วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บทบูชาคุณก่อนที่จะทำการงานที่เป็นมงคลต่างๆ


บทบูชาคุณก่อนที่จะทำการงานที่เป็นมงคลต่างๆ
ตั้งตะโมสามจบ
                อิติปิโสภะคะวา มือข้าพเจ้าทั้ง ๑๐ นิ้ว ขอยกกรประนมบังคม กราบนะมัสสะการ ข้าพเจ้าได้รำลึกถึง คุณพระบิดา ๒๑ คุณพระมารดา ๑๒ คุณพระนางโพสพ ๓๙ คุณพระพุทธเจ้า ๕๖ คุณพระธรรมเจ้า ๓๘ คุณพระสังฆะเจ้า ๑๔ คุณพระอาจาริยะ ๑๐ ทัฒ คุณพระอะคะระ ๓๓ คุณอัสวาด คุณปัสวาท คุณนิสวาท คุณนาจน้อย ดวงแก้ว คุณศีล ๕ คุณศีล ๘ คุณศีล ๑๐ คุณศีล ๒๒๗ คุณปัญญาณุญาณ คุณโสดา คุณสุขิคาถา คุณพระอะนาคา คุณพระอะระหัตตา คุณมัคสี่ คุณผลสี่ คุณพระนิพพานหนึ่ง จึงจะเป็น ๙ คุณศีลบารมี คุณทานนะบารมี คุณพรคันตี สัจจานะบารมี คุณพระคาถา ปลุกเสกเลขยัณ ตระกูต และพิสมอนทั้ง คุณพระเจียด และมงคล ทั้งแปดหมื่น ๔ พันคุณ คุณพระกันจง คุณพระปิฎกกันตรัย คุณพระภายนอก คุณพระภายใน คุณพระฤๅษีอินสวน อิสระทั้งร้อยเอ็ดริสฑี คุณพระเจดีย์ คุณพระฤๅษีมหาโพทธิ์ ทั้งคุณพระรัตนะตรัย คุณพระสุตร คุณพระวินัย คุณพระไสยญาติ คุณพระธาตุ คุณพระโมคะลา คุณพระสาริบุตร คุณพระเจ้ากิจสามเณร คุณพระกะจัยยะณะ เทนทั้งสี่ คุณตรีนิสสังเห คุณพระวิหาญทังเจ็ดแสน จักรวาล ขออย่าให้มีมารมาผจญ ด้วยเดชะบุญกุศล ข้าพเจ้าได้รำลึกคุณพระพุทธะคุณณัง พระธรรมะคุณณัง พระสังฆะคุณณัง ข้าพเจ้าได้ทำการมงคลสิ่งใดๆ ขอจงได้มีพระสิทธิเม แก่ข้าพเจ้านี้เทอญ
**************

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ติลักขณาทิคาถา


ติลักขณาทิคาถา
หันทะ มะยัง ติลักขะณาคาถาโย ภะณามะ เส
                เชิญเถิด เราทั้งหลาย จงกล่าวคาถาแสดงพระไตรลักษณ์เป็นเบื้องต้นเถิด
.............................................
สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
                      เมื่อใดบุคคล เห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
                      เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมดาหมดจด
สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
                      เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
                      เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมดาหมดจด
สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
                      เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
                      เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมดาหมดจด
อัปปะภา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน
                      ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก
อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ
                      หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตาฝั่งในนี่เอง
เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน
                      ก็ชนเหล่าใดประพฤติสมควรแก่ธรรม ในธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว
เต ชะนา ปาระเมสสันติ มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง
                      ชนเหล่าใดจักถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน  ข้ามพ้นบ่วงแห่งมัจจุราชที่ข้ามได้ยากนัก
กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต
                      จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว
โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง  ตัตราภิระติมิจเฉยยะ หิตวา กาเม อะกิญจะโน
                      จงมาถึงที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ จงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มีความกังวล จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพานอันเป็นที่สงัด ซึ่งสัตว์ยินดีได้ โดยยาก
.............................................

ภารสุตตคาถา


ภารสุตตคาถา
หันทะ มะยัง ภาระสุตตะคาถาโย ภะณามะ เส
                เชิญเถิด เราทั้งหลาย จงกล่าวคาถาแสดงภารสูตรเถิด
.............................................
ภารา หะเว ปัญจักขัณธา
                      ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเน้อ
ภาระหาโร จะ ปุคคะโล
                      บุคคลแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป
ภาราหานัง ทุกขัง โลเก
                      การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ ในโลก
ภาระนิกเขปะนัง สุขัง
                      การสลัดของหนัก ทิ้งลงเสีย เป็นความสุข
นิกขิปิตวา คะรุง ภารัง
                      พระอริยเจ้า สลัดทิ้งของหนัก ลงเสียแล้ว
อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ
                      ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่น ขึ้นมาอีก
สะมูลัง ตัณหัง อัพพุฬหะ
                      ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้ กระทั่งราก
นิจฉาโต ปะรินิพพุโต
                      เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ
.............................................

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อริยธนคาถา


อริยธนคาถา
หันทะ มะยัง อริยะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส
                เชิญเถิด เราทั้งหลาย มากล่าวคาถาสรรเสริญพระอริยเจ้าเถิด
.............................................
ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา
                      ศรัทธา ในพระตถาคตของผู้ใด ตั้งมั่นอย่างดี ไม่หวั่นไหว
สีลัญจะ ยัสสะ กัลยาณัง  อะริยะกันตัง ปะสังสิตัง
                      และศีลของผู้ใดงดงาม เป็นที่สรรเสริญที่พอใจ ของพระอริยเจ้า
สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง
                      ความเลื่อมใสของผู้ใดมีในพระสงฆ์ และความเห็นของผู้ใดตรง
อะทะลิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง
                      บัณฑิตกล่าวเรียกเขาผู้นั้นว่า คนไม่จน ชีวิตของเขาไม่เป็นหมัน
ตัสมา สัทธัญจะ สีลัญจะ  ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง อะนุยุญเชถะ เมธาวี  สะรัง พุทธานะ สาสะนัง
                      เพราะฉะนั้นเมื่อระลึกได้ ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ผู้มีปัญญาควรก่อสร้างศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรม ให้เนืองๆ
.............................................

เขมาเขมสรณทีปิกคาถา


เขมาเขมสรณทีปิกคาถา
หันทะ มะยัง เขมาเขมะสะระณะทีปิกะคาถาโย ภะณามะ เส
                เชิญเถิด เราทั้งหลาย มากล่าวคาถาแสดงสรณะอันเกษม และไม่เกษมเถิด
.............................................
พะหุง เว สะระณัง ยันติ   ปัพพะตานิ วะนานิ จะ  อารามะรุกขะเจตยานิ  มะนุสสา ภะยะตัชชิตา
                 มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ
เนตัง โข สะระณัง เขมั  เนตัง สะระณะมุตตะมัง  เนตัง สะระณะมาคัมมะ  สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ
                 นั่น มิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นมิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด  เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ  สังฆัญจะ สะระณัง คะโต  จัตตาริ อะริยะสัจจานิ  สัมมัญปัญญายะ ปัสสะติ
                 ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ ด้วยปัญญาอันชอบ
ทุกขัง ทุกขะสะมุมปปาทัง  ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง  อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง  ทุกขูปะสะมะคามินัง
                 คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้  และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์
เอตัง โข สะระณัง เขมัง  เอตัง สะระณะมุตตะมัง  เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ
                 นั่นแหละ เป็นสรณะอันเกษม นั่น เป็นสรณะอันสูงสุด  เขาอาศัย สรณะ นั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
.............................................

กระดาษเปล่า


    เป็นที่รู้จักกันดีว่า กระดาษเปล่า หมายถึงกระดาษที่ ยังไม่ได้บรรจุข้อความใดๆ เป็นเพียงกระดาษเปล่า ซึ่งยังไม่มีราคาค่างวด อะไรมากนัก นอกจากราคา ตามเนื้อ ชนิดและน้ำหนัก ของกระดาษเท่านั้น แต่ถ้าบรรจุ ความรู้ทางวิชาการ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ชนิดที่เป็นตำรา ทางวิชาการสร้างสรรค์ สาขาต่างๆ กระดาษเปล่านั้น ก็จะมีคุณค่าราคา ขึ้นมาทันที หรือถ้าใช้กระดาษนั้น พิมพ์เป็นธนบัตร จะมีราคาสูงขึ้น ตามมูลค่าที่ระบุไว้ อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าใช้กระดาษเปล่า บรรจุข้อความ ที่ไร้สาระ หรือที่ก่อความเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น กระดาษเปล่านั้น นอกจากจะหมดราคา ในตัวเองแล้ว ยังจะเป็นกระดาษพิษอีกด้วย

           มนุษย์เราทุกคน ถ้าไม่บรรจุวิชาการ หรือคุณธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในตัว ก็จะเป็นเสมือน กระดาษเปล่า ถ้าบรรจุความรู้ หรือคุณธรรมไว้ในตัว จะมีคุณค่า ที่ต้องจารึกไว้ ในประวัติศาสตร์ ยิ่งถ้าบรรจุวิชา ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัว เช่น นักมวย นักฟุตบอล นักวิ่ง นักว่ายน้ำ นักแสดง นักการเมือง นักวิชาการ นักกฎหมาย และนักเรียน เป็นต้น ค่าของเขาก็จะสูงยิ่งขึ้น ตามความสามารถ ตรงกันข้าม ถ้าบรรจุอบายมุขไว้ในตัว จนกลายเป็น นักเลงหญิง นักเลงสุรา และนักเลงเล่นการพนัน ฯลฯ นอกจากจะเสื่อมค่า ของความเป็นมนุษย์แล้ว ยังมีผลกระทบต่อสังคม เช่นเดียวกับกระดาษเปล่า ที่บรรจุข้อความที่ไร้สาระ และเป็นโทษแก่คนอื่น

     เราทั้งหลายก็เหมือนกระดาษเปล่า คือ มีสิทธิ์ที่จะเลือกพิมพ์ หรือบรรจุทั้งสิ่งที่ดี และไม่ดี ให้กับตัวเองได้ เราจะเลือกบรรจุสิ่งใด ให้กับตัวเราเอง โปรดพิจารณาเลือกบรรจุได้ตามชอบใจ...

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กำลังใจ


      คำว่า "กำลังใจ" มีความหมายสำคัญยิ่ง สำหรับทหาร กำลังใจเป็นอำนาจการรบที่ยิ่งกว่าอาวุธ สำหรับคนเจ็บป่วย กำลังใจเป็นยาวิเศษ สำหรับคนท้อแท้สิ้นหวัง กำลังใจเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้สดชื่นเข้มแข็ง สำหรับนักกีฬา กำลังใจเป็นยากระตุ้นที่น่าอัศจรรย์ และสำหรับคนทั่วไป กำลังใจทำให้เชื่อมั่นกระตือรือร้น พร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ทุกอย่าง

       กำลังใจสามารถสร้างให้เกิดได้ ๒ ทาง คือ

       ๑. โดยอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น เมื่อสูญเสีย สิ้นหวัง ได้กำลังใจจากการเห็นใจ ปลอบโยน เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ได้กำลังใจจากการเยี่ยมเยียนห่วงใย เมื่อแข่งขัน ได้กำลังใจจากเสียงเชียร์ เมื่อทำคุณงามความดี ได้กำลังใจจากคำชมเชย เป็นต้น ซึ่งนับเป็นกำลังใจที่ต้องอิงอาศัยบุคคลอื่น หรือสิ่งอื่นช่วยสร้างเสริมให้มีขึ้น

       ๒. โดยอาศัยปัจจัยภายใน คือ ตนเองต้องเป็นผู้สร้างกำลังใจให้เกิดขึ้นเอง ด้วยการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม ๒ แนวทาง คือ

       แนวทางแรก ยึดหลักธรรมสำหรับประคองกำลังใจมิให้ตกต่ำ กล่าวคือ "หลักตถตา - ความเป็นเช่นนั้นเอง" และหลักโลกธรรม ๘ ได้แก่ ได้ลาภ - เสื่อมลาภ ได้ยศ - เสื่อมยศ สรรเสริญ - นินทา สุข - ทุกข์ ซึ่งจะทำให้เข้าใจโลกตามความเป็นจริงว่า มีได้ต้องมีเสียควบคู่กันเสมอ ไม่หลงใหลลืมตัวหรือท้อแท้สิ้นหวัง เพราะถูกโลกธรรมฝ่ายดีและฝ่ายเสียย่ำยี ทั้งนี้ก็เพราะรู้เท่าทันตามหลักตถตาว่า โลกธรรมย่อมเป็นเช่นนั้นเอง

       แนวทางที่สอง ยึดหลักธรรมสำหรับส่งเสริมกำลังใจให้เข้มแข็ง คือ พลธรรม ๕ ประการ ได้แก่ ศรัทธา ความเชื่อมั่น วิริยะ ความเพียรพยายามมุ่งมั่นไม่ท้อแท้ สติ มีความรู้ตัว รอบคอบ ไม่ประมาทในการเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ สมาธิ มีจิตใจมั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน และ ปัญญา ความรู้ความเข้าใจในเหตุผล ปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง

       อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นได้เสมอทั้งในการปฏิบัติงานและการดำรงชีวิต "กำลังใจ" จึงเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้ตลอดไป

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ยี่สิบวิธีค้นพบความสุข


ยี่สิบวิธีค้นพบความสุข

20 Ways To Be Happy

1.               หายใจลึก ๆ
2.               วุ่นวายอยู่กับสิ่งที่ชอบ
3.               กล้าแสดงความรู้สึก
4.               ขยับเขยื้อนร่างกาย อย่างอยู่นิ่ง
5.               มองโลกในแง่ดี กำหนดอนาคตไปสู่ทางที่ดีขึ้น
6.               หัดส่งเสียงที่บงบอกว่ามีความสุข ซะบ้าง
7.               โอบอ้มการรุณแก่เพื่อนมนุษย์
8.               หยุดอารมณ์ขุ่นมัว แล้วหันมาให้อภัย
9.               แก้เหงา ด้วยการเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกต้นไม้
10.         ฟังเพลง ขจัดความเครียด
11.         มีของจุกจิกไว้ยามยาก
12.         หาน้ำหอมที่ปลุกเร้าความสดชื่นของตัวเอง
13.         หากรู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ คุยกับคนที่รู้ใจ ให้สบายขึ้น
14.         อย่าลืมเอ่ยปากฝากรักกับคนที่รัก
15.         หาความสุข ในแนวทางของตัวเอง ให้มากที่สุด (ไม่เดือดร้อนใคร)
16.         รับสัมผัสจากการบีบนวด จากคนรัก
17.         ทำอะไรประหลาด ๆ หรือแผลง ๆ ซะบ้าง (อย่าไปรบกวนใครล่ะ)
18.         สูดดมกลิ่นกายของคนรัก ให้สดชื่น (ถ้ามี)
19.         รู้จัก เมกเลิฟดีกว่าแค่มีเซ็กซ์
20.         เปิดหูเปิดตา ต่อสิ่งแวดล้อม
จากร้อยแปดพันเก้า โดย เมอร์ลิน 
ประจำวันอาทิตย์   ที่เท่าไหร่จำไม่ได้ซะแล้ว