วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข้อคิดจากคำย่อ


       เมื่อเอ่ยถึงคำย่อแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นกันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะผู้อยู่ในวงราชการเพราะได้พบเห็นอยู่บ่อย ๆ คำย่อนั้น จุดประสงค์ก็เพื่อช่วยให้ใช้คำน้อยลง ไม่ให้เปลืองพื้นที่กระดาษ ทำให้การเขียนหรือพูดในครั้งนั้น ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วโดยเนื้อหาและความหมายยังคงเดิม จึงนิยมใช้กันทั่วไป

        ในการใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นนั้น การทำตัวให้ย่อหรือทำตัวเองให้เล็กลงด้วยการลดอัตตา ลดทิฐิมานะลงเสียบ้างก็เป็นวิธีหนึ่งที่สร้างความสุขได้ เพราะคนที่มีอัตตาสูงจะถูกกระทบได้ง่าย ใครพูดอะไรทำอะไรที่รู้สึกว่าขัดหูขัดตาก็จะต้องเดือดร้อนทุกทีไป บางทีแค่ถูกมองด้วยหางตาก็เก็บเอาไปตีความครุ่นคิดจนเดือดร้อนไปสารพัดก็มี เปรียบเสมือนเป้าขนาดใหญ่ ยิ่งกว้างใหญ่ออกไปมากเท่าใด โอกาสที่จะถูกกระทบด้วยสิ่งของที่คนอื่นขว้างปามาก็มีมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่คนที่ไม่มีความแม่นยำเอาเสียเลยก็ยังอุตส่าห์ปามาโดนจนได้ การลดอัตตาและทิฐิมานะก็คือการย่อตัวลงให้เป็นเป้าเล็กที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เสียความหมายหรือเนื้อหาที่มีอยู่จริง กล่าวคือความรู้ความสามารถและความดีอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตัวก็ไม่ได้ขาดหายหรือลดหย่อนลงไปเลย จึงเป็นเรื่องที่น่าทำ ในทางศาสนาถึงกับสอนเอาไว้ว่าการลดอัตตานั้นให้วางตัวเหมือนผ้าสำหรับเช็ดเท้า เหมือนโคตัวผู้ที่มีเขาหัก และเหมือนงูพิษที่ถูกถอนเขี้ยวออกแล้ว คำสอนนี้มิได้มุ่งให้ยอมสยบหรือประกาศตัวเป็นผู้แพ้ แต่มุ่งให้คนอยู่เหนือทิฐิมานะให้ได้ ซึ่งจะส่งผลให้เป็นทุกข์น้อยลง มีมิตรมากขึ้นและช่วยให้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานอีกด้วย

       แค่ย่อตัวเองให้เล็กลงบ้างความทุกข์ก็จะลดลง ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เสียเกียรติหรือทำให้ความหมายในชีวิตด้อยค่าลงไป ก็คล้าย ๆ กับคำย่อในหนังสือราชการนั่นแหละ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าทำไม่น้อยทีเดียว

นมสดแก้วเดียว


        ในประเทศสหรัฐอเมริกามีคนไข้หญิงรายหนึ่งป่วยหนักด้วยโรคหัวใจซึ่งแพทย์ในท้องถิ่นไม่สามารถรักษาได้ จึงส่งไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษทำการรักษา แพทย์ผู้นั้นอ่านประวัติแล้วสะดุดใจกับชื่อหมู่บ้านของผู้ป่วย จึงซักถามอย่างละเอียด หลังจากนั้นก็ลงมือรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจ ใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุด ให้ยาราคาแพงที่สุด ทุกอย่างทำด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษ จนผู้ป่วยหายเป็นปกติ นอกจากนั้นยังเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมดแก่คนไข้รายนี้ด้วย สาเหตุที่ทำเช่นนั้น เป็นเพราะเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ขณะที่นายแพทย์ผู้นี้ยังเป็นเด็กและมีฐานะยากจนนั้น วันหนึ่ง เขาไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน ทั้งหิวทั้งทรมาน และคนไข้รายนี้เองได้ให้นมสดแก่เขาแก้วหนึ่ง


        เรื่องราวดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า การให้ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีความเมตตาจริงใจ ไม่หวังผลตอบแทนนั้น แม้สิ่งที่ให้จะมีราคาเพียงเล็กน้อย แต่ผลที่เกิดกับจิตใจของผู้รับนั้น ประมาณค่ามิได้ โดยเฉพาะการให้ในยามที่คนอื่นตกทุกข์ได้ยาก เช่น ยามจน ยามเจ็บ และยามจาก มักจะอยู่ในความทรงจำของผู้ได้รับมากเป็นพิเศษ และผลของการให้ในห้วงเวลาเช่นนั้น ก็มักจะสนองตอบให้ได้รับสิ่งที่ดีงามเกินความคาดหมายเสมอ

       ใครบ้างจะคิดว่า ด้วยนมสดเพียงแก้วเดียวกับเวลาที่ล่วงไปถึงสามสิบกว่าปี อานิสงส์ของการให้จะกลับมาตอบสนองได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าว่าโดยหลักธรรม สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะการให้ด้วยความรักความเมตตาอย่างบริสุทธิ์ใจจะอำนวยผลดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นการให้ที่ไม่มีวันสูญเปล่า

        ท่านเองก็ลงมือพิสูจน์ความจริงในข้อนี้ได้

ธรรมะจากต้นไม้


     เป็นที่ทราบกันว่า ต้นไม้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ดินฟ้าอากาศและสภาวะแวดล้อมเป็นไปโดยปกติ ไม่วิปริตผิดเพี้ยน นอกจากนี้ ความเป็นไปของต้นไม้ ยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าทางจริยธรรมสำหรับมนุษย์ด้วย คือ 

        ๑. เป็นครูของชีวิต ต้นไม้เมื่อกิ่งก้านหนึ่งถูกตัดออกไปก็มีกิ่งก้านใหม่สร้างขึ้นมา เมื่อร้อนแล้งก็ทิ้งใบร่วงหล่น เป็นการประหยัดน้ำและอาหาร เมื่อฝนตกก็งอกงามเติบโตและยังมีลักษณะอีกหลายอย่างที่ต้นไม้แสดงออกถึงการปรับตัวให้อยู่รอดได้ตามธรรมชาติ การปรับตัวของต้นไม้จึงให้ข้อคิดกับมนุษย์ในเรื่องการต่อสู้และปรับตัว

       ๒. เป็นผู้ให้ เริ่มตั้งแต่ให้ดอกผลเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ ให้อากาศที่บริสุทธิ์ ให้ร่มเงาเป็นที่พักอาศัย ไปจนถึงให้ความสมดุลแก่ธรรมชาติซึ่งเป็นคุณใหญ่หลวงแก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย จนที่สุดแม้เนื้อไม้อันเป็นต้นของไม้นั่นเองก็ยังให้ประโยชน์ในการสร้างบ้านเรือนและข้าวของเครื่องใช้อีกมากมาย 

        ในแง่ความเป็นครู ต้นไม้ให้ข้อคิดหลายอย่างเกี่ยวกับการปรับตัว ในแง่ความเป็นผู้ให้ ต้นไม้ให้โดยไม่จำกัดปริมาณ ให้โดยไม่เลือกว่าใครบ้างจะเป็นผู้รับ อย่างไรก็ตาม ต้นไม้นั้นหากมองเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไรก็จะเห็นแค่ต้นไม้ กิ่งไม้ หรือใบไม้ แต่ถ้ามองความเป็นไปทั้งหมดของมัน ก็จะเห็นพลังแห่งประโยชน์และคุณค่าอันมหาศาลของต้นไม้ที่มีให้แก่โลก และถ้ามองให้สัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์ ก็จะเห็นความหมายในเชิงจริยธรรมว่า ในฐานะของมนุษย์ที่คิดเป็น เราควรจะต้องทำอย่างไร

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ต่ออายุ


คาถาสะเดาะเคราะห์ (ต่ออายุ)
               
                อิติปิ โส ภะคะวา พระอาทิตย์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา พระจันทร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา พระอังคารทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา พระพุธเทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา พระพฤหัสเทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา พระศุกร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา พระเสาร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา พระราหูเทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา พระเกตุเทวา วิญญาณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง
                อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ
                อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน
                อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต
                อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู
                อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
                อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมนุสสานัง
                อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ
                อิติปิ โส ภะคะวา ภะคะวาติฯ

.................................................

อิติปิ โสฯ


ถวายพรพระ (อิติปิ โส ฯ)
               
                อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (พุทธคุณ)
                สาวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ(อ่านฮีติ) (ธรรมคุณ)
                สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะ โต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริ สะปุคคะลา เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี กะระณีโย อนุตตะรัง ปุญญัก เขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ)
.................................................

อิติปิโส เท่าอายุ
                อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ
                (ให้สวดเกิดอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๔๐ ให้สวด ๔๑ จบ)

.................................................

บทสวดขอขมาเทวดา
                อิติสุขะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปะฐะวีคงคา พรหมะเทวา อินทะเทวา อังคะเทวา คันตุกะเทวะตา รุกขะเทวา พาลี ชัยยะ มังคะลา อาจาริยัง อาจาริยะเทวา มุณีสิทธา มาตาปิตุโร อะโรคะเยนะ สุขเขนะ จะ ขะมามิหัง สาธุ สาธุ สาธุ
.................................................

การปลูกต้นไม้


ปลูกต้นไม้มงคลเสริมดวงในทิศต่างๆ
               
ทิศเหนือ ให้ปลูกต้นพุทรา ต้นว่าต่างๆ ต้นมะตูม ต้นทุเรียน ต้นหว้า จะเสริมดวงให้เจริญก้าวหน้า มีวาสนาบารมี ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัย ไม่มีผู้ใดมาคิดร้ายรังแกได้
                ทิศใต้  ให้ปลูกต้นมะพลับ ต้นมะม่วง ต้นมะปราง ต้นโตนด และต้นหว้า จะเสริมดวงให้รุ่งเรือง มีความมั่งคั่งร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี
                ทิศตะวันออก  ให้ปลูกต้นไผ่ ต้นมะพร้าว ต้นกุ่ม ต้นสารภี จะเสริมดวงชะตาให้แข็งแรง ไม่มีเรื่องทุกข์ใจ ไม่เจ็บป่วยทุกข์ร้อน มีแต่ความรุ่งเรืองอยู่ดีมีสุขสบาย
                ทิศตะวันตก  ให้ปลูกต้นมะขาม ต้นมะยม ต้นพุทรา จะเสริมดวงให้แคล้วคลาดจากเภทภัย คดีความ และเรื่องอื้อฉาวทั้งปวง
                ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ให้ปลูกต้นทุเรียน ต้นสวาด ไม้ดอกนานาชนิดที่บูชาพระ เช่น ดาวเรือง บัว มะลิ จะเสริมดวงให้มีความสุขสบายร่มเย็นตลอดไป ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนวุ่นวายภายในบ้าน
                ทิศตะวันออกเฉียงใต้  ให้ปลูกต้นยอ ต้นสารภี ต้นกุ่ม ต้นไผ่ ช่วยเสริมดวงให้เจริญก้าวหน้า มีลาภยศสูงส่ง ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง สำเร็จในอาชีพ มีเกียรติ มีคนเคารพนบนอบ และป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง
                ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  ให้ปลูกต้นมะนาว ต้นมะกรูด ต้นส้มป่อย ต้นมะงั่ว จะเสริมดวงให้มีผู้คนมาชื่นชมรักใคร่ ใครๆ ก็เกรงใจ และมีแต่ความสุขความราบรื่นในทุกทาง
                ทิศตะวันตกเฉียงใต้  ให้ปลูกต้นราชพฤกษ์ (คูน) ต้นขนุน ต้นสะเดา ต้นพิกุล จะเสริมดวงให้ชีวิตมีความมั่นคง ปราศจากความผิดพลาด และคดีความใดๆ ทำกิจใดจะสำเร็จไร้อุปสรรค ไกลจากอบายมุข และสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงที่ให้โทษแก่ชีวิต
.................................................

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556

การใช้ธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิท


การใช้ธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ให้ถูกจำนวน สี กาลเทศะ

                เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า เวลาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกัน ต้องใช้เครื่องบูชาอย่างไร แนวทางในการปฏิบัติที่ทำได้เอง ดังนี้
                ๑. จำนวนธูป การใช้ธูปจำนวนต่างๆ กันนั้น แตกต่างตามความเชื่อ และประเพณีแนวคิดต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมผสม ดังนั้นจึงต้องเข้าใจแก่นสารและเปลือกนอกอันเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยในแต่ละแนวคิด
                แนวคิดที่หนึ่ง “ธูปหนึ่งดอก แทนหนึ่งสิ่ง” เช่น หากไหว้สามดอกก็แทน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น
                แนวคิดที่สอง “จำนวนธูปตามกำลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์” เช่น ทางโหราศาสตร์ อาจจะใช้ธูป ๘ ดอก เป็นกำลังของราหู เมื่อไหว้ราหู หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในข่ายของราหู เช่น จตุคามรามเทพ ก็ใช้ธูป ๘ ดอก จึงนับว่าถูกต้องตามหลักกำลังของโหราศาสตร์
                แนวคิดที่สาม “จำนวนธูปตามประเภทสิ่งศักดิ์สิทธิ์” เช่น คนตายไหว้เพียงหนึ่งดอก (แทนคนๆ นั้น) แต่หากเป็นพระมหากษัตริย์จากโลกไปแล้ว จะใช้ธูป ๗ ดอก ด้วยถือเคล็ดว่า พระมหากษัตริย์จะใช้เลข ๗ เท่านั้น เช่น ฉัตรก็ใช้ ๗ ชั้น เป็นต้น นอกจากนี้ทางพราหมณ์อาจกำหนดให้จำนวนธูปที่ใช้ในการไหว้เทพแต่ละองค์แตกต่างกัน ซึ่งก็ควรไหว้ตามนั้นให้ถูกจารีตประเพณี
                ทั้งนี้ สามารถผสมผสานเลือกใช้แนวคิดทั้งสามในการเลือกจำนวนธูปได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ถือว่าผิด เพราะถือหลักอะไรก็ได้ เป็นประเพณีเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแก่นสารธรรมที่จะมาบอกว่าถูกหรือผิดประการใด
                ๓. สีของธูป ปกติเรามักเห็นธูปมีสีเดียวตามที่ขายอยู่ทั่วไป แต่หากถือเคล็ดตามโหราศาสตร์แล้วละก็ การใช้สีเดียวกันกับทุกอย่างเป็นสิ่งไม่ดี เช่น การบูชาราหู ทุกอย่างควรเป็นสีดำเท่านั้น หรือการไปงานมงคลสมรสของชาวจีน ทุกอย่างควรเป็นสีแดง ดังนั้นธูปก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ เพื่อให้ถูกต้องตามจารีตประเพณีต้องทำความเข้าใจว่า ควรเลือกสีธูปให้เหมาะกับกิจการต่างๆ ดังนี้
                                - ธูปสีทอง ใช้บูชาสิ่งสูงสุด คือ พระรัตนตรัย พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า การไหว้ด้วยธูปสีทองนี้ใช้ไหว้ได้ทุกวันยิ่งดี เพราะทำให้จิตใจบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
                                - ธูปสีม่วง ใช้บูชาดวงวิญญาณลึกลับที่คุ้มครองเรา เช่น เจ้าที่ พระภูมิ การไหว้ด้วยธูปสีม่วงนี้ เพื่อขออำนาจสิ่งลี้ลับที่อยู่ใกล้ชิดเรามากกว่าพระพุทธซึ่งเข้านิพพานแล้ว ให้ท่านมาสะสมบุญบารมี โดยช่วยเหลือเราในกิจการงานต่างๆ
                                - ธูปสีดำ ใช้บูชาเฉพาะราหูเท่านั้น หรือในงานศพก็นับว่าใช้ได้ หรือใช้กับเทพบางองค์ที่นับว่าชงเข้ากับสีดำ ในกรณีดวงตก มีคราวเคราะห์ ก็ให้บูชาราหูด้วยธูปดำเพื่อลดหย่อนผ่อนโทษ
                                - ธูปสีเขียว ใช้บูชาเทพต่างๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา และไม่ใช่ราหู แต่ใช้ในกรณีขอพรให้มีความเจริญรุ่งเรืองงอกงาม หรือสุขภาพดี
                                - ธูปสีชมพู ใช้บูชาเทพต่างๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา และไม่ใช่ราหู แต่ใช้ในกรณีขอพรให้มีความรักใคร่สามัคคีปรองดอง ให้สิ่งดีๆ ยั่งยืนยาวนาน
                                - ธูปสีเหลือง ใช้บูชาเทพต่างๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา และไม่ใช่ราหู แต่ใช้ในกรณีขอพรให้มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม
                                - ธูปสีแดง ใช้ในงานมงคลสมรสของชาวจีนเท่านั้น ไม่ใช้ในกรณีของงงานอื่นๆ นอกจากเทพบางองค์ที่ชงกับสีแดงจริงๆ ก็สามารถเลือกใช้ได้ตามวาระ
                                - ธูปสีปกติ มักใช้ทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจง และไม่จำกัดว่าไหว้อะไร
                ๓. โอกาสในการไหว้ (กาลเทศะ) บางครั้งที่บ้านท่านอาจมีวัตถุมงคลจำนวนมากมากก่ายกองรวมกันอยู่ที่หิ้งพระ ซึ่งไม่ค่อยดีเลย ทั้งในแง่ของการรับและแผ่พลัง บางท่านแนะนำให้เลือกบางย่างที่ถูกโฉลกกับเราจริงๆ แต่มันก็อดใจไม่ได้ที่จะบูชาอย่างอื่นด้วย หรือบางครั้งใครๆ ก็ให้มา ไม่รับก็ไม่ได้ จะทำอย่างไรดี จึงจะบูชาได้เหมาะสม
                                - ประเภทที่ควรบูชาทุกวัน คือ พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันหมายรวมถึงพระอรหันต์องค์ต่างๆ เช่น หลวงปู่ทวด เป็นต้น ใช้ใช้ธูปสีธรรมดา หรือสีทอง เพื่อเน้นว่าบูชาอย่างสูงสุด
                                - ประเภทที่มักบูชาทุกวัน คือ พระภูมิเจ้าที่ ดวงวิญญาณ พ่อ-แม่ บรรพบุรุษ ที่มักมีศาลเล็กๆ ไว้ในบ้าน ซึ่งชนเชื้อสายจีนนิยมกราบไหว้ทุกวัน ให้ใช้ธูปสีม่วงเพื่อดึงเอาพลังอำนาจมาช่วยกิจการงาน
                                - ประเภทบูชาเมื่อดวงกำลังขึ้น ใช้บูชาเทพเจ้าได้ทุกองค์ตามต้องการ จะให้ช่วยเรื่องอะไรให้เลือกเทพให้ถูกองค์ เช่น เทพที่เน้นค้าขายก็ให้ขอเรื่องค้าขาย เทพที่เน้นสุขภาพก็ให้ขอเรื่องสุขภาพ เช่น หากบูชาตรีมูรติ ให้บูชาองค์พระศิวะ หรือพระพรหมก็ได้ ให้หนุนสร้างสิ่งใหม่ๆ เป็นต้นว่า เปิดกิจการใหม่ บริษัทใหม่ เริ่มงานใหม่ ฯลฯ ให้ใช้ธูปสีเขียวแสดงถึงความเจริญงอกงาม รุ่งเรือง มีสุขภาพดี สดใส แรกแย้ม
                                - ประเภทบูชาเมื่อดวงดีอยู่แล้ว ให้บูชาเทพที่ช่วยปกปักรักษา เช่น หากเป็นตรีมูรติ ให้บูชาพระวิษณุ เพื่อขอให้สิ่งดีงามที่มีอยู่แล้วยั่งยืนถาวรต่อไป มีความรักความอบอุ่นในครอบครัว มีความสามัคคีปรองดองให้ยั่งยืนสืบนาน ให้ใช้ธูปสีชมพูแสดงถึงความรักความผูกพันสามัคคีปรองดอง การปกปักรักษา
                                - ประเภทบูชาเมื่อดวงกำลังตก ให้บูชา “ราหู” เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ท่านลดหย่อนผ่อนโทษให้เรา ให้วิบากกรรมเราผ่าไปเร็วๆ และเบาบางลง บางท่านอาจบูชาราหูอยู่แล้ว หรือมีราหูไว้บูชา เช่น จตุคามรามเทพ ก็จัดเป็นราหู ให้ใช้ธูปสีดำเท่านั้น จึงจะถูกหลักการบูชาราหูที่ถูกต้อง
                จำง่าย ๆ ดังนี้
                 ๑. ไหว้ทุกวัน
                                ไหว้บนฟ้า เช่น พระรัตนตรัย ใช้ธูปสีทอง
                                ไหว้บนดิน เช่น ศาลพระภูมิ ใช้ธูปสีม่วง
                ๒. ไหว้ตามวาระดวง
                                ดวงกำลังขึ้น ไหว้เทพที่หนุนกิจในเรื่องที่กำลังทำอยู่ ใช้ธูปสีเขียว
                                ดวงดีอยู่แล้ว ไหว้เทพที่คุ้มครองในเรื่องที่กำลังทำอยู่ ใช้ธูปสีชมพู
                                ดวงกำลังตก ไหว้เทพราหู หรือจตุคามรามเทพก็ได้ ใช้ธูปสีดำ
                ๓. ไหว้ตามวาระโอกาสพิเศษ
                                งานแต่งงานชาวจีน ใช้ธูปสีแดง เท่านั้น
                                ต้องการความฉลาดมีปัญญา ใช้ธูปสีเหลือง
.................................................

หลักการทำสังฆทานสด (พระราชสิงห์โห)




                ๑. ดอกไม้ให้ครบสามสี (ห้ามดอกกุหลาบ ดอกเข็ม เพราะว่ามีหนาม เปรียบเหมือนเข็มทิ่มแทง จะใช้ดอกไม้นี้สำหรับงานไหว้ครู จะได้มีสติปัญญาเฉียบแหลม สำหรับสังฆทานห้าม)
                ๒. ธูปเทียน
                ๓. น้ำ
                ๔. กับข้าว ๕ อย่าง ใส่ถุงอย่างละถุง
                ๕. ขนมหวาน หรือผลไม้ ๕ อย่าง
                ๖. ข้าวสวยใส่ถุง อย่างน้อย ๑ ถุง
                ๗. ปัจจัย (เงิน ให้เกินอายุไม่ต่ำกว่า ๑ บาท จะเป็นการค้ำอายุ)
                ๘. ให้ทำในวันเกิดในรอบสัปดาห์ เช่น เกิดวันจันทร์ ก็ให้ทำในวันจันทร์
                ๙. ให้ทำอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือมากกว่า ตามแต่โอกาส โดยจะต้องไม่เดือดร้อนเรื่องเงินที่จะซื้อสังฆทาน ไม่ใช่ทำแล้วไม่มีเงินซื้อข้าวกิน หรือต้องกู้เงินมาซื้อสังฆทาน เพราะจะเป็นการเบียดเบียนตัวเอง ทำให้เกิดทุกข์ ควรพร้อมทั้งกาย-ใจ และกำลังทรัพย์ (ถ้าทำด้วยเครื่องกระป๋อง ต้องเปิดฝาเสียก่อน)
                การทำสังฆทานสด ต้องทำก่อนเพล เพราะพระรับแล้วจะได้ฉันเพล ถ้าพระฉันไม่หมดต้องให้เป็นทานไป ถ้านำไปเลี้ยงคนที่ถือศีล (คนที่มาถือศีลในวัด) เขาจะให้พรและแผ่เมตตาให้ เราก็จะได้บุญอีกต่อเนื่อง หรือให้คนเฒ่าคนแก่ไป เขาก็จะให้พร หรือเอาไปให้ทานเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะได้อานิสงส์มากกว่าการทำบุญตักบาตรทุกวัน เพราะสังฆทานนี้ ถ้าเราเจาะจงอุทิศไปให้ใครโดยตรง เขาก็จะได้รับเต็มๆ เปรียบเสมือนเรามีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง ถ้าเราอุทิศให้กับผู้ที่เราตั้งใจให้ ให้เขาดื่มหมดแก้ว เขาจะรู้สึกชื่นใจมากกว่าที่เราอุทิศให้หลายคน เพราะอย่างน้ำจะต้องถูกแบ่ง หรือต้องให้เขาจิบน้ำคนละจิบ เขาจึงยังไม่ทันได้ชื่นใจ
                เวลาทำสังฆทาน ต้องทำจิตใจให้เป็นบุญ คือ ทำใจให้สบาย ไม่หงุดหงิดทะเลาะกัน เป็นกิริยาบุญแล้วเราจะได้บุญเต็มที่ และจะได้มีสายบุญไว้ เวลาที่เจอพระ (ผู้มีอภิญญา) เมื่อเรามีปัญหา ท่านจะได้ช่วยได้ง่าย ท่านจะได้ไม่เหนื่อยมากเพราะต้องใช้พลังจิตสูง เมื่อเราช่วยตัวเองครึ่งหนึ่ง พระช่วยเราครึ่งหนึ่งมักจะได้ผล  การช่วยคนที่มีเคราะห์นั้น พระจะต้องแผ่บารมี การช่วยคนที่มีทุกข์ บางเรื่องท่านก็ต้องรับเอาเคราะห์กรรมนั้นไว้เอง ถ้าเจ้าตัวช่วยด้วยอีกแรงพระท่านก็จะเบาลง
                สังฆทานสดนี้ ถ้าเราได้ทำกับพระที่ปฏิบัติแล้ว (มีฌาณ) ท่านจะรู้และจะเห็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา บางครั้งจะเห็นเขามารับส่วนบุญ ถ้าเขาขาดเหลืออะไร หรือเราทำอะไรไม่ถูกต้องครบถ้วน เขาจะสื่อให้พระท่านทราบ แล้วท่านจะบอกให้เราแก้ไขเสีย
                สังฆทานสดที่ทำนี้ ถ้าเราตั้งใจอุทิศให้ใคร ทั้งที่มีชีวิตอยู่ หรือไม่มีชีวิตอยู่ก็ดี อาจจะเป็นเจ้ากรรมนายเวร ศัตรู ลูกค้า ลูกหนี้ คนที่ไม่ถูกกัน หรือโดนกลั่นแกล้ง คู่ความ เจ้านาย ลูกน้อง ฯลฯ จะทำให้จิตใจเขาอ่อนลงมีเมตตาเรา จากสถานการณ์ร้ายๆ จะกลับกลายเป็นดี หรือเวลาเราไปติดต่อธุรกิจ ก็มักจะได้ผลในเชิงบวกเสมอ
                เวลาเราอุทิศหรือกรวดน้ำไปให้ ข้อสำคัญที่สุด ห้าม แช่งด่าเด็ดขาด เพราะหากทำเช่นนั้น เรากับเขาจะต้องได้รับไปคนละครึ่ง ดังนั้น การกรวดน้ำอุทิศไปให้ใคร ให้เราให้พร และแผ่เมตตาให้เขามีความสุขความเจริญทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ สุขก็ขอให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป คิดสิ่งใดให้สมปรารถนา เพราะเมื่อเขาดีขึ้นก็จะไม่มาเบียดเบียนเรา แล้วจะส่งผลให้สิ่งที่เราวาดหวังไว้สำเร็จ
                สังฆทานสดไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด ถ้าเรามีเวลาน้อย ก็ทำกับพระที่กำลังบิณฑบาตอยู่ก็ได้ให้บอกกับท่านว่าเราจะทำสังฆทาน ท่านจะให้พรตอนนั้นหรือไม่ก็แล้วแต่ ไม่ต้องกังวล ถ้าให้พรเราก็กรวดน้ำไป ถ้าไม่ให้พรตอนนั้น เราค่อยกรวดน้ำทีหลัง หรือไม่กวดก็ยังได้ เพราะเพียงเราตั้งจิตอธิษฐานอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่เราทำไปให้ใคร มันก็สำเร็จแล้ว แต่ถ้าเรามีเวลาไปที่วัด บางวัดจะต้อให้เรารับศีลก่อนแล้วค่อยทำสังฆทาน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะเป็นการดีมาก เพราะเราจะได้ถือศีลด้วย อย่าทำเพราะกลัวตาย อย่าทำเพื่อหลังผล อย่าทำเพราะอยากได้ ให้ทำด้วยจิตบริสุทธิ์ หรือตั้งใจจริง ต้องมีความเชื่อ ความนับถือ ความศรัทธา เป็นพื้นฐานการทำสังฆทานถือศีล ภาวนา นั้น ต้องถือให้จริง ทำให้จริง แล้วจะได้ผลดีจริงๆ
                สังฆทานสดได้ผลมากกว่าสังฆทานที่ทำทั่วไป อธิบายได้ว่า
                สังฆทาน คือ การทำบุญอุทิศให้กับผู้ที่เราเฉพาะเจาะจง พระก็เปรียบเสมือนสื่อกลางที่สำคัญ ถ้าพระท่านได้ใช้เลยหรือฉันเลย ก็จะทำให้ผู้ที่เราเจาะจงทำสังฆทานได้รับของจากเรา หรือได้รับบุญที่เราทำให้ในทันทีแต่ปัจจุบันนี้ สังฆทานที่เป็นกระป๋อง นานๆ ทีพระจึงจะนำมาใช้ หรือบางครั้งก็เอาไปขาย บางครั้งก็เอาไปเวียนกลับมาทำใหม่ ซึ่งคนที่เขารอก็ไม่ได้ของ ไม่ได้บุญที่เราทำให้ หรือกว่าจะได้ก็ช้า ทำให้ได้ผลช้า
                เพราะฉะนั้น การทำสังฆทานสด จึงให้ผลเร็ว เพราะพระท่านฉันเลยใช้เลย และถ้าไม่หมดก็ให้ทาน ซึ่งเราก็จะได้อานิสงส์ในทานนั้นต่ออีกด้วย
.................................................