ศีลห้า
1.ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า
2.อทินนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการลัก ,ฉ้อ ของผู้อื่นด้วยตนเอง และไม่ใช่ให้ผู้อื่นลัก ฉ้อ
3.กาเมสุมิจฺฉานารา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
4.มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการพูดเท็จ คำไม่เป็นจริง และคำล่อลวง อำพรางผู้อื่น
5.สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการดื่มสุรา เมรัย เครื่องดองของทำใจให้คลั่งไคล้ต่างๆ
ศีลแปด หรือ อุโบสถศีล เป็นศีลของคฤหัสถ์ หมายถึง อุบาสกอุบาสิกาทั่วไป มิใช่สงฆ์ (ซึ่งมีศีลเฉพาะตนอยู่แล้ว) โดยมักจะรับศีลแปดในวันพระ นิยมรักษาศีลแปดเป็นเวลา 1 วัน หรือ 3 วัน จัดเป็นศีลขั้นต่ำของพระอนาคามี
โดยปกติผู้รักษาศีลจะเปล่งวาจาอธิษฐาน ที่จะขอสมาทานศีลตั้งแต่เช้าของวันนั้น หากรักษาศีลแปดเป็นเวลา 1 วัน เรียกว่า "ปกติอุโบสถ" และหากรักษา 3 วัน เรียกว่า "ปฏิชาครอุโบสถ"
ศีลแปด
1.ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการฆ่าสัตว์
2.อทินฺนา ทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการลักสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้
3.อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์
4.มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
5.สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
6.วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล (หลังเที่ยงถึงวันใหม่)
7.นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม
8.อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี
ศีล 10 หรือ ทศศีล สำหรับสามเณร แต่ผู้ใดศรัทธาจะรักษาก็ได้ หัวข้อเหมือนศีล 8 แต่แยกข้อ 7 เป็น 2 ข้อ เลื่อนข้อ 8 เป็น 9 และเติมข้อ 10 คือ
ศีลสิบ
1.เว้นจากทำลายชีวิต
2.เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
3.เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี
4.เว้นจากพูดเท็จ
5.เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
6.เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป
7.เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง ฯลฯ
8.เว้นจากการทัดทรงดอกไม้ ฯลฯ
9.เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ ฯลฯ
10.เว้นจากการรับทองและเงิน
ศีล 10 นี้ เป็นข้อปฏิบัติของ สามเณร สามเณรี และสิกขมานา (ผู้ที่ขอบวชเป็นภิกษุณี ซึ่งต้องบวชเป็นสามเณรี และไม่ผิดศีลข้อ1 2 3 4 5 6 เป็นเวลาถึง 2 ปีโดยไม่ขาดศีลทั้ง 6 ข้อโดยไม่ขาดเลย แต่ข้อ 7 8 9 10 ขาดได้บ้าง ) รวมทั้งเป็นข้อปฏิบัติของ สมณะนักบวชนอกพระศาสนา (หนึ่งในเทวทูต4) ก็ถือศีล10 มาก่อน เป็นศีลขั้นต่ำของพระอรหันต์ เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายมีปกติไม่ผิดศีลข้อ1 ถึงข้อ 9 ตลอดชีวิต และมีปกติรักษาศีลข้อ10เป็นธรรมชาติ ถ้าพระอรหันต์มีปกติผิดศีลข้อ 10 หรือครองเพศฆราวาสอันมิใช่สมณะเพศย่อมละสังขารนิพพานไป ภายใน 1 วัน
.........................
วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
หลักธรรมตามแบบ ทศพิธราชธรรม
1. อาชชวะ ซื่อตรง ปฏิบัติการกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ
2. ศิล ความประพฤติดีงาม รักษากิตติคุณ ประพฤติให้เป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือ มิมีข้อให้ผู้ใดดูแคลน
3. อวิหิงสา ไม่หลงระเริงอำนาจ ไม่บีบคั้นกดขี่ ไม่หาเหตุเบียดเบียนหรือลงโทษ ด้วยอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง
4. อักโกธะ ไม่เกรียวกราด ไม่วินิฉัย ด้วยอำนาจ ความโกรธ วินิฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันสุขุมราบเรียบตามธรรม
5. มัทฑวะ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่ง หยาบคาย ถือตัว กระด้าง มีความสง่างาม กิริยาสุภาพนุ่มนวล ได้รับภักดี แต่มิขาดยำเกรง
6. ทาน การให้ บำรุงเลี้ยงเท่าที่สามารถ ช่วยเหลือ สงเคราะห์ และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์
7. บริจาค การเสียสละเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง และชนส่วนใหญ่ โดยไม่หลังตอบแทน
8. ตะบะ แผดเผากิเลสตัณหามิให้ครอบงำจิต ระงับใจไม่ให้หลงไปกับความสำราญ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ ง่าย ๆ สามัญ แต่มุ่งมั่นทำกิจในหน้าที่ของตนให้บรรลุผลสมบูรณ์
9. ขันติ อดทน ต่องาน ต่อความเหนื่อยยากลำบาก แม้จะน่าเบื่อหน่ายเพียงใดก็ไม่ย่อท้อ ไม่หมดกำลังใจ ไม่ละทิ้งกิจที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม
10. อวโรธนะ วางตนเป็นหลัก หนักแน่นในธรรมคงที่ ไม่เอนเอียงและหวั่นไหวเพราะเหตุจาก ถ้อยคำ ดี ร้าย ลาภ สักการะ สถิตมั่นในธรรม ไม่ประพฤติให้คลาดเคลื่อนวิบัติไปจาก ความเพียรในธรรม นิติธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
2. ศิล ความประพฤติดีงาม รักษากิตติคุณ ประพฤติให้เป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือ มิมีข้อให้ผู้ใดดูแคลน
3. อวิหิงสา ไม่หลงระเริงอำนาจ ไม่บีบคั้นกดขี่ ไม่หาเหตุเบียดเบียนหรือลงโทษ ด้วยอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง
4. อักโกธะ ไม่เกรียวกราด ไม่วินิฉัย ด้วยอำนาจ ความโกรธ วินิฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันสุขุมราบเรียบตามธรรม
5. มัทฑวะ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่ง หยาบคาย ถือตัว กระด้าง มีความสง่างาม กิริยาสุภาพนุ่มนวล ได้รับภักดี แต่มิขาดยำเกรง
6. ทาน การให้ บำรุงเลี้ยงเท่าที่สามารถ ช่วยเหลือ สงเคราะห์ และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์
7. บริจาค การเสียสละเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง และชนส่วนใหญ่ โดยไม่หลังตอบแทน
8. ตะบะ แผดเผากิเลสตัณหามิให้ครอบงำจิต ระงับใจไม่ให้หลงไปกับความสำราญ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ ง่าย ๆ สามัญ แต่มุ่งมั่นทำกิจในหน้าที่ของตนให้บรรลุผลสมบูรณ์
9. ขันติ อดทน ต่องาน ต่อความเหนื่อยยากลำบาก แม้จะน่าเบื่อหน่ายเพียงใดก็ไม่ย่อท้อ ไม่หมดกำลังใจ ไม่ละทิ้งกิจที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม
10. อวโรธนะ วางตนเป็นหลัก หนักแน่นในธรรมคงที่ ไม่เอนเอียงและหวั่นไหวเพราะเหตุจาก ถ้อยคำ ดี ร้าย ลาภ สักการะ สถิตมั่นในธรรม ไม่ประพฤติให้คลาดเคลื่อนวิบัติไปจาก ความเพียรในธรรม นิติธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
Posted by
1081009
วิธีการครองใจคน
การครองใจคนหรือการทำให้คนอื่นรักนั้น เป็นศิลปะพิเศษอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะแก่คนที่หวังความเจริญก้าวหน้า และหวังที่จะมีชีวิตอยู่เป็นปกติในสังคม คนที่ครองใจคนอื่นได้ย่อมได้รับการยอมรับและการช่วยเหลือสนับสนุนจากคนที่เราครองใจไว้ได้นั้นเป็นอันดี ทั้งในยามปกติและตกทุกข์ได้ยาก วิธีครองใจหรือการทำให้คนรัก มี 2 แบบ คือ
1. แบบโลกวิธี คือ วิธีที่ชาวโลกนิยมทำกัน เช่น การให้เกจิอาจารย์ ผู้มีคาถาอาคมแก่กล้า สัก เสก ลงเลขยันต์ ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออาบน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก การใช้วัตถุมงคล ตลอดจนเครื่องรางของขลังและว่านเสน่ห์ต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อให้ตนเองมีเสน่ห์เป็นที่รักและเป็นที่นิยมของผู้คน ทังนี้สุดแท้แต่ทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อของแต่ละบุคคล ซึ่งผลที่ได้รับยังหาความแน่นอนไม่ได้ ส่วนมากมักถูกหลอกลวงต้มตุ๋น จากพวงมิจฉาชีพที่อาศัยเป็นช่องทางทำมาหากินในทางทุจริต ทำให้สูญเสียเงินทองไปกับเรื่องแบบนี้ไม่น้อย ถึงกระนั้น ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ทั่วไป
2. แบบพุทธวิธี คือ วิธีที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ โดยเน้นไปที่การเริ่มต้นที่ตนเองจัดการกับตัวเองให้เป็นคนน่ารัก ยึดหลักว่า “ถ้าเราทำตัวให้น่ารัก คนอื่นเขาก็รัก ถ้าเราทำตัวให้ น่าเกลียด คนอื่นเขาก็เกลียด” โดยปฏิบัติตามหลักธรรม ดังนี้
* โอบอ้อมอารี (ทาน) คือให้เป็นคนมีน้ำใจ สมัครใจที่เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ รู้จักเผื่อแผ่เจือจานสิ่งของเครื่องใช้แก่ผู้อื่น ในสิ่งที่เขาขาดแคลนบกพร่อง
* วจีไพเราะ (ปิยวาจา) คือให้เป็นคนพูดจาสุภาพนุ่มนวลด้วยน้ำใสใจจริง ไม่แสแสร้งแกล้งทำ หลีกเลี่ยงคำพูดอันเป็นเท็จ คำพูดส่อเสียด ยุให้รำตำให้รั่ว คำพูดหยาบคาย และคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ
* สงเคราะห์ปวงชน (อัตถจริยา) คือ ให้ทำตนเป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่นช่วยเหลือเอาใจใส่ในกิจการต่าง ๆ ด้วยแรงกาย แรงใจ และด้วยคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ด้วยความเต็มใจ เต็มความรู้ความสามารถ ทำอย่างไรก็ได้ที่ให้เขาเห็นว่าเราเต็มใจช่วยเขา
* วางตนเหมาะสม (สมานัตตตา) คือ ให้เป็นคนดีที่เสมอต้นเสมอปลาย ทำต่อเนื่องไม่เป็นคนขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย และให้เป็นคนที่รู้จักทำตัวเป็นกันเอง เข้ากับผู้อื่นได้ ใครคบค้าด้วยก็สบายใจ ไม่เครียด ไม่ทำตัวให้สูงหรือต่ำเกินไปนัก รู้จักกาลเทศะในการวางตัว
วิธีครองใจคนทั้ง 2 แบบนี้ หากเราเคยปฏิบัติแบบโลกวิธีมาแล้ว ได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลขอแนะนำให้ปฏิบัติแบบพุทธวิธีดูบ้าง แล้วจะรู้สึกว่าวิธีครองใจคนไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอะไรเลย
1. แบบโลกวิธี คือ วิธีที่ชาวโลกนิยมทำกัน เช่น การให้เกจิอาจารย์ ผู้มีคาถาอาคมแก่กล้า สัก เสก ลงเลขยันต์ ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออาบน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก การใช้วัตถุมงคล ตลอดจนเครื่องรางของขลังและว่านเสน่ห์ต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อให้ตนเองมีเสน่ห์เป็นที่รักและเป็นที่นิยมของผู้คน ทังนี้สุดแท้แต่ทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อของแต่ละบุคคล ซึ่งผลที่ได้รับยังหาความแน่นอนไม่ได้ ส่วนมากมักถูกหลอกลวงต้มตุ๋น จากพวงมิจฉาชีพที่อาศัยเป็นช่องทางทำมาหากินในทางทุจริต ทำให้สูญเสียเงินทองไปกับเรื่องแบบนี้ไม่น้อย ถึงกระนั้น ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ทั่วไป
2. แบบพุทธวิธี คือ วิธีที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ โดยเน้นไปที่การเริ่มต้นที่ตนเองจัดการกับตัวเองให้เป็นคนน่ารัก ยึดหลักว่า “ถ้าเราทำตัวให้น่ารัก คนอื่นเขาก็รัก ถ้าเราทำตัวให้ น่าเกลียด คนอื่นเขาก็เกลียด” โดยปฏิบัติตามหลักธรรม ดังนี้
* โอบอ้อมอารี (ทาน) คือให้เป็นคนมีน้ำใจ สมัครใจที่เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ รู้จักเผื่อแผ่เจือจานสิ่งของเครื่องใช้แก่ผู้อื่น ในสิ่งที่เขาขาดแคลนบกพร่อง
* วจีไพเราะ (ปิยวาจา) คือให้เป็นคนพูดจาสุภาพนุ่มนวลด้วยน้ำใสใจจริง ไม่แสแสร้งแกล้งทำ หลีกเลี่ยงคำพูดอันเป็นเท็จ คำพูดส่อเสียด ยุให้รำตำให้รั่ว คำพูดหยาบคาย และคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ
* สงเคราะห์ปวงชน (อัตถจริยา) คือ ให้ทำตนเป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่นช่วยเหลือเอาใจใส่ในกิจการต่าง ๆ ด้วยแรงกาย แรงใจ และด้วยคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ด้วยความเต็มใจ เต็มความรู้ความสามารถ ทำอย่างไรก็ได้ที่ให้เขาเห็นว่าเราเต็มใจช่วยเขา
* วางตนเหมาะสม (สมานัตตตา) คือ ให้เป็นคนดีที่เสมอต้นเสมอปลาย ทำต่อเนื่องไม่เป็นคนขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย และให้เป็นคนที่รู้จักทำตัวเป็นกันเอง เข้ากับผู้อื่นได้ ใครคบค้าด้วยก็สบายใจ ไม่เครียด ไม่ทำตัวให้สูงหรือต่ำเกินไปนัก รู้จักกาลเทศะในการวางตัว
วิธีครองใจคนทั้ง 2 แบบนี้ หากเราเคยปฏิบัติแบบโลกวิธีมาแล้ว ได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลขอแนะนำให้ปฏิบัติแบบพุทธวิธีดูบ้าง แล้วจะรู้สึกว่าวิธีครองใจคนไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอะไรเลย
Posted by
1081009
ตัวอย่างสิบวิธีสร้างรอยยิ้มในครอบครัว
- สัญญากับตนเองไม่ทำผิดซ้ำ
- ชมกันหน่อย
- ให้กำลังใจกันบ้าง
- ฟังเขาพูดมากกว่าพูดให้เขาฟัง
- ถามไถ่ทุกข์สุขกันบ้าง
- รู้จักปฏิเสธงานสังคมเมื่อต้องปฏิเสธ
- ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว
- กล่าวคำขอโทษ ให้เป็น
- อดทน อดกลั้น ระงับโทสะ
- ลดทิฐิ หมั่นกล่าวคำขอบคุณ
- ชมกันหน่อย
- ให้กำลังใจกันบ้าง
- ฟังเขาพูดมากกว่าพูดให้เขาฟัง
- ถามไถ่ทุกข์สุขกันบ้าง
- รู้จักปฏิเสธงานสังคมเมื่อต้องปฏิเสธ
- ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว
- กล่าวคำขอโทษ ให้เป็น
- อดทน อดกลั้น ระงับโทสะ
- ลดทิฐิ หมั่นกล่าวคำขอบคุณ
Posted by
1081009
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
คำอธิษฐานก่อนนั่งสมาธิ
คำอธิฐานก่อนนั่งสมาธิ อีกแบบหนึ่ง
ให้อธิษฐานจิตว่า “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลให้ บุญกุศลที่เกิดจากการนั่งภาวนาของข้าพเจ้าคราวนี้ต่อไปนี้ จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวร ทั้งที่อยู่ภายในทั้งที่อยู่ภายนอกร่างกายข้า และที่จะกำลังจะมาถึงตัวข้าในเร็วๆ รวมทั้งจงสำเร็จแก่เทวดาประจำตัวข้า จงสำเร็จแก่นาค ครุฑ อสูร คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ กินราที่อยู่บริเวณนี้ บ้านนี้ เมื่อพวกท่านเห็นบุญที่เกิดจากการนั่งสมาธิของข้าไปถึงแก่พวกท่าน ขอให้พวกท่านยินดีรับเอาไว้เลยแล้วอย่าได้ขัดขวางการปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะอุทิศบุญให้อีก” ดังนี้
หมายเหตุ.- ถ้าต้องการจะอุทิศเจาะจงให้ใครหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ให้อธิษฐานเอาเอง แต่บุญที่เกิดจากการภาวนานั้นผู้ที่อยู่ในภพภูมิต่ำๆ เช่น ผี ปีศาจ ผีเชื้อโรค ฯลฯ รับได้ยาก ฉะนั้นหากเราต้องการโอนบุญที่เกิดจากการภาวนาให้เขาเหล่านั้นก็ให้อธิษฐานแปรสภาพบุญให้เหมาะสมกับเขาเหล่านั้นก่อนเพื่อเขาจะรับได้ง่ายขึ้น
“บุญกุศลใดที่เกิดจากการเผยแพร่ข้อความทั้งหมดนี้ เมื่อบุญเกิดแล้ว ขอบุญนี้จงเป็นของผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์ดังต่อไปนี้
จงเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่ดูแลรักษาหลวงพ่อเกษม อาจิณณสีโล จงเป็นของนายเวรของหลวงพ่อทั้งที่เดินทางมาถึงและที่กำลังก่อกวนอยู่ตามร่างกายขององค์ท่าน
จงเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่ดูแลรักษาคณะผู้จัดพิมพ์หนังสือ จงเป็นของนายเวรของคณะผู้จัดพิมพ์หนังสือทั้งที่เดินทางมาถึงและที่กำลังก่อกวนอยู่ตามร่างกายของคณะผู้จัดพิมพ์
จงเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่ดูแลรักษาผู้นำบทความนี้มาเผยแพร่ จงเป็นของนายเวรของผู้นำบทความนี้มาเผยแพร่ทั้งที่เดินทางมาถึงและที่กำลังก่อกวนอยู่ตามร่างกายของผู้นำบทความนี้มาเผยแพร่
จงเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่ดูแลรักษาผู้อ่าน จงเป็นของนายเวรของผู้อ่านทั้งที่เดินทางมาถึงและที่กำลังก่อกวนอยู่ตามร่างกายของผู้อ่าน รวมทั้งเป็นของเหล่าญาติทิพย์ของทุกๆ ท่าน ทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความทั้งหมดนี้
และจงเป็นของเหล่าอมนุษย์ทุกๆ ตนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความทั้งหมดนี้
เมื่อทุกๆ ท่านได้รับบุญแล้วจงสนับสนุนส่งเสริมญาติของท่านให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ถ้าหากญาติของท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่พ้นไปจากอาสวะแล้วขอให้ท่านทั้งหลายจงช่วยให้ท่านเป็นอยู่ด้วยความผาสุกตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนาเทอญ...
หากมีข้อความใดผิดไปจากหนังสือเดิมก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ เพราะข้อความทั้งหมดนี้พิมพ์ขึ้นมาใหม่จากหนังสือเล่มเดิมของคณะศิษย์วัดสามแยก ทั้งนี้ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่ คำสอนของพระอาจารย์เกษม อาจิณณสีโล เพื่อเป็นธรรมทาน ในอีกช่องทางหนึ่ง..
ให้อธิษฐานจิตว่า “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลให้ บุญกุศลที่เกิดจากการนั่งภาวนาของข้าพเจ้าคราวนี้ต่อไปนี้ จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวร ทั้งที่อยู่ภายในทั้งที่อยู่ภายนอกร่างกายข้า และที่จะกำลังจะมาถึงตัวข้าในเร็วๆ รวมทั้งจงสำเร็จแก่เทวดาประจำตัวข้า จงสำเร็จแก่นาค ครุฑ อสูร คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ กินราที่อยู่บริเวณนี้ บ้านนี้ เมื่อพวกท่านเห็นบุญที่เกิดจากการนั่งสมาธิของข้าไปถึงแก่พวกท่าน ขอให้พวกท่านยินดีรับเอาไว้เลยแล้วอย่าได้ขัดขวางการปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะอุทิศบุญให้อีก” ดังนี้
หมายเหตุ.- ถ้าต้องการจะอุทิศเจาะจงให้ใครหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ให้อธิษฐานเอาเอง แต่บุญที่เกิดจากการภาวนานั้นผู้ที่อยู่ในภพภูมิต่ำๆ เช่น ผี ปีศาจ ผีเชื้อโรค ฯลฯ รับได้ยาก ฉะนั้นหากเราต้องการโอนบุญที่เกิดจากการภาวนาให้เขาเหล่านั้นก็ให้อธิษฐานแปรสภาพบุญให้เหมาะสมกับเขาเหล่านั้นก่อนเพื่อเขาจะรับได้ง่ายขึ้น
“บุญกุศลใดที่เกิดจากการเผยแพร่ข้อความทั้งหมดนี้ เมื่อบุญเกิดแล้ว ขอบุญนี้จงเป็นของผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์ดังต่อไปนี้
จงเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่ดูแลรักษาหลวงพ่อเกษม อาจิณณสีโล จงเป็นของนายเวรของหลวงพ่อทั้งที่เดินทางมาถึงและที่กำลังก่อกวนอยู่ตามร่างกายขององค์ท่าน
จงเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่ดูแลรักษาคณะผู้จัดพิมพ์หนังสือ จงเป็นของนายเวรของคณะผู้จัดพิมพ์หนังสือทั้งที่เดินทางมาถึงและที่กำลังก่อกวนอยู่ตามร่างกายของคณะผู้จัดพิมพ์
จงเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่ดูแลรักษาผู้นำบทความนี้มาเผยแพร่ จงเป็นของนายเวรของผู้นำบทความนี้มาเผยแพร่ทั้งที่เดินทางมาถึงและที่กำลังก่อกวนอยู่ตามร่างกายของผู้นำบทความนี้มาเผยแพร่
จงเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่ดูแลรักษาผู้อ่าน จงเป็นของนายเวรของผู้อ่านทั้งที่เดินทางมาถึงและที่กำลังก่อกวนอยู่ตามร่างกายของผู้อ่าน รวมทั้งเป็นของเหล่าญาติทิพย์ของทุกๆ ท่าน ทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความทั้งหมดนี้
และจงเป็นของเหล่าอมนุษย์ทุกๆ ตนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความทั้งหมดนี้
เมื่อทุกๆ ท่านได้รับบุญแล้วจงสนับสนุนส่งเสริมญาติของท่านให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ถ้าหากญาติของท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่พ้นไปจากอาสวะแล้วขอให้ท่านทั้งหลายจงช่วยให้ท่านเป็นอยู่ด้วยความผาสุกตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนาเทอญ...
หากมีข้อความใดผิดไปจากหนังสือเดิมก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ เพราะข้อความทั้งหมดนี้พิมพ์ขึ้นมาใหม่จากหนังสือเล่มเดิมของคณะศิษย์วัดสามแยก ทั้งนี้ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่ คำสอนของพระอาจารย์เกษม อาจิณณสีโล เพื่อเป็นธรรมทาน ในอีกช่องทางหนึ่ง..
Posted by
1081009
การเบิกบุญ การโอนบุญ
การเบิกบุญที่เคยทำไว้โอนออกไปให้ญาติในโลกทิพย์
“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญที่ข้าให้ถึงแก่ ปอบ เปรต ผี ปีศาจ เทวดา มาร พรหม ยักษ์ คนธรรพ์ ภุมภัณฑ์ เงือก นาค ครุฑ อสูร กินราที่เป็นญาติข้า จงเป็นสุขจากบุญที่ข้าให้นี้เถิด” (กลุ่มญาติ พอเราส่งบุญให้ ได้บุญก็จะดูแลปกป้องรักษาให้เราปลอดภัยจากเจ้ากรรมนายเวรที่จะมาถึงตัวเราและก็จะดูแลบ้าน กิจการค้าขายให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป หลวงพ่อท่านว่า เหมือนเรามียามแล้วให้เงินเดือนกินได้กินอิ่มก็ดูแลบ้านเราดี ไม่จ่ายเงินเดือนให้และกินไม่อิ่ม จะเอาแรงที่ไหนมาปกป้องบ้านเรา)
การเบิกบุญที่เคยทำไว้โอนออกไปให้เจ้ากรรมนายเวร
“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้นายเวรข้าที่เดินทางมาถึงและกำลังก่อกวนข้าอยู่ในเวลานี้เมื่อรับบุญแล้วจงเป็นสุขเถิด ข้าขออภัยในความผิดที่ข้าเคยทำกับพวกท่านไว้ เรามาสร้างบุญร่วมกันมามีความสุขไปด้วยกันเถิด”
การเบิกบุญที่ทำไว้โอนออกไปให้นายเวรฆ่า
“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้แปรสภาพเป็นร่างกายข้าไปให้นายเวรที่จะเข้ามาทำร้ายข้า ให้เขาได้แก้แค้นร่างกายที่เกิดจากบุญที่ข้าพเจ้า ส่งไปให้นั้นเถิด” (หลวงพ่อบอกว่า บุญที่เราโอนให้จะเนรมิตเป็นตัวเราไปให้เจ้ากรรมนายเวรฆ่า คือในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอม เขาต้องการจะล้างแค้นเราอย่างเดียว เขาก็จะได้ฆ่าตัวปลอมที่เราแปรสภาพบุญส่งไป ใครเจอเหตุการณ์ไม่ดีในชีวิตก็ลองเอาไปปฏิบัติพิสูจน์ดูมันไม่ยากอะไร เงินก็ไม่เสียเหมือนมีคนเอาผลไม้ให้เราชิมบอกว่าหวาน เราไม่ชิมจะรู้ได้อย่างไรว่าหวาน) วิธีนี้ได้มา คณะศิษย์วัดสามแยกได้เข้าไปกราบหลวงพ่อเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2548)
วิธีปฏิบัติการเบิกโอนบุญประจำวัน
ตื่นเช้า เบิกบุญให้ผู้ที่มาเกี่ยวข้องกับเราโดยทางฝันรวมทั้งให้เทวดาประจำตัว เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนทั้งภายนอกและภายในกายของเราตลอดถึงภูตผี ปีศาจ เปรต ปอบ นาค ครุฑ อสูร ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยมทูต เทวดา มาร และพรหมที่เป็นญาติของเรา ที่อยู่บริเวณบ้านนี้
เข้าห้องน้ำ เบิกบุญให้แบคทีเรียจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ตายจากการที่เราอาบน้ำชำระร่างกายต่างๆ รวมทั้งให้เชื้อโรคต่างๆ ที่ออกไปจากร่างกายของเราเพราะการขับถ่ายด้วย ก่อนออกจากห้องน้ำก็เบิกบุญให้กับเชื้อโรคทั้งหมดที่อยู่ในห้องน้ำ
เวลากินข้าว เบิกบุญให้กับวิญญาณสัตว์ที่สถิต ในผัก ในข้าว ในเนื้อสัตว์ ในน้ำ ในอาหารทั้งหมดนั้นรวมทั้งให้กับดวงใจสัตว์ตัวที่เรานำมาทำอาหารด้วย
ไปทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำรถ และภูตผีปีศาจที่อยู่กับรถและบอกเทวดาให้คุ้มครองป้องกันให้การเดินทางปลอดภัย
ขณะเดินทาง เบิกบุญให้ภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต เทวดา ฯลฯ ที่อยู่ตามถนนหนทาง
ถึงที่ทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำตัวผู้ร่วมงานทั้งหลาย และภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต อสูร ฯลฯ ที่อยู่ในที่ทำงาน
กลับจากทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำรถ และภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต ฯลฯ ที่อยู่ในรถ และตามถนนที่จะเดินทางกลับ
เมื่อถึงบ้าน ก็เบิกบุญให้ หมู่ภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต อสูรกาย นาค ครุฑ อสูร ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยมทูต เทวดา มาร และพรหมที่เป็นญาติ ของเรา ทำกิจธุระส่วนตัวใดๆ ก็เบิกบุญให้ เหมือนตอนเช้า
ถ้านอนไม่หลับ ให้เบิกบุญให้เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนอยู่ทั้งภายนอกและภายในและรอบดวงจิตของเรา หรือให้ผู้ที่ทำให้ข้านอนไม่หลับอยู่ในเวลานี้ เป็นต้น
(ทุกครั้งที่เบิกบุญให้ว่า “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้...........)
วิธีอนุโมทนาบุญ
คือร่วมยินดีในขณะที่เห็นผู้อื่นทำความดี เช่น ถวายสังฆทานใส่บาตร ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา เป็นต้น บุญจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อเราร่วมยินดีกับการที่เห็นผุ้อื่นทำความดีนั้นแล้วให้คิดว่า “สาธุบุญนี้ให้..........” (อธิษฐานให้ตามที่ปรารถนา)
ประโยชน์ของการโอนบุญ
1.ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เพราะเจ้ากรรมนายเวรไม่มาเบียดเบียนหรือหากป่วยอยู่ก็ทำให้หายเร็วขึ้น
2.ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจและมุ่งหวัง เพราะเทวดาที่ดูแลเราช่วยเหลือและเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นศัตรูกลับกลายเป็นมิตร
3.ครอบครัวมีความสุข ลูกเชื่อฟัง พ่อแม่
4.ช่วยให้จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา
5.การเดินทางปลอดภัย เพราะเป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์
6.ปฏิบัติธรรม เจริญในธรรมปัญญาเกิดขึ้นง่าย
“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญที่ข้าให้ถึงแก่ ปอบ เปรต ผี ปีศาจ เทวดา มาร พรหม ยักษ์ คนธรรพ์ ภุมภัณฑ์ เงือก นาค ครุฑ อสูร กินราที่เป็นญาติข้า จงเป็นสุขจากบุญที่ข้าให้นี้เถิด” (กลุ่มญาติ พอเราส่งบุญให้ ได้บุญก็จะดูแลปกป้องรักษาให้เราปลอดภัยจากเจ้ากรรมนายเวรที่จะมาถึงตัวเราและก็จะดูแลบ้าน กิจการค้าขายให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป หลวงพ่อท่านว่า เหมือนเรามียามแล้วให้เงินเดือนกินได้กินอิ่มก็ดูแลบ้านเราดี ไม่จ่ายเงินเดือนให้และกินไม่อิ่ม จะเอาแรงที่ไหนมาปกป้องบ้านเรา)
การเบิกบุญที่เคยทำไว้โอนออกไปให้เจ้ากรรมนายเวร
“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้นายเวรข้าที่เดินทางมาถึงและกำลังก่อกวนข้าอยู่ในเวลานี้เมื่อรับบุญแล้วจงเป็นสุขเถิด ข้าขออภัยในความผิดที่ข้าเคยทำกับพวกท่านไว้ เรามาสร้างบุญร่วมกันมามีความสุขไปด้วยกันเถิด”
การเบิกบุญที่ทำไว้โอนออกไปให้นายเวรฆ่า
“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้แปรสภาพเป็นร่างกายข้าไปให้นายเวรที่จะเข้ามาทำร้ายข้า ให้เขาได้แก้แค้นร่างกายที่เกิดจากบุญที่ข้าพเจ้า ส่งไปให้นั้นเถิด” (หลวงพ่อบอกว่า บุญที่เราโอนให้จะเนรมิตเป็นตัวเราไปให้เจ้ากรรมนายเวรฆ่า คือในกรณีที่เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอม เขาต้องการจะล้างแค้นเราอย่างเดียว เขาก็จะได้ฆ่าตัวปลอมที่เราแปรสภาพบุญส่งไป ใครเจอเหตุการณ์ไม่ดีในชีวิตก็ลองเอาไปปฏิบัติพิสูจน์ดูมันไม่ยากอะไร เงินก็ไม่เสียเหมือนมีคนเอาผลไม้ให้เราชิมบอกว่าหวาน เราไม่ชิมจะรู้ได้อย่างไรว่าหวาน) วิธีนี้ได้มา คณะศิษย์วัดสามแยกได้เข้าไปกราบหลวงพ่อเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2548)
วิธีปฏิบัติการเบิกโอนบุญประจำวัน
ตื่นเช้า เบิกบุญให้ผู้ที่มาเกี่ยวข้องกับเราโดยทางฝันรวมทั้งให้เทวดาประจำตัว เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนทั้งภายนอกและภายในกายของเราตลอดถึงภูตผี ปีศาจ เปรต ปอบ นาค ครุฑ อสูร ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยมทูต เทวดา มาร และพรหมที่เป็นญาติของเรา ที่อยู่บริเวณบ้านนี้
เข้าห้องน้ำ เบิกบุญให้แบคทีเรียจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ตายจากการที่เราอาบน้ำชำระร่างกายต่างๆ รวมทั้งให้เชื้อโรคต่างๆ ที่ออกไปจากร่างกายของเราเพราะการขับถ่ายด้วย ก่อนออกจากห้องน้ำก็เบิกบุญให้กับเชื้อโรคทั้งหมดที่อยู่ในห้องน้ำ
เวลากินข้าว เบิกบุญให้กับวิญญาณสัตว์ที่สถิต ในผัก ในข้าว ในเนื้อสัตว์ ในน้ำ ในอาหารทั้งหมดนั้นรวมทั้งให้กับดวงใจสัตว์ตัวที่เรานำมาทำอาหารด้วย
ไปทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำรถ และภูตผีปีศาจที่อยู่กับรถและบอกเทวดาให้คุ้มครองป้องกันให้การเดินทางปลอดภัย
ขณะเดินทาง เบิกบุญให้ภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต เทวดา ฯลฯ ที่อยู่ตามถนนหนทาง
ถึงที่ทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำตัวผู้ร่วมงานทั้งหลาย และภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต อสูร ฯลฯ ที่อยู่ในที่ทำงาน
กลับจากทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำรถ และภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต ฯลฯ ที่อยู่ในรถ และตามถนนที่จะเดินทางกลับ
เมื่อถึงบ้าน ก็เบิกบุญให้ หมู่ภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต อสูรกาย นาค ครุฑ อสูร ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยมทูต เทวดา มาร และพรหมที่เป็นญาติ ของเรา ทำกิจธุระส่วนตัวใดๆ ก็เบิกบุญให้ เหมือนตอนเช้า
ถ้านอนไม่หลับ ให้เบิกบุญให้เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนอยู่ทั้งภายนอกและภายในและรอบดวงจิตของเรา หรือให้ผู้ที่ทำให้ข้านอนไม่หลับอยู่ในเวลานี้ เป็นต้น
(ทุกครั้งที่เบิกบุญให้ว่า “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้...........)
วิธีอนุโมทนาบุญ
คือร่วมยินดีในขณะที่เห็นผู้อื่นทำความดี เช่น ถวายสังฆทานใส่บาตร ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา เป็นต้น บุญจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อเราร่วมยินดีกับการที่เห็นผุ้อื่นทำความดีนั้นแล้วให้คิดว่า “สาธุบุญนี้ให้..........” (อธิษฐานให้ตามที่ปรารถนา)
ประโยชน์ของการโอนบุญ
1.ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เพราะเจ้ากรรมนายเวรไม่มาเบียดเบียนหรือหากป่วยอยู่ก็ทำให้หายเร็วขึ้น
2.ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจและมุ่งหวัง เพราะเทวดาที่ดูแลเราช่วยเหลือและเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นศัตรูกลับกลายเป็นมิตร
3.ครอบครัวมีความสุข ลูกเชื่อฟัง พ่อแม่
4.ช่วยให้จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา
5.การเดินทางปลอดภัย เพราะเป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์
6.ปฏิบัติธรรม เจริญในธรรมปัญญาเกิดขึ้นง่าย
Posted by
1081009
การอุทิศบุญให้ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์
การอุทิศบุญให้ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์มี 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1.กลุ่มที่เขาเป็นญาติของเราตั้งแต่อดีตชาติและปัจจุบันชาติ ที่ตายไปแล้ว ไปเกิดเป็นอยู่ในกลุ่มเหล่านี้มี ผี ปีศาจ เปรต ปอบ ยมทูต ยมบาล เงือก นาค กินรา ครุฑ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ เทวดา มารพรหม
2.กลุ่มที่คอยติดตามดูแลรักษาไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหนๆ มี ผี ปีศาจ ยมทูต (เป็นบางครั้ง) เงือก นาค กินรา ครุฑ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ เทวดา มาร พรหม
3.กลุ่มนายเวรหรือกลุ่มที่คอยเล่นงานเรา เพราะมีความเคียดแค้นเรามี ผี ปีศาจ เปรต นาค ครุฑ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ เทวดา มาร ฯลฯ แม้พวกที่มาคอยสิงคอยทรงก็ถือว่าเป็นนายเวรด้วยเช่นกัน
กลุ่มนี้จะทำให้เราไม่สบายทำอะไรก็ติดขัดไปหมดมีกิจการก็ซบเซา ยิ่งคนที่ฆ่าสัตว์มาก ยิ่งมีเวรมาก (หลวงพ่อท่านว่าอย่างฆ่าไก่ ไปตัวหนึ่งไรที่อยู่กับไก่ เป็นหมื่นๆ ตัว ก็ตายไปด้วย ผีไก่ผีไรมันก็แค้นเรา เราต้องส่งบุญให้มัน เมื่อมันได้แล้วมันเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิที่ดีขึ้นมันก็หายแค้นเรา)
4.กลุ่มเชื้อโรคเชื้อจุลินทรีย์ กลุ่มนี้บางพวกก็เป็นนายเวรบางพวกก็เป็นผู้ดูแลรักษาอาศัยอยู่ตามระบบต่างๆ ของร่างกาย ถ้าเราอุทิศบุญให้เขา เขาก็จะเปลี่ยนภพ เปลี่ยนภูมิที่ดีขึ้นไม่กลับมาเกิดในร่างกายของเราอีก บางพวกเขาจะรับบุญได้ทันที แต่บางพวกก็ต้องตายก่อนจึงจะรับบุญได้ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเขามีมากมายหลายล้าน ย่อมมีตัวตายตัวเกิดอยู่เนืองๆ เมื่อเราอุทิศบุญให้แล้ว เขาก็ได้รับทันที
1.กลุ่มที่เขาเป็นญาติของเราตั้งแต่อดีตชาติและปัจจุบันชาติ ที่ตายไปแล้ว ไปเกิดเป็นอยู่ในกลุ่มเหล่านี้มี ผี ปีศาจ เปรต ปอบ ยมทูต ยมบาล เงือก นาค กินรา ครุฑ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ เทวดา มารพรหม
2.กลุ่มที่คอยติดตามดูแลรักษาไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหนๆ มี ผี ปีศาจ ยมทูต (เป็นบางครั้ง) เงือก นาค กินรา ครุฑ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ เทวดา มาร พรหม
3.กลุ่มนายเวรหรือกลุ่มที่คอยเล่นงานเรา เพราะมีความเคียดแค้นเรามี ผี ปีศาจ เปรต นาค ครุฑ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยักษ์ เทวดา มาร ฯลฯ แม้พวกที่มาคอยสิงคอยทรงก็ถือว่าเป็นนายเวรด้วยเช่นกัน
กลุ่มนี้จะทำให้เราไม่สบายทำอะไรก็ติดขัดไปหมดมีกิจการก็ซบเซา ยิ่งคนที่ฆ่าสัตว์มาก ยิ่งมีเวรมาก (หลวงพ่อท่านว่าอย่างฆ่าไก่ ไปตัวหนึ่งไรที่อยู่กับไก่ เป็นหมื่นๆ ตัว ก็ตายไปด้วย ผีไก่ผีไรมันก็แค้นเรา เราต้องส่งบุญให้มัน เมื่อมันได้แล้วมันเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิที่ดีขึ้นมันก็หายแค้นเรา)
4.กลุ่มเชื้อโรคเชื้อจุลินทรีย์ กลุ่มนี้บางพวกก็เป็นนายเวรบางพวกก็เป็นผู้ดูแลรักษาอาศัยอยู่ตามระบบต่างๆ ของร่างกาย ถ้าเราอุทิศบุญให้เขา เขาก็จะเปลี่ยนภพ เปลี่ยนภูมิที่ดีขึ้นไม่กลับมาเกิดในร่างกายของเราอีก บางพวกเขาจะรับบุญได้ทันที แต่บางพวกก็ต้องตายก่อนจึงจะรับบุญได้ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเขามีมากมายหลายล้าน ย่อมมีตัวตายตัวเกิดอยู่เนืองๆ เมื่อเราอุทิศบุญให้แล้ว เขาก็ได้รับทันที
Posted by
1081009
การอุทิศบุญหรือการโอนบุญในชีวิตประจำวัน
การอุทิศบุญหรือการโอนบุญในชีวิตประจำวัน
ตอนเช้า -- ทำกับข้าให้บิดา มารดา หรือสามี ภรรยา รับประทาน
-- ป้อนเข้าให้ลูก -- ให้เงินลูกไปโรงเรียน
-- ให้ข้าวสุนัข -- ดูทีวีแล้วจิตมีความสุข
บุญเหล่านี้สามารถโอนบุญได้ทันทีโดยตั้งจิตอธิษฐานว่า “บุญที่เกิดจากการ .................... ( ทำกับข้าให้บิดา มารดา หรือสามี ภรรยา รับประทาน ป้อนเข้าให้ลูก ให้เงินลูกไปโรงเรียน ให้ข้าวสุนัข ดูทีวีแล้วจิตมีความสุข) ขอยกให้กับ ...........................(เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนข้าพเจ้า เทวดาผู้รักษาข้าพเจ้า เทวดาผู้รักษาพ่อแม่ ข้าพเจ้า ฯลฯ)
ขณะทำงาน (ตอนกลางวัน) -- ขณะยื่นงานให้เจ้านาย -- เลี้ยงอาหารผู้ร่วมงาน ฯลฯ
-- หยิบสิ่งของส่งให้เพื่อนตามที่เพื่อนบอก
ตอนกลางคืน -- ห่มผ้าให้ลูก หรือสามี ภรรยา เมื่อได้ดู ฟังธรรม แล้วเกิดความรู้หรือเมื่อได้ปฏิบัติธรรมภาวนาอบรมใจ ฯลฯ
เมื่อได้กระทำต่างๆ ดังว่ามานี้ สามารถโอนบุญออกไปให้ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์ที่เราต้องการให้ได้ทันที “แต่บุญที่เกิดจากการภาวนานั้นผู้ที่อยู่ในภพภูมิต่ำๆ เช่น ผี ปีศาจ ผีเชื้อโรค ฯลฯ รับได้ยาก ฉะนั้นหากเราต้องการโอนบุญที่เกิดจากการภาวนาให้เขาเหล่านั้น เราต้องอธิษฐานแปรสภาพบุญให้เหมาะสมกับเขาเหล่านั้นก่อนเพื่อเขาจะรับได้ง่ายขึ้น โดยคิดก่อนที่จะภาวนาดังนี้ “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลให้บุญที่เกิดขึ้นในขณะที่ข้าพเจ้า ภาวนาคราวนี้ แปรสภาพเป็นสิ่งต่างๆ (ปัจจัยสี่) ตามแต่อมนุษย์แต่ละดวงใจ ที่มาเกี่ยวข้องกับข้าอยู่ในเวลานี้เขาต้องการ แล้ว ขอให้บุญที่แปรสภาพแล้วนั้นเป็นของอมนุษย์แต่ละดวงใจเหล่านั้นตามที่เขาปรารถนานั้นเทอญ” ดังนี้
หมายเหตุ.- ตรงถัดจากคำว่า “..แปลสภาพเป็นนั้น..” เราจะระบุชัดๆ ลงไปเลยก็ได้ว่า “แปรสภาพเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย ฯลฯ ก็ได้เช่นกัน แล้วตรงที่ว่า “..ตามแต่อมนุษย์แต่ละดวงใจ..” เราจะเปลี่ยนเป็นว่า “..ตามแต่เทวดา เปรต ผี ปีศาจ ที่อยู่บริเวณบ้านข้า..” หรือ “..ตามแต่เจ้ากรรม นายเวรของข้า / ของสามี ภรรยา ของลูก ของบิดา มารดา ฯลฯ..ที่เดินทางมาถึงแล้วในเวลานี้..” ดังนี้ (คำคิดนี้จะไม่ตามนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ สุดแต่จะพลิกแพลงใช้เอาแต่อย่าให้หนีจากหลักนี้ เป็นใช้ได้)
ก่อนจะนอนให้คิดอุทิศบุญดังนี้
“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าพเจ้าให้เทวดาผู้เฝ้าอยู่บริเวณนี้ จงจัดการวางยามให้เรียบร้อย ให้ตัวข้าพเจ้าได้นอนหลับอย่างสบาย ท่านผู้ใดเป็นหมอยา ให้มาตรวจรักษาข้าได้ในเวลาที่ข้าหลับเพื่อให้ข้าปลอดภัย บุญนี้ให้แก่พวกท่าน”
ตอนเช้า -- ทำกับข้าให้บิดา มารดา หรือสามี ภรรยา รับประทาน
-- ป้อนเข้าให้ลูก -- ให้เงินลูกไปโรงเรียน
-- ให้ข้าวสุนัข -- ดูทีวีแล้วจิตมีความสุข
บุญเหล่านี้สามารถโอนบุญได้ทันทีโดยตั้งจิตอธิษฐานว่า “บุญที่เกิดจากการ .................... ( ทำกับข้าให้บิดา มารดา หรือสามี ภรรยา รับประทาน ป้อนเข้าให้ลูก ให้เงินลูกไปโรงเรียน ให้ข้าวสุนัข ดูทีวีแล้วจิตมีความสุข) ขอยกให้กับ ...........................(เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนข้าพเจ้า เทวดาผู้รักษาข้าพเจ้า เทวดาผู้รักษาพ่อแม่ ข้าพเจ้า ฯลฯ)
ขณะทำงาน (ตอนกลางวัน) -- ขณะยื่นงานให้เจ้านาย -- เลี้ยงอาหารผู้ร่วมงาน ฯลฯ
-- หยิบสิ่งของส่งให้เพื่อนตามที่เพื่อนบอก
ตอนกลางคืน -- ห่มผ้าให้ลูก หรือสามี ภรรยา เมื่อได้ดู ฟังธรรม แล้วเกิดความรู้หรือเมื่อได้ปฏิบัติธรรมภาวนาอบรมใจ ฯลฯ
เมื่อได้กระทำต่างๆ ดังว่ามานี้ สามารถโอนบุญออกไปให้ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์ที่เราต้องการให้ได้ทันที “แต่บุญที่เกิดจากการภาวนานั้นผู้ที่อยู่ในภพภูมิต่ำๆ เช่น ผี ปีศาจ ผีเชื้อโรค ฯลฯ รับได้ยาก ฉะนั้นหากเราต้องการโอนบุญที่เกิดจากการภาวนาให้เขาเหล่านั้น เราต้องอธิษฐานแปรสภาพบุญให้เหมาะสมกับเขาเหล่านั้นก่อนเพื่อเขาจะรับได้ง่ายขึ้น โดยคิดก่อนที่จะภาวนาดังนี้ “ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลให้บุญที่เกิดขึ้นในขณะที่ข้าพเจ้า ภาวนาคราวนี้ แปรสภาพเป็นสิ่งต่างๆ (ปัจจัยสี่) ตามแต่อมนุษย์แต่ละดวงใจ ที่มาเกี่ยวข้องกับข้าอยู่ในเวลานี้เขาต้องการ แล้ว ขอให้บุญที่แปรสภาพแล้วนั้นเป็นของอมนุษย์แต่ละดวงใจเหล่านั้นตามที่เขาปรารถนานั้นเทอญ” ดังนี้
หมายเหตุ.- ตรงถัดจากคำว่า “..แปลสภาพเป็นนั้น..” เราจะระบุชัดๆ ลงไปเลยก็ได้ว่า “แปรสภาพเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย ฯลฯ ก็ได้เช่นกัน แล้วตรงที่ว่า “..ตามแต่อมนุษย์แต่ละดวงใจ..” เราจะเปลี่ยนเป็นว่า “..ตามแต่เทวดา เปรต ผี ปีศาจ ที่อยู่บริเวณบ้านข้า..” หรือ “..ตามแต่เจ้ากรรม นายเวรของข้า / ของสามี ภรรยา ของลูก ของบิดา มารดา ฯลฯ..ที่เดินทางมาถึงแล้วในเวลานี้..” ดังนี้ (คำคิดนี้จะไม่ตามนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ สุดแต่จะพลิกแพลงใช้เอาแต่อย่าให้หนีจากหลักนี้ เป็นใช้ได้)
ก่อนจะนอนให้คิดอุทิศบุญดังนี้
“ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญข้าพเจ้าให้เทวดาผู้เฝ้าอยู่บริเวณนี้ จงจัดการวางยามให้เรียบร้อย ให้ตัวข้าพเจ้าได้นอนหลับอย่างสบาย ท่านผู้ใดเป็นหมอยา ให้มาตรวจรักษาข้าได้ในเวลาที่ข้าหลับเพื่อให้ข้าปลอดภัย บุญนี้ให้แก่พวกท่าน”
Posted by
1081009
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)