วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กะระณียะเมตตะสุตตัง



                กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะ มัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะ มะนุรักเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
                เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยา โน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะ เมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยังปุนะเรตีติฯ
..............................
เป็นบทที่มีอานิสงค์ ในเรื่องความเมตตา บทนี้สวดแล้วจะทำให้มีแต่คนรัก แม้แต่กระทั่ง ผี และเทวดา.

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรรมลิขิต


             กรรม แปลตามตัวอักษร การกระทำ ทำดี เรียก กุศลกรรม ทำไม่ดี หรือทำชั่ว เรียก อกุศลกรรม ทำดีย่อมให้ผล เป็นความดี ทำไม่ดีย่อมให้ผลเป็นความไม่ดี เพราะการกระทำ และผลของการกระทำ ย่อมสอดคล้องกันเสมอ เปรียบเสมือนการเพาะปลูก พืชพันธุ์ เช่น ปลูกขนุน ปลูกมะม่วง เมื่อออกดอกออกผล ก็ต้องเป็นขนุน เป็นมะม่วงอย่างแน่นอน อุปกรณ์ หรือเครื่องมือ ที่ใช้ก่อสร้างกรรมดีและกรรมไม่ดี มี ๓ อย่าง คือ ๑. กายกรรม กระทำด้วยกาย หรือการกระทำทางกาย ๒. วจีกรรม กระทำด้วยวาจา หรือการกระทำทางวาจา ๓. มโนกรรม กระทำด้วยใจ หรือการกระทำทางใจ

             รูปแบบหรือตัวอย่างของกรรมดีหรือกรรมไม่ดีจัดเป็นคู่ๆ ดังนี้ กายกรรมที่ดี คือ ไม่ฆ่า ไม่ขโมย ไม่ประพฤติผิดทางกาม กายกรรมที่ไม่ดีคือ ฆ่า ขโมย ประพฤติผิดทางกาม วจีกรรมที่ดี คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ วจีกรรมที่ไม่ดีคือ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มโนกรรมที่ดี คือ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น มีความเห็นถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มโนกรรมที่ไม่ดี คือ อยากได้ของผู้อื่น คิดเบียดเบียนผู้อื่น เห็นผิดเป็นชอบ ไม่อายชั่ว กลัวบาป ขี้อิจฉาริษยา เป็นต้น

             แหล่งเกิดของกรรมดีท่านเรียกว่า กุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง แหล่งเกิดของกรรมไม่ดี ท่านเรียกว่า อกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ คือ โลภ โกรธ หลง

             เมื่อทราบความหมายของกรรมดี กรรมไม่ดี อุปกรณ์หรือเครื่องมือทำกรรมและแหล่งของกรรม ครบถ้วนแล้ว ขอให้ลองพิจารณาถึงความเป็นจริงในชีวิตประจำวันว่าการกระทำทางกาย วาจา ใจส่วนใหญ่เป็นความดี หรือความไม่ดี ถ้าดีมากกว่าไม่ดี ก็จะมีความสุขใจ สบายใจ ไม่เดือดร้อน ในสิ่งที่ไม่น่าจะเดือดร้อนใจเรียกว่า ได้ภพภูมิที่ดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ดีมากกว่าดี ก็จะมีแต่ความไม่สบายใจ เดือดร้อนใจ เรียกว่า ได้ภพภูมิที่ไม่ดี ความสุขหรือความทุกข์   จึงเป็นเรื่องของกรรมลิขิต ให้เป็นไปตามที่ เจ้าของชีวิตกระทำเอง หากต้องการให้กรรมลิขิตในทางดีก็ต้องทำดี กรรมลิขิตให้ไม่ดีก็เพราะทำไม่ดี จะเลือกทางดี หรือทางไม่ดี ก็ย่อมให้กรรมลิขิตได้ตามประสงค์

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทสวดสำหรับ คนเคยทำแท้ง


ปัตติทานะคาถา
(บทสวดนี้ คนเคยทำแท้งควรสวดทุกวัน)
                (นำ) หันทะ มะยัง ปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เสฯ
                (รับ) ยาเทวะตา สันติ วิหาระวาสินี ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร  ตะหิง ตะหิงตา ธัมมะทาเนนะ  ภะวันตุ ปูชิตา โสตถิง กะโรนเตธะ วิหาระมันฑะเล เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา คามา จะ เทสา นิคะมา จะ อิสสะรา สัปปาณะภูตา สุขิตา ภะวันตุ เต ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสัมภะวา สังเสทะชาตา อะถะโวปะปาติกา นิยยานิกัง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต สัพเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สังขะยังฯ ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา สังโฆ โหตุ สะมัคโค วะ อัตถายะ จะ หิตายะ จะ อัมเห รักขะตุ สัทธัมโม สัพเพปิ ธัมมะจาริโน วุฑฒิง สัมปาปุเณยยามะ ธัมเม อะริยัปปะเวทิตาฯ ปะสันนา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน พุทธะสาสะเน สัมมา ธารัง ปะเวจฉันโต กาเล เทโว ปะวัสสะตุ วุฑฒิภาวายะ สัตตานัง สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง มาตาปิตา จะ อัตระชัง นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน ปะชัง รักขันตุ สัพพะทาฯ
..............................

วิธีแก้กรรมดวงวิญญาณ



                ให้จุดธูปขอขมากรรมก่อนใส่บาตร
การทำบุญอุทิศให้วิญญาณ ควรมีของดังนี้ สังฆทาน ๑ ถัง อาหาร คาวหวาน ๑ ชุด น้ำ ผลไม้ พระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว ผ้าจีวร ๑ ชุด (พระพุทธรูปจะทำให้มีรัศมีกายสว่างมาก เพราะเทวดาหรือพรหมเขาถือความสว่างของร่างกายจะมีมากกว่าเก่า)
หลังทำบุญต้องกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่สิงอยู่ แล้วพูดต่อว่า
“บุญใดที่ฉันบำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่ต้นในอดีตถึงปัจจุบันชาติ ผลของบุญนี้จะมีประโยชน์ความสุขแก่ฉันเพียงใด ขอเธอจงอนุโมทนาผลบุญนั้นและรับผลบุญเช่นเดียวกับฉันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขอให้วิญญาณตัดขาดจากกันบัดนี้เป็นต้นไปเทอญ”
หมายเหตุ.-
                - การจุดธูปกลางแจ้ง เป็นการขอขมากรรมใช้กับผู้ตาย
                - ถ้ายังมีชีวิตอยู่ให้จุดธูปที่หน้าพระพุทธรูป และถวายของทั้งหมดก่อนใส่บาตร

เข้าคิว



      คำว่า "เข้าคิว" หมายถึง เข้าอยู่ในลำดับที่จัดไว้ก่อนหลัง จุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสะดวก ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นธรรม รวมทั้งเพื่อป้องกันการใช้อภิสิทธิ์ ข้อดีของการเข้าคิวอีกอย่างหนึ่ง คือทำให้เจ้าของคิวเบาใจได้ว่ายังไม่ถึงโอกาสของตนเอง สามารถใช้เวลาระหว่างนั้นทำอะไรได้ตามใจชอบไม่ต้องคอยห่วงกังวล

       ในชีวิตของคนเรา สิ่งหนึ่งที่ดูเผิน ๆ คล้ายกับว่ามีกำหนดเวลาอยู่ข้างหน้า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลานั้นหรือพูดง่าย ๆ ว่ายังไม่ถึงคิว สิ่งนั้นก็คือความตาย ที่ว่าดูเผิน ๆ ก็เพราะที่จริงความตายนั้นไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน จัดคิวไม่ได้ กำหนดไม่ถูกว่าคนแก่จะต้องตายก่อนคนหนุ่ม คนป่วยจะต้องตายก่อนคนแข็งแรง เพราะความตายเป็นสิ่งที่รู้ไม่ได้ว่า จะตายเมื่อไหร่ ตายด้วยโรคอะไร ตายเวลาไหน ตายในที่แห่งใด ตายแล้วไปไหน ฯลฯ 

       เพราะเหตุนี้ พระท่านจึงสอนให้ระลึกถึงความตายที่เรียกว่า มรณัสสติ อยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ประมาทมัวเมาดำเนินชีวิตด้วยการละเว้นความชั่วทั้งปวง เร่งทำความดีและสิ่งที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นรวมถึงการทำจิตใจให้สะอาด สว่าง สงบเสียแต่วันนี้ จะมามัวนิ่งนอนใจว่ายังไม่ถึงคิวหรือน่าจะยังมีชีวิตอยู่อีกเท่านั้นเท่านี้ไม่ได้ แต่ควรคิดให้เห็นภาพว่า ถ้าอีกหนึ่งเดือนจะต้องตายเราจะต้องทำอะไรบ้าง ถ้าอีกหนึ่งวันจะต้องตายเราจะต้องทำอะไรบ้าง หรือถ้าอีกหนึ่งชั่วโมงจะต้องตายเราจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วรีบทำเสียโดยเร็ว เพราะในความเป็นจริงความตายอาจมาถึงเร็วกว่าหนึ่งชั่วโมงก็ได้ เนื่องจากไม่สามารถสร้างกำหนดเวลาที่มาถึงได้เหมือนกับการเข้าคิวได้
..........................

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิธีแก้กรรมด้วยการใส่บาตรให้เกิดผล


  
                ก่อนใส่บาตรต้องจุดธูปขอขมากรรมก่อน โดยปฏิบัติดังนี้
การลดกรรมด้วยวิธีการใส่บาตรให้ได้ผล รวมทั้งสร้างกุศลผลบุญครั้งใดๆ ก็ตาม มิใช่ใส่บาตรเฉยๆ แล้วจะได้ผล ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยจำนวนมาก บอกว่าได้ทำบุญใส่บาตรพระแล้ว โรคร้ายแรงต่างๆ ไม่หายไม่บรรเทา อากาป่วยจะหายได้อย่างไร เพราะทำไม่ถูกต้อง ใสบาตรพระร้อยรูปก็หาประโยชน์ในการลดกรรมเท่าใส่บาตรเพียงรูปเดียวไม่ เพราะไม่ถึงเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นเจ้าหนี้กรรมอยู่จริงๆ เหมือนกับเป็นหนี้เจ้ากรรมนายเวรชุด ก. แต่ไปใช้หนี้ ชุด ข. เจ้าหนี้ชุด ก. ก็ย่อมไม่พอใจไม่อโหสิกรรมให้แน่นอน กรรมเก่าที่ไม่ดีก็ย่อมไม่ลด
                วิธีแก้กรรม/ลดกรรมด้วยการใส่บาตรให้ถูกวิธีนั้น ท่านพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ) แนะนำว่า  ก่อนใส่บาตร..
                ให้จุดธูป ๓ ดอก กลางแจ้งขอขมากรรมโดย
“ตั้งนะโม ๓ จบ” แล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอขมากรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร ศัตรู หมู่มาร หมู่พาล ทุกภพทุกชาติ ขอให้อโหสิกรรมให้ขาดจากกัน”
                และหลังใส่บาตรเสร็จทุกครั้งให้
“ตั้งนะโม ๓ จบ”  แล้วกล่าวว่า “กุศลที่ลูกได้ทำแล้วขอถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ขอให้ทุกพระองค์นำส่งบุญให้ข้าพเจ้ามีเดช ปัญญา โภคะ ขอให้สมหวังสมปรารถนาทุกเรื่อง ขอให้มีบุญบารมีเต็มขั้น เกิดสภาวธรรมตามบุญวาสนาที่ได้ทำมาจากทุกภพทุกชาติโดยเร็วเทอญ และขออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทุกภพทุกชาติ (วิญญาณ) ศัตรูหมู่มาร หมู่พาล (เช่น มนุษย์  หุ้นส่วน เพื่อน ในครอบครัว) ทุกภพทุกชาติ (เอ่ยชื่อได้ยิ่งดี) ขอให้อโหสิกรรม ขอให้ขาดจากกัน ณ เดี๋ยวนี้เทอญ ขอให้อุปถัมภ์ค้ำจุนข้าพเจ้า”
ถ้าทำบุญด้วยข้าวสารเป็นกระสอบ หรือถมทราย ดิน ก็ตั้งจิต อธิษฐานว่า “ผลบุญนี้ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวยเหมือนเมล็ดข้าวสาร เม็ดทราย ดิน เจ้ากรรมนายเวรตามเมล็ดข้าวสาร ตามเม็ดทรายดิน ขอให้ได้รับและขอให้อโหสิกรรมหลุดขาดจากกัน ณ บัดนี้เดี๋ยวนี้เทอญขอให้ข้าพเจ้ามีแต่ความเจริญรุ่งเรืองพบแต่ผู้อุปถัมภ์ค้ำชู”
กรณีที่ดวงตกมาก ขอให้แผ่บุญให้ตนเองให้มากๆ บางท่านก็แผ่ให้ผู้อื่นจนลืมให้ตัวเอง ตัวเราเองต้องมีบุญบารมีแก่กล้าจริงๆ จึงจะช่วยและให้ผู้อื่นได้ ควรสวด อิติปิโส ฯ เลยอายุ ๑ จบ มีเวลาขอให้ไปปฏิบัติธรรม/ ฝึกวิปัสสนาด้วย จะเกิดผลเร็ว โทสะจะน้อยลง ควรแผ่เมตตาให้มากๆ วันละ ๑๐-๓๐ ครั้ง การแผ่เมตตาที่ได้ผลนั้น ท่านพระธรรมสิงหบุราจารย์ แนะนำว่า  ถ้าจะกรวดน้ำต้องกรวดน้ำลงดินทุกครั้ง วันละ ๑๐๐ ครั้ง เจ้ากรรมนายเวรจะหาย ๑๐๐ เท่า ๑๐๐ วิญญาณ หรือใช้สมาธิกำหนด อธิษฐานจิตด้วยความตั้งใจ ประกอบด้วยความมีสติและสัมปชัญญะ แผ่เมตตาออกจากลิ้นปี่ แล้อุทิศส่วนกุศลจากจักระ ๖ หรือบริเวณตาที่สาม ที่กลางหน้าผากต่ำลงเล็กน้อยจะได้ผลมากขึ้น
(คำว่า อุทิศบุญใช้กับผู้ตาย    นำส่งบุญใช้กับผู้ยังมีชีวิตอยู่    ถวายบุญกุศลใช้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
........................................

วิธีแก้กรรมให้ตนเอง (ได้ผลดีเร็วขึ้น)



                วิบากกรรมของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป บางคนป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนตกงานบ่อย บางคนลำบากมาก หากินไม่คล่อง บางคนลูกเกเร วิบากกรรมนี้ตามมาหลายภพหลายชาติ ซึ่งมี่ส่วนทำให้เราเกิดมาแตกต่างกัน แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวัง หนทางในการบรรเทาวิบากกรรมนั้นมี ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี
                เวลาที่เราทำบุญหรือทำความดีทุกครั้ง นอกจากบุญที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น การใส่บาตร การถือศีล ฯลฯ แล้ว การพูดคุยที่ช่วยให้ผู้อื่นสบายใจ การสนทนาธรรม การให้ธรรมทาน การร่วมบริจาคหนังสือธรรมะชี้แนะแนวทางแก้ปัญหาชีวิตให้กับผู้สิ้นหวัง การทำความสะอาดท้องพระการถวายน้ำเปล่าเพียง ๑ แก้ว ให้กับหิ้งพระพุทธฯ การร่วมอนุโมทนา การทำความดีของผู้อื่นโดยการใช้จิตน้อมไปทางบุญกุศล การกวาดใบไม้ทำสวน ทำความสะอาดห้องน้ำ หรือของส่วนรวม การดูแลคนแก่ เด็ก การที่เรามีจิตใจดีหรือตั้งใจดี ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนเป็นกุศลและเป็นบุญทั้งสิ้น ให้
“ตั้งนะโม ๓ จบ”
                “ข้าพเจ้า... นามสกุล... เกิดวันที่... วันนี้ข้าพเจ้าขอตั้งจิตถึงบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก รวมถึงองค์เทพ องค์พรหมที่ปกปักรักษากายสังขารวิญญาณลูกอยู่ วันนี้ลูกตั้งจิตถวาย... (บุญที่ทำ เช่น ใส่บาตร  ถือศิล สวดมนต์ ให้ทาน ฯลฯ) ลูกขอถวายบุญกุศลนี้แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ รวมถึงองค์เทพ องค์พรหมทั้งหลาย ให้มีพระบารมีมากขึ้นขอให้ทุกๆ พระองค์นำส่งบุญให้ลูกเจริญขึ้น ทั้งการงาน การเงิน และความรัก ให้ลูกมีเดช ปัญญา โภคะ (ความสมบูรณ์) ทุกภพทุกชาติ และขออุทิศบุญกุศลนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกภพทุกชาติ รวมถึงวิญญาณที่ตามมาทุกผู้ทุกคน ศัตรู หมู่มาร หรือหมู่พาล คือ มนุษย์ เช่น บริวาร ญาติมิตร คนรับใช้ สามี ภรรยา บุตร ธิดา ทุกภพทุกชาติ ขอให้ได้รับมหากุศลนี้ รับแล้วขอให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ให้ขาดจากกัน ณ เดี๋ยวนี้ บัดนี้ ขอให้ข้าพเจ้ามีบุญบารมีสูงขึ้นๆ เต็มขึ้น เพื่อช่วยสังคมให้สูงขึ้น และสร้างคนให้เป็นพระ ให้เกิดปัญญาทางธรรมต่อไป และให้สมบูรณ์พูนผลทุกอย่างด้วยบุญที่ทำนี้เทอญ   สาธุ..”

หมายเหตุ.-
                - การตั้งนะโม ๓ จบ เพื่อขอให้พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระประธาน เพราะพระบารมีของพระพุทธองค์สามารถเปิด ๓ ภพ (สวรรค์ มนุษย์ และนรก) ไม่ว่าเจ้ากรรมนายเวรจะอยู่ภพภูมิใด แม้แต่นรกขุมสุดท้าย ก็สามารถเปิดทางไปถึงได้ เจ้ากรรมนายเวรจะได้รับอย่างรวดเร็วและอโหสิกรรมให้เราหมด และควรกรวดน้ำลงดินด้วยทุกครั้ง แม่พระธรณี แม่พระคงคา จะได้เป็นทิพย์พยาน เพราะท่านได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว
                - ปัญญาทางโลกทุกคนมีอยู่แล้ว ได้จากพันธุกรรมพ่อแม่ แต่อย่าให้ขาดปัญญาทางธรรม ซึ่งก็คือจิตสัมผัสรู้ดี รู้ชั่ว และการหยั่งู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ถ้าได้ปัญญาทางธรรม จะประสบแต่ความสำเร็จ ความสมบูรณ์พูนสุขทุกอย่าง เพราะบุญคือขุมทรัพย์ ลาภยศจะมาเอง และยังช่วยครอบครัวและผู้อื่นได้อีกด้วย
                - กรรมเวร แก้ไขได้โดยการขอขมากรรม และส่งวิญญาณด้วยพระสะดุ้งมารขนาด ๓ นิ้ว ๕ นิ้ว เป็นการต่อชะตาชีวิต ถ้ากรรมใดได้รับอโหสิกรรม กรรมนั้นจะเบาบางและชีวิตจะดีขึ้น โดยสังเกตจากตัวเราว่ามีสิ่งที่ดีขึ้นหรือไม่ ที่ป่วยก็จะหาย ที่จนก็จะเริ่มมี แสดงว่าเราเริ่มจะมีบุญมาช่วยแล้ว หากการยังมากก็จะยังลำบากอยู่
.....................................

กรรมฐาน วิธีแก้กรรม-ลดกรรมให้ตนเอง



                หากเราทำกรรมไม่ดีไว้ควรทำอย่างไร พอสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
๑. ตัดกังวล เลิกคิด เลิกเศร้าเสียใจ เลิกจิตตก ไม่มีใครไม่เคยทำผิด แต่ทำผิดแล้วสำนึกได้และไม่ทำอีก สำคัญกว่า
๒. ปฏิบัติตามแนว ทาน ศีล ภาวนา (ทานทำให้รวย ศีลทำให้สวย ภาวนาทำให้มีปัญญาดี)
         - ทาน ให้เพื่อลดกิเลสในตัว ทั้งความโลภและความโกรธ จะมีพรหมวิหาร ๔  มากขึ้น
                (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
         - ถือศีล ๕ เพื่อรักษากาย วาจา ให้ปกติ ไม่ให้พลาดไปทำผิด เพราะธรรมชาติของใจคนจะไหลลงที่ต่ำได้ง่ายกว่าขึ้นที่สูง ศีลเป็นทางนำให้เกิดสมาธิ นำไปสู่การเกิดปัญญา
         - เจริญภาวนา เพื่อให้ได้ปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงของรูปนาม คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ไตรลักษณ์) และ อสุภะ (สิ่งที่ไม่สวย ไม่งาม เช่น ซากศพ) ทั้งสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน
กรรมฐาน ทำได้โดยตั้งใจมั่น ไม่เสียสตางค์ แก้กรรมได้โดยตรง มีผลมากที่สุด เป็นบุญใหญ่ที่สุด บุญที่ได้จากกรรมฐาน ได้ทั้งตัวเอง และสามารถอุทิศแผ่เมตตาให้บุคคลอื่นๆ ได้ ทำให้ทุกชีวิตดีขึ้น
..................................................