วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เวลากับชีวิต


      บรรดาสิ่งมีค่าทั้งหลายในโลก ไม่มีอะไรที่จะมีค่าสูงสุดเท่ากับค่าของเวลา ของอื่นที่มีค่า เมื่อสูญหายไป อาจเอากลับคืนมาได้ แต่เวลานั้นถ้าเสียไปแล้วจะเอาคืนมาไม่ได้เลย  

       นักปราชญ์ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับชีวิตไว้ว่า คนเรานั้นถ้าถึงอายุครบ ๓ รอบ คือ ๓๖ ปี ยังไม่สามารถสร้างอนาคตที่แน่นอนให้กับตนเองแล้ว ก็เป็นการยากที่จะสร้างอนาคตขึ้นได้ อายุ ๓๖ ปีเป็นเกณฑ์แห่งการได้เสียของชีวิต ส่วนความสำเร็จอย่างอื่นในเวลาอื่นนอกจากนี้ท่านให้ถือว่าเป็นเรื่องตามมาภายหลัง ข้อสังเกตของนักปราชญ์นี้ แม้จะไม่ใช่สัจธรรมที่เป็นจริงกับคนทุกคนเสมอไป แต่อย่างน้อยก็ช่วยเตือนสติให้เร่งสร้างชีวิตแข่งกับเวลาได้ โดยพิจารณาหลักการสำคัญ ๒ ประการคือ 

       ๑. เร่งทำกิจ คือรีบเร่งขวนขวายในกิจที่ทำ งานที่รับผิดชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เพื่อเลี้ยงชีพในโลกนี้อย่างมั่นคงและมีความสุขตามอัตภาพ

       ๒. พินิจความตาย เพราะการมุ่งแสวงหาปัจจัย ๔ ในเบื้องต้นนั้น ถึงจะได้มาอย่างสมบูรณ์พร้อมพรั่ง ก็หาใช่สาระแท้จริงของชีวิตไม่ อีกทั้งเอื้อประโยชน์ได้เฉพาะโลกนี้เท่านั้น จึงต้องพิจารณาให้เห็นว่า “มนุษย์ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ไม่ล่วงพ้นไปได้” แล้วรีบขวนขวายสร้างกุศลคุณงามความดีซึ่งเป็นสาระที่ยั่งยืนกว่า และเพื่อเป็นเสบียงในปรโลก ด้วยการดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาท ละเว้นกรรมชั่ว ประกอบกรรมดี และทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ 

       เวลาแม้จะเป็นสิ่งมีคุณค่า แต่คุณค่าที่ว่านี้ก็มีเฉพาะผู้ที่รู้จักใช้เวลาเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักใช้เวลา แม้จะมีเวลามากมายเพียงใด ก็ใช้เวลานั้นเผาผลาญชีวิตให้สูญเปล่าโดยมิได้สร้างคุณประโยชน์อันใดให้เกิดขึ้นเลย ฉะนั้น ถ้าชีวิตก่อนหน้านี้ได้สูญเสียเปล่าโดยมิได้ทำประโยชน์แล้ว ก็พึงเร่งรีบทำประโยชน์ทั้งหลายให้ทันกับเวลาที่จะหมดไปโดยเร็วเถิด

วิธีคิดพิชิตทุกข์


      วิธีคิด คือ การทำงานของจิตอย่างหนึ่ง ทั้งนี้สุดแต่ใครจะกำหนดกรอบความคิดของตนไปทางใด กล่าวคือ เมื่อบุคคลประสบกับเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเขาใช้วิธีคิดที่มีโทสะเป็นพื้นฐาน เหตุการณ์นั้น ๆ ก็จะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โต นำโทษทุกข์มาให้ แต่ถ้าเขาใช้วิธีคิดอันมีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน เหตุการณ์นั้น ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย สงบเย็น เกิดประโยชน์สุขขึ้นมาแทนที่ ในกรณีนี้มีเรื่องของลุงบุญเป็นอุทาหรณ์

       กาลครั้งหนึ่ง ลุงบุญอุ้มลูกชายวัย ๔ ขวบ ขึ้นรถยนต์โดยสารปรับอากาศเพื่อเดินทางไปทำธุระ ณ ที่แห่งหนึ่ง เมื่อขึ้นไปแล้วได้สังเกตเห็นเบาะว่างอยู่ที่หนึ่งจึงพาลูกไปนั่ง ขณะนั่งลงได้เบียดถูกชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่เบาะติดกัน ลุงบุญรีบกล่าวคำขอโทษ พอสิ้นเสียงคำขอโทษ ชายคนนั้นต่อยที่ต้นแขนของลุงบุญพร้อมพูดว่า "นี่น่ะขอโทษ" ลุงบุญทั้งเจ็บและโกรธ พยายามเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความเมตตากรุณา คิดว่า "ชายคนนี้คงจะโกรธใครมา หรือมีเรื่องไม่สบายใจอยู่ก่อน พอถูกเราเบียดจึงระบายความโกรธใส่เรา เขาได้ต่อยเราแล้วคงจะสบายใจขึ้น" พอลุงบุญนึกมาถึงตรงนี้ ความโกรธและความเจ็บค่อย ๆ จางหายไป เกิดความสบายใจขึ้นแทนที่ ลุงบุญโดยสารรถคันนั้นไปถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น

        ลุงบุญใช้วิธีคิดอันมีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน ทำให้สามารถเอาชนะความโกรธและเกิดความสบายใจขึ้นมาแทนที่ สมจริงดังพระพุทธพจน์ว่า "โกธัง ฆัตวา สุขัง เสติ แปลว่า ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข"
................................

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คาถานมัสการพระพุทธสิหิงโค



บทสวดสรภัญญะ
หันทะ มะยัง พุทธะปะสังสา คาถาโย พุทธะสิหิงโค นามะ ภะณามะ เส
...........................................
อิติปะวะระสิหิงโต                         อุตตะมะยะโสปิ เตโช
ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส                     สักกาโร อุปาโท
สะกาละพุทธะสาสะนัง                โชตะยันโตวะ ทีโป
สุระนะเรหิ มะหิโต                       ธะระมาโนวะ พุทโธติ
         พุทธะสิหิงคา                         อุบัติมา ณ แดนใด
ประเสริฐ ธ เกริกไกร                     ดุจกายพระศาสดา
         เป็นที่เคารพน้อม                   มนุษย์พร้อมทั้งเทวา
เปรียบเช่นชวาลา                            ศาสนาที่ยืนยง
         เหมือนหนึ่งพระสัมพุทธ    สุวิสุทธิ์พระชนม์คง
แดนใดพระดำรง                             พระศาสน์คงก็จำรูญ
         ด้วยเดชสิทธิศักดิ์                   ธ พิทักษ์อนุกูล
พระศาสน์บ่มีสูญ                            พระเพิ่มพูนมหิทธา
         ข้าฯ ขอเคารพน้อม                วจีค้อมขึ้นบูชา
พิทักษ์ ธ รักษา                                พระศาสน์มาตลอดกาล
         ปวงข้าฯ จะประกาศ              พุทธศาสน์ให้ไพศาล
ขอพระอภิบาล                                 ชินมารนิรันดร์ เทอญฯ
 .............................................

บทระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย


หันทะ มะยัง ระตะนะคุณัง กะโรมะ เส
...........................................
         อิมินา สักกาเรนะ                  ข้าขอน้อมสักการะบูชา
องค์สมเด็จพระศาสดา                   ผู้ทรงปัญญาและบารมี
ทรงสง่าด้วยราศี                              ประเสริฐเลิศดีมีพระคุณ
ทรงมีพระเมตตาเกื้อหนุน            แผ่บุญค้ำจุน ให้พ้นภัย
ท่านเป็นประทีปดวงสดใส            ให้กำเนิดรัตนตรัย ดวงงาม
องค์แห่งรัตนะ มีสาม                    ระบือนามไป ทั่วธานี
องค์พระพุทธชินศรี                       ตรัสรู้ชอบดีในพระธรรม
ชาวพุทธทุกคนจงจดจำ                  ช่วยกันแนะนำ ให้แพรไป
ทุกคนจะเกิดเลื่อมใส                      พระธรรมนำสุขใจ สถาพร
ผู้แนะนำซึ่งคำสอน                        คือศิษย์พระชินวร ทุกพระองค์
มวลหมู่พระภิกษุสงฆ์                    ได้ดำรงพระศาสนามา
ลูกขอก้มกราบวันทา                       พุทธศาสนาจงถาวร เทอญฯ
.............................................

บทระลึกถึงคุณบิดามารดา



หันทะ มะยัง ปิตามาตาคุณัง กะโรมะ เส
...........................................
         อิมินา สักกาเรนะ                  ข้าขอกราบสักการะบูชา
อันพระบิดรมารดา                         ผู้ข้าขอน้อมระลึกคุณ
ท่านมีเมตตาการุณ                          อุปการคุณต่อบุตรธิดา
ได้ให้กำเนิดลูกเกิดมา                    ทั้งการศึกษาและอบรม
ถึงแม้ลำบากสุดขื่นขม                   ทุกข์ระทมสักเพียงใด
ท่านไม่เคยจะหวั่นไหว                  ต่อสิ่งใดที่ได้เลี้ยงมา
พระคุณท่านล้นฟ้า                         ยิ่งกว่าธาราและแผ่นดิน
ลูกขอบูชาเป็นอาจิณ                       ตราบจนสิ้นดวงชีวา
ขอปวงเทพไท้ช่วยรักษา                พระบิดรมารดา ขอข้า เทอญ ฯ 
............................................

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การยอม


           การยอม คือ การปรับความคิดเห็นให้เข้ากันกับผู้อื่น เป็นการผ่อนสั้นผ่อนยาว เข้าหากัน เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ในการปกครองชีวิต การทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้น บางครั้งอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน ถ้าต่างคน ต่างแข็ง เข้าหา กันแล้ว ก็ตกลงกันไม่ได้ พระพุทธศาสนา สอนเรื่องทิฐิสามัญญตา คือ ความเป็นผู้มีความคิดเห็นตรงกันไว้ ก็เพื่อจะให้ทุกคนปรับความคิดเห็นของตนให้เข้ากับ ความคิดเห็นของคนอื่นนั่นเอง

           ความเชื่อมั่นในความคิดเห็นของตัวเอง เป็นความคิดเห็นที่ประเสริฐ แต่บางครั้งก็ต้องพิจารณาว่าความเห็นของเรา ถูกต้องดี มีเหตุผลตรงกับความคิดเห็น ของคนส่วนมากหรือไม่ ถ้าพิจารณาดูแล้วเห็นว่า ความคิดเห็น ของเรามีเหตุผล สู้ของคนอื่นไม่ได้ ก็ต้องลดหย่อนผ่อนตาม เพราะคนส่วนมากเขาต้องการเช่นนั้น   ในกรณีเช่นนี้ก็ควรยอม แต่ถ้าเป็นความคิดเห็นที่ดี และถูกต้องก็ควรยับยั้งไว้ก่อน วันนี้ เขาอาจ จะยัง ไม่เห็นด้วย วันข้างหน้าโอกาสเหมาะ จังหวะให้ เขาอาจจะต้องพึ่งความคิดเห็นนั้น ของเราเข้าสักวันหนึ่งจนได้

           การยอมหรือการรู้จักอนุวัตความคิดเห็นตามคนอื่น เท่ากับการผ่อนสั้นผ่อนยาวเข้าหากัน เป็นคุณธรรมที่จะช่วยป้องกันการแตกร้าวขึ้น ในหมู่ผู้ร่วมงาน หากเราอวดดื้อถือรั้น ในขณะนั้น นอกจาก จะไม่ปฏิบัติ ตามคำสอน เรื่อง ทิฐิสามัญญตา ในพุทธศาสนาแล้ว ยังถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย คือ ถือเสียงข้างมาก เป็นประมาณอีกด้วย

...............................

Ten Great Tips For Each Day


1.Stay out of trouble จงหลีกห่างจากความยุ่งยาก เพราะถ้าตกลงไปแร้วมันขึ้นมาได้ยาก


2.Aim for greater heights. มองเป้าหมายให้สูงๆ หน่อย เผื่อเหนียวเอาไว้ พลาดไปเดี๋ยวเดือดร้อน (จะได้เจ็บน้อยหน่อย)


3.Stay focused on your job. ทำความชัดเจนในเป้าหมายของงานที่ทำ ผิดเป้าหมายแล้วจะเหนื่อย


4.Exercise to maintain good health. ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพ เพราะไม่มีใครช่วยเราได้


5.Practice team work. ต้องเล่นกันเป็นทีม เพื่อเสริมพลัง


6.Rely on your trusted partner to watch your back. Take your time trusting others. ให้เพื่อนร่วมงานที่ดีคอยช่วยสังเกตงานเราและเราก็แบ่งเวลาไปช่วยเพื่อนด้วย

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทหารหนุ่ม


ทหารหนุ่ม
       ข้อความต่อไปนี้น่าอ่านมาก อาจมีประโยชน์สำหรับหลายๆ คน จงอ่านซะนะ
       ทหารหนุ่มแอบหลงรักเจ้าหญิงเลอโฉม เขาตระหนักถึงความสูงส่งของเธอ เฉกเช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความต่ำต้อยของตน แต่เขายังรวบรวมความกล้า เดินเสี่ยงตายเข้าไปบอกเธอว่า"รัก"และจะอยู่บนโลกต่อไปโดยไม่มีเธอไม่ได้ 
         เจ้าหญิงผู้เป็นดวงใจตอบเขาว่า "ถ้าสามารถรอคอยอยู่ใต้ระเบียงห้องเธอได้ติดต่อกัน 100 วัน 100 คืน เธอจะเป็นของเขาตลอดไป" 
         ณ ใต้ระเบียง ทหารหนุ่มเฝ้ารอคอยอยู่ตรงนั้นวันแล้ววันเล่าคืนแล้วคืนเล่าโดยไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน เขารอคอยในสายลมบาดผิว รอคอยในสายฝนกระหน่ำ รอคอยในความหนาวเหน็บของหิมะ วันแล้ววันเล่าคืนแล้วคืนเล่า โดยมีเจ้าหญิงของเขาเฝ้าดูอยู่  เธอเห็นหยาดน้ำตาของเขาพรูพรายเป็นสาย จนกระทั่งในคืนที่ 99 ทหารหนุ่มหยุดร้องไห้ หยุดรอคอย หยุดทุกอย่างไว้ แล้วหันหลังเดินจากไป...
เรื่องนี้ไม่มีตอนจบ แต่มีบางคำถาม บางคำตอบในใจ
ความรักของเธอกับเขาอาจจะเหมือนนาฬิกาทราย
เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มหมดรักไปในใจอีกฝ่ายหนึ่งกลับรักขึ้นมาใหม่เต็มเปี่ยม
แต่บางทีทหารหนุ่มอาจตั้งใจแค่แสดงให้เห็นว่าเขารักเธอจริงแท้แค่ไหน
แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการ ครอบครองไว้ 
หรือบางทีเขาอาจเสียใจ ต้องตัดใจจากไปเพราะรักเขาถูกทำร้ายย่ำยี
หรือบางทีเป็นเจ้าหญิงเองที่เสียใจ
เพราะไม่เคยมีใครรักเธอได้อีกถึงเพียงนี้...
Created by : ปราย พันแสง
ต้องขออภัยเจ้าของเรื่องที่นำมาเผยแพร่โดยมิได้ขออนุญาติ  


นี่อาจเป็นข้อสรุปก็ได้
ความรัก เป็นสิ่งที่ออกแบบไม่ได้ 
ความรัก เป็นเรื่องที่บังคับใจกันไม่ได้ 
ความรัก ที่บริสุทธิ์ คือ การให้ ให้โดยที่ไม่หวังว่าจะได้อะไรตอบแทน 
แต่ในความเป็นจริงแล้ว 
ผู้ที่ให้มักจะหวังอยู่ลึกๆ ที่จะได้ความรักเป็นสิ่งตอบแทน.. เสมอ
และเมื่อได้ ความรัก กลับมาแล้ว
มีเพียงน้อยคนนักที่จะสามารถให้ในลักษณะนี้ได้ตลอดไป
ความอดทนอยู่คู่กับความรักไม่ได้
แต่ความเข้าใจต่างหากที่ควรเคียงคู่กันไป ถูกต้องที่ "เวลา"
เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะความรัก
การประคองให้รักกันได้ตลอดไป
เป็นสิ่งที่ยากกว่าการจะทำอย่างไรให้รักกัน เจ้าหญิงไม่ผิด และ
ทหารผู้นี้ก็ไม่ผิด เพียงแต่เวลาของ ความรัก ของสองคนนี้...
ไม่เท่ากันเท่านั้นเอง เราจะรู้ค่าของสิ่งของสิ่งหนึ่ง
เมื่อเราได้รู้ว่า เรา...
"ได้เสียมันไปแล้ว"