ใช้เป็นอาวุธและเครื่องไม้เครื่องมือชนิดต่างๆ  นอกจากนั้นก็ยังนำมาสร้างบ้านเรือ ที่อยู่อาศัยอีกด้วย เหตุผลประการหนึ่งที่ใช้หินก็คือ มองเห็นคุณลักษณะที่สำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ ๑.แข็ง ทำลายได้ยาก ไม่แตกสลายง่ายๆ  ๒.หนัก คือมีน้ำหนักในตัวมันเอง  ๓.ทน คือทนแดดทนฝน ทนต่อทุกสภาพธรรมชาติ และ ๔.เย็น ปกติหินจะมีความเย็น ในตัวมันเองสูง เมื่อได้รับความร้อนก็สามารถคลายความร้อนได้เร็ว
                ในชีวิตของคนเรานั้น ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งที่เกิดจากคนและจากธรรมชาติ จึงต้องคอยแก้ปัญหาอยู่ตลอด แก้ได้ก็รอดตัวไป แก้ไม่ได้ก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน ถึงกระนั้น ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจหรือท้อแท้ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา คำกล่าวที่ว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขนั้น ยังเป็นความจริง เมื่อต้องประสบกับปัญหาใดๆ ในขั้นต้นขอให้นำเอาคุณลักษณะของหินทั้ง ๔ ประการดังกล่าวนั้นมานึก คิด และพิจารณาเปรียบเทียบกับตัวเรา แล้วลองตั้งคำถามตัวเองว่า บัดนี้ เรามีคุณสมบัติเหมือนกับหินบ้างหรือไม่ กล่าวคือ
                แข็ง        เข้มแข็งทั้งกายและใจ ไม่ย่อท้ออะไรง่ายๆ
                หนัก       หนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อปัญหาทั้งปวง
                ทน          อดทน ทนทาน หนักเอาเบาสู้
                เย็น         กายเย็น วาจาเย็น ใจเย็น สงบเยือกเย็น
                เราพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งปวงอย่างไม่สะทกสะท้านอย่าง หิน หรือยัง

..................................

ตาย


                ท่านที่ไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรม คงเคยเห็นตาลปัตร ๔ ด้าม ที่พระสงฆ์ใช้ขณะสวด ปักเป็นข้อความด้ามละวรรคเรียงกันไปว่า “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” ทั้งหมดจะเกี่ยวกับความตายทั้งนั้น ความตายเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตต้องประสบ หลบไม่ได้ เลี่ยงไม่พ้น แม้ว่าจะไม่มีใครปรารถนาแต่ก็ต้องพบ
                เมื่อเรารู้ว่าถึงอย่างไรก็ต้องตาย แล้วจะทำอย่างไร ท่านพุทธทาสภิกขุ เคยกล่าวสอนไว้ว่าการตาย เป็นหน้าที่ของสังขารอย่างไม่มีทางเปลี่ยนแปลง แก้ไข นอกจากต้อนรับให้ถูกวิธี มีคติอุทาหรณ์ที่ดีและการมีชีวิตอยู่อย่างมีประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เป็นหน้าที่ของผู้ที่ยังไม่ตายและรู้หน้าที่ของตน...
                การคิดถึงความตายหรือการไปร่วมงานศพ อาจจะทำให้จิตใจเศร้าสลดหดหู่ แต่หากมองในแง่ของธรรมะ ก็มีสาระให้ความคำนึงได้ ดังนี้
                ๑.ได้เห็นความดี เห็นคุณค่าแห่งชีวิตปรากฏชัดขึ้น อันก่อให้เกิดความอาลัยรัก เสียดายเมื่อตายจาก
                ๒ได้ความสามัคคีปรองดอง เกิดความเห็นใจ เข้าใจ ไม่ทอดทิ้งหรือนิ่งดูดาย
                ๓.มองเห็นสัจธรรม ว่าทุกอย่างต่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และช่วยให้มีสติ ได้ความสำนึกที่ดี
                ๔.รีบทำที่พึ่งแก่ตน โดยยึดเอาคนตายเป็นเครื่องเตือนตนให้เร่งละชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ ไม่ประมาทเมามัว คิดว่าตัวยังไม่ตาย ตรงตามพุทธภาษิตว่า “เพียรทำความดีเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าพรุ่งนี้จะตายหรือยังอยู่” คิดในแง่นี้ ความตายก็มีประโยชน์ คือเป็นตัวเร่งให้เราขยันทำความดี ทำหน้าที่ให้หมดจดเรียบร้อย  ดังนั้น เราท่านทั้งหลายจงรีบขวนขวายหาที่พึ่ง และเตือนตนไว้เสมอว่า
เกิดมาจงสร้าง แต่ความดี

..................................

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มนุษย์-ภูเขาไฟ


                ภูเขาไฟ เมื่อสังเกตจากรูปลักษณ์ภายนอก ก็ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากภูเขาธรรมดาทั่วไป แต่ในความเป็นจริง ภูเขาไฟต่างจากภูเขาประเภทอื่นเป็นอย่างยิ่งตรงที่มีไฟ หรือลาวา ที่ร้อนแรงอยู่ภายใน ขณะที่ภูเขาอื่นไม่มี เมื่อใดที่ภูเขาไฟยังไม่ระเบิด หรือไม่มีอาการส่อว่าจะระเบิด ก็มองไม่ออก มีต้นไม้ นานาพันธุ์ขึ้นอยู่เขียวขจีหรือไม่ก็มีหิมะปกคลุมในหน้าหนาวขาวโพลนไปทั่ว แต่เมื่อใดเกิดการระเบิด เมื่อนั้นจึงจะรู้ได้โดยประจักษ์ชัดว่าเป็นภูเขาไฟ ความร้อนและลาวาที่ถูกพ่นออกมา นอกจากจะทำให้ภูเขาต้องระเบิดทำลายตัวเองแล้ว ยังเผาไหม้หลอมละลายสร้างความเสียหายให้แก่ต้นไม้ สัตว์ป่า สิ่งมีชีวิต รวมถึงมนุษย์ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ก็ประสบภัย ทำให้เดือดร้อนไปตามๆ กันอีกด้วย
                ผู้คนที่เราพบเห็นอยู่ในสังคมก็เช่นกัน ดูจากภายนอกหรือสัมผัสเพียงผิวเผินก็เห็นเป็นบุคคลปกติธรรมดาไม่ต่างจากใครอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในร่างกายของคนที่มีความละม้ายคล้ายกันในทางรูปธรรมนั้น ย่อมมีสิ่งหนึ่งที่ต่างกันมาก และไม่สามารถสังเกตจากรูปร่างภายนอกได้ สิ่งนั้นคือจิตใจ คนบางคนมีรูปร่างหน้าตาบุคลิกดีมีฐานะดี แต่งตัวดี ตำแหน่งหน้าที่การงานดี มียศมีศักดิ์ในสังคม ดูแล้วชีวิตน่าจะสมบูรณ์พูนสุข แต่ในความเป็นจริงยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ดูปกติดีแต่ภายนอก ส่วนภายในจิตใจเร่าร้อนระอุคุกรุ่น ไม่ต่างจากภูเขาไฟพร้อมที่จะระเบิดอยู่ตลอดเวลา อันเนื่องมาจากไฟคือกิเลส ได้แก่ความละโลภมาก ความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาท และความลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งที่ผิด ตลอดจนการปล่อยตัวปล่อยใจให้จมอยู่กับสิ่งที่พระท่านเรียกว่า อนิฏฐารมณ์ กล่าวคือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา และความทุกข์ร้อนต่างๆ สภาพเหล่านี้เป็นเสมือนไฟสุมอก เร่าร้อนรุนแรงกว่าความร้อนของภูเขาไฟหลายเท่านัก
                ใครที่ตกอยู่ในลักษณะเย็นนอกร้อนในเช่นนี้ พึงทราบว่า ท่านกำลังมีสภาพไม่ผิดอะไรกับภูเขาไฟ ลูกหนึ่งถ้าควบคุมไม่ได้ ก็อาจจะระเบิดออกมาได้ทุกขณะ จึงควรรีบแก้ไขดับร้อนนั้นเสียโดยเร็ว คือให้ดับไฟโลภด้วยการให้ ดับไฟโกรธด้วยการแผ่เมตตา ดับไฟหลงด้วยปัญญา และดับความหมองไหม้กระวนกระวายด้วยสมาธิโดยสรุปก็คือ ใช้เย็นดับร้อน ใช้ธรรมดับทุกข์ เหมือนใช้น้ำดับไฟ ก่อนที่จะระเบิดพินาศย่อยยับ เหมือนการระเบิดของภูเขาไฟฉันนั้น

..................................

บารมีสิบ


                ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ในกระแสแห่งความนึกคิดของคนเราโดยทั่วไปจะมีการต่อสู้กันระหว่างความดีกับความไม่ดี หรือระหว่างธรรมกับอธรรม บางครั้งฝ่ายธรรมชนะ บางครั้งฝ่ายอธรรมก็ชนะ สลับกัน แต่สำหรับปุถุชนแล้วส่วนมากอธรรมมักเป็นฝ่ายชนะ เพื่อจะให้ฝ่ายธรรมได้ชนะมากขึ้นหรือชนะมากกว่าแพ้ ทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมหมวดหนึ่งเรียกว่า บารมีหรือบารมีธรรม คือคุณความดีที่ควรบำเพ็ญเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ดีงาม บารมีนี้เป็นคู่ปรับอธรรม ท่านจัดเป็นคู่ๆ ไว้ ๑๐ คู่ คือ
                ๑.ทานบารมี การเสียสละ การบริจาค คู่ปรับของความตระหนี่
                ๒.ศีลบารมี การมีศีล คู่ปรับของการไม่มีศีล
                ๓.เนกขัมมบารมี ความสงบระงับจากการถูกกามารมณ์เบียดเบียนแม้ชั่วขณะจิต คู่ปรับของความฟุ้งซ่านตามกระแสของกามารมณ์
                ๔.ปัญญาบารมี การรู้เห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ คู่ปรับของอวิชชาคือความรู้เห็นที่ผิดพลาดจากความเป็นจริง
                ๕.วิริยบารมี ความพากเพียรพยายามในทางที่ถูกต้อง คู่ปรับของความเกียจคร้านในการงานที่ถูกต้อง
                ๖.ขันติบารมี ความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งที่ไม่พอใจ คู่ปรับของความโกรธ
                ๗.สัจจบารมี รักษาความจริง ความถูกต้อง ตามครรลองคลองธรรม คู่ปรับของคำพูดจามดเท็จ
                ๘.อธิษฐานบารมี การตั้งใจแน่วแน่ในหน้าที่การงานที่กระทำ คู่ปรับของความโลเล ความไม่ตั้งใจจริงในหน้าที่การงานที่กระทำ
                ๙.เมตตาบารมี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอื้ออาทรต่อผู้อื่น คู่ปรับของความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้อื่น
                ๑๐.อุเบกขาบารมี ความวางใจเป็นกลาง ไม่โอนเอียงไปเข้าข้างใดข้างหนึ่ง คู่ปรับของอคติ ความลำเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
                คราวใดอธรรมเกิดขึ้นในใจ ต้องพยายามใช้บารมีข้อใดข้อหนึ่งเป็นคู่ปรับกันให้ทันกาลเวลา ถ้าปฏิบัติได้แล้ว จะมีชัยชนะทุกคราวที่บารมีเกิดขึ้น เมื่อฝึกบ่อยๆ ก็จะสามารถชนะอธรรมได้มากขึ้น ซึ่งก็คือประสบความสำเร็จได้มากขึ้นนั่นเอง

...................................

มหันตภัยยาเสพติด


                มหันตภัยที่คุกคามเยาชนและประชาชนชาวไทยอยู่ในขณะนี้ ไม่มีอะไรเกินยาเสพติดให้โทษ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในทุกๆ วงสังคม ยาเสพติดให้โทษมีหลายประเภท เช่น เฮโรอีน ฝิ่น กัญชา ยาอี ฯลฯ แต่ที่ระบาดอย่างหนักในสังคมไทยคือ ยาบ้า ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลกำลังพยายามหาวิธี แก้ไขให้ได้ผลโดยเร็วที่สุด ผู้ที่เสพยาบ้าจนติดจะเกิดอาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทางกาย ผู้ที่เสพยาบ้า ๒๐-๓๐ กรัมต่อวัน จะเบื่ออาหาร มือสั่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วและแรง ไม่รู้สึกง่วง กลิ่นตัวแรง สูบบุหรี่จัด ฯลฯ ส่วนทางจิต จะมีอาการหวาดระแวง วิตกกังวล ประสาทหลอน มักเห็นภาพหลอนต่างๆ ขณะเกิดอาการอาจจะทำร้ายตัวเองและผู้อยู่ใกล้เคียง พิษภัยอันเกิดจากการใช้ ยาเสพติดนอกจากจะมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้เสพโดยตรงแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ
                ผลกระทบต่อผู้เสพเอง ฤทธิ์ของยาเสพติดจะมีผลกระทบต่อระบบประสาทและระบบอวัยวะต่างๆ เช่น ผอม ซูบซีด ผิวคล้ำ ไม่มีแรง จิตไม่ปกติ สุขภาพจิตเสื่อม อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า วิตกกังวล ฯลฯ
                ต่อครอบครัว ผู้ติดยาเสพติดจะไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ไม่ห่วงใย ดูแลครอบครัวอย่างที่เคยปฏิบัติ ทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น นำไปสู่การทะเลาะวิวาท และครอบครัวแตกแยก
                ต่อสังคมเศรษฐกิจ ผู้เสพยาเสพติดและตกเป็นทาส ถือว่าเป็นผู้ที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจและความสงบสุขของประเทศชาติ เพราะทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียทั้งกำลังคนและงบประมาณของ แผ่นดินจำนวนมหาศาลเพื่อปราบปรามและป้องกัน ตลอดจนบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
                การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นหน้าที่ของทุกๆ คน และทุกๆ หน่วยงานที่จะต้อง แก้ไขโดยเริ่มจากเด็กและเยาวชนให้รู้จักการป้องกันตนเองจากยาเสพติด เพราะเด็กและเยาวชนนับว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่จะเป็นพลังสำคัญต่อสังคมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต

...................................

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ค่านิยมแห่งชีวิต

ผู้อัจฉริยะ คือผู้สามารถที่วางตัวเองถูกที่

ส่วนผู้โง่เง่าในสายตาเรา
อาจจะเป็นผู้มีความสามารถที่ บังเอิญวางตัวเองผิดที่นั่นเอง

ตัวอย่างเช่น
คุณกับคนป่าผู้หนึ่ง ขณะหลงทางในป่าอัฟริกา ขาดแคลนทั้งน้ำและอาหาร

ในภาวะเช่นนั้น คุณต้องถือว่าคนป่าผู้นี้เป็นอัจฉริยะ เพราะเขารู้วิธีเอาตัวรอดในป่า

ในทางกลับกัน หากคุณพาคนป่าเข้าเมือง สั่งให้เขาใช้คอมพิวเตอร์
สถานการณ์จะกลับหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเขากลายเป็น idiot ไปแล้ว

คนเราเกิดมาย่อมใช้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

นักวิทยาศาสตร์บางคน แยกบันไดเสียงไม่ออก จิตรกรบางคนเขียนจดหมายไม่เป็น
แต่คนเหล่านี้วางตัวเองถูกที่ จึงประสบความสำเร็จใหญ่หลวง

Picasso เดิมทีอยากจะเป็นกวี แต่บทกวีของเขาถูก
Gertrude Stein กวีหญิงวิจารณ์จนไม่มีชิ้นดี
แต่เพราะมีสุภาพสตรีคนหนึ่งมาสะกิดเตือน เขาจึงวางตัวเองในจุดใหม่
จนกลายเป็นจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่

อันที่จริง  ผู้คนและเรื่องราวต่างๆ ล้วนน่าชื่นชมทั้งนั้น ถ้าอยู่ในกาลเทศะที่เหมาะสม

เช่น ซุปรสเด็ดเมื่อหยดลงบนเสื้อเชิ้ต กลับกลายเป็นจุดด่างพร้อย

คำหวานลับเฉพาะบนเตียง เมื่อเล็ดลอดไปสู่สาธารณชน กลับกลายเป็นคำหยาบโลน
แปลกดีไหม

อาหารที่อมอยู่ในปาก ถ้าบ้วนออกมาดูน่าขยะแขยง
ถ้ากลืนเข้าไป กลับมีคุณค่าทางโภชนาการ

ต่อให้เป็นขยะสกปรกสิ้นดี
ถ้าวางถูกที่ เช่นฝังกลบดิน
ก็จะกลายเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงดอกไม้งาม
และผลิตอาหารสุขภาพให้เรา

อาจกล่าวได้ว่า ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใด คนใด ต่ำต้อยหรือไร้ประโยชน์
ทุกคน ทุกสิ่ง ถ้าวางอยู่ในที่ถูก ย่อมอำนวยประโยชน์ได้ทั้งนั้น

จุดหมายสูงสุดของชีวิต
คือ สรรหาเวทีที่เหมาะสม
บุกเบิกเส้นทางของตน แล้วแสดงความสามารถเฉพาะตัว ให้สุดเหวี่ยง

ขอขอบคุณ ผู้เขียน (ไม่ทราบว่าเป็นใคร)