วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คู่มือมนุษย์ (๘)

การทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชา
                คราวนี้ จะอธิบายถึงวิธีทำความเห็นแจ้งให้เกิดขึ้นตามหลักวิชา ไม่อยู่ในรูปของพุทธภาษิต เพราะเป็นสิ่งที่อาจารย์ยุคหลังๆ จัดขึ้น เป็นวิธีเหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติที่มีอุปนิสัยอ่อน ยังมองไม่เห็นทุกข์ภัยตามธรรมชาติด้วยตาตัวเอง อย่างไรก็ตาม นี้ก็มิได้หมายความว่า วิธีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ชนิดนี้ จะวิเศษกว่าที่จะเป็นไปตามวิธีธรรมชาติ เพราะเหตุว่าเมื่อตรวจดูพระไตรปิฎกโดยตรงจะเห็นว่ามีกล่าวแต่วิธีที่เป็นไปตามธรรมชาติทั้งนั้น
๒๓๙
                แต่บางคนอาจเห็นไปว่า นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เฉพาะบุคคลที่มีบุญบารมี หรืออุปนิสัยได้สะสมมาไว้มากจนเพียงพอที่จะรู้สิ่งเหล่านั้นได้เหมือนกับทำเล่นๆ สำหรับผู้ที่ไม่มีบารมีไม่มีอุปนิสัยจะทำอย่างไร ท่านเลยวางระเบียบปฏิบัติเร่งรัดไปตั้งแต่ต้นทีเดียว ต้องให้ทำไปตามระเบียบตามลำดับอย่างรัดกุม
๒๔๐
                ระเบียบปฏิบัติ เพื่อทำให้เกิดความเห็นแจ้งนี้ เพิ่งเรียกกันในยุคอรรถกถาโดยชื่อใหม่ว่า “วิปัสสนาธุระ” ให้เป็นคู่กันกับ “คันถธุระ” ซึ่งเป็นเรื่องการเรียนตำราโดยตรง วิปัสสนาธุระเป็นการเรียนจากภายใน คืออบรมจิตโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับตำรา คำว่า “คันถธุระ” และ “วิปัสสนาธุระ” สองคำนี้ ไม่ได้มีมาในบาลี พระไตรปิฎก จะมีปรากฏก็แต่ในหนังสือชั้นหลังๆ เช่น อรรถกถาธรรมบท เป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราก็อาจใช้เป็นหลักเกณฑ์ได้ว่า วิปัสสนาธุระนั้น เป็นการงานของพุทธบริษัทที่ตั้งอกตั้งใจจะทำความดับทุกข์ ด้วยการทำความเพียรในทางเพ่งพิจารณาโดยตรง
๒๔๑
                คำว่า “วิปัสสนา” นี้ มีทางฟั่นเฝือนอยู่บางสิ่งบางอย่างคือ ในบางกรณีเกิดไปแยกทำทางจิต เป็นสองประเภทโดยเด็ดขาด คือทำเพื่อให้เกิดสมาธิประเภทหนึ่ง ทำเพื่อให้เกิดปัญญาอีกประเภทหนึ่ง แล้วเรียกการทำสมาธินั้นว่าสมถภาวนา และเรียกการทำทางปัญญาว่าวิปัสสนาภาวนา เลยทำให้วิปัสสนามีความหมายแคบเข้ามาเหลือแต่เพียงเรื่องปัญญา
๒๔๒
                แต่โดยที่แท้แล้วคำว่า วิปัสสนาธุระต้องกินความรวมหมดทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา คือหมายถึงทั้งสมาธิและปัญญานั่นเอง และยิ่งไปกว่านั้นยังรวมเอาศีล ซึ่งยังไม่ใช่ตัวภาวนาอะไรเลย เข้าไปอีกด้วยในฐานะเป็นบริวารหรือเป็นบาทฐานของสมาธิ เพื่อจะให้เข้าใจการปฏิบัติวิปัสสนาได้เป็นอย่างดี อาจารย์แต่กาลก่อนนิยมตั้งหัวข้อไว้เป็นข้อๆ มาทีเดียว
                หัวข้อแรกที่สุดก็ว่า อะไรเป็นฐานที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา
                อะไรเป็นลักษณะเครื่องสังเกตว่าเป็นตัววิปัสสนา
                อะไรเป็นกิจที่เรียกว่าวิปัสสนา
                และอะไรจะเป็นผลสุดท้ายของวิปัสสนา
                เมื่อตั้งปัญหาว่าอะไรเป็น ที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา ก็ตอบว่าศีลกับสมาธิเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา เพราะวิปัสสนา หมายถึงการรู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีจิตใจที่ปีติปราโมทย์ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ข้อนี้ ศีลช่วยได้ถึงที่สุด เมื่อมีศีลบริสุทธิ์ก็มีปีติปราโมทย์ ฉะนั้นจึงต้องมีศีลก่อน คำกล่าวนี้มีหลักที่อ้างอิงในพระบาลีโดยตรง ในบาลีมัชฌิมนิกายก็ได้มีการกล่าวถึงความบริสุทธิ์สะดวกของการปฏิบัติเป็นชั้นๆ ไปตามลำดับ จนครบ ๗ อย่างถึงที่สุดคือการบรรลุมรรคผล
๒๔๔
                ในขั้นแห่งความบริสุทธิ์ ๗ อย่างนั้น ท่านก็ยกเอาศีลเป็นข้อแรกเรียกว่า
                สีลวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความประพฤติ สีลวิสุทธิก็ส่งให้เกิด
                จิตตวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งจิต ความหมดจดแห่งจิตก็ส่งให้เกิด
                ทิฏฐิวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งความเห็น  ความหมดจดแห่งทิฏฐิก็ส่งให้เกิด
                กังขาวิตรณวิสุทธ คือ ความหมดจดแก่งความรู้ที่จะข้ามความสงสัยเสียได้ ต่อไปความหมดจดแห่งความรู้เป็นเครื่องข้ามความสงสัย ก็ส่งให้เกิด
                มัคคามัคคญาณทัสสวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความเห็นแจ้งว่าอะไรเป็นหนทางอะไรไม่ใช่หนทาง  ความหมดจดในความรู้ว่าอะไรเป็นทาง อะไรไม่ใช่ทางนี้ก็ส่งให้เกิด
                ปฏิปทาญาณทัสสวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัวการปฏิบัตินั้นๆ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธนี้ก็ส่งให้เกิด
                ญาณทัสสวิสุทธ อันเป็นขั้นสุดท้ายคืออริยมรรค ซึ่งเป็นคู่กันกับอริยผล ผลเป็นสิ่งที่เกิดจากมรรคเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้เพียงแค่ อริยมรรค ในฐานะเป็นขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติ
๒๔๕
                ศีล หมายถึงการประพฤติที่ปราศจากโทษทางกายและวาจา ถ้ายังมีความไม่ปกติทางกายทางวาจาอยู่แล้ว ยังเรียกว่าไม่มีศีล ที่ถูกต้องสมบูรณ์ ตามความหมายของศีล เมื่อมีความปกติ คือความสงบทางกายวาจา ก็ย่อมจะเกิดความสงบในทางจิตใจ เหมาะที่จะปฏิบัติงานทางด้านจิตต่อไป คือทิฏฐิวิสุทธ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคาคัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิและญาณทัสสนวิสุทธินั้นเป็นตัววิปัสสนาแท้ สีลวิสุทธิกับจิตตวิสุทธิ จัดเป็นปากทางของ วิปัสสนา
๒๔๖
                วิปัสสนาตัวที่ ๑ ความหมดจดของทิฏฐิหมายถึง การหมดความเห็นผิดที่เห็นกันมาแต่เดิม หรือตามสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่ความเชื่องมงายไร้เหตุผลในเรื่องของไสยศาสตร์ ขึ้นมาถึงเรื่องความเข้าใจผิดในธรรมชาติ เช่นเห็นว่าร่างกายและจิตใจเหล่านี้เป็นของเที่ยงเป็นสุขหรือเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นผี เป็นอะไรๆ ในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ไปทั้งนั้น ไม่สามารถจะเห็นว่ามันเป็นแต่เพียงธาตุสี่หรือเป็นเพียงนามและรูป กายกับใจ แต่ไปเห็นเป็นตัวเป็นตน มีเจตภูตหรือวิญญาณที่เข้าๆ ออกๆ อยู่กับร่างกาย มองไม่เห็นว่าเป็นขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เห็นว่าเป็นเพียงการสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้เป็นต้น ความคิดผิดจึงโน้มเอียงไปในทางยึดถือความขลัง ยึดถือความศักดิ์สิทธิ์จนทำให้เกิดความหวดกลัว เลยต้องทำพิธีรีตองต่างๆ ตามความเชื่อความเห็นผิดเหล่านั้น นี่เราเรียกว่าความเห็นยังไม่สะอาดหมดจด จะต้องเริ่มละความเห็นที่เหลวไหลอย่างผิดๆ ในขั้นหยาบๆ ทำนองนั้นให้หมดเสียก่อน จึงจะเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๑ เรียกว่าทิฏฐิวิสุทธิ
๒๔๗
                วิปัสสนาตัวที่ ๒ กังขาวิตรณวิสุทธิ ก็คือการพิจารณาลงไปถึงเหตุดั้งเดิม ทิฏฐิวิสุทธิทำให้เห็นคนๆ หนึ่งเป็นเพียงกายกับใจ กังขาวิตรณวิสุทธินี้ มีหน้าที่แยกดูว่ากายกับใจแต่ละอย่างๆ นี้ มีมูลเหตุสร้างสรรค์ร่วมกันมาอย่างไร ฉะนั้น จึงมองลึกลงไปอีกว่า ความรู้ความอยาก ความยึดติด กรรม อาหาร ฯลฯ มันสร้างสรรค์ปรุงแต่งกันมาอย่างละเอียดประณีตจนกระทั่งเกิดสิ่งที่เรียกว่า กายกับใจ กังขาวิตรณวิสุทธิกล่าวคือ ความหมดจดแห่งความรู้ที่จะให้ข้ามความสงสัยเสียได้ นี้จึงหมายถึงความเห็นแจ้งในพวกเหตุพวกปัจจัยของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง
๒๔๘
                ในระเบียบของวิปัสสนานั้น ท่านจำแนกความสงสัยเหล่านี้ออกไปราว ๒๙-๓๐ อย่าง แต่สรุปแล้วก็คือ เป็นความสงสัยเกี่ยวกับตัวเรามีอยู่หรือไม่ ตัวเรามีแล้วหรือไม่ ตัวเราจะมีต่อไปหรือไม่ ในลักษณะอย่างไร เป็นต้น การจะข้ามความสงสัยได้นั้น ก็ต้องอาศัยเหตุที่ได้ทราบว่ามันไม่มีตัวเรา มีแต่ธาตุขันธ์อายตนะ พร้อมทั้งเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร ฯลฯ ซึ่งปรุงแต่งสิ่งเหล่านี้ โดยมันไม่มีตัวเราจริงๆ แล้วเริ่มเลิกความเข้าใจเขลาๆ ว่าเรามีอยู่  เรามีมาแล้ว เราจะมีต่อไปนั้นเสีย
๒๔๙
                เมื่อความสงสัยชนิดนี้ระงับไปแล้ว ก็เรียกว่าเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๒ แต่มิได้หมายความว่าเป็นการถอนอุปาทานว่ามีตัวเราได้โดยสิ้นเชิง เพราะส่วนที่ละเอียดกว่านั้นยังมีอยู่อีก ความสงสัยเหล่านี้ได้ระงับไป เพราะเรามีความรู้เรื่องการปรุงแต่งของเหตุปัจจัยต่างๆ จนเพิกถอนความเชื่อว่ามี “ตัวเรา” ชั้นหยาบๆ นี้เสียได้
๒๕๐
                วิปัสสนาตัวที่  ๓ เมื่อข้ามความสงสัยเช่นนี้ได้แล้ว ก็สามารถทำให้เกิด มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ์ คือความรู้อันสะอาดหมดจดเห็นว่าอะไรเป็นทางที่ก้าวต่อไปอย่างถูกต้องและอะไรไม่เป็นทางที่จะก้าวต่อไปได้ อุปสรรคที่ทำให้ก้าวต่อไปไม่ได้ อันนี้ก็มีหลายอย่าง ที่มักเกิดในขณะที่ทำวิปัสสนาก็คือ ในตอนที่จิตเป็นสมาธินั้น มักจะเกิดสิ่งต่างๆ ชนิดแปลกประหลาด และจับอกจับใจ แก่ผู้ทำมากเหลือเกิน เช่น เห็นแสงสว่างรุ่งเรืองน่าอัศจรรย์ ปรากฏอยู่ที่ตาในโดยไม่ต้องลืมตา ถ้ายิ่งไปโน้มจิต เพื่อให้เห็นนั่นเห็นนี่เข้าด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่
๒๕๑
                ถ้าใครเข้าใจผิดว่า “นี่แล้วเป็นผลของวิปัสสนา” หรือยินดีว่า “นี่เป็นของวิเศษพอแล้วสำหรับเรา” ดังนี้ก็ตามมันย่อมกั้นหนทางแห่งความเห็นแจ้งในมรรคผล ท่านจึงถือว่าเป็นเรื่องผิดทางตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งเช่นเกิดปีติอิ่มอกอิ่มใจขึ้นมาท่วมท้นจิตใจเสียเรื่อยตลอดเวลา จนไม่อาจพิจารณาอะไรได้อีกต่อไป หรือเกิดเข้าใจว่า นี่แล้วเป็นนิพพานในปัจจุบันทันตาเห็นดังนี้เป็นต้น ก็ติดตันไม่ก้าวหน้าไปได้ นี่ก็เป็นอุปสรรคของวิปัสสนา ท่านยังกล่าวว่า แม้ความเห็นแจ้งในรูปในนาม บางขณะบางครู่ก็ได้ทำความพอใจให้หลงคิดไปว่า ตนเป็นผู้เห็นธรรมอย่างวิเศษ แล้วทะนงตัวฟุ้งซ่านอยู่ด้วยความเห็นผิดต่างๆ ในเรื่องเหล่านั้นนี่ก็นับว่าเป็นอุปสรรคของวิปัสสนา
๒๕๒
                ในบางกรณีผู้ทำสมาธิใช้อำนาจจิตตนเอง บังคับให้ร่างกายรำงับจนแข็งทื่อ ไม่มีสติที่จะพิจารณาธรรมะหรือจะน้อมไปเพื่อความเพียรอันสูงขึ้นไป นี่ก็นับว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการที่จะก้าวหน้าต่อไป แล้วคนก็นิยมชมชอบถือว่าเป็นคุณวิเศษเป็นมรรคผล ผู้ที่พอใจหลงใหลแต่ในทางสมาบัตินั่งตัวแข็งทื่อไม่รู้สึกตัว จึงไม่อาจก้าวไปในทางปัญญาได้เลย เป็นที่น่าสงสารอย่างยิ่ง
๒๕๓
                ยังมีอีกซึ่งอาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด เช่น เกิดความรู้สึกปีติเป็นสุขใจชนิดที่ไม่เคยพบมาแต่ก่อนเลย แล้วก็ประหลาดใจเหลือที่จะอธิบายได้ ทำคนๆ นั้นให้เกิดความพอใจเหลือที่จะประมาณเพราะว่าในขณะนั้นใจกับกายเป็นสุขแสนที่จะสุข ปัญหาต่างๆ หมดเกลี้ยงไปจากใจ ระลึกถึงเรื่องที่เคยรักก็ไม่รัก ระลึกถึงเรื่องที่เคยเกลียด ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคยกลัว เคยหวาดเสียวเคยวิตกกังวลห่วงใยต่างๆ  ก็ไม่เกิดความรู้สึกทำนองนั้นอีก เขาจึงหลงเข้าใจผิดไปว่า บัดนี้ตนเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง เพราะจิตใจของเขามีลักษณะ หรืออาการราวกับบุคคลผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสจริงๆ ตลอดเวลาที่เขาเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าเขาเกิดความพอใจ ในความเป็นอย่างนั้นอยู่ เพียงแค่นี้แล้วก็เป็นการตัดหนทางก้าวหน้าของวิปัสสนา และไม่เท่าไรอาการ เช่น นั้นก็ค่อยๆ เสื่อมหายไป สิ่งที่เคยกลัว ก็จะกลับกลัวอย่างเดิม สิ่งที่ตนเคยรัก ก็จะกลับรักอย่างเดิม อะไรๆ ก็จะกลับสู่สภาพเดิม หรืออาจมากเกินไปกว่าเดิมๆ
๒๕๔
                อีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความเชื่อที่ไม่เคยแน่นแฟ้น มาแต่ก่อน ก็จะปรากฏว่าแน่นแฟ้น เช่น เชื่อในพระรัตนตรัยหรือในสิ่งที่ตัวนึกจะเชื่อ แม้ที่สุด เช่น ความพอใจในธรรมะก็จะมีอาการรุนแรง ลักษณะของความเฉยต่อสิ่งทั้งปวง มีอาการชัดแจ้ง ล้วนแต่เป็นอาการจูงจิตให้หลงผิด คิดว่าตนได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว
๒๕๕
                เป็นการยากมากที่คนแรกพบสิ่งเหล่านี้ จะเข้าใจได้ว่า มันเป็นอุปสรรค และเป็นเครื่องกีดขวางทางของวิปัสสนา มีแต่จะกลับเห็นไปเสียว่า นี้เป็นยอดสุดของวิปัสสนาทีเดียว ต่อเมื่อใดเกิดความรู้แจ้งจริงๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกีดขวางทางของวิปัสสนา ขั้นที่จะทำการตัดกิเลสละเอียดเสียได้ เมื่อนั้นจึงจะถือได้ว่า เป็นวิปัสสนาตัวที่ ๓ คือความบริสุทธิ์หมดจดของความรู้ความเห็นที่ว่า อะไรเป็นทางถูก อะไรเป็นทางผิด เขาจะต้องศึกษาอบรมตน ดำรงตนให้เดินไปในทางที่ถูกไว้เรื่อยๆ ไปจนเกิดความรู้แจ้งชัด ในหนทางของวิปัสสนาที่ถูกที่แท้โดยประการทั้งปวง
๒๕๖
                วิปัสสนาตัวที่ ๔ เมื่อมีความเข้าใจในเรื่องทางผิดทางถูกโดยสมบูรณ์เช่นนี้แล้ว ความรู้ในอันดับต่อไปก็จะต้องดำเนินถูกทางเป็นธรรมดา และจะก้าวหน้าไปตามลำดับนับตั้งแต่เห็นความจริง ในสังขารทั้งปวงชัดแจ้งถึงที่สุด จนกระทั่งวางใจเฉยในสิ่งทั้งปวง มีจิตพร้อมที่จะบรรลุถึงการรู้อริยสัจจ์ ที่เป็นคุณธรรมชั้นวิเศษสืบไป เรียกว่าปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ซึ่งแปลว่าความหมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัวทางแห่งการปฏิบัติ นับเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๔ หรือนับเป็นวิสุทธิอันดับที่ ๖
๒๕๗
                เนื่องจากไม่มีคำอธิบายอันละเอียด ของญาณนี้ในพระไตรปิฎกโดยตรง อาจารย์ในชั้นหลังๆ จึงจำแนกลำดับความรู้ ในตัวทางแห่งการปฏิบัติเป็น ๙ ลำดับด้วยกันและเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ คือ
๒๕๘
                ๑. เมื่อวิปัสสนาดำเนินไปถูกทาง และการเพ่งพิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสังขาร ถึงที่สุดแล้วก็เพิ่งพิจารณา ให้แน่วแน่ในภาวะความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปของสังขาร เหล่านั้นจนแจ่มแจ้งถึงที่สุด คือมองเห็นภาวะทั้งหลาย เต็มไปด้วยการเกิดและการดับเหมือนท้องทะเลระยิบระยับ เต็มไปด้วยการเกิดและการดับของฟองน้ำที่เกิดจากลูกคลื่นฉันใดก็ฉันนั้น ความรู้ที่ได้ในขณะนี้เรียกว่า อุทยัพพยนุปัสสนาญาณ และว่าความรู้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปหรือมักเรียกสั้นๆ ว่าอุทยัพพยญาณ การเห็นเหล่านี้เกิดจากการเพ่งพิจารณาให้เห็นชัดและนานพอ จนกว่าความรู้นั้นจะแน่นแฟ้นเหมือนกับย้อมติดอยู่ในใจ เพื่อให้มีกำลังแรงมากพอที่จะเบื่อหน่ายไถ่ถอนความยึดติดในสิ่งต่างๆ เสียได้ นี้เป็นวิปัสสนาญาณ อันดับที่ ๑
๒๕๙
                ๒. การเพ่งพิจารณาความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปถึงสองประการในความเดียวกันนั้น ยังหยาบอยู่ ยังพร่ากว่าที่จะเพ่งเพียงอย่างเดียว ในขั้นนี้ท่านจึงให้ทิ้งเสียอย่างหนึ่ง คือไม่เพ่งดูฝ่ายเกิด เพ่งดูแต่ฝ่ายความดับเพื่อให้เห็นความสลายหรือความดับลึกซึ้งรุนแรงถึงที่สุด จนกระทั้งรู้สึกว่า ในโลกทั้งปวงไม่มีอะไรนอกจากความพังทลาย หรือความแตกดับทั่วไปหมดเหมือนกับห่าฝนตกลงมาทั่วไปทุกหนทุกแห่ง จิตที่อยู่ในความรู้สึกเช่นนี้ เรียกว่าประกอบอยู่ด้วย ภังคานุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความพังทลายหรือความดับ เรียกสั้นๆ ว่า ภังคญาณ นี้เป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๒
๒๖๐
                ๓. เมื่อความเห็นแจ้งในความแตกเสื่อมสบลาย มีมากเพียงพอแล้ว ก็จะทำให้เกิดความรู้แจ้งต่อไปเป็นอันดับที่ ๓ ว่า ภาวะคือความมี ความเป็น ทั้งหลายนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวความน่ากลัวปรากฏเต็มไปในภพทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นกามภพ รูปภพหรืออรูปภพก็ตาม ภพทั้งปวงเต็มไปด้วยภาวะที่น่ากลัว เพราะมีความแตกทำลายของสังขารทั้งปวงอยู่ทุกขณะจิต จึงเกิดเป็นความหวาดกลัวสะดุ้งถึงที่สุดจริงๆ ขึ้นในใจของผู้เห็นแจ้ง และความกลัวอันถูกต้องนั้น จะประจำอยู่ในใจ เป็นความเห็นแจ้งชนิดหนึ่งว่ามีแต่ความน่ากลัวเปรียบประดุจยาพิษ อาวุธหรือโจรอันโหดร้ายทั้งนั้น ที่บรรจุอยู่ในภพทั้ง ๓ เต็มไปหมด ไม่มีอะไรนอกไปจากนั้น ความรู้สึกเช่นนี้ท่านเรียกว่า ภยตุปัฏฐาญาณ แปลว่าความรู้แจ้งเห็นภาวะทั้งหลายว่าเป็นไปด้วยความน่ากลัว เรียกสั้นๆ ว่า ภยญาณ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๓
๒๖๑
                ๔. เมื่อรู้สึกว่าในภาวะทั้งปวงเต็มไปด้วยความน่ากลัวมากพอต่อไปก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาว่า สภาพของสิ่งทั้งปวงประกอบด้วยโทษอันร้ายกาจโดยส่วนเดียว ไม่มีความปลอดภัยในการที่จะไปหลงเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น เปรียบเหมือนป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ต้องการความเพลิดเพลินจากป่าฉันใดก็ฉันนั้น ความรู้สึกเห็นสภาพทั้งปวง เต็มไปด้วยโทษต่างๆ เช่นนี้เรียกว่า อาทีนวนุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นโทษของสังขารทั้งปวง เรียกสั้นๆ ว่า อาทีนวญาณ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๔
๒๖๒
                ๕. เมื่อพิจารณามองเห็นว่า สิ่งทั้งหลายย่อมเต็มไปด้วยโทษทุกๆ กระเบียดนิ้วเช่นนี้แล้ว ก็เกิดความเบื่อหน่ายในภาวะทั้งปวง เห็นเป็นเหมือนกับบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้เหลือแต่ดุ้นถ่าน ดูเป็นรูปโครงของบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้ ไม่น่าเสน่หาแต่ประการใด ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการที่จะต้องระคนอยู่กับสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงนี้เรียกว่า นิพพิทานุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เรียกสั้นๆ ว่า นิพพิทาญาณ นับเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๕
๒๖๓
                ๖. เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายที่แท้จริงเช่นนี้ ก็เกิดความรู้สึกที่อยากจะพ้นจากสิ่งต่างๆ เหล่านั้นจริงๆ ซึ่งไม่เหมือนกับความรู้สึกอยากพ้นตามธรรมดาของพวกเรา ซึ่งไม่มีกำลังของสมาธิ หรือกำลังของความเห็นแจ้งช่วยอยู่ มันจึงไม่อยากพ้นจริงเหมือนอย่างความเห็นที่เกิดตามลำดับแห่งวิปัสสนาญาณ เพราะความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นโดยอำนาจวิปัสสนาญาณนั้น จิตใจมันเป็นไปด้วยทั้งหมด รู้สึกกลัวเท่าไรก็รู้สึกอยากพ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นการอยากพ้นจริงๆ ท่านอุปมาว่า มีความอยากพ้นมากขนาดเท่าๆ กับความอยากพ้นของสัตว์ เช่นเขียดซึ่งกำลังดิ้นอยู่ในปากงูมันอยากพ้นเท่าไรก็ลองคิดดูเอาเถิด เดี๋ยวนี้คนที่มีนิพพทาญาณแล้วก็อยากพ้นจากภาวะทั้งปวงมากเท่านั้น หรือเปรียบอย่างเนื้อหรือนกที่ติดบ่วงดิ้นเร่าๆ อยู่มันอยากพ้นจากบ่วงนั้นเท่าไร เขาก็อยากพ้นจากสังขารทุกข์มากเท่านั้น ความรู้สึกอยากจะพ้นจริงๆ ทำนองนี้เรียกว่า มุญจิตุกัมมยตาญาณ ซึ่งแปลว่าความรู้เป็นเหตุให้เกิดความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ นับเป็นวิปัสสนาญาณ อันดับที่ ๖
๒๖๔
                ๗. ทีนี้ เมื่อความอยากพ้นอย่างรุนแรงมีมากพอจึงเกิดความรู้สึกดิ้นรนหาหนทางอย่างรุนแรงเช่นกัน ท่านเรียกชื่อของความรู้สึกนี้เป็นภาษาบาลีว่า ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้เพื่อกำหนดพิจารณาหาทางหลุดรอด กล่าวง่ายๆ ก็คือ การมองสอดส่องไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อภาวะทั้งหลายเป็นอย่างนี้ทั้งเราก็อยากจะพ้นจากมัน พิจารณาไปก็มองเห็นอุปาทาน มองเห็นกิเลสซึ่งเป็นเหตุผูกพันจิตให้ติดอยู่กับภาวะนั้นๆ ว่ามันมีอยู่อย่างเหนียวแน่น จึงหาหนทางต่อไป ในอันที่จะทำให้กิเลสนั้นอ่อนกำลังเสียก่อน เมื่อเห็นความอ่อนกำลังลงของกิเลสนั้นแล้ว จึงทำลายมันเสีย
๒๖๕
                ท่านอุปมาการทำกิเลสให้อ่อนกำลังนี้ไว้ว่า เหมือนกับคนคนหนึ่งไปสุ่มหาปลา ได้งูคิดว่าเป็นปลา ก็เอามาถือไว้ใครบอกว่างูก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งได้อาจารย์ซึ่งมีสติปัญญาเมตตากรุณามาก มาพร่ำชี้แจงจนรู้ว่ามันเป็นงูไม่ใช่ปลา จึงเกิดกลัวขึ้นมา อยากจะพ้นจากงูด้วยการหาวิธีฆ่างูนั่นเสีย เขาได้จับคองูชูขึ้นเหนือศีรษะ แล้วแกว่งเป็นวงกลมจนกระทั่งงูเพลีย แล้วปล่อยให้งูกระเด็นไปตกนอนตาย ถ้าไม่ตายก็ตามไปฆ่าเสียให้ตาย อุปมานี้ท่านหมายถึงความเห็นแจ้ง ว่าสิ่งที่ผูกพันคนให้ติดอยู่กับภาวะต่างๆ อย่างน่ากลัวน่าสังเวชที่สุดนั้น คือกิเลส ถ้าไม่มีอุบายทำให้กิเลสถอยกำลังลงทุกๆ วันแล้ว การฆ่ากิเลสย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะกิเลสมีกำลังมากเหลือเกิน เหลือกำลังของปัญญาที่ยังน้อยจะไปฆ่ามันได้ จึงต้องบ่มปัญญาให้เกิดมากขึ้นและพร้อมกันนั้นก็ทรมานกิเลสให้มันถอยกำลังลง
๒๖๖
                การพิจารณาให้เห็นสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นอยู่เสมอและยิ่งขึ้นๆ นั่นแหละเป็นกาตัดอาหารของกิเลส ทำให้กิเลสถอยกำลังอยู่เป็นประจำวันเสมอไป และเราจะต้องทำเพิ่มให้มากขึ้นให้แยบคายยิ่งขึ้นๆ ไปอีก นี่เป็นช่องทางที่เราจะเอาชนะกิเลสซึ่งใหญ่เท่าภูเขา ด้วยตัวเราเล็กนิดเดียวนี้ได้ ท่านเปรียบว่าต้องมีความกล้าให้มากพอ เท่ากับว่าตัวเราเป็นหนูตัวนิดเดียวก็กลัวฆ่าเสือโคร่ง ๒-๓ ตัว เป็นต้น เราต้องมีความตั้งใจจริง สอดส่องหาหนทางตามประสาหนูตัวเล็กๆ  ถ้าสู้ซึ่งหน้าไม่ได้ ก็ต้องใช้อุบายวิธีต่างๆ ทำให้มันอ่อนกำลังลงทุกๆ วันแล้วก็ไม่ลดละติดตามฆ่าอยู่เสมอๆ อุบายอย่างนี้ท่านเรียกว่าปฏิสังขานุปัสสนาญาณ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๗
๒๖๘
                ๘. การทำให้กิเลสอ่อนกำลังลงนั้น เป็นเหตุทำให้เราวางเฉยในสิ่งทั้งปวงได้ยิ่งขึ้นทุกที ฉะนั้น โอกาสต่อไปนี้จึงเป็นลำดับแห่ง สังขารุเปกขาญาณ ซึ่งแปลว่าความรู้อันเป็นเหตุให้วางเฉยในสังขารทั้งปวง ญาณนี้อาศัยการพิจารณาเห็นความว่างแห่งสังขารทั้งหลายว่า ว่างจากแก่นสาร ว่างจากความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ว่างจากสาระคือความเที่ยงแท้ถาวร ว่างจากความสุขเพราะเต็มไปด้วยทุกข์ ว่างจากความงดงามเพราะดูแล้วล้วนแต่น่าระอา ดังนี้เป็นต้น ในที่สุดก็เกิดความวางเฉยในสิ่งทั้งปวงในทุกๆ ภาวะ เห็นสิ่งที่เคยรักใคร่หลงใหลเป็นก้อนอิฐก้อนดินไป
๒๖๘
                ท่านเปรียบความข้อนี้ว่า เหมือนกับคนที่เคยรักกันมาแต่ก่อนบัดนี้ปรากฏว่าเป็นกบฎก็หมดรัก เช่นในกรณีที่เมียมีชู้เลยหมดรัก ครั้นหย่าขาดจากกันแล้วเขาจะไปทำอะไรต่อไปก็ได้ ใจเราเฉยได้ ภาวะต่างๆ ที่แต่ก่อนนี้เคยเป็นที่เอร็ดอร่อยนานาประการของตน เมื่อจิตสูงขึ้นมาถึงญาณอับดับที่ ๘ นี้แล้ว ก็ทราบว่ามันว่างจากสาระใดๆ จึงวางเฉยในภาวะทั้งปวงเสียได้ เหมือนบุรุษที่วางเฉยกับภรรยามี่หย่าขาดกันแล้วเป็นต้น สังขารุเปกขาญาณนี้ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๘ เรียกสั้นๆ ว่า อุเบกขาญาณ
๒๖๙
                ๙. เมื่อวางเฉยในภาวะทั้งปวงได้อย่างนี้ ใจก็พร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ ๔ ชนิดที่จะทำให้บรรลุถึงทางที่นำไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า จิตที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ท่านเรียกว่า สุจจานุโลมิกญาณ แปลว่า ความเห็นที่พร้อมที่สุดที่จะรู้อริยสัจจ์ชนิดที่เป็นขั้นทำลายกิเลสเครื่องผูกพันคนให้ติดโลกให้หมดไปได้ เป็นพระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่ง นับเป็นวิปัสสนาญาณอับดับที่ ๙ เรียกสั้นๆ ว่าอนุโลมิกญาณ
๒๗๐
                วิปัสสนา ๙ ลำดับนับตั้งแต่อุทยัพพยนุปัสสนาญาณ ไปจนถึงสัจจานุดลมิกญาณเป็นที่สุดนี้ เมื่อเป็นไปอย่างสมบูรณ์เต็มที่แล้วเรียกว่าปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นวิปัสสนาญาณตัวที่ ๔ หรือนับเป็นวิสุทธิอันดับ ๖ กล่าวคือ ความบริสุทธิ์สะอาดหมดจดแห่งปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องมือทำให้เห็นทางดำเนินไปของการพิจารณาจนเกิดปัญญาที่รู้แจ้งและตัดกิเลสได้
๒๗๑
                วิปัสสนาตัวที่ ๕ ต่อจากนั้น ก็ถึงวิสุทธิอันดับ ๗ ที่เรียกว่าญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งได้แก่อริยมรรคญาณนั่นเอง นี้เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาหรือผลของวิปัสสนา ได้แก่ อริยมรรคญาณทั้ง๔ นับเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๕
๒๗๒
                ในลำดับระหว่างสัจจานุโลมิกญาณ กับ ญาณทัสสนวิสุทธินี้ มีโคตรภูญาณแทรกอยู่ ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายคั่นระหว่าง คนธรรมดาที่มีกิเลส กับพระอริยบุคคล แต่โดยที่โคตรภูญาณมีขณะแวบเดียวแล้วก็ดับไป จึงควรสงเคราะห์เข้าไว้เสียในฝ่ายปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เพราะยังอยู่ในฐานที่เป็นฝ่ายบุญกุศล ซึ่งยังข้องแวะอยู่กับราคะหรือเรื่องน่ายึดถือ
๒๗๓
                โดยสรุป เราจะเห็นได้ว่าหลักแห่งการศึกษาวิปัสสนานั้น มีรากฐานที่ตั้ง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา พิจาณาอะไร ขอตอบว่าพิจารณาสิ่งทั้งปวง จะเรียกว่าโลกหรือภาวะหรือสังขารหรือขันธ์ห้าก็ได้ เพราะว่าในภาวะทั้งหลายก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าขันธ์ห้า พิจาณาให้เห็นอะไร ตอบว่าให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีเต็มไปในภาวะทั้งหลายในโลก เช่นเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปๆ จนเห็นว่าเต็มไปด้วยความน่ากลัว น่าเบื่อหน่าย ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น อาการเหล่านี้ คือลักษณะที่จะต้องปรากฏในวิปัสสนา
๒๗๔
                อะไรเป็นกิจของวิปัสสนา กิจโดยตรงของวิปัสสนาก็คือการกำจัดความโง่ เพราะวิปัสสนาแปลว่า ความเห็นแจ้ง ผลของวิปัสสนาคืออะไร ผลก็คือเกิดความเห็นแจ่มแจ้งเกิดความรู้แจ้งแทงตลอดในสิ่งทั้งปวง กำจัดกิเลสให้สูญสิ้นไปเห็นความสะอาดสว่างสงบ ไม่มีอะไรผูกพันจิตนี้ให้ติดอยู่กับภาวะทั้งหลายในโลกจึงเกิดลักษณะที่เรียกว่าหลุดพ้นออกจากโลก อันเป็นที่อยู่ของหมู่คนผู้ติดกาม จิตไม่มีความทุกข์เพราะไม่มีตัณหา หรือความอยากแต่ประการใดอีกต่อไป ท่านเรียกอาการเช่นนี้ว่า ถึงที่สุดแห่งกิจที่จะต้องกระทำในพระพุทธศาสนา ได้ด้วยการกระทำอย่างนี้
๒๗๕
                ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า แนวแห่งปัญญาของเราจะเดินไปอย่างนี้ คือมีลำดับแห่งความบริสุทธิ์สะอาด ๗ ลำดับ ซึ่งจะต้องสัมพันธ์กันอย่างนี้ และลักษณะการดำเนินของปัญญาที่จะเจาะแทงโลกทั้งหลายอีก ๙ ลำดับ รวมเรียกว่าเรื่องวิปัสสนา ท่านจัดไว้ในลักษณะเป็นระเบียบหรือหลักวิชา
๒๗๖
                ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ นั้น อาจหาได้จากหนังสือของครูบาอาจารย์สืบไป แต่โดยแนวใหญ่ แล้ว ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้ สำหรับป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิด ในการปฏิบัติธรรมอันเป็นชั้นยอดที่สูงสุดของพระพุทธศาสนา ปรากฏว่าในขณะนี้ ยังมีคนที่หลงผิดอยู่เป็นจำนวนมาก ที่เข้าไปยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่วิปัสสนามาเป็นวิปัสสนา เลยทำให้เกิดเป็นวิปัสสนาการค้าหาเงิน วิปัสสนาชวนเชื่อเพื่อให้ได้พรรคพวกแล้วแต่งตั้งให้เป็นพระอริยเจ้าแบบใหม่ๆ อันอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง

๒๗๗

คู่มือมนุษย์ (๙)

ลำดับแห่งการหลุดพ้นจากโลก
                วิปัสสนา เป็นการปฏิบัติทางจิต เพื่อยกจิตให้สูงขึ้นขนาดที่ความทุกข์ใจครอบงำไม่ได้ จึงพ้นทุกข์ด้วยอำนาจของการรู้แจ้งว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ แล้วสิ่งต่างๆ ในโลกก็จะไม่มีอิทธิพลทำใจเรา ให้หลงรักหรือหลงชังอีกต่อไป เรียกว่าจิตอยู่เหนือวิสัยของชาวโลกขึ้นถึงฐานะอันใหม่ ที่ท่านเรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” การที่จะเข้าใจ โลกุตตรภูมิ ได้ชัดเจน เราจำเป็นต้องรู้เรื่องที่ตรงกันข้ามกล่าวคือ “โลกกิยภูมิ” ด้วยเหมือนกัน
๒๗๘
                โลกิยภูมิ ก็คือระดับของจิตที่สิ่งต่างๆ ในโลกมีอิทธิพลเหนือจิต แบ่งโดยสรุปที่สุดออกเป็น ๓ พวกกล่าวคือ “กามาวจรภูมิ” หมายถึงระดับของจิตที่ยังพอใจอยู่ในกามทั้งปวง ถัดไปคือ รูปาวจรภูมิ ได้แก่ ฐานะของจิตที่ไม่ต่ำ จนถึงกับพอใจในกามคุณ แต่ว่ายังพอใจในความสุขซึ่งเกิดจากสมาบัติที่เพ่งรูปเป็นอารมณ์ อันไม่เกี่ยวกับกาม ภูมิที่ถัดไปอีกคือ รูปาวจรภูมิ นี้คือสถานะของจิตที่ยังพอใจในความสุขสงบที่สูงขึ้นไปกว่านี้อีกชั้นหนึ่ง เกิดความสงบโดยยึดสิ่งไม่มีรูปเป็นอารมณ์
๒๗๙
                ถ้าจะจัดให้เป็นคู่ๆ ระหว่าง ภูมิกับภพ ก็มีทางที่จะทำได้ “ภูมิ” หมายถึงสถานะหรือระดับแห่งจิตใจของผู้นั้น ส่วน “ภพ” หมายถึงภาวะเป็นอยู่ที่เหมาะสมแก่ผู้ที่มีภูมิแห่งจิตใจเช่นนั้นๆ ฉะนั้นผู้ที่ติดอยู่ในกามาวจรภูมิ ก็คู่กับกามาวจรภพ รูปาวจรภูมิก็คู่กับรูปาวจรภพ และอรูปาวจรภูมิคู่กับอรูปาวจรภพ คำว่าภูมินั้นหมายถึงสถานะทางจิตใจ คำว่าภพหมายถึงภาวะเป็นที่อยู่ที่อาศัยของผู้ซึ่งมีจิตใจต่างๆ กัน จึงแบ่งได้เป็น ๓ ภูมิ ๓ ภพ
๒๘๐
                โลกิยภูมิ คือสถานะทางใจของสัตว์สามัญทั่วๆ ไปแม้จะสมมติเรียกชื่อต่างกัน เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา พรหม สัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นสัตว์นรก ก็ตาม ก็รวมอยู่ใน ๓ ภูมินั้น คนหนึ่ง ๆ ในโลกนี้อาจจะมีจิตใจอยู่ในภูมิใดภูมิหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่งได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เป็นการเหลือวิสัย แต่ส่วนมากจะต้องตกอยู่ในกามาวจรภูมิเป็นธรรมดา คือจิตของมนุษย์เราโดยปกตินั้น ตกอยู่ใต้อิทธิพลของความเอร็ดอร่อยทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
๒๘๑
                แต่ในบางคราวบางโอกาส อาจจะพ้นออกมาได้จากอิทธิพลของสิ่งยั่วยวนเหล่านี้ได้ เพราะอาศัยจิตให้ไปจดจ่ออยู่ที่ความสงบอันเกิดจากการเพ่งที่รูปธรรมหรืออรูปธรรมเป็นอารมณ์แล้วแต่การเพ่ง ฉะนั้น ในบางคราวจิตของมนุษย์เราจึงอยู่ในลักษณะที่เป็น รูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจรภูมิก็มี สำหรับในอินเดีย ครั้งสมัยพุทธกาลนั้นนับว่ามีมาก เพราะว่าผู้ที่ออกแสวงหาความสงบสุขชั้นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจรภูมินั้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีอยู่ทั่วๆ ไปในป่า สำหรับบัดนี้มีน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็กล่าวได้ว่า เป็นฐานะที่คนทั่วๆ ไปจะเข้าถึงได้อยู่นั่นเอง
๒๘๒
                ทั้งยังกล่าวได้อีกว่า เมื่อใดจิตของผู้ใดตั้งอยู่ในภูมิใด เมื่อนั้นภาวะที่เขากำลังอาศัยอยู่นั้น ก็จะกลายเป็นภพที่มีชื่อนั้นไปทันที เช่นใครคนหนึ่งในโลกนี้กำลังเป็นสุขอยู่ด้วยรูปาวจรสมาบัติโลกนี้ ก็กลายเป็นรูปาวจรภพสำหรับเขาไป เพราะเขาไม่รู้สึกในสิ่งอื่นใดนอกจากรูปาวจรภูมิ โลกนี้ขณะนั้นและสำหรับเขาผู้นั้น ก็มีค่าเท่ากับรูปาวจรภพไป จนกว่าฐานะแห่งจิตใจของเขาจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น
๒๘๓
                ผู้ที่อยู่ในภูมิทั้ง ๓ นี้ ถึงแม้ว่าจะได้รับความสุขความสงบชนิดที่เหมือนกับว่าเป็นก้อนหินก้อนดินหรือท่อนไม่ไปแล้ว แต่ก็ยังมีความยึดถือตัวตน ยังอาศัยตัณหาต่างๆ ชนิดตลอดถึงตัณหาชนิดที่ละเอียดที่สุด เช่นไม่ชอบภาวะที่ตนอยู่ตนเป็น จนทำให้ต้องแสวงหาภาวะใหม่ มีการประกอบกรรมต่างๆ ด้วยอำนาจของความอยากนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่เรียกว่าอยู่เหนือวิสัยโลก ไม่ใช่โลกุตตรภูมิ จึงจัดไว้เป็นโลกิยภูมิ
๒๘๔
                ส่วนโลกุตตรภูมินั้น มีจิตอยู่เหนือวิสัยชาวโลก มองเห็นสภาพของโลกเป็นของไม่มีสาระตัวตนที่เป็นแก่นสาร ใจไม่ต้องการสิ่งใดๆ ในโลก พวกที่ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมินี้ยังแบ่งออกเป็นชั้นๆ ตามหลักพุทธศาสนา เป็นมรรค เป็นผล ๔ ชั้นด้วยกันคือ ชั้นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ความเป็นพระอริยบุคคล ๔ จำพวกนี้ หมายถึงโลกุตตรภูมิ
๒๘๕
                คำว่า “โลกุตตร” แปลว่า “อยู่เหนือโลก” หรือ “ยิ่งไปกว่าโลก” หมายถึงจิตใจ มิได้หมายถึงร่างกาย ร่างกายนั้นอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นภาวะที่พอพักอาศัยของผู้ที่มีจิตใจอันตั้งอยู่ในโลกกุตตรภูมิได้ก็แล้วกัน ส่วนโลกที่ต่ำไปกว่านั้นเช่น นรกอบาย หรือที่ทนทุกข์ทรมาน เช่น คุกตะราง จึงไม่เป็นภพที่สมควรแก่อริยบุคคล
๒๘๖
                โลกุตตรภูมิแบ่งออกเป็น ๔ ชั้น และสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างเป็น ๔ ชั้นก็คือ กิเลสต่างๆ ที่จะพึงละให้ขาดไป กิเลสในหมวดนี้ท่านจำแนกไว้เป็น ๑๐ อย่าง เรียกว่า สังโยชน์ แปลว่า เครื่องผูกพันอย่างพร้อมพรั่ง เครื่องผูกพันทั้ง ๑๐ นี้ ผูกพันคนหรือสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในโลก คนจึงตกอยู่ในวิสัยนี้ และเป็นโลกิยภูมิ ฉะนั้น ถ้าตัดเครื่องผูกพันเหล่านี้ออกเสียได้จิตก็จะค่อยๆ หลุดออกไปจากภาวะวิสัยของชาวโลกตามลำดับ เมื่อตัดได้หมดก็ถือว่าจิตหลุดออกไปสู่ความอยู่เหนือโลก เป็นโลกุตตรภูมิโดยสมบูรณ์
๒๘๗
                ในกิเลสชั้นละเอียดที่ผูกพันคนเรา ๑๐ ประการแรกเรียกว่า สักกายทิฏฐิ แปลว่าความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของตน ได้แก่ความเข้าใจผิดหรือสำคัญด้วยอุปาทาน เช่น คิดว่า “ตัวเรา” มีอยู่ นั่นแหละคือความสำคัญผิดในที่นี้ โดยที่คนเราทั่วๆ ไปไม่รู้จักอะไรมากไปกว่าร่างกาย และจิตที่เนื่องอยู่กับร่างกายจึงเหมาเอาของ ๒ อย่างนี่เป็นตัวตน โดยมีความเข้าใจว่ากายพร้อมทั้งจิตนี้เป็นตัวตนเป็นข้าพเจ้า สัญชาตญาณว่ามีตัวเรานี้เอง เป็นไปหนักแน่นมากถึงกับใครๆ ก็ย่อมคิดว่ามีตัวตนของตนอยู่ทั้งนั้น เพราะเป็นมูลฐานที่ทำให้ชีวิตทรงอยู่ได้ ทำให้รู้จักป้องกันตัว ทำให้แสวงหาอาหาร หรือสืบพันธุ์ เป็นต้น แต่ที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิในที่นี้ ประสงค์เอาเพียงชั้นหยาบๆ ที่เป็นเหตุให้ เห็นแก่ตัวจัด ถือเป็นกิเลสตัวแรกที่จะต้องละให้ได้ก่อนตัวอื่นๆ
๒๘๘
                สังโยชน์ข้อที่ ๒ เรียกว่า วิจิกิจฉา หมายถึงความสงสัยเป็นเหตุให้ลังเลไม่แน่ใจ ส่วนใหญ่ที่สุดประสงค์เอาความสงสัยในเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ลังเลเพราะไม่รู้จริง เช่น สงสัยว่าเรื่องนี้มันอย่างไรกันแน่ การปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ มันเป็นของที่เหมาะสมแก่ตนหรือไม่ ทำได้หรือไม่ มันดีกว่าสิ่งอื่น จริงหรือไม่ ทำได้จริงหรือเปล่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่ตรัสรู้ถูกต้องจริงหรือ เป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากความทุกข์จริงหรือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหรือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ จะนำไปสู่ความดับทุกข์จริงหรือ พระอริยสงฆ์ปฏิบัติพ้นทุกข์ได้จริงหรือ
๒๘๙
                มูลเหตุของความลังเลก็คือ ความไม่รู้อันได้แก่อวิชชาเหมือนกับปลาที่เคยอาศัยอยู่แต่ในน้ำถ้าใครเล่าให้ฟังถึงเรื่องบนบกมันคงไม่เชื่อ ถ้าเชื่อก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คนเราที่จมอยู่ในกามารมณ์ก็เหมือนกัน เคยชินกับกามเหมือนปลาอยู่ในน้ำ เมื่อพูดถึงเรื่องอยู่เหนือกาม เหนือโลก ก็เข้าใจไม่ได้ ที่เข้าใจได้บ้างก็ยังลังเล ความรู้สึกฝ่ายต่ำมีอยู่ในสันดาน ส่วนความรู้สึกฝ่ายสูงนั้นเพิ่งจะก่อรูปขึ้นใหม่ การโต้แย้งกันระหว่างความรู้สึกฝ่ายสูงกับฝ่ายต่ำนั่นแหละ คือการลังเล ถ้ากำลังใจไม่เพียงพอ ความรู้สึกฝ่ายต่ำมักชนะ วิจิกิจฉาหรือความลังเลในความดี เป็นของมีประจำอยู่ในคนทุกคนมาตั้งแต่เกิด คนที่ได้รับการอบรมมาผิดๆ อาจจะมีมากขึ้น จะต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความลังเลใจ ซึ่งมีอยู่ในการงาน มีอยู่ในชีวิตประจำวัน จนเป็นผู้ไม่อาจมั่นใจในความดี ความถูกต้อง หรือความพ้นทุกข์ เป็นต้น
๒๙๐
                ทีนี้มาถึงสังโยชน์ข้อที่ ๓ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส แปลว่าการจับฉวยศีลและวัตรผิดจากความมุ่งหมายที่ถูกต้อง โดยใจความก็คือ การติดแน่นยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเคยประพฤติปฏิบัติมาด้วยความเข้าใจผิด ส่วนมากเกี่ยวกับลัทธิประเพณี ตัวอย่าง เช่น การเชื่อพิธีไสยศาสตร์และการปฏิบัติทางไสยศาสตร์ต่างๆ นับเป็นสีสัพพตปรามาสโดยไม่ต้องสงสัย
๒๙๑
                แม้ในเรื่องของพระพุทธศาสนา ถ้าปฏิบัติไปด้วยความเข้าใจผิด ว่าจะเกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ เกิดฤทธิ์อำนาจมาคุ้มครองเราได้ อย่างนี้ก็เป็นการปฏิบัติโดยหวังผลผิดทางและไร้เหตุผลอยู่นั่นเอง ตัวอย่างเช่น การสมาทานศีล หรือประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งที่แท้ก็เพื่อกำจัดกิเลส แต่ถ้าไปเข้าใจว่าจะทำให้เกิดอำนาจขลังศักดิ์สิทธิ์ แล้วใช้ความขลังนั้นตัดกิเลสได้ อย่างนี้ก็เป็นความยึดถือซึ่งผิดความมุ่งหมายเดิม การปฏิบัติอย่างเดียวกันแท้ๆ แต่ถ้าเข้าใจผิด โดยยึดมั่นในทำนองไร้เหตุผล หรือเห็นเป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วก็เป็นสีลัพพตปรามาสไปทั้งสิ้น
๒๙๒
                แม้ที่สุดสมาทานศีล ปฏิบัติสิกขาบท ด้วยความคิดว่าตนจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ อย่างนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลย ย่อมเป็นการจับฉวยศีลและวัตร ผิดความมุ่งหมายของพุทธศาสนาไป ทำให้การรักษาศีลและพรหมจรรย์ของตนเศร้าหมอง เพราะว่าความมุ่งหมายของพระวินัยนั้น ก็เพื่อกำจัดกิเลสในส่วนหยาบๆ ทางกายและวาจาเพื่อให้เป็นรากฐานของสมาธิและต่อไปถึงปัญญาเป็นลำดับๆ ไป หาใช่มุ่งหมายเพื่อให้ไปเกิดในสวรรค์ไม่ นี้ได้ชื่อว่า ทำศีลของตนให้สกปรกเศร้าหมองไปด้วยความยึดถือที่ผิด ด้วยอำนาจของความคิดที่ผิด  เรื่องให้ทานก็ดี เรื่องรักษาศีลก็ดี เรื่องเจริญสมาธิภาวนาก็ดี ซึ่งถ้าทำไปด้วยความสำคัญผิดต่อความมุ่งหมายที่แท้จริงของการกระทำเหล่านั้นแล้ว จะต้องเป็นการกระทำนอกลู่นอกทาง ของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น
๒๙๓
                ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า แม้การปฏิบัติในวงของพุทธบริษัทเรา ถ้าทำไปด้วยความสำคัญผิดจนกิเลสตัณหาเข้าครอบงำ เช่น หวังในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์เมื่อใดแล้ว ก็จะกลายเป็นสีลัพพตปรามาสไป แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ชาวบ้านเราชอบทำกันอยู่ทั่วๆ ไป เช่น การสวดมนต์ทำบุญบ้าน หรืออะไรก็ตาม จะต้องเอาข้าวสุกและสำรับคาวหวานชุดหนึ่ง มาตั้งไว้หน้าพระพุทธรูปเป็นทำนองเซ่นวิญาณพระพุทธเจ้า หรือเป็นการถวายข้าวพระ เชื่อกันว่าวิญญาณของพระพุทธเจ้า จะได้ฉันข้าวที่จัดทำมาถวาย ถ้าทำด้วยความรู้สึกหรือเข้าใจเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมเป็นการปฏิบัติผิดความมุ่งหมายเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องสงสัย
๒๙๔
                เรื่องการประพฤติผิดต่อความประสงค์ที่ถูกต้องนั้นนับว่ามีดาษดื่นอยู่ทั่วๆ ไปในวงพุทธบริษัท เป็นการทำไปอย่างงมงายไร้เหตุผล ทำให้ข้อปฏิบัติหรือระเบียบที่ดีงามอยู่แล้ว ต้องสกปรกไปด้วยความโง่เขลาและความหลงผิดของคนเหล่านั้นเอง นี่คือความหายของคำว่า “สีลัพพตปรามาส”
๒๙๕
                เราจะเห็นได้ว่ากิเลสข้อนี้มีมูลมาจากโมหะ คือความเขลาเข้าใจผิด คนเราเคยถือของขลังถือของศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิมเพราะได้รับการสอนกันมาผิดๆ อบรมกันมาผิดๆ จึงเป็นสิ่งที่มีกันอยู่เกือบทุกๆ คน อย่าต้องระบุรายละเอียดให้มากไปเลย มันจะเป็นเรื่องกระทบกระเทือนใจกันแต่ว่าขอให้ท่านทั้งหลาย จงเอาหลักเกณฑ์อันนี้ไปสอบสวนตัวเองดูก็แล้วกัน
๒๙๖
                กิเลส ๓ อย่างในพวกเรา คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิฉา และ สีลัพพตปรามาสนี้ ถ้าละได้เด็ดขาดลงไปจริงๆ ก็เรียกว่าได้ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิอันดับที่หนึ่ง คือ เป็นพระโสดาบัน ไปแล้ว
๒๙๗
                การละกิเลส ๓ ประการนี้ได้เด็ดขาด ไม่ควรดูเป็นของยากเลย เพราะกิเลสทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นของป่าเถื่อนที่คนป่าเถื่อนเขาถือกัน เป็นของสำหรับคนป่าเถื่อนที่ไร้ความเจริญ คนที่เรียกว่ามีการศึกษาดีหรือเจริญแล้ว ไม่ควรจะมีของ ๓ อย่างนี้ ถ้ายังมีอยู่ก็ต้องถือว่าจิตใจของคนนั้นยังป่าเถื่อนอยู่ ผู้ใดละกิเลส ๓ ประการนี้ได้ จึงจะเป็นอริยชนได้ ถ้ายังละไม่ได้ก็ยังเป็นคนโง่เขลา เป็นคนหลงหรือที่เรียกอย่างดีที่สุดว่า ปุถุชน แปลว่าคนที่มีผ้าปิดบังลูกตาหนาทึบ ปุถุ แปลว่าหนา ปุถุชน จึงแปลว่าคนหนาคือหนาด้วยเครื่องปิดบังลูกตาแห่งปัญญา
๒๙๘
                เมื่อบุคคลใดละกิเลส ๓ ประการนี้ได้ ย่อมจะมีจิตใจที่เริ่มอยู่เหนือความผูกพันของโลก เพราะกิเลสทั้ง ๓ นี้ เป็นเครื่องผูกพันจิตให้ติดอยู่กับโลก เป็นความโง่เขลาที่ปิดบังความจริง และผูกพันจิตใจให้คนติดอยู่กับโลก ครั้นเมื่อละได้ ๓ ขั้นก็เหมือนกับเพิกถอนสิ่งที่ผูกพันหรือปิดบังเสียได้ ๓ อย่าง จึงหลุดลอยขึ้นอยู่เหนือโลกในระดับที่หนึ่ง แล้วเรียกว่าพระอริยเจ้าในอันดับแรก จัดไว้เป็นโกกุตตรภูมิอันดับแรกเรียกบุคคลนั้นว่าเป็น พระโสดาบัน คือผู้แรกถึงกระแสแห่งพระนิพพาน คือจะถึงนิพพานในอนาคตแน่ๆ
๒๙๙
                โลกุตตรภูมิอันดับที่ ๒ นั้น ท่านหมายถึงการละเครื่องผูกพัน ๓ อย่าง ที่กล่าวหมดสิ้นไปแล้ว และยังสมารถทำ โลภะ โทสะ โมหะบางส่วน ให้จางไปอีก จนถึงกับมีจิตใจสูงมีความผูกพันอาลัยอยู่ในกามภพแต่เพียงเล็กน้อยที่สุด ถือกันว่าจะเวียนมาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียว จึงได้ชื่อว่า พระสกิทาคามี
๓๐๐
                ตอนนี้ควรทำความเข้าใจคำว่า พระโสดาบัน เสียก่อนจะช่วยให้เข้าใจคำว่า สกิทาคามี ง่ายขึ้น คำว่า “โสดาบัน” แปลว่าผู้แรกถึงกระแส ถ้าถามว่ากระแสแห่งอะไร ก็ตอบว่ากระแสแห่งนิพพานนั่นเอง พระโสดาบันเป็นผู้ถึงเพียงกระแสของนิพพานยังไม่ถึงตัวนิพพาน กระแสนี้คือเกลียวที่ไหลไปสู่นิพพาน กระแสของนิพพานย่อมมีความลาดเอียงไปทางนิพพาน เหมือนอย่างลำแม่น้ำที่มีความลาดเอียงไปสู่ทะเล ถ้าจิตตกไปในกระแสนี้แล้ว แน่นอนย่อมไปถึงนิพพาน
๓๐๑
                การถึงกระแสนี้หมายถึงว่า จะต้องบรรลุนิพพานแน่ๆ ในอนาคต แต่อาจจะยังอีกหลายเวลา เอาแต่ใจความว่าจะต้องถึงนิพพานอย่างแน่นอน ส่วนพวกที่ ๒ ที่เรียกว่าสกิทาคามีนั้นใกล้ชิดนิพพานยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก จนถึงกับมีอาลัยเหลืออยู่น้อยในความเป็นอยู่ในโลกนี้ ถ้าจะกลับมาสู่อารมณ์แบบมนุษย์อีกก็เพียงหนเดียว เพราะ โลภะ โทสะ โมหะ เบาบางลงมากแต่ยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง
๓๐๒
                อันดับที่ ๓ เรียกว่า พระอนาคามี พระอริยบุคคลชั้นนี้นอกจากจะละกิเลสชั้นต้นได้อย่างพระสกิทาคามีแล้ว ยังละสังโยชน์ ข้อที่ ๔ ที่ ๕ ได้อีกด้วย สังโยชน์ข้อที่ ๔ เรียกว่า กามราคะ ข้อที่ ๕ เรียกว่า ปฏิฆะ กามราคะนั้นหมายถึงของรักของใคร่ที่พระโสดาบันและพระสกิทาคามีละไม่หมด ยังมีความพอใจ ในของรักของใคร่เหลืออยู่ทั้งๆ ที่ท่านและสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถละความติดในกามราคะได้ทั้งหมด ยังเหลืออยู่เป็นบางส่วน แต่พอมาถึงดันดับที่ ๓ คือ พระอนาคามีนี้ท่านย่อมละออกได้หมดไม่มีเหลือ ส่วนกิเลสที่ เรียกว่า ปฏิฆะ (ความรู้สึกโกรธหรือความขัดเคืองใจ) พระสกิทาคามีล้างออกไปได้เป็นส่วนมาก เหลืออยู่เพียงความหงุดหงิดความขัดข้องอยู่ภายใน ส่วนพระอนาคามีนั้น เอาออกได้หมดจึงเรียกว่า ผู้ละกามราคะและปฏิฆะได้
๓๐๓
                ที่เรียกว่า กามราคะ หรือการติดความพอใจในกามนั้นได้อธิบายไว้อย่างมากแล้วในเรื่องกามุปาทาน กิเลสนี้เป็นสิ่งที่เกิดประจำอยู่ในใจ อยู่อย่างเหนี่ยวแน่นราวกะว่ามันแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ยากที่จะเข้าใจได้ ยากที่จะล้างออกได้สำหรับคนธรรมดา สิ่งใดเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่ จะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ชั้นไหน ประเภทไน ลักษณะอย่างไรก็ตาม ก็เรียกว่ากามทั้งนั้น ความที่จิตยังติดอยู่ด้วยความพอใจในสิ่งที่รักใคร่เช่นนี้ เรียกว่า กามราคะ ได้ทุกกวิถีทาง
๓๐๔
                ที่เรียกว่า ปฏิฆะ นั้น เป็นความกระทบกระทั่งแห่งจิตที่รู้สึกไม่พอใจ ถ้าพอใจก็จัดเป็นกามราคะ ไม่พอใจจึงจะเป็นปฏิฆะ ความรู้สึกส่วนมากของคนเรามีอยู่อย่างนี้ ปฏิฆะอาจจะเกิดได้แม้ต่อสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ และถ้ามากไปกว่านั้น ก็ไม่พอใจ แม้แต่สิ่งที่ทำเองหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเอง ส่วนที่ มีอาการโกรธ เกลียด พยาบาทคนอื่นนั้น เป็นปฏิฆะที่รุนแรงเกินไป ซึ่งพระอริยบุคคลชั้นต้นๆ กว่านี้ก็พอจะละได้ตามสมควร ที่เหลืออยู่สำหรับให้พระอริยเจ้าชั้นที่ ๓ ละ นี้หมายถึงความกระเพื่อมแห่งจิตชั้นละเอียด จนบางทีก็ไม่ปรากฏอะไรออกมา เป็นความขุ่นอยู่ข้างใน ดูสีหน้าจะไม่ทราบ ว่ามีความไม่พอใจอยู่ข้างใน เป็นต้น เช่น ความหงุดหงิด รำคาญ ขัดใจในคนหรือสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามปรารถนา ถ้าผู้ใดละปฏิฆะทุกชนิดได้สิ้นเชิงท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า จะอยู่ในฐานะที่น่าบูชาสักเพียงไร หรือเป็นบุคคลพิเศษสักเพียงไร
๓๐๕
                กิเลสทั้ง ๕ ข้อ ที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านจัดไว้ว่าเป็นขั้นต่ำนับตั้งแต่สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ จนถึง ปฏิฆะ พระอริยบุคคลประเภทที่ ๓ ละได้หมด เพราะไม่มีกามราคะเหลืออยู่เลย พระอริยเจ้าประเภทนี้จึงไม่เวียนมาสู่กามภพอีกต่อไป เป็นเหตุให้ได้นามว่า อนาคามี แปลว่าผู้ไม่มีการกลับมาอีก มีแต่จะรุดหน้าสูงขึ้นไปเป็นพระอรหันต์และนิพพาน หรือในภาวะอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกามคือภพของรูปพรหมอันดับปลายๆ ส่วนกิเลสที่ยังเหลืออีก ๕ อย่างข้างปลายนั้นอริยบุคคลประเภทที่ ๔ คือ พระอรหันต์ จึงจะละได้ทั้งหมดทั้งสิ้น
๓๐๖
                กิเลสถัดไปอีกคือ รูปราคะ อันเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๖ นั้น หมายถึงความรักใคร่ ความพอใจในความสุขที่เกิดมาจากรูปสมาบัติ เหมือนที่เป็นแก่พวกโยคีที่เพ่งรูปเป็นอารมณ์ พระอริยเจ้า ๓ ชั้นแรก ยังไม่สามารถละความสุขความพอใจที่เกิดจากรูปฌานได้ แต่จะถอนได้ในเมื่อเลื่อนมาถึงพระอริยเจ้าชั้นสุดท้ายคือ พระอรหันต์ ทั้งนี้ก็เพราะความสงบสุขเยือกเย็น อันเกิดมาแต่รูปบริสุทธิ์ก็มีรสชาติที่จับอกจับใจ จนถึงกับพอจะเรียกได้ว่าเป็นพระนิพพาน ชิมลองดูก่อน เป็นพระนิพพานล่วงหน้าแล้วมีรสอย่างเดียวกัน หรือทำนองเดียวกับรสของพระนิพพานที่แท้จริงหากแต่เป็นเรื่องชั่วคราว เป็นเรื่องที่เป็นไปในระหว่างที่กิเลสสงบรำงับ เพราะอำนาจของฌาน ไม่ใช่กิเลสสูญหายเหือดแห้งไปจริง เมื่อหมดกำลังของฌาน กิเลสก็กลับมาปรากฏอีก ขณะที่กิเลสสงบ รำงับ อยู่ด้วยอำนาจของฌาน จิตนี้ก็ว่างโปร่งเป็นอิสระ มีรสชาติคล้ายกันกับรสของนิพพานที่แท้จริงเหมือนกัน ฉะนั้น จึงเป็นสาเหตุให้หลงติดได้เหมือนกัน บางยุคเคยบัญญัติว่าเป็นนิพพานก้นมาแล้ว
๓๐๗
                กิเลสอันละเอียดข้อที่ ๗ ที่เรียกว่า อรูปราคะ นั้นหมายถึงความพอใจติดใจในความสุขที่เกิดมาแต่อรูปสมาบัติเป็นเรื่องคล้ายกับข้อที่ ๖ ผิดกันแต่ว่าชั้นนี้ละเอียดประณีตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งการเจริญฌานโดยมีสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์สำหรับเพ่ง นั้นย่อมได้ความสงบที่เนื่องอยู่กับรูปนั้นๆ เพราะฉะนั้นจึงหยาบกว่าการเจริญฌานอันกำหนดเพ่งสิ่งที่ไม่มีรูป เช่น อาการหรือความว่างเปล่ามาเป็นอารมณ์ ได้ผลเป็นความสงบเงียบสุขุม ลึกซึ้งกว่าความสงบที่เป็นรูปฌาน ท่านจึงจัดไว้ในลำดับหลังจากรูปฌานและเรียกว่าอรูป ความพออกพอใจติดใจในความสุขสงบชนิดนี้เรียกว่าอรูปราคะ ฉะนั้น สำหรับผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ จะหลงใหลในสุขเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย ไม่ว่าสุขเวทนานั้นจะเกิดมาจากอะไร
๓๐๘
                เพราะตามธรรมดาของพระอรหันต์ จะมองเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของความรู้สึกทุกชนิด จึงไม่อาจจะมีความติดใจในความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงละรูปราคะและอรูปราคะได้โยคี ฤๅษี อื่นๆ ที่บำเพ็ญรูปฌานหรืออรูปฌานตามป่านั้น มองไม่เห็นความลี้ลับของสุขเวทนา จึงติดแน่นอยู่ในรสของฌานหรือสมาบัติอย่างหลงใหล เช่นเดียวกับคนหนุ่มคนสาวตามธรราดาๆ ที่มีจิตติดแน่นหลงใหลอยู่ในรสของกามคุณ ท่านจึงใช้คำว่า “ราคะ” อย่างเดียวกันหมด ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาให้เข้าใจในเรื่องนี้จริงๆ แล้ว ก็จะพอใจหรือจะเลื่อมใสบูชา ในบุคคลที่เรียกว่าพระอริยเจ้านั้นอย่างยิ่ง
๓๐๙
                เครื่องผูกคนให้ติดอยู่ในโลกข้อที่ ๘ เรียกว่า มานะ ได้แก่ความรู้สึกสำคัญตัวว่าเป็นนั่น เป็นนี้ เป็นชั้นเป็นเชิงว่าเราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา เราดีหรือสูงกว่าเขา ถ้ารู้สึกว่าตนเลวกว่าก็น้อยใจ รู้สึกว่าตนดีกว่าก็ทะนงใจ รู้สึกว่าเสมอๆ กัน ก็นึกไปในทางที่จะแข่งขันหรือทำตนให้ก้าวหน้ากว่าเขา ทำนองนี้เป็นต้น ข้อนี้ไม่ได้หมายถึงมานะทิฏฐิด้วยความเย่อหยิ่งจองหองตามธรรมดา ย่อมเป็นการยากมากที่จะไม่ให้ใครๆ ตามปกติรู้สึกว่าตัวดีกว่าเขา เลวกว่าเขา ในทำนองนี้ กิเลสชนิดนี้มาอยู่ในอันดับที่ ๘ เกือบสุดท้ายเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ามันละยาก จึงมาอยู่แทบจะรั้งสุดท้าย ซึ่งพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดเท่านั้นที่จะละได้ชั้นเราๆ ตามธรรมดาจึงยังละไม่ได้
๓๑๐
                ความรู้สึกว่าตนดีกว่าหรือเสมอกัน หรือตนเลวกว่าเขานี้ย่อมมาจากความยึดติดชนิดหนึ่งนั่นเอง แต่ท่านไม่ใช้ชื่อว่าอุปาทาน ใช้ชื่อว่ามานะ แต่ถ้าจิตใจอยู่เหนือความดี ความชั่วเสียแล้ว ความรู้สึกต่างๆ เช่นนี้จะมีอยู่ไม่ได้ แต่เพราะจิตใจของเรายังแพ้ต่อค่าของความดีความชั่ว ฉะนั้นเราจึงมีความรู้สึกว่าใครดี ใครชั่ว หรือใครเสมอกัน เป็นเหตุให้ใจหวั่นไหวไปบ้าง เพราะเหตุที่รู้สึกเช่นนั้นอยู่ จึงยังไม่เป็นความสบสุขจริงๆ
๓๑๑
                สังโยชน์ข้อที่ ๙ เรียกว่า อุทธัจจะ แปลว่า ความกระเพื่อมความฟุ้ง หรือความไม่สงบนิ่ง เช่นความรู้สึกที่กระพือขึ้นในเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่น่าสนใจผ่านมา คนเรามีความต้องการอะไรๆ ประจำอยู่ในใจ โดยเฉพาะก็คือความอยากได้อยากเป็น อยากไม่เอา อยากไม่เป็น เมื่อมีสิ่งใดผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย มาในลักษณะที่ตรงกับความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งของตนเข้าแล้ว ความกระพือขึ้นของใจย่อมจะมีได้อย่างที่เราเรียกกันว่า “ความทึ่ง” ทึ่งในแง่ดีก็ได้ ทึ่งในแง่ร้ายก็ได้ ถ้าดูแปลกประหลาดแล้วเป็นต้องเกิดความสงสัยทึ่งขึ้นมาทีเดียว เพราะเรายังมีสิ่งที่เราต้องการ ยังมีสิ่งที่เราหวดกลัววิตกกังวลระแวงอยู่ ฉะนั้น ใจจึงทนไม่ได้ต้องทึ่งต่อสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาคนธรรมดาเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกกับตัณหาแล้วก็ยากที่จะระงับได้ ย่อมสนใจจนเนื้อเต้น ดีใจจนลืมตัว ถ้าเป็นเรื่องเศร้าก็ทำให้ใจแฟบเหี่ยวแห้งจนหมดความสุข นี่คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า อุทธัจจะ
๓๑๒
                พระอริยเจ้า ๓ ประเภทข้างต้น ก็ยังมีความทึ่งและมีความสนใจในบางสิ่งบางอย่าง แต่พระอรหันต์ไม่มีความทึ่ง ไม่มีความสนใจในสิ่งใดเลย เพราะจิตใจของท่านหมดความกระหายในสิ่งทั้งปวง หมดความกลัว หมดความเกลียด หมดความวิตกกังวล หมดความระแวงสงสัยอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่างๆ ท่านมีจิตใจเป็นอิสระ ไม่มีอะไรมาล่อหรือยั่วให้เกิดความทึ่งหรือความสนใจ เพราะหมดความต้องการนั่นเอง จึงหมดความสนใจหรือข้อสงสัยทั้งปวง ขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่า ความสงสัยในปัญหาต่างๆ นั้นมันมีอยู่หรือมันเกิดขึ้นก็เพราะความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง นับตั้งแต่อยากรู้ไปทีเดียว
๓๑๓
                ครั้นหมดความอยากเพราะเห็นสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น จึงไม่มีความทึ่งในสิ่งใดๆ ฟ้าผ่าลงมาข้างๆ ท่านก็ไม่มีความทึ่ง เพราะไม่มีความรู้สึกกลัวตาย หรืออยากอยู่หรืออะไรทำนองนั้น แม้จะมีอะไรๆ ที่ร้ายแรงชนิดไหน หรือว่าเกิดมีความรู้ความคิดสิ่งใหม่ๆ ในโลก ท่านก็ไม่มีความทึ่งความสนใจ เพราะมันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับท่าน ท่านไม่ต้องการทราบถึงสิ่งใดในลักษณะที่ว่ามันจะอำนวยอะไรให้ท่านได้บ้าง เพราะท่านไม่ต้องการอะไร ฉะนั้นจึงไม่มีความทึ่งในลักษณะใดๆ หมด  จิตของท่านจึงบริสุทธิ์หรือสงบอย่างที่คนเราตามธรรมดาคาดไม่ถึงเอาทีเดียว
๓๑๔
                กิเลสข้อ ๑๐ อันเป็นข้อสุดท้าย ท่านเรียกว่า อวิชชา เป็นที่รวมของบรรดากิเลสทั้งหลาย ที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้เป็นอย่างอื่น คำว่า อวิชชา แปลว่า ภาวะที่ปราศจากความรู้ ความรู้ในที่นี้หมายถึงความรู้จริงความรู้ถูกต้อง ตามธรรมดาสัตว์ทั้งหลายจะอยู่โดยไม่มีความรู้อะไรเลยนั้น เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าความรู้นั้นเป็นความรู้ผิด ก็มีค่าเท่ากับไม่รู้ คนจึงมีอวิชชาหรือรู้ผิดอยู่เป็นประจำ จึงมืดมน ปัญหาสำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือ ปัญหาที่ว่า อะไรเป็นความทุกข์ที่แท้จริง อะไรเป็นต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นความไม่มีทุกข์ที่แท้จริง และอะไรเป็นหนทางอันแท้จริงซึ่งจะให้ได้มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้นๆ ถ้าใครมีความรู้จริงๆ แล้วเรียกว่าคนนั้นไม่มีอวิชชา จัดเป็นผู้มีวิชชาในที่นี้
๓๑๕
                บรรดาความรู้ทั้งหลาย มีมากมายเหลือที่จะกล่าวได้แต่พระพุทธเจ้าท่านจัดไว้ในจำพวกที่ไม่จำเป็นต้องรู้ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเอง ก็มีขอบเขตอยู่แต่ในวงเรื่องที่ควรรู้ ในบรรดาสิ่งที่ควรรู้แล้วพระองค์ทรงรู้ทั้งหมด คำว่า “สัพพัญญู” (รู้ทั้งหมด) ก็คือการรู้แต่ในขอบเขตที่ควรรู้ ไม่ใช่ว่าจะครอบคลุมไปถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องรู้ สำหรับการดับทุกข์
๓๑๖
                อวิชชาทำให้คนสำคัญผิด ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นความสุขจนถึงกับพอใจยอมเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ และสำคัญผิดในเหตุของความทุกข์ จนไปคว้าเอาสิ่งที่ผิดไว้ หรือเกิดความโง่เขลาใหม่ๆ ขึ้นมาเช่น การโทษผีสางเทวดา โทษอะไรต่างๆ ว่าเป็นเหตุให้เกิดเจ็บไขหรือเคราะห์ร้าย แทนที่จะรักษาหรือแก้ไขโดยวิธีที่ถูกต้อง ก็ไปนั่งบนบานผีสางเทวดาอยู่อย่างนี้ นี่เรียกว่าอวิชชาเป็นต้นเหตุของความทุกข์ขั้นต่ำที่สุด นี้เป็นตัวอย่าง
๓๑๗
                สำหรับอวิชชาในเรื่องความดับสนิทของทุกข์นั้นคือไม่รู้เรื่องการดับกิเลสดับตัณหา ซึ่งเป็นต้นเหตุของการดับทุกข์โดยตรงไปหลงเอาความสงบสุข หรือความไม่รู้สึกตัวชนิดที่เกิดมาจากสมาธิ หรือฌานสมาบัติว่า เป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง ซึ่งมีดกดื่นในสมัยพุธกาลและยังคงส่งเสริมทำกันจนถึงบัดนี้ บางครั้งยังอาจถึงกับยึดเอากามารมณ์เป็นเครื่องดับทุกข์ อย่างที่บางคนได้ยึดเป็นหลักไว้ว่ากามารมณ์เป็นของจำเป็นมาก หรือเป็นอาหารสำหรับชนิดหนึ่งของชีวิตแทนที่จะมีปัจจัยเพียง ๔ อย่าง คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ก็เพิ่มเอากามารมณ์เข้าไปอีกอย่างหนึ่งรวมเป็นปัจจัย ๕ อย่าง อย่างนี้ก็มี บางลัทธินิกายได้เอากามารมณ์เป็นเครื่องดับทุกข์ จึงเกิดเป็นลัทธินิกายที่มีการกระทำอันน่าบัดสีลามกอนาจารขึ้น ที่วิหารของเขานั่นเอง
๓๑๘
                สำหรับอวิชชาความไม่รู้ในหนทาง ที่จะให้ได้มาซึ่งความดับทุกข์นั้น คนที่ไมรู้ก็ย่อมทำไปตามความเขลาหรืออำนาจกิเลสตัณหา ตามความต้องการของตนเอง เช่น หลงเชื่อในสิ่งภายนอกคอยแต่พึ่งผีพึ่งเทวดาไปตามประสาของคนที่ไม่มีศาสนา แม้จะเป็นพุทธบริษัทโดยกำเนิดอยู่แล้ว ก็ยังหลงไปได้ถึงขนาดนั้น เพราะอำนาจของอวิชชานั่นเอง ทำให้ไม่เข้าใจหรือยินดีในการดับทุกข์ โดยปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ แต่ไปดับทุกข์ของตนด้วยการจุดธูปเทียนนั่งบนบานสิ่งที่ตนเองเชื่อถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ตามปกติคนต้องการมีความรู้ แต่ถ้าความรู้นั้นเป็นความรู้ผิด เมื่อยิ่งรู้มากก็ยิ่งผิดมาก เลยกลายเป็นความรู้ชนิดที่บังลูกตา
๓๑๙
                คำว่า แสงสว่างๆ นี้ก็จะต้องระวัง อาจจะเป็นแสงสว่างของอวิชชาก็ได้ คือแสงที่ทำให้ตามืดบอดหลงผิดและทำให้เกิดความประมาท โดยไม่อาจสำนึกว่าตนกำลังถูกแสงของอวิชชานี้บังลูกตาอยู่ จึงไม่สามารถจะเอาชนะความทุกข์ได้ มัวแต่หลงในสิ่งเล็กน้อยไม่เป็นสาระอย่างเทิดทูนบูชา หลงใหลในกามารมณ์ต่างๆ ว่าเป็นสิ่งดีที่สุดของมนุษย์ ซึ่งทุกคนควรจะได้รับเสียก่อนที่จะตาย แล้วจะแก้ตัวว่า ทำเพื่ออุดมคติอันอื่นอย่างไรได้ การหวังไปเกิดในสวรรค์ โดยหมายเอากามารมณ์เป็นที่ตั้ง อะไรๆ ก็ไปติดอยู่แค่กามารมณ์ทั้งนั้น นี้เพราะอวิชชาได้หุ้มห่อจิตใจไว้อย่างไม่ให้ใครทะลุรอดออกไปได้
๓๒๐
                ในพระบาลีบางแห่ง ได้อุปมาอวิชชาว่า เหมือนกับเปลือกหนาที่หุ้มโลกทั้งหมด ไม่ให้ใครได้เห็นแสงสว่างที่แท้จริง ท่านจัดอวิชชาไว้เป็นกิเลสข้อสุดท้าย เป็นอันว่าเมื่อเป็นพระอรหันต์จึงตัดกิเลส ๕ อย่างข้างท้ายได้หมด คือ ตัดรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ซึ่งเป็นการตัดสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ อย่างแล้วก็จะกลายเป็นพระอรหันต์ คือเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา
๓๒๑
                พระอริยเจ้าทั้ง ๔ ประเภท กล่าวคือ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ นี้จัดว่าเป็นผู้ที่อยู่ใน โลกุตตรภูมิ ตัวธรรมที่ได้บรรลุเรียกว่า “โลกุตตรธรรม” แยกออกเป็น ๙ อย่าง คือ ภาวะของพระโสดาบัน ในขณะที่กำลังตัดกิเลสนั้นเรียกว่า โสดาปัตติมรรค อย่างหนึ่ง เมื่อตัดกิเลสได้แล้วเรียกว่า โสดาปัตติผล อีกอย่างหนึ่ง จึงเป็นคู่ๆ คือ โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค-สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค-อนาคามิผล อรหัตตมรรค-อรหัตตผล เป็น ๔ คู่ เติมนิพพานเข้าอีกหนึ่งจึงเป็น ๙ เรียกว่า โลกุตตรธรรม ๙
๓๒๒
                บุคคลในโลกกุตตรภูมิ เป็นผู้มีความทุกข์น้อยลงตามสัดส่วนจนกระทั่งไม่มีทุกข์เลย เมื่อมีการกระทำให้รู้แจ้งชนิดที่ถูกต้องเหมือนสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงจนระงับความอยากทั้งปวงได้จริงๆ แล้ว ก็จะเกิดผลเป็นโลกุตตรภูมิขึ้นมา ทำให้จิตใจของผู้นั้นอยู่เหนือวิสัยชาวโลก หลังจากนี้ สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของความพอใจ หรือไม่พอใจในโลก ก็ไม่สามารถจะครอบงำจิตใจหรือมีอิทธิพลเหนือจิตของท่านได้อีกต่อไป เพราะท่านละกิเลสทุกชนิดได้หมดจนสิ้นเชิง
๓๒๓
                ส่วนที่เรียกว่า “นิพพาน” นั้น ถ้าเป็นเรื่องโลกกุตตรธรรมก็หมายถึง สภาพอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกับสิ่งใดๆ หมดคือ ไม่เหมือนกับสิ่งทุกสิ่งในโลก ผิดจากทุกสิ่งในโลกเมื่อทางโลกหรือสิ่งทั้งหลายมีภาวะเป็นอย่างไร ถ้ายกเลิกภาวะและวิสัยเหล่านั้นทั้งหมดเสียได้ ก็จะเหลือสิ่งที่เรียกว่านิพพาน กล่าวคือสภาพตรงกันข้ามจากโลกโดยประการทั้งปวง เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งไม่ต้องอาศัยสิ่งใดปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่งสิ่งใด เป็นที่ดับของการปรุงแต่งทั้งปวง แต่ถ้าจะกล่าวทางผล นิพพานก็หมายถึงภาวะ ที่ปราศจากการถูกเผาลนปราศจากการถูกตบตี ทิ่มแทงร้อยรัด ครอบงำผูกพันอะไรทั้งหมดเหล่านี้ เพราะว่า กิเลสทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุทำให้ร้อนอกร้อนใจต่างๆ นานาได้ถูกทำลายให้หมดไป ก่อนถึงภาวะที่เรียกว่านิพพาน
๓๒๔
                นิพพาน เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ไม่มีขอบเขต ไม่ต้องอาศัยการกินเนื้อที่ ไม่ขึ้นอยู่กับการล่วงไปของเวลาหรือไม่เกี่ยวข้องกับกาลเวลา แต่อยู่ในลักษณะเป็นตัวของตัวเองชนิดหนึ่ง ไม่เหมือนอะไรๆ ในโลก แต่เป็นที่ดับของภาวะโลกๆ พูดในฐานะเป็นอุปมา ท่านให้นามว่าเป็นแดนที่ดับของสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงจึงเป็นธรรมชาติที่อิสระปราศจากเครื่องผูกมัด ไม่มีการถูกทรมาน กระทบกระแทกทิ่มแทงโดยอะไรๆ ทั้งสิ้น นี่เป็นลักษณะของโลกุตตรธรรมข้อสุดท้าย เป็นจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา

๓๒๕

คู่มือมนุษย์ สรุป

สรุปความ
                ดังได้บรรยายหลักแห่งพระพุทธศาสนาโดยลำดับๆ ว่าพุทธศาสนาคือวิชาและระเบียบปฏิบัติ เพื่อให้รู้จักสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า อะไรเป็นอะไร สิ่งทั้งปวงมีสภาพตามที่เป็นจริง คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวหรือของตัว แต่สัตว์ทั้งหลาย ยังหลงรัก หลงยึดติดสิ่งทั้งปวง เพราะอำนาจของความยึดมั่นที่ผิด ในพุธศาสนามีวิธีปฏิบัติเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือตัดความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย อุปาทานความยึดมั่นนั้นมีสิ่งที่ลงเกาะหรือจับยึด คือขันธ์ทั้งห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
๓๒๖
                เมื่อรู้จักขันธ์ทั้งห้าตามที่เป็นจริง ก็จะสามารถเข้าใจสิ่งทั้งปวงจนถึงกับเบื่อหน่าย คลายความอยากไม่ยึดอะไร ติดอะไร และเราควรจะมีชีวิตอยู่อย่างที่เรียกว่า “เป็นอยู่ชอบ” คือให้วันคืนเต็มไปด้วยความปีติปราโมทย์ อันเกิดจากกรกระทำที่ดีงาม ที่ถูกต้องอยู่เป็นประจำ แล้วระงับความฟุ้งซ่าน เกิดสมาธิ เกิดความเห็นแจ้งได้เรื่อยๆ ไป จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่าย คลายความอยาก ความหลุดพ้นและนิพพานได้ ตามความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อม
๓๒๗
                ถ้าเราจะรีบเร่งทำให้ได้ผลเร็วขึ้น ก็มีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า วิปัสสนาธุระ เริ่มตั้งแต่มีความประพฤติบริสุทธิ์ มีใจบริสุทธิ์ มีความเห็นบริสุทธิ์ เรื่อยขึ้นไปจนถึงมีปัญญา คือความเห็นแจ้งบริสุทธิ์ ในที่สุดก็จะตัดกิเลสที่ถูกมัดคนให้ติดอยู่กับวิสัยโลกออกเสียได้ เรียกว่าการบรรลุมรรคผล
๓๒๘
                ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นการแสดงให้เห็นแนวสังเขปทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้เห็นว่าหลักพุทธศาสนามีอยู่อย่างไร พร้อมกับแสดงหลักปฏิบัติไปในตัว
๓๒๙
                เป็นอันว่า เราได้ติดตามเรื่องมาตั้งแต่ต้นจนถึงผลสุดท้ายของพระพุทธศาสนา เรื่องทั้งหมดก็ไปจบสิ้นลงที่นิพพาน ดังหลักพุทธภาษิตที่ว่า “พระพุทธเจ้าทุกๆ องค์ย่อมถือว่านิพพานเป็นอุดมธรรม” ฉะนั้นเราจักต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ และให้ลุถึงได้ตามสมควร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัท คือเห็นแจ้งหรือเข้าถึงตัวพุทธศาสนาจริงๆ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นแต่ผู้รู้ หรือผู้เข้าใจในพุทธศาสนาเท่านั้น หาได้เป็นผู้เห็นแจ้งไม่
๓๓๐
                ฉะนั้น ทุกคนจะต้องไปพิจารณาดูกิเลสของตัวเองให้เข้าใจ แล้วพยายามไถ่ถอนมันออกไปเสียให้ได้ แม้ได้แต่เพียงครึ่งหนึ่งก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาบ้าง เมื่อกิเลสครึ่งหนึ่งมันหมดไปแล้วจริงๆ ผลก็คือเกิดความสะอาดปราศจากความชั่ว เกิดความสว่างจากความหลงผิด แล้วความสงบทางจิตใจก็เกิดขึ้นแทน จึงขอแนะนำพร้อมทั้งวิงวอนให้ท่านทั้งหลาย ศึกษาพระพุทธศาสนา กันในอาการเช่นนี้เพื่อจะได้เข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จิรงไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา หรืออย่างน้อยก็ทำให้เราได้ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

๓๓๑

- จบ -

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ม่านบังใจ


                ม่านคือสิ่งที่ปิดกั้นหรือบังไว้มิให้มองเห็นอีกด้านหนึ่ง อาจมีลักษณะหนาทึบมองเห็นเพียงตัวม่าน หรือถ้าม่านนั้นบาง อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่หลังม่านเพียงเลือนราง ม่านที่บังสายตา จัดเป็นม่านภายนอก เรียกว่า ม่านบังตา แต่มีม่านอีกชนิดหนึ่งเป็นม่านภายในเรียกว่า ม่านบังใจ สิ่งที่ถือว่าเป็นม่านบังใจนั้นหลายแบบ แต่ที่สำคัญมีอยู่ ๓ แบบ คือ
                แบบที่ ๑ ได้แก่ ความยากได้ในทางที่ผิด ถ้าบังใจใครเข้าแล้วจะทำให้เกิดอาการหิวโหยอยากได้แล้วชักจูงใจลงมือปฏิบัติการต่อทรัพย์สินของผู้อื่นในทางที่มิชอบ มองเห็นแต่จะได้เพียงด้านเดียว ไม่เห็นความเสียหายซึ่งจะเกิดขึ้นตามมา
                แบบที่ ๒ ได้แก่ ความคิดประทุษร้าย เมื่อบังใจใครเข้าแล้ว ใจจะเร่าร้อน เดือดดาล หงุดหงิดคิดทำร้ายประหัตประหาร รู้สึกสะใจเมื่อได้ทำเช่นนั้น มองเห็นแต่ส่วนที่ต้องทำลายล้างอย่างเดียว หาได้เฉลียวใจถึงผลกรรมร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นไม่
                แบบที่ ๓ ได้แก่ ความหลงผิด หากบังใจของใครแล้ว จะทำให้มืดมิดมืดมัว ชักจูงให้หลงใหลในอบายมุขบ้าง ติดใจความสบายเห็นความมักง่ายเป็นนิสัยควรทำบ้าง เข้าทำนองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี เคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งไร้สาระ ปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย แม้อยู่กับสิ่งที่เป็นอันตรายก็ไม่รู้ เพราะแยกไม่ออกว่ามีโทษ เห็นแต่เพียงว่าเป็นประโยชน์เพราะตนพอใจเท่านั้นเอง
                เมื่อใจถูกม่านดังกล่าวมาบดบังไว้ ต้องรีบทำลายหรือปลดม่านนั้นออกด้วยวิธีการทางธรรมะ กล่าวคือ ใช้ทานหรือการรู้จักเสียสละพิชิตม่านคือโลภะ ใช้ขันติ และเมตตาขจัดม่านคือโทสะ และใช้ปัญญารู้ผิดชอบชั่วดีปลอดเปลื้องโมหะ
                ดังนั้น ผู้ต้องการมีชีวิตปกติสุข จะต้องระวังอย่าให้เกิดม่านขึ้นมาบังใจเป็นอันขาด หากมีก็ต้องรีบสะสาง แก้ไขทันที ไม่ควรมองข้ามว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อไม่มีสิ่งใดมาเป็นม่านบังใจแล้ว ชีวิตย่อมแจ่มใส ปลอดภัยและเป็นสุข

.......................................

การบริหารความขัดแย้ง


                 คนเรานั้น ถ้ามีความเห็นต่อปัญหาต่างๆ ไม่เหมือนกัน ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งกันได้เพราะต่างคนก็มุ่งจะผลักดันวิธีการของตนเพื่อไปสู่เป้าประสงค์ที่เห็นว่าถูกต้อง เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นจึงต้องช่วยกันบริหารจัดการความขัดแย้งนั้นให้สงบระงับเสีย ด้วยการปรับตัวในสามเรื่อง
                แรกสุดก็คือการยึดถือผลประโยชน์ร่วมกัน หมายถึงหาจุดที่เป็นประโยชน์ร่วมกันให้ได้เพราะมนุษย์ย่อมมีความสัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่น มีชาตินี่แหละเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ถ้าชาติล่มสลายทางด้านความมั่นคงบ้าง ด้านเศรษฐกิจบ้าง ก็จะไม่มีใครอยู่เย็นเป็นสุขอย่างที่เคยเป็นเมื่อมีจุดที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันอย่างนี้ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยกันรักษาประโยชน์นั้นไว้ให้ได้ก่อน
                ต่อมาก็ถึงขั้นของความเสียสละ คือสละผลประโยชน์ส่วนตนบ้าง ความคิดเห็นส่วนตนบ้าง และความรู้สึกส่วนตนบ้าง เพราะผลประโยชน์ ทิฐิ และอารมณ์ ล้วนเป็นอาหารโอชะที่หล่อเลี้ยงความขัดแย้งให้งอกงาม การยอมสละเรื่องเหล่านี้บ้าง จึงไม่ใช่เสียทั้งหมด แต่เป็นการเสียบางอย่างเพื่อให้ได้บางอย่าง
                สุดท้ายก็คือต้องยึดระเบียบวินัยไว้ให้ได้ เคารพกฎกติกาของสังคมทั้งที่เป็นกฎหมายบ้านเมือง และศีลธรรมทางศาสนา ระเบียบวินัยนี้ จะเป็นตัวควบคุมระดับของความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้การบริหารจัดการความขัดแย้งดำเนินไปได้ เพราะหากละเมิดกฎตามใจชอบก็ต้องเสียเวลาไปแก้ไขผลร้ายที่เกิดจากการละเมิดนั้นร่ำไป โอกาสที่จะแก้ความขัดแย้งเดิมก็ไม่มี แถมเพิ่มความขัดแย้งใหม่เข้ามาอีก
                ความขัดแย้งที่เกิดจากความเห็นต่างก็ดี จากผลประโยชน์ก็ดี จากอารมณ์ก็ดี เกิดได้ทุกที่ ทั้งระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเกิดได้แม้ระหว่างพ่อกับลูกซึ่งเป็นสายเลือดเดียวกันด้วยซ้ำ ไม่จำต้องกล่าวถึงสังคมคนหมู่มาก แต่ถ้าเกิดแล้วแก้ไขได้เรื่องก็จบ ถ้าแก้ไขไม่ได้จะไม่เป็นผลดีกับฝ่ายไหนเลย คือไม่มีใครได้ชัยชนะอย่างแท้จริง พึงดูครอบครัว สังคมหรือประเทศชาติอื่นที่เคยตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งมาแล้วเถิด
......................................